Group Blog
 
<<
กันยายน 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
10 กันยายน 2564
 
All Blogs
 
Akira Kurosawa's Dreams - 夢 (1990): เมื่อ "ธรรมชาติ" สื่อสารกับ "มนุษย์" (1)





Dreams (夢, Yume หรือที่รู้จักในชื่อ Akira Kurosawa's Dreams) เป็นภาพยนตร์
แนวเหนือจริง (Magical Realist) ในปี 1990 ซึ่งประกอบด้วยภาพยนตร์สั้นจำนวน 8 เรื่องที่เขียน
และกำกับโดย อาคิระ คุโรซะวะ (Akira Kurosawa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความฝันจริง
ที่คุโรซะวะอ้างว่า เขาฝันมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในรอบ 45 ปี
ที่เขาเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เพียงคนเดียว โดยมีการร่วมผลิตภาพยนตร์ระหว่าง
ประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลก และได้รับความช่วยเหลือจากจอร์จ ลูคัส
(George Lucas) และสตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และได้รับทุนสนับสนุน
จาก Warner Bros. แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกคัดเลือกให้ออกจากการแข่งขัน
ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1990 แต่ก็ได้กลายเป็นภาพยนตร์คลาสสิค
ขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่ได้การวิจารณ์ในเชิงบวกมาโดยตลอด

โดยรวมแล้ว Dreams ได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น คติชนพื้นบ้าน เพศ ช่วงวัย
จิตวิญญาณ ศิลปะ ความตาย ความผิดพลาดและการล่วงละเมิดต่อธรรมชาติที่มนุษย์กระทำ







ความฝันเรื่องที่ 1: ฝนตกแดดออก จิ้งจอกแต่งงาน
(Sunshine Through the Rain)


เด็กชายคนหนึ่งอยากจะออกไปวิ่งเล่นในช่วงที่ฝนตกแดดออก
แต่แม่ของเขาบอกให้เขาอยู่บ้านพร้อมกับเตือนเขาว่า พวกสุนัขจิ้งจอกจะจัดงานแต่งงาน
ในช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศแบบนี้ และพวกมันไม่ต้องการให้ใครเห็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้
แต่เด็กชายไม่สนใจคำเตือนของแม่ เขาได้เดินเข้าไปในป่าที่ซึ่งเขาได้เห็น
ขบวนแห่เจ้าสาวจิ้งจอกที่สวยงามแช่มช้า ทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นและน่ากลัวอยู่ในที
ไม่นานเหล่าสุนัขจิ้งจอกก็จับได้ว่าเขาแอบมองอยู่ ทำให้เด็กชายตกใจมากและวิ่งกลับบ้าน
และพบว่า แม่ของเขาคอยอยู่ที่หน้าประตู เธอบอกว่ามีสุนัขจิ้งจอกที่โกรธจัดตัวหนึ่ง
มาหาเขาที่บ้านพร้อมกับทิ้งมีดเล่มหนึ่งฝากไว้ให้เขา แม่ยื่นมีดเล่มนั้นกับเด็กชาย
เธอไม่ยอมให้เขาเข้าบ้านและบอกเขาว่า เขาต้องไปขอโทษพวกสุนัขจิ้งจอก
โทษฐานที่เขาไปเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรรู้เห็น นอกจากนี้ เธอยังเตือนว่า
หากพวกสุนัขจิ้งจอกไม่ได้อภัย เขาจะต้องปลิดชีพตัวเอง
เด็กชายจึงต้องหยิบมีดเล่มนั้นไปด้วยแล้วออกเดินทางเข้าสู่ภูเขา
มุ่งหน้าไปยังที่เชิงเขาใต้สายรุ้งที่มีความเชื่อกันว่า เป็นที่อยู่ของบรรดาสุนัขจิ้งจอก



เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว:
ความฝันเรื่องที่หนึ่งนี้ คุโรซะวะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น
เกี่ยวกับปีศาจจิ้งจอก (狐, Kitsune) อันเล่าว่า สุนัขจิ้งจอกนั้นเป็นบริวารของเทพเจ้า
แห่งการเกษตรอินาริ โอคามิ (稲荷大神, Inari-Okami) ซึ่งคอยปกป้องคุ้มครองพืชผล
และดูแลสภาพอากาศที่เอื้อต่อการทำการเกษตรของมนุษย์ด้วย
และด้วยความที่สุนัขจิ้งจอกนั้นถูกมองว่ามีลักษณะเจ้าเล่ห์ (Tricksters)
และมีพลังอำนาจวิเศษที่สามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่าง ๆ ได้ (Shapeshifting)
ประกอบกับพฤติกรรมที่ชอบออกหากินสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เป็นศัตรูพืช
ในนาข้าวและมักชอบออกมาหลังจากฝนหยุดตกใหม่ ๆ ดังนั้น จึงมีอีก
ความเชื่อเกิดขึ้น นั่นก็คือ การแต่งงานของสุนัขจิ้งจอก (狐の嫁入り,
Kitsune No Yomeiri) ซึ่งเชื่อว่า เมื่อเกิดสภาวะฝนตกแดดออก เหล่าสุนัขจิ้งจอก
จะทำพิธีแต่งงานกัน โดยเดินแห่ขบวนเจ้าสาวไปยังบ้านเจ้าบ่าวในป่า โดยตำนานเล่าว่า
ในอดีตมักมีนักเดินทางเห็นแสงจากโคมไฟวับ ๆ แวม ๆ ที่ไม่รู้ที่มาในป่าช่วงพลบค่ำ
หรือหลังฝนตกใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งถูกเรียกว่า ลูกไฟจิ้งจอก (狐火, Kitsunebi)
และผู้ที่พบเห็นต้องหลบซ่อนตัวให้ดี เพราะปีศาจจิ้งจอกมักไม่พอใจ
ถ้ามนุษย์เข้ามารู้เห็นพิธีกรรมอันลึกลับของพวกมันเข้า
และจะหาทางกลับมาเล่นงานคนคนนั้น

และเนื่องจากชาวญี่ปุ่นโบราณได้เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับความเชื่อเรื่องเทพเจ้า
จึงมีการเคารพและให้เกียรติธรรมชาติเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง
ดังนั้นในตอนนี้ เราเลยตีความว่า คุโรซะวะได้นำเอาตำนานพื้นบ้านอันลึกลับ
ที่พยายามจะเล่าถึงปรากฎการณ์ธรรมชาติกับลักษณะช่างสงสัยของมนุษย์
มาผสมผสานและเล่นได้อย่างพอดี เพราะเป็นตอนที่บอกว่า ในบางครั้ง
มนุษย์ก็มีความอยากรู้อยากเห็นมากเกินในไปในสิ่งที่ไม่ควรรู้หรือไม่ควรเข้าไปยุ่ง
เช่น เราจะสังเกตได้ว่า แม่ของเด็กชายได้เตือนเขาแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ในตอนที่ฝนตกแดดออก แต่เขากลับไม่ฟังและวิ่งเข้าป่าไปเห็นขบวนจิ้งจอกจนได้
ซึ่งสื่อถึง การเข้าไปยุ่มย่ามในโลกของเทพเจ้าหรือวิถีของธรรมชาติ
จนเกินควรของมนุษย์จนทำให้ธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไป และยังสื่อได้ว่า
การที่มนุษย์เข้าไปรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่ามาก ๆ นั้น จะทำให้สัตว์มีพฤติกรรม
ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจทำให้สัตว์ป่านั้นเกิดอาการเครียด ตกใจ จนต้องอพยพย้ายถิ่นไป
หรืออาจจะเริ่มเชื่องมาก ๆ จนเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น บางทีกล้าที่จะเข้ามาคุ้ยขยะ
หรือหากินในถิ่นของมนุษย์อันเสี่ยงต่อการถูกล่าได้ง่าย เป็นต้น



นอกจากนี้ ยังเป็นการแซะกระบวนการคิดและค้นหาเหตุผลของธรรมชาติ
ในแบบวิทยาศาสตร์อยู่หน่อย ๆ เพราะการค้นพบความลับของธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์นั้น
บ่อยครั้งก็ทำให้เกิดความสูญเสียมากมายทั้งพืช สัตว์ ภูมิประเทศ หรือแม้กระทั่ง
ตัวมนุษย์เองจากการทดลองหรือการค้นหาความจริงนั้น ซึ่งต่างกับตำนานพื้นบ้าน
ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า ตำนานพื้นบ้านนั้นไม่ได้บอกเล่าให้เราเห็นถึง
ความจริงของธรรมชาติอย่างถ่องแท้แบบที่วิทยาศาสตร์ทำ 
เพียงแต่มุ่งเน้นให้เราเข้าใจถึงการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ
และเพียงแต่ให้เราตระหนักรู้ว่า ธรรมชาติมีวิถีการดำเนินไปอย่างไรก็เพียงพอแล้ว
และเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีของธรรมชาติรอบตัว
ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้เข้ากับตัวเรา เพราะมนุษย์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง
และเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในระบบธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เท่านั้น ดังนั้น มนุษย์จึงควร
ให้ความเคารพและรู้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งคำสอนและ
แนวคิดอีกแบบหนึ่งของพุทธศาสนาแบบเซน (Zen) และลัทธิชินโต (Shinto) ของญี่ปุ่น
ซึ่งสะท้อนจากมุมกล้องที่คุโรซะวะพยายามจะถ่ายทอดผ่าน
การเปรียบเทียบขนาดของต้นไม้ ภูเขา ทะเล กับตัวมนุษย์ที่ดูแล้วเล็กจิ๋วลงไปทันที







ความฝันเรื่องที่ 2: สวนพีช
(The Peach Orchard)


วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของฮินะมัตสึริ (เทศกาลฉลองวันเด็กผู้หญิง
ด้วยการจัดโต๊ะประดับตุ๊กตา) เด็กชายได้ช่วยเหลือพี่สาวของเขาทำพิธีเฉลิมฉลองนั้น
และเห็นเด็กสาวคนหนึ่งในชุดสีชมพูยืนอยู่ในบ้านของเขาโดยไม่มีใคร
มองเห็นเธอยกเว้นแต่เด็กชายแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น เด็กชายจึงคิดว่า
เธอเป็นเพื่อนของพี่สาว เขาจึงวิ่งตามเธอออกไปยังสวนพีชของครอบครัว

แต่แล้วก็มีเหล่าผู้คนในชุดญี่ปุ่นโบราณปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาบนเนินเขาของสวนผลไม้
และบอกกับเขาว่า พวกเขาเป็นวิญญาณของตุ๊กตาที่ชื่นชอบดอกพีชที่บานสะพรั่ง 
แต่ครอบครัวของเด็กชายกลับโค่นต้นพีชในสวนไปขายจนหมด
ทำให้เหล่าวิญญาณของต้นพีชนั้นไม่มีที่อยู่และพากันจากสวนนี้ไป พร้อมกันนั้น
เหล่าตุ๊กตาทั้งหลายได้ดุด่าว่ากล่าวเด็กชายและบอกว่าพวกเขาจะไม่มา
เหยียบบ้านของเด็กชายอีกแล้ว แต่แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมาและบอกว่า
เขาไม่อยากให้พ่อแม่ของเขาโค่นต้นพีชเลย เพราะเขาก็ชอบเห็นดอกของต้นพีช
บานในเวลานี้เช่นกัน แต่เขาไม่สามารถห้ามพ่อแม่เอาไว้ได้

เมื่อเห็นถึงความจริงใจของเด็กชาย เหล่าตุ๊กตาจึงอนุญาตให้เด็กชาย
ได้เห็นดอกพีชอันงดงามเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาแสดงการร่ายรำ
ที่ทำให้ตอของต้นพีชกลับมามีดอกพีชสีชมพูบานสะพรั่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แล้วเด็กชายก็เห็นเด็กสาวลึกลับคนเดิมกำลังเดินอยู่ท่ามกลางต้นพีชที่ผลิบาน
เขาจึงวิ่งตามเธอไป แต่เธอกับต้นพีชทั้งหลายก็หายไปในทันใด
เด็กชายเดินผ่านตอไม้อย่างเศร้าสร้อยไปที่ตำแหน่งที่เธอเคยยืนอยู่
จนกระทั่งเขาได้เห็นต้นพีชเล็ก ๆ ต้นหนึ่งออกดอกบานสะพรั่งอย่างงดงาม
เด็กสาวคนนั้นก็คือวิญญาณของต้นพีชที่ยังเหลืออยู่นั่นเอง



เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว:
เรารู้สึกว่า ตอนนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ระบบทุนนิยมนั้นคุกคามธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม จะเห็นได้จากการที่พ่อแม่ของเด็กชายยอมตัด
ต้นพีชไปขายเพื่อแลกกับการมีเงินใช้ทันใจ แทนที่จะเห็นว่า ต้นพีชที่เคยผลิดอก
ออกผลเป็นค่าตอบแทนมานานปีนั้นจะมีค่ามากกว่า และยังนำเสนอว่า หากมนุษย์
มองเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าธรรมชาติ ในไม่ช้า สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติก็จะหายไป
เหมือนเหล่าต้นพีชที่ถูกตัดและไม่มีทางเกิดขึ้นมาใหม่ หากมนุษย์ไม่รู้จักทำการปลูก
ทดแทนหรือทำนุบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม







ความฝันเรื่องที่ 3: พายุหิมะ
(The Blizzard)

กลุ่มนักปีนเขาสี่คนดั้นด้นเดินทางกลับค่ายพักไปตามเส้นทางบนภูเขา
ระหว่างเกิดพายุหิมะอันน่ากลัว หิมะได้ตกหนักมาสามวันแล้วและพวกเขาก็เริ่มหมดแรง
พวกเขาทรุดตัวลงนอนทีละคน ยอมให้หิมะโถมทับรอความตาย แต่หัวหน้าคณะ
ก็พยายามที่จะส่งเสียงเรียกให้กำลังใจทุกคนให้สู้ต่อ แม้เขาจะนอนหมดแรงอยู่บนหิมะเช่นกัน
แต่แล้วก็มีผู้หญิงแปลกหน้าผมยาวสยายสวมชุดขาวปรากฏตัวขึ้น
อีกทั้งพยายามกล่อมหัวหน้าคณะที่ยังมีสติให้หลับใหลอยู่ใต้แผ่นหิมะหนา
แต่เขาขัดขืนและไม่ยอมทำตามคำพูดของเธอ ทำให้เธอโกรธมาก ใบหน้าที่สวยงาม
ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าขาวซีดที่เจือด้วยอารมณ์โกรธแค้น แล้วเธอก็ลอยละลิ่ว
หายไปในพายุหิมะ หัวหน้าคณะได้สติและมองไปรอบ ๆ พร้อมกับพบว่า
พายุสงบลงแล้ว และค่ายของพวกเขาก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ฟุตเท่านั้น
แล้วพวกเขาก็ได้โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจที่รอดชีวิตมาจากพายุหิมะได้



เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว:

ในตอนนี้ คุโรซะวะได้นำเอากิจกรรมปีนเขาที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับตำนานพื้นบ้าน
กลุ่มเรื่องเล่าผีญี่ปุ่น (妖怪, Yōkai) ที่ชื่อว่า ปีศาจสาวหิมะ (雪女, Yuki Onna) ซึ่งเป็นปีศาจ
สาวในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่า เธอมักปรากฎตัวในคืนที่มีพายุหิมะตกหนัก มีหน้าตาสวยงาม
สวมชุดสีขาว ผมยาวสีดำสยาย มาแทนค่าความจริงของธรรมชาติที่มีทั้งความสวยงาม
และความโหดร้ายและบอกเล่าถึงความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่ปรารถนาจะเอาชนะธรรมชาติ
อยู่เสมอ เราชอบการแทนค่าธรรมชาติด้วยเพศหญิงและแทนค่ามนุษย์ด้วยกลุ่มมนุษย์เพศชาย
มันคือการเปรียบเทียบกับลักษณะของอารมณ์ตามเพศสภาพของมนุษย์ ที่มักมองว่า
เพศหญิง (ส่วนใหญ่) เป็นเพศที่รักสวยรักงาม มีความอ่อนโยนน่ารัก มีความเป็นแม่สูง
แต่ในขณะเดียวกัน เพศหญิงก็มีอารมณ์ที่อ่อนไหว แปรปรวนง่าย ไม่แน่นอน เหมือนกับ
คลื่นทะเล พายุฝนพายุหิมะ กระแสลม ข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ หรือแม้แต่เป็น
ดอกไม้หรือพันธุ์พืชต่าง ๆ ซึ่งการเปรียบลักษณะนี้ไม่ได้ มีแค่ในตำนานพื้นบ้าน
ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เราสามารถสังเกตได้ในตำนานพื้นบ้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม
วัฒนธรรมยุโรปต่าง ๆ (นางเงือก, แม่ย่านางเรือ, พรายน้ำ, เทพธิดาในป่า) เอเชียใต้อย่าง
อินเดีย (ในบทกวีอินเดียมักเปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นดอกไม้ ใบไม้
หรือสิ่งต่าง ๆ ของธรรมชาติ) หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บ้านเรา
มักมีตำนานผีผู้หญิงที่สิงสถิตอยู่ในธรรมชาติ เช่น นางตะเคียน นางตานี เป็นต้น)

ส่วนเพศชายมักถูกมองว่า เป็นเพศที่ชอบการเป็นผู้นำ รักความท้าทาย ชอบความ
รู้สึกของการเป็นผู้ชนะ นี่จึงถูกคุโรซะวะนำมาแทนค่าเป็นกลุ่มมนุษย์ที่มีความปรารถนา
ที่จะบรรลุเป้าหมายหรือการท้าทายความสามารถและพละกำลังของตัวเองหรือมีความ
ปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วย ความฝันในตอนนี้ยังได้เน้นย้ำให้เราได้เห็นถึง
ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ (Wilderness) ที่ในบางครั้งมนุษย์ก็ไม่อาจควบคุมได้
และก็เกือบจะต้องพ่ายแพ้ธรรมชาติเพราะความทะนงตนของตัวเอง
นอกจากนี้ ยังสามารถตีความได้ว่า ความฝันตอนนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่าง
เพศหญิงกับเพศชายได้อีกด้วย







ความฝันเรื่องที่ 4: อุโมงค์
(The Tunnel)


ผู้บัญชาการกองร้อยญี่ปุ่นที่ปลดประจำการกำลังเดินไปตามถนนที่เปลี่ยวร้างในยามพลบค่ำ
ระหว่างทางกลับบ้านจากการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขามาถึงอุโมงค์คนเดินคอนกรีต
ขนาดใหญ่ ซึ่งมีสุนัขต่อต้านรถถังที่เห่าและคำรามออกมา ผู้บัญชาการเดินผ่านอุโมงค์มืด
ออกมาอีกด้านหนึ่ง ตามมาด้วย พลทหารโนงุจิ ผีทหารนายหนึ่งใต้บังคับบัญชาของเขา
และโนงุจินั้นได้ตายในอ้อมแขนของเขาอีกด้วย ในตอนนี้ใบหน้าของโนงุจินั้น
ก็กลายเป็นสีฟ้าและมีใต้ตาสีดำคล้ำดูโศกเศร้าระคนน่ากลัว

โนงุจิดูเหมือนจะไม่เชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว จึงได้เค้นถามเอาความจริงจากผู้บัญชาการ
เมื่อได้ฟังความจริง โนงุจิจึงได้ชี้ไปที่แสงไฟจากบ้านบนไหล่เขาใกล้ ๆ ซึ่งเขาบอกว่า
นั่นคือบ้านของพ่อแม่ เขารู้เศร้าเสียใจมาก เพราะรู้ว่าเขาจะไม่สามารถพบพ่อแม่ของเขา
ได้อีกต่อไป แม้ในขณะนี้ โนงุจิก็ยังคงให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา ผู้บัญชาการได้บอก
ให้โนงุจิยอมรับในชะตากรรมของเขา โนกุจิจึงเดินกลับเข้าไปในอุโมงค์และไม่หวนกลับมาอีก

แต่สิ่งที่ยังตามผู้บัญชาการออกมาจากอุโมงค์ก็คือ ทหารทั้งกองร้อยของเขา
นำโดยร้อยโทหนุ่มผู้กวัดแกว่งดาบและสั่งให้ทหารทุกคนแสดงความเคารพผู้บังคับบัญชา
ใบหน้าของพวกเขาก็เป็นสีฟ้าและมีใต้ตาดำคล้ำดูโศกเศร้าเช่นเดียวกับโนงุจิ
ผู้บัญชาการพยายามสื่อสารเพื่อบอกว่าพวกเขาได้ตายไปแล้ว ทุกคนล้วนถูกฆ่าตายในสมรภูมิรบ
และเขาได้ยอมรับผิดอย่างจริงใจว่า ตัวเขาเองเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งทุกคน
เข้าสู่การต่อสู้ที่เปล่าประโยชน์ พลทหารทั้งกองร้อยยืนนิ่งฟังไร้การตอบสนอง
ผู้บัญชาการจึงได้ออกคำสั่งให้พวกเขาเดินกลับไปพร้อมทั้งทำวันทยาหัตถ์
เพื่อแสดงความเคารพและกล่าวคำอำลาทหารทุกนาย
หลังจากพวกเขาเดินหายเข้าไปในอุโมงค์ ผู้บัญชาการทรุดตัวลงด้วยความเศร้าโศก
และต้องลุกขึ้นยืนวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เพราะการปรากฏตัวของสุนัขต่อต้านรถถัง
(The Anti-Tank Dog) มันเห่าขู่กรรโชกอย่างอาฆาตแค้น เพราะมันถูกเขา
ส่งไปทำหน้าที่ระเบิดรถถังของศัตรูและต้องตายโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่



เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว:
ในตอนนี้ เราได้เห็นถึงอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)
หรือสภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง 
การพยายามที่จะจัดการความรู้สึกของตัวเองและความพยายามที่จะลืมเรื่องราวอันโหดร้าย
ของกลุ่มทหารที่ผ่านสงครามมา  เห็นได้จากการที่ ผู้บัญชาการพยายามที่จะบอกให้ผีพลทหาร
ทั้งกองร้อยได้หันหลังกลับไปและอย่าได้ตามเขามา เพื่อที่เขาจะได้เดินหน้ามีชีวิตต่อไปและ
เพื่อทำให้ตัวเองนั้นไม่รู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ เสมือนเป็นการบอกตัวเองให้ลืมเรื่องราว
อันเจ็บปวดที่ต้องรับรู้ว่า ตนเองเป็นต้นเหตุของความตายของคนหลายร้อยหลายพันคน
(กับอีกหนึ่งตัว) โศกเศร้าและสูญเสียคนที่รัก ผิดหวังจากความเชื่อ
ในลัทธิชาตินิยมอย่างสุดโต่ง และสุดท้ายสงครามนั้นก็ไม่เคยให้ประโยชน์กับใครเลย 

(ต่อในตอนที่ 2 นะคะ มีอีก 4 ตอนที่เหลือค่ะ)



Create Date : 10 กันยายน 2564
Last Update : 12 กันยายน 2564 14:21:24 น. 4 comments
Counter : 273 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณzungzaa, คุณกะว่าก๋า


 
น่าสนใจมากจ้าเรื่องนี้



โดย: หอมกร วันที่: 11 กันยายน 2564 เวลา:8:14:02 น.  

 
เหมือนหนังอาร์ตเลยนะครับ
มีความเหนือจริง
แถมสร้างจากความฝันที่เกิดขึ้นกับตัวผู้กำกับเองด้วย
สุดยอดเลยครับ

มีสองตอนที่มีตำนานพื้นบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โรค PTSD เป็นโรคที่น่ากลัวจริงๆ
มันส่งผลต่อระบบประสาทและการคิดของทหารทั่วโลกเลย



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 11 กันยายน 2564 เวลา:18:46:55 น.  

 
นี่มีหลายบล็อกเลยนะครับ
ที่ผมเขียนเกี่ยวกับการเมืองเสร็จ
แต่ไม่ได้เอาลง
ไม่กลัวว่าเพื่อนบล็อกจะมาทะเลาะกับผม
แต่กลัวเพื่อนๆจะทะเลาะกันเองครับ 5555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 11 กันยายน 2564 เวลา:20:28:03 น.  

 
นั่นน่ะสิครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 11 กันยายน 2564 เวลา:21:50:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.