Group Blog
 
<<
กันยายน 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
16 กันยายน 2564
 
All Blogs
 
Miss Hokusai & Kurara:The Dazzling Life of Hokusai's Daughter: โลกงดงามเพราะ "แสง" และ "เงา" (1)



(มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญและมีการตีความในส่วนท้ายเรื่องค่ะ)



เชื่อว่า ใคร ๆ หลายคนคงเคยเห็นภาพคลื่นยักษ์ที่กำลังกลืนกินเรือลำน้อยในทะเล
(The Great Wave Off Kanagawa) ซึ่งวาดด้วยลายเส้นแบบศิลปะพู่กันญี่ปุ่นโบราณ
นี่คือผลงานชิ้นเอกของ "คัตสึชิกะ โฮะคุไซ" (Katsushika Hokusai) หรือ "โฮะคุไซ"
(Hokusai) ศิลปินชื่อดังยุคเอโดะ (Edo) ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ผลงานของ
เขานั้นยังกลายเป็นผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินชาวยุโรปมากมาย จนกลาย
เป็นชื่อแนวทางของศิลปะตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันออก หรือ Japonism 




แต่น้อยคนนักจะรู้ถึงนามและชีวิตของผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา นั่นคือ
"คัตสึชิกะ โออิ" (Katsushika Oi) ลูกสาวของโฮะคุไซผู้มีพรสวรรค์ในด้านการวาด
ภาพศิลปะพู่กันไม่แพ้พ่อของเธอ และนี่คือเรื่องราวของเธอในรูปแบบแอนิเมชั่น
ปี 2016 ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น (Manga) ของฮินาโกะ สุงิอุระ
(Hinako Sugiura) ชื่อเรื่อง Miss Hokusai หรือในภาษาญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า Sarusuberi
(百日紅) ซึ่งแปลว่าดอกยี่เข่ง อันเปรียบเสมือนสุนทรียะและความงามจากศิลปะ
ภาพพิมพ์ไม้ (Ukiyo-e) และศิลปะพู่กันของญี่ปุ่นที่มักเต็มไปด้วยภาพตำนาน นิทาน
วิวทิวทัศน์ ภูติผีปีศาจ หรือภาพโลกในจินตนาการอันล่องลอยเหนือความจริงนั่นเอง




โออิเป็นลูกสาวจากภรรยาคนที่สองของโฮะคุไซ เธอได้รับการปลูกฝังความรัก
ในการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก ๆ หลังจากโฮะคุไซแยกทางกับภรรยา โออิก็ได้ย้ายมาอยู่
ช่วยงานพ่อของเธอที่สำนัก จากคลุกคลีกับพ่อและบรรดาลูกศิษย์ชายของโฮะคุไซ
ทำให้โออิมีลักษณะท่าทางที่แข็งกร้าว ห้าวหาญ ไม่เรียบร้อย มีท่าทางเหม่อลอย
ไม่อยู่กับปัจจุบัน มักตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เฉยชากับคนรอบตัว ผมเผ้า
หรือเสื้อผ้าก็ไม่ปราณีตพิถีพิถันเหมือนหญิงสาวคนอื่น ๆ ในยุคนั้น มิหนำซ้ำ
เธอยังสูบกล้องยาเส้นและดื่มสาเกอยู่เป็นนิจอีกด้วย




ในตอนนั้น โฮะคุไซยังอาศัยอยู่กับลูกศิษย์รุ่นปัจจุบันของเขา นั่นก็คือ อิเคดะ
เซ็นจิโระ (Ikeda Zenjiro) ซึ่งต่อมาเขาได้พัฒนาฝีมือจนได้เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง
ในเรื่องของภาพวาดอิโรติคแบบญี่ปุ่น (Shunga) โดยในระหว่างการทำงานนั้น
โฮะคุไซจะเป็นผู้วาดโครงร่างภาพและลงรายละเอียดพร้อมกับตัดเส้นของภาพ
ส่วนโออิและเซ็นจิโร่นั้นจะเป็นผู้ลงสี บางคราวเขาก็จะอนุญาตให้โออิหรือเซ็นจิโระ
เป็นผู้วาดภาพแทนเขาบ้างและในบางครั้งเซ็นจิโร่ก็ต้องทำหน้าที่เป็นแบบ
ในการวาดภาพให้โฮะคุไซด้วย




โฮะคุไซนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนที่พิถีพิถันและจริงจังกับงานวาดภาพของเขามาก
ทุกงานจะต้องใช้สมาธิในการวาดสูง และหากว่า ภาพไหนที่โฮะคุไซรู้สึกว่ามันไม่สวย
หรือไม่ดีพอสำหรับเขา หรือมีตำหนิแม้เพียงนิดเดียว เขาก็จะทิ้งภาพนั้นโดย
ไม่รู้สึกเสียดายเวลาและแรงใจแรงกายที่ทุ่มเทลงไปเลย อย่างเช่นรูปมังกรฟ้าตัวหนึ่ง
ที่โออิบังเอิญทำตะกอนยาเส้นตกลงไปบนภาพเพียงเล็กน้อย โฮะคุไซก็ขีดฆ่าภาพ
นั้นทิ้งและเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรสักคำ




การทำให้ผลงานของพ่อต้องเสียไปโดยความไม่ระมัดระวังของโออิ ทำให้โฮะคุไซ
ต้องถูกลูกค้าต่อว่าเมื่อมาถามถึงความคืบหน้า แต่โออิก็สัญญากับเขาว่า เธอจะวาดภาพ
นั้นให้ใหม่โดยจะทันกำหนดส่งแน่นอน แม้โฮะคุไซจะบอกเธอว่า เป็นไปไม่ได้หรอก
เพราะภาพหนึ่งภาพต้องใช้เวลาวาดถึง 3-4 วัน และกำหนดส่งนั้นเหลือเพียงอีก
สองวันเท่านั้น เขาจึงคิดจะคืนเงินให้ลูกค้าทั้งหมดเนื่องจากงานนั้นไม่เสร็จสมบูรณ์
แต่โออิก็ไม่ได้ฟังคำของพ่อ เธอรีบคว้ากระดาษแผ่นใหม่ออกมาแล้ว
ร่างภาพทันที ส่วนโฮะคุไซ เซ็นจิโระและนักวาดคนอื่น ๆ ก็เดินทาง
ไปโรงน้ำชาเพื่อพักผ่อนจากการทำงานอันเคร่งเครียดเหนื่อยล้า



คืนนั้นทั้งคืน โออิวาดภาพมังกรฟ้าโดยใช้แรงกายแรงใจทั้งหมดของเธอ ท่ามกลาง
แสงเทียนวับแวมและแรงลมพายุที่น่ากลัว มันช่วยให้เธอรู้สึกว่า มังกรนั้นลอยลงมาจาก
บนสวรรค์และลงมาสิงสถิตย์ในภาพวาดของเธอ ความทุ่มเทของโออิได้ทำให้ภาพงดงาม
นั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ความสามารถของเธอทำให้เซ็นจิโระและโฮะคุไซต้องอึ้ง
ไปพร้อมกันและการส่งงานทันกำหนดในครั้งนี้ก็ได้ช่วยรักษาชื่อเสียงของโฮะคุไซ
และสำนักเอาไว้ได้อีกครั้ง




หลังจากงานเร่งด่วนได้ผ่านพ้นไป โออิก็เดินทางไปเยี่ยมแม่และน้องสาวต่างแม่
ของเธอที่ชื่อว่า โอนาโอะ (Onao) ที่อาศัยและรักษาตัวอยู่กับแม่ชีท่านหนึ่ง
เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เกิดมาตาบอดทั้งสองข้างและมีร่างกาย
ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด แต่โฮะคุไซนั้นกลับไม่เคยไปเยี่ยมลูกสาวคนนี้
เลยสักครั้ง ด้วยความสงสารและเห็นใจทำให้โออิมักไปเยี่ยมและพาโอนาโอะ
ไปเดินเล่นเที่ยวชมเมืองอยู่เสมอ ในครั้งนี้ โออิได้พบกับศิลปินหนุ่ม
คนหนึ่งชื่อ อิวะคุโบะ ฮัตสึโกะโระ (Iwakubo Hatsugoro) โดยบังเอิญ
เขาเป็นศิษย์คนแรกของโฮะคุไซและโออิก็แอบมีใจให้เขาอย่างลับ ๆ
โดยไม่เคยเอ่ยปากบอกเขา





สองพี่น้องใช้เวลาร่วมกันอย่างสนุกสนานในช่วงเวลาแห่งความจริง
ที่เธอจินตนาการว่าเธอได้พาน้องสาวกำลังแล่นเรือโต้คลื่นยักษ์
และดูเหมือนว่า ในยามที่โออิอยู่กับน้องสาว นั่นเป็นช่วงเวลาเดียว
ที่เธอยินยอมให้นิสัยด้านที่อ่อนโยนของเธอเผยออกมา




ทางเซ็นจิโระได้นำเอาข่าวลือแปลก ๆ เกี่ยวกับนางคณิกาโออิรัน (Oiran) คนหนึ่งมาเล่าให้
โฮะคุไซและโออิฟัง ลูกค้าบางคนว่ากันว่า กลางดึกบางคืน พวกเขาจะเห็นวิญญาณ
ของเธอล่องลอยออกจากร่างเฉพาะส่วนของคอ ลอยไปลอยมาอยู่ภายในห้องนอน
 ประจวบเหมาะที่โออิได้ไปจ้างโออิรันนางนี้มาเป็นแบบวาดภาพพอดี และด้วยข่าวลือ
อันแปลกประหลาดนี้ ทำให้โฮะคุไซและเซ็นจิโระเห็นโอกาสที่จะได้เห็นเหตุการณ์
เหนือธรรมชาติเพื่อนำไปเป็นแบบวาดภาพในงานของพวกเขา ทำให้พวกเขา
ขอติดตามโออิไปด้วย



โฮะคุไซได้เล่าเรื่องราวหลอก ๆ ของเขาขึ้นมาให้โออิรันนางนั้นฟังว่า เขาเคยมีประสบการณ์
ที่มือของเขาขยับเองได้ในตอนกลางคืน และมีวิญญาณของมือนั้นล่องลองออกจากร่าง
และโบยบินไปสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกห้องนอน เพื่อที่เป็นพระของเขาจึงได้ให้เขาใช้วิธีพัน
บทสวดมนต์และลูกประคำรอบ ๆ มือทั้งสองข้างของเขาก่อนนอน และจากนั้นวิญญาณ
มือทั้งสองข้างของโฮะคุไซก็ไม่ลอยออกจากร่างอีกเลย




เรื่องเล่านี้ทำให้โออิรันนางนั้นยินยอมให้พวกเขาได้เข้ามาสังเกตการณ์
ภายในห้องนอนของเธอ และพวกเขาก็ได้เห็นสิ่งลี้ลับอันเป็นข่าวลือ
ว่ามันเกิดขึ้นจริง โออิรันมีอาการคอกระตุกคล้ายคนละเมอและสักพัก
วิญญาณส่วนหัวของเธอยืดออกและลอยไปลอยมาภายในมุ้ง โออิรันได้ขอบคุณ
พวกเขาและรับปากว่าจะลองทำวิธีที่โฮะคุไซบอกเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้
วิญญาณของเธอหลุดจากร่างอีก




คืนต่อมา ได้มีเหตุไฟไหม้ขึ้นใกล้กับสำนักของโฮะคุไซ โออิเป็นคนแรกที่ลุกขึ้น
และรีบวิ่งไปดูเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ด้วยความตื่นเต้น เหตุผลที่เธอวิ่งไปดูไฟ
นั้นแตกต่างจากคนอื่น ๆ เพราะเธอนั้นหลงใหลสีสันที่สดใสร้อนแรงของเปลวเพลิง
ที่สีน้ำหรือวัตถุให้สีในยุคนั้นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เลย





นอกจากนี้ โฮะคุไซยังได้แก้ไขปัญหาสุขภาพจิตและอาการฝันร้ายของภรรยานายจ้าง
คนหนึ่ง เนื่องจากเธอนั้นได้เก็บเอาภาพฉากนรกฝีมือของโฮะคุไซไปฝันและเห็นภาพ
หลอนของวิญญาณเต็มไปหมด โฮะคุไซจึงได้วาดภาพพระโพธิสัตว์มาโปรดสัตว์นรก
ลงในนั้นด้วยเพื่อเป็นการแก้เคล็ด และอาการฝันร้ายของภรรยานายจ้างก็หมดไป




ต่อมา มีลูกค้ามาจ้างให้สำนักของโฮะคุไซวาดภาพอิโรติค โดยครั้งนี้โออิได้รับ
หน้าที่วาดบ้าง แต่เมื่อลูกค้าได้มาขอดูแบบร่าง เขาได้ให้ข้อสังเกตว่า ภาพอิโรติคของ
เธอนั้นมีสัดส่วนถูกต้องสวยงามดี แต่ขาดอารมณ์ของความหวาบหวิวที่สมจริงของ
เพศสัมพันธ์ เขายังบอกอีกว่าเพราะเธอนั้นยังขาดประสบการณ์ทางเพศ จึงทำให้
ไม่เข้าใจอารมณ์ ท่วงท่า การสัมผัส หรือกระบวนการต่าง ๆ
ในการมีเพศสัมพันธ์ที่สมจริง




การถูกติผลงานนั้นทำให้โออิมีความเครียดและนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับฝีมือของ
เซ็นจิโระที่มีฝีมือเรื่องการวาดภาพอิโรติคมาก ๆ เธอยิ่งรู้สึกโกรธและหงุดหงิด
เมื่อเธอได้บังเอิญเจอฮัตสึโกะโระระหว่างทางกลับบ้าน และเขาได้เอ่ยปากชมฝีมือ
ของเซ็นจิโระให้เธอได้ยิน โออิโกรธจนขอปลีกตัวไปและตัดสินใจเข้าไปซื้อบริการ
จากโสเภณีชายรายหนึ่งด้วยความเกร็งและเขินอาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ได้
มีความยินยอมพร้อมใจนัก เพียงแต่อยากรู้ความรู้สึกของการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น





ก่อนที่โออิจะได้มีความสัมพันธ์กับโสเภณีชาย เธอก็ได้เหลือบไปเห็นภาพวาด
พระโพธิสัตว์สามพระองค์แขวนอยู่บนผนัง ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมมีภาพ
ในเชิงศาสนาแขวนอยู่ในสำนักโคมแดงแบบนี้ โสเภณีชายก็ได้บอกว่า เขานำมาแขวน
เพื่อให้ภาพช่วยขับไล่สิ่งที่ไม่ดีในสำนักโคมแดงแห่งนี้ และยังเล่าติดตลกให้เธอฟังอีกว่า
บางครั้งก็มีนักบวชหรือพระบางรูปแอบมาใช้บริการเขาด้วย นั่นทำให้โออิเข้าใจและ
เรียนรู้ถึงอะไรบางอย่าง เธอจึงยินยอมให้โสเภณีชายรายนั้นมีเพศสัมพันธ์กับเธอ
แต่ก่อนที่เขาจะลงมือ เขาก็ได้ซบลงกับอกของเธอและผล็อยหลับไปก่อน
แต่ก็ไม่มีสิ่งใดบอกได้แน่ชัดว่า พวกเขาได้มีความสัมพันธ์กันหรือไม่





แต่คืนนั้น โออิได้ฝันไปถึงพระโพธิสัตว์ที่เดินมาโปรดผู้คนในเมืองมนุษย์
แต่เธอก็ถูกเหยียบจนหายไปในความฝันนั้น แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอก็รีบกลับไป
วาดภาพอิโรติคที่ลูกค้าสั่งมาให้เสร็จ ลูกค้าดูจะพอใจมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ตอบ
ว่าอะไร เขายังได้ให้บัตรดูละครคาบูกิแก่เธอหนึ่งใบเป็นค่าตอบแทน
เพิ่มเติมพร้อมบอกว่าฮัตสึโกะโระก็ได้บัตรชมละครเช่นเดียวกันกับเธอ
ได้ยินดังนั้น โออิจึงรีบกลับบ้านและไปแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเพื่อ
ออกไปรอพบเขาที่งานแสดงละคร




แต่แล้ว...เธอก็เลือกที่จะโยนบัตรชมละครใบนั้นลงน้ำไป
เพราะภาพที่เธอเห็นคือ ฮัตสึโกะโระที่เดินมาเข้าโรงละคร
พร้อมกับหญิงสาวสวยคนหนึ่งที่ดูแตกต่างจากเธอลิบลับ




ฝ่ายโฮะคุไซก็ได้ข่าวจากโออิว่า โอนาโอะ ลูกสาวตาบอดของเขาอีกคนนั้นเริ่ม
ป่วยหนัก ประกอบกับการถูกเธอต่อว่าในความใจดำและเฉยเมยของเขาต่ออาการป่วย
ของลูกแท้ ๆ เขาจึงตัดสินใจไปเยี่ยมดูอาการเธอเป็นครั้งแรก และทำให้โอนาโอะได้พบ
พ่อของเธอเป็นครั้งแรกในชีวิต ความสงสารลูกทำให้โฮะคุไซได้วาดภาพเทพผู้พิทักษ์
รักษาโรคเอาไว้ให้เป็นเครื่องรางช่วยให้กำลังใจให้โอนาโอะหายดี




แต่แล้วในคืนหนึ่ง โอนาโอะก็จากไปพร้อมกับพายุลมกรรโชกที่พัดเข้ามา
ในสำนักของโฮะคุไซ เซ็นจิโระยังได้บอกว่าเขาเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เดินตาม
เขาเข้ามาด้วย เมื่อพายุสงบลง พวกเขาจึงได้เห็นว่า มีดอกสึบากิสีแดงเหี่ยวเฉา
ตกอยู่บนพื้นห้อง โออิรู้ได้ทันทีว่า นั่นคือน้องสาวของเธอและโอนาโอะได้จากไป
โดยที่เธอไม่ทันได้ร่ำลา




โฮะคุไซได้บอกให้โออิวาดภาพแทนเขา เขายังบอกเธออีกว่า ถึงเวลาแล้วที่
เธอควรจะได้วาดภาพและเซ็นชื่อลงบนผลงานของเธอเอง จากนั้น โออิก็ได้
วาดภาพโอนาโอะกับปลาทองและดอกยี่เข่งเอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงน้องสาวที่
จากไป เธอยังคงใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ พูดคุยกับน้องสาวของเธอผ่านดวงดาว
บนฟ้า พร้อมบรรยายถึงชีวิตของเธอ เซ็นจิโร่ และโฮะคุไซในวาระสุดท้าย
ก่อนจะเดินลับหายไปจากสะพานข้ามแม่น้ำ


 

ประเด็นที่น่าสนใจภายในเรื่อง Miss Hokusai จากการตีความส่วนตัว
 

 
โลกงดงามด้วย "แสง" และ "เงา":
ศิลปินสาวไร้นามผู้อยู่ในเงาของพ่อ
และการเป็นแสงสว่างให้น้องสาวของโออิ


ในยุคเอโดะ ผลงานอันมีเอกลักษณ์และสวยงามของโฮะคุไซ
เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องอย่างเจิดจรัสไปทั่วญี่ปุ่น หากแต่จะมีใครรู้ว่า
เบื้องหลังชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ของเขานั้น มีเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นเหมือนเงา
ที่กำลังเจริญรอยตามพ่อของเธอและฝีมือนั้นก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร

ตามบันทึกจากคำบอกเล่าของคนที่เคยรู้จักสองศิลปินพ่อลูก
กล่าวกันว่า โออินั้นมักจะไม่เซ็นชื่อลงบนผลงานของเธอเท่าใดนัก
บางครั้งเธอก็ใช้นามแฝง หลายครั้งเธอก็วาดภาพแทนพ่อของเธอ
และขายงานนั้นโดยให้โฮะคุไซเซ็นชื่อของเขาลงไปแทน
เนื่องจากว่า ในยุคเอโดะนั้น ผลงานของศิลปินหญิงมักไม่เป็นที่ยอมรับ
เพราะถูกมองว่า เพศหญิงไม่ควรทำงานเป็นศิลปินวาดภาพ
แต่ควรเป็นแม่บ้านแม่เรือน นางคณิกา หรือนางระบำเสียมากกว่า



อีกทั้งยังถูกมองว่า เพศหญิงนั้นขาดทักษะในการมองโลกรอบตัว
และประสบการณ์ทางเพศที่จัดเจนสำหรับถ่ายทอดลงในงานศิลปะที่ดี
นอกจากนั้น ผู้ซื้อและผู้เสพส่วนใหญ่นั้นเป็นเพศชาย
ศิลปะจึงถูกผลิตออกมาเพื่อรับใช้และเพื่อจรรโลงใจเพศชายเป็นหลัก
เช่น ภาพนางคณิกาโออิรันหรือเกอิชา (Oiran and Geisha) ภาพอิโรติคหญิง-ชาย
หญิง-หญิง หรือชาย-ชาย จุดประสงค์เพื่อเป็นหนังสือภาพปลุกใจเสือป่า
ดังนั้น สังคมยุคนั้นจึงมองว่า มุมมองของเพศหญิงที่มีต่อการทำงานศิลปะ
เพื่อเพศชายนั้นมักจะขายไม่ได้หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
ด้านอารมณ์ความรู้สึกทางเพศของเพศชายได้ครบถ้วน
เหล่านี้คือสิ่งที่ศิลปินหญิงในยุคเอโดะอย่างเธอต้องพบเจอ
ดังนั้น จึงมีอุปสรรคมากมายที่เธอฝ่าฟันและโออิต้องฝึกฝนฝีมือ
เพื่อต่อสู้คำติฉินนินทาหรือคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้ได้
การยอมรับภายใต้โลกปิตาธิปไตย

โออินั้นรู้กฎของสังคมในข้อนี้ดี เธอก็ยินยอมที่จะเป็นเพียง "เงา" ที่อยู่ภายใต้
"แสง" อันเจิดจ้าของพ่อต่อไปและมีความสุขที่ได้สังเกตโลกรอบตัวของเธอ
เพื่อพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นไป ชีวิตของเธอจึงถือว่าเป็นชีวิตของผู้หญิงที่ค่อนข้าง
แปลกในยุคเอโดะ กล่าวคือ เธอไม่มีความต้องการที่จะดำเนินตามวิถีของสังคม
เช่น เข้าพิธีดูตัวและแต่งงานกับชายสักคนและมีครอบครัว หากแต่เธอ
มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ความหลงใหลในศิลปะของพ่อและตัวเธอเอง
อีกทั้งเพื่อศึกษาธรรมชาติรอบตัวเพียงเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นผู้หญิงที่มี
ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเป็นตัวของตัวเองสูงมากผิดจากผู้หญิง
ในยุคเดียวกัน



แต่ในทางกลับกัน โออิกลับได้เป็น "แสงสว่าง" ให้แก่โลกอันมืดบอดของ
น้องสาวผู้อาภัพโชค ในเรื่อง เราจะเห็นว่า ทุกครั้งที่โออิพาโอนาโอะไปเดินเล่น
โออิจะพยายามบรรยายให้โอนาโอะรับรู้ถึงรูปร่าง สีสัน วัตถุสิ่งของ ผู้คน
หรือสถานที่ที่เธอไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตาของเธอเอง และโออิ
ก็สามารถแสดงออกถึงความเป็นเพศหญิงที่แท้จริงของเธอออกมา
โดยไม่ต้องหลบซ่อน เธอพูดจาและปฏิบัติกับน้องสาวของเธออย่างอ่อนโยน
และยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งคู่จึงมีเสียงหัวเราะจากการเล่นสนุกด้วยกันอยู่เสมอ

ผิดกับสีหน้าที่เคร่งเครียดเคร่งขรึม การพูดจาด้วยน้ำเสียงห้วนและห้าว
สงบปากสงบคำ พูดเฉพาะที่จำเป็น เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ
ในฐานะผู้ติดต่อเจรจากับลูกค้าผู้ว่าจ้างงานและทำตัวดูน่าเกรงขามใน
ฐานะลูกสาวของศิลปินคนสำคัญ เรายังตีความได้อีกว่า การแสดงออกต่อพ่อ
และศิษย์เพศชายทุกคนของโฮะคุไซเหมือนเธอเป็นผู้ชายก็สื่อได้ถึงการก้าวข้าม
เส้นแบ่งทางเพศ การเข้ามาในโลกของผู้ชายที่เธอจำเป็นต้องทำตัวให้เท่าเทียม
และเข้มแข็งห้าวหาญพอที่พวกเขาจะยอมรับเธอในฐานะเพื่อนร่วมงาน
และศิลปินผู้มีความสามารถคนหนึ่งนั่นเอง

จึงสามารถกล่าวได้ว่า โออิจำเป็นต้องแสดงออกถึงบทบาทที่แตกต่างกัน
ของตัวเองตามวาระ สถานที่ และบุคคลที่เธอไปพบเจอ และยังเป็น
การบอกเราว่า สังคมญี่ปุ่นในยุคนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ ทุกคนล้วน
แสดงออกตามหน้าที่และบทบาทที่สังคมต้องการเพียงเท่านั้น
แม้โออิจะเป็นได้แค่ "เงา" ในพื้นที่ของเพศชาย แต่เธอก็ได้เป็น
อีกแรงสนับสนุนที่ทำให้ชื่อเสียงของพ่อลือกระฉ่อนไปไกล
และยังเป็นผู้ช่วยมือฉกาจที่โฮะคุไซขาดไม่ได้ 
นอกจากนี้ เธอก็ยังคงได้เป็น "แสงสว่างอันงดงาม" ให้แก่น้องสาว
ในพื้นที่ของเพศหญิงตามเพศสภาพของเธอนั่นเอง



Lust vs Love: การมองโลกที่แตกต่างกันในสายตาเพศชายและเพศหญิง

จากตอนที่ลูกค้าคนหนึ่งวิจารณ์ว่า งานภาพอิโรติคของเธอนั้นแม้จะมีความละเมียดมะไม
อ่อนช้อย อ่อนหวาน สวยงามสมสัดส่วน แต่มันกลับขาด "อารมณ์" ที่สมจริง
เพราะโออินั้นอายุราว ๆ 20 ปีเศษและยังไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์
กับชายคนไหนเลย หนำซ้ำเขายังนำงานของเธอไปเปรียบเทียบกับงานของเซ็นจิโระ
ที่แม้จะมีการวาดผิดสัดส่วน แต่ท่วงท่าลีลาของการมีเพศสัมพันธ์ของคนในภาพนั้น
สามารถถ่ายทอดอารมณ์สมจริงได้เป็นอย่างดี เป็นเพราะเซ็นจิโระนั้นเข้าออก
หอนางโลมเป็นว่าเล่น นั่นทำให้โออิโกรธที่ถูกหยามฝีมืออยู่ไม่น้อย

ต่างจากการที่เธอได้พบกับฮัตสึโกะโระ ชายหนุ่มที่เธอแอบหลงรักอย่างเงียบ ๆ
ในยามที่เธอเดินตากฝนอยู่ใกล้ชิดเขา เธอพยายามที่จดจำความรู้สึก
ที่เกิดขึ้นในใจพร้อมซึมซับเอาเสียง กลิ่น สัมผัสของเขาเอาไว้
เพื่อเก็บไปฝันถึงเพียงคนเดียว เช่น เธอรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนและ
ความห่วงใยในฐานะเพื่อนร่วมงานและศิษย์สำนักเดียวกันที่เขามีต่อเธอ
ในขณะเดียวกัน กลิ่นหอมน้ำมันชะโลมผมที่โชยจากตัวเขา
ก็ทำให้เธอรู้ว่า เขานั้นแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น ๆ ที่เธอเคยพบ
เขาไม่มีกลิ่นเหม็นเหงื่อหรือกลิ่นตัวเพราะเขานั้นดูแลตัวเองเป็นอย่างดี
และเป็นอีกข้อที่โออิระลึกได้ว่า เพศชายที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั้น
เป็นเพราะเขากำลังมีความรักหรือกำลังเดินทางไปหาคนรักนั่นเอง



ความโกรธที่ถูกวิจารณ์ผลงานและความเสียใจที่เริ่มรับรู้ว่า
เธอไม่มีวันได้ครองคู่กับคนที่เธอรักทำให้เธอตัดสินใจเข้าไปซื้อบริการ
จากโสเภณีชายคนหนึ่ง (Kagema) ซึ่งเธอก็รู้สึกอึกอัดใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องมี
เพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่เธอไม่ได้รัก ซึ่งตลอดเรื่องเราก็ไม่ได้มีทางรู้เลยว่า
เธอได้มีเพศสัมพันธ์กับเขาจริง ๆ หรือไม่ เพราะไม่มีการแสดงให้เห็นฉากนั้น
อย่างชัดเจน แต่เดาเอาว่า จากการที่ลูกค้าไม่ได้ปฏิเสธผลงานเธอเป็นครั้งที่สอง
ก็อาจเป็นไปได้ว่า เธอสามารถได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกการมีเพศสัมพันธ์
ระหว่างชายหญิงได้ดีขึ้นแล้วจริง ๆ

และความฝันที่โออิได้ฝันว่าเธอถูกพระโพธิสัตว์เหยียบจนตัวหายไป
ก็สามารถสื่อได้ว่า ตัวเธอกำลังถูกกดทับด้วยระบบปิตาธิปไตย
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความต้องการของเธอเองที่อยากเข้ามาในโลกของเพศชาย
แต่มันก็บีบบังคับให้เธอต้องปฏิบัติตัวราวกับเพศชายด้วย เช่น ท่าทางแข็งกร้าว
สูบยาเส้น ดื่มสาเก ทุ่มเททำงาน ลืมเรื่องความรักแบบโรแมนติค เดินเข้าหอ
โคมแดงและเสียพรหมจรรย์เพื่อให้ตัวเองได้เข้าใจประสบการณ์แห่งโลกียะ
ของความเป็นชายเพื่อนำเอามาถ่ายทอดศิลปะที่ตอบสนอง
อารมณ์เพศของผู้ชายให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น



นี่เองจึงเป็นข้อสังเกตของเราว่า เอกลักษณ์ของศิลปินแต่ละคน
ล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความชื่นชอบ และทัศนคติส่วนบุคคล
โออิซึ่งเป็นเพศหญิงจึงได้ถ่ายทอดภาพเพศสัมพันธ์ของชายหญิง
ที่เต็มไปด้วย "ความรัก" ที่อ่อนหวานละมุนละไมตามมุมมองและความรู้สึกแบบ
เพศหญิงอันไม่ถูกจริตเพศชายส่วนมากที่เพศสัมพันธ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก
"กามารมณ์" หรือ "ความรัก" ก็ได้



เพศวิถีที่ไหลลื่น (Fluid Gender) ในยุคเอโดะ

จะเห็นได้ว่า มีฉากที่ตัวละครชายโพกผ้าปกปิดหน้าตาอย่างมิดชิดเข้ามาซื้อบริการทางเพศ
จากสำนักโคมแดงที่มีโสเภณีชายประจำอยู่ และโสเภณีชายนั้นก็ได้ให้บริการแก่ทั้ง
ลูกค้าชายและลูกค้าหญิง (Bisexual) ทำให้เรารู้ได้ว่า ยุคเอโดะนั้น ชายรักชายนั้น
ยังเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมสาธารณะ แต่ก็มีพื้นที่บริการสำหรับผู้ที่มีรสนิยมรักเพศเดียวกัน
พร้อมทั้งยังมีหนังสือภาพอิโรติคชาย-ชายหรือหญิง-หญิงวางจำหน่ายด้วย และยังบอก
เราได้ว่า รสนิยมทางเพศที่หลากหลายนั้น ไม่ได้เพิ่งมามีในยุคปัจจุบัน หากแต่อยู่คู่กับมนุษย์
มาทุกยุคทุกสมัย แต่ขึ้นอยู่กับว่าสมัยใดที่ให้การยอมรับและสามารถเปิดเผยได้นั่นเอง

(อ่านต่อในตอนที่ 2 Kurara:The Dazzling Life of Hokusai's Daughter ฉบับคนแสดงค่ะ)




Create Date : 16 กันยายน 2564
Last Update : 22 กันยายน 2564 23:54:55 น. 2 comments
Counter : 380 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณจันทราน็อคเทิร์น


 
เป็นการ์ตูนที่ภาพสวยมากจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 18 กันยายน 2564 เวลา:6:51:05 น.  

 
เวลาเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นนี่จะกลัวอย่างนึงคือ "กลัวเศร้า" ครับ
หนังญี่ปุ่นจบมีเรื่องเศร้า ตบเข้าเรื่องเศร้า ๆตลอด แล้วเศร้ามากด้วยงี้ กลัวเสียอาการ

อ่านดูแล้วอยากลองดูเลยครับ อ่านแล้วโออิเป็นผู้หญิงเก่งและมั่นใจในตัวเองมากๆ เหมือนกับเบธ ใน Queen of Gambit น่ะครับ ที่เพื่อไปให้สุดในงานของตัวเองแล้ว เทอยอมทำทุกอย่าง เพื่อแลกความสำเร็จ

ในงานของญี่ปุ่น ผมชอบการที่แผงวัฒนธรรม ความเชื่อแบบ....แบบพื้นบ้าน แบบเหมือนเรื่องปอบ เรื่องกระสือ เรื่องแม่ซื้อ อิน จัน มั่น คง ของไทยงี้อ่ะครับ เค้าจะแผงๆ มาตลอด ไม่รวมกับศิลปะ ความเชื่อทางศาสนาด้วย พุทธแบบญี่ปุ่นมันจะ เท่ๆ น่ารัก เป็นแบบญี่ปุ่นนี่แหละครับ





โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 21 กันยายน 2564 เวลา:16:13:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.