Montenegro: Podgorica
Podgorica, Montenegro


จุดหมายต่อไป Montenegro

ระยะห่างบนแผนที่ระหว่าง Belgrade และ Podgorica เมืองหลวงของ Montenegro อยู่ที่ 285 กม. (ประมาณ กทม.-เพชรบูรณ์) ถ้าเดินทางทางบก ต้องข้ามภูเขาคดเคี้ยวมากมาย ระยะทางจะเพิ่มเป็น 450 กม. มีรถไฟจาก Belgrade ไป Podgorica วันละ 1 รอบ ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง ราคา 30 กว่ายูโร แต่ถ้านั่งเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ราคา 74 ยูโร

เลือกใช้บริการเครื่องบิน เนื่องจาก นั่งนานๆ 12 ชั่วโมงไม่ไหว สายการบิน Air Serbia ตอนจองตั๋ว เขียนไว้ว่าไฟลท์นี้จะบินด้วย ATR 72 เครื่องบินใบพัด (turboprop) แต่ถึงวันจริงเปลี่ยนไปใช้เครื่อง Airbus A319 แทน อดนั่ง ATR 72 เลย

แผนที่ในหนังสือ World Atlas ของไทยวัฒนาพาณิชย์เมื่อปี 2540 (คศ.1997) ประเทศยังเป็นส่วนของ Yugoslavia อยู่เลย เมืองหลวงในแผนที่ยังใช้ชื่อสมัยยูโกสลาเวียว่า Titograd ที่ถูกเปลี่ยนเพื่อความชาตินิยมยูโกสลาเวียและให้เกียรติแก่จอมพล Tito





ถึงแม้ว่าปัจจุบันเมืองหลวง Titograd จะกลับมาใช้ชื่อเดิม คือ Podgorica แต่สนามบิน Podgorica ก็ยังใช้รหัสสนามบิน TGD ตามชื่อเก่าของ Podgorica คือ Titograd

Approach Runway จากทางทิศใต้ ซึ่งจะเห็น Lake Shkodra เป็นทะเลสาบทางทิศใต้ของเมือง Podgorica ซึ่งมีพื้นที่กินบริเวณถึงประเทศ Albania





Podgorica ได้ยินคนเค้าออกเสียงว่า พ็อตโก“ริซ่า”ไม่ใช่ “ริก้า” น่ะ

Montenegro พึ่งประกาศเอกราชแยกตัวออกมาเป็นประเทศของตัวเองเมื่อปี คศ.2006 หรือแค่ 18 ปีที่แล้วนี้เอง ผ่านการลงประชามติการแยกประเทศ โดยไม่มีการนองเลือด
(ถ้าไปดูประวัติศาสตร์การแยกตัวของ Bosnia & Herzegovina จะพบว่าผ่านสงครามกลางเมืองมา ฆ่ากันตายเป็นแสนๆศพ)

ชื่อประเทศภาษามอนเตเนโกรคือ Crna Gora (อ่านว่า เซอร์นา กอร่า) ทั้ง Montenegro และ Crna Gora แปลว่าภูเขาสีดำ (Black mountain) เหมือนกัน โดย Montenegro เป็นภาษาอิตาเลียน สาเหตุที่ใช้ภาษาอิตาเลียนเรียกชื่อประเทศตัวเอง เนื่องจากสมัยก่อนดินแดนแถบนี้โดยเฉพาะเมืองริมชายฝั่งทะเล ตกอยู่ในการปกครองของนครรัฐ Venice (สมัยนานมาแล้วที่ยังไม่ได้รวมชาติเป็นอิตาลี) ทำให้คำว่า Montenegro กลายเป็นคำที่คุ้นเคยของพ่อค้าและนักเดินทางจากยุโรปตะวันตกมากกว่า คนในประเทศเลยตัดสินใจใช้ชื่อประเทศนี้มาจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุที่ประเทศนี้ถูกเรียกว่า Black mountain หรือภูเขาสีดำ เนื่องจากคนสมัยก่อนล่องเรือมาทางทะเลจะเห็นภูเขาแถบนี้จากไกลๆเป็นสีดำๆ เนื่องจากมีต้นไม้ในป่าบนภูเขาขึ้นหนาทึบมากจนเห็นเป็นสีดำๆ

ภาษา ใช้ภาษามอนเตเนโกร จริงๆมันก็คือภาษาเดียวกับเซอร์เบีย แต่ต่างแค่สำเนียง เอาจริงๆ อ่านเจอว่าพวกภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศยูโกสลาเวียเก่า จริงๆทุกประเทศมันคือภาษาเดียวกัน ต่างกันแค่สำเนียงกับคำศัพท์นิดหน่อย ใน google translate ไม่มีภาษา

Montenegrin ให้เลือก แต่เลือกเป็นภาษา Serbian หรือ Croatian แทนมันก็แปลถูกนะ ที่รู้ว่าถูกไม่ใช่เพราะรู้ภาษานะ แต่คือแปลแล้วมัน make sense กับบริบทของคำหรือประโยค

เดินลงจากเครื่องมาบนลานจอด เดินเข้าอาคารสนามบินโดยตรง ไม่มี Jet bridge





พอผ่านขั้นตอนผ่าน ตม.รับกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลาเข้าเมืองโดยใช้รถไฟ ซึ่งฝนตกหนัก หาข้อมูลพบว่าในยุโรป เมืองที่ฝนตกชุกที่สุดอยู่ที่ Bergen ประเทศ Norway รองลงมาคือ Podgorica ที่ประเทศ Montenegro ซึ่งฝนตกเยอะกว่าในอังกฤษเสียอีก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้เกณฑ์อะไรในการวัดปริมาณน้ำฝน อาจจะได้ข้อมูลที่แตกต่างออกไป

ถึงสถานีรถไฟจากสนามบินเข้าตัวเมือง ในสภาพที่เปียกเหมือนลูกหมา





สภาพสถานีซังกะบ๊วยที่สุดในบรรดาประเทศที่เคยไปมา





ตัวรถไฟก็สภาพอย่างที่เห็น เป็นรถไฟรางเดี่ยว แต่ราคาค่าโดยสารแค่ 1.30 ยูโร ถูกอย่างกะขึ้นฟรี ความถี่รถไฟมาน้อยมาก เฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงต่อ 1 ขบวน เช็คดูตารางรถไฟในเว็บไซต์ได้ ถ้าไม่ขึ้นรถไฟก็มีอีกตัวเลือกนึงคือเรียกแท็กซี่จากสนามบินเลย ส่วนรถบัสเข้าเมืองไม่มีจ้า เหมือนจะเคยมีแต่เลิกกิจการไป เหตุผลไม่ทราบ





เข้าสู่เมืองหลวง Podgorica

ได้ฉายา The most boring capital in Europe ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แค่ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก

ถนน Oktobarske Revolucije เป็นถนนในตัวเมืองที่เชื่อมต่อจากบริเวณที่พัก แถวสถานีรถไฟ ไปยังเขตเมืองเก่า Old Turkish Town

ตามชื่อแปลว่าเป็นถนน October revolution การปฏิวัติเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ของพรรคบอลเชวิคที่รัสเซีย ภายใต้การนำของเลนิน

บรรยากาศสะอาด เงียบสงบ มีรถวิ่งประปราย





Old Turkish Town

เป็นเขตในฝั่ง Old town ที่มีมัสยิดถึง 2 แห่ง เนื่องจากที่นี่เคยถูกปกครองโดยอาณาจักรออตโตมัน

โดยมี landmark สำคัญคือ หอนาฬิกา Sahat Kula หรือชื่อภาษาอังกฤษก็คือ Clock tower ธรรมดา







ตัวหอนาฬิกาเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยออตโตมัน ที่ยังเหลือรอดจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่ยูโกสลาเวียถูกฝ่ายนาซีเยอรมนียึดครอง

Starodoganjska Mosque (Стародогањска џамија)

มัสยิดในเขตเมืองเก่า







แม่น้ำ Morača

แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านเมือง Podgorica











อนุสาวรีย์ Alexander Pushkin และภรรยา Natalia Goncharova

จิตรกรชาวรัสเซีย ไม่แน่ใจว่ามีความสำคัญอย่างไรกับประเทศมอนเตเนโกรหรือว่าเมืองนี้





King Nikola Monument

อนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Nicholas I of Montenegro หรือ Nikola I Petrović-Njegoš (Никола I Петровић-Његош)

เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของ Montenegro ก่อนที่จะโดนโหวตยกเลิกระบบกษัตริย์ไปในปี คศ.1918 ในช่วงจบสงครามโลกครั้งที่ 1





ฝาท่อที่มีเขียนว่า Titograd ชื่อเก่าของ Podgorica สมัยมอนเตเนโกรยังเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย





Central Bank of Montenegro





Trg Republike





ภาษาอังกฤษคือ Republic square หรือชื่อเก่าของ Independence square

สังเกตว่าทุกประเทศที่เป็นอดีตยูโกสลาเวียจะมีจตุรัสชื่อนี้ เป็นจตุรัสใจกลางเมืองใหม่ แต่ที่ Podgorica จะดูเงียบเหงาหน่อย ถ้าเทียบกับที่ Belgrade

St. George's Church





Millenium bridge

สะพานข้ามแม่น้ำ Morača ที่พึ่งสร้างใหม่ในปี คศ.2005 เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งเขตเมืองเก่าและเขตเมืองใหม่






Orthodox Temple of Christ's Resurrection (Саборна црква у Подгорици)

โบสถ์ของนิกาย Serbian orthodox ที่สร้างเสร็จในปี คศ.2013











ที่ทำการไปรษณีย์ใกล้ๆที่พัก





ปิดท้ายด้วยเรื่องใหญ่คืออาหาร

อาหารที่ Podgorica ถูกมาก พวกสเต็กให้เยอะมาก มื้อนึงไม่เคยกินเกิน 10 ยูโรเลย เบียร์สดราคา 2 ยูโร แต่ถ้าเมืองท่องเที่ยวอย่าง Budva หรือ Kotor จะแพงขึ้นมาหน่อย 10-20 ยูโร แล้วแต่เมนู สรุปคือทุกวันกลับมากินอาหารที่ Podgorica เพราะสังเกตว่าราคาถูกกว่าพวกตามเมืองแหล่งท่องเที่ยว + พักโรงแรมใน Podgorica ด้วย ค่ากินไม่เคยเกินมื้อละ 10 ยูโร ราคาทุกอย่างรวม VAT 21%

อาหารในภาพเป็น Goulash ซึ่งจริงๆ เราจะคุ้นเคยว่าเป็นอาหารประจำชาติของฮังการี แต่มอนเตเนโกรก็เคลมว่าอาหารจานนี้เป็น national dish ของมอนเตเนโกรเหมือนกัน แต่จะไม่กล่าวหาว่าใครเป็นฝ่ายชอบเคลมละกัน เนื่องจากไม่มีความรู้เชิงลึกในเรื่องนี้





หลังจากมามอนเตเนโกร 3 คืน ก็นั่งบินไปจุดหมายต่อไปคือ Ljubljana ประเทศ Slovenia

มาที่สนามบินวันกลับ ท้องฟ้าสดใส สนามบินเล็กนิดเดียว

ขากลับมาสนามบินรอบนี้ ไม่ขึ้นแล้วรถไฟ ไม่อยากเสี่ยงตกเครื่อง เรียกแท็กซี่เลย เป็นรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ด้วย ส่วนราคาค่าโดยสารก็ 10 ยูโรเศษๆตามมิเตอร์ ราคาพอๆกับเรียกจากบ้านตัวเองไปสนามบินสุวรรณภูมิเลย





นั่งรออยู่จนก่อนถึงเวลาไฟลท์ออกเดินทาง 3 ชั่วโมง เคาน์เตอร์เช็คอินก็ยังไม่เปิด ก็มีความหวั่นๆกังวลว่าไฟลท์ยกเลิกรึเปล่า แต่ก็ไม่มีอีเมล์อะไรส่งมา สรุปสุดท้ายพบว่า เคาน์เตอร์เช็คอินเปิดล่วงหน้าแค่ 2 ชั่วโมงก่อนเช็คอิน แต่ขั้นตอนเช็คอินก็แปบเดียว เช็คอินเสร็จเดินไปผ่าน ตม.ขาออก ผ่าน Security ไปถึงเกท ใช้เวลาแปบเดียวแค่ 15 นาที

ไฟลท์นี้บินด้วยเครื่องบิน Embraer 195 เครื่องบินสัญชาติบราซิล ของสายการบิน Air Montenegro ซึ่งมีเที่ยวบินจาก Podgorica ไป Ljubljana สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ซึ่งถ้าพลาดเที่ยวบินวันนี้ก็ต้องรอไฟลท์ถัดไปอีก 3-4 วัน ถ้าต้องการบินตรง

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งเครื่องที่ไม่ใช่ Boeing หรือ Airbus สภาพข้างในดูแคบๆหน่อย จัดที่นั่งเป็น 2-2 ทั้งลำ เบาะกว้างอยู่ ทั้งไฟลท์มีแค่ Economy class อย่างเดียว ช่องเก็บของเหนือศีรษะค่อนข้างแคบ ใส่แค่เป้ก็เกือบล้นออกมา แต่โดยรวม ประสบการณ์ที่สัมผัสก็ไม่รู้สึกว่าต่างจากเครื่อง narrow body ยอดฮิตอย่าง Airbus A320 หรือ Boeing 737 เท่าไหร่





Create Date : 16 มิถุนายน 2567
Last Update : 16 มิถุนายน 2567 17:13:55 น.
Counter : 119 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**

  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 16 มิถุนายน 2567 เวลา:17:56:08 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Mickeytae
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



มิถุนายน 2567

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30