>> เปรู - ดินแดนมหัศจรรย์ (A wonderland Peru) ตอนจบ <<


Photobucket

:: ไปเที่ยวเปรูกันต่อค่ะ ::


ตามความคิดตัวเอง การจะเที่ยวเปรูให้ทั่ว อย่างน้อยต้องมีเวลาสัก 3 เดือน เพื่อดื่มด่ำและสัมผัสเปรูให้ทั่วถึงแบบ “อิ่มเอม” แต่ถ้ามีเวลาไม่มาก อยากไปเพียงแค่มาชู พิคชู อย่างน้อยก็น่าจะมีเวลาสัก 2 สัปดาห์ เที่ยวทั่ว ก็ยังดี (ให้คุ้มค่าตั๋วเดินทางนิดนึง)

เราสองคนใช้เวลาที่เปรูรวมทั้งสิ้น 18 สัปดาห์ (4 เดือนครึ่ง) ไม่ได้เดินทางระหว่างเมืองอย่างเร่งรีบแต่อย่างใด ครั้งแรก 6 สัปดาห์ และครั้งที่สอง 12 สัปดาห์ ก็ยังไม่ทั่วอยู่ดี...

ปกติเวลาเดินทางมาแถบนี้ จะบินจากเยอรมนี (แฟรงก์เฟริต) - บราซิล (ซัลวาดอร์ เด บาเอีย) โดยสายการบินคอนดอร์ (Condor Air) ชั้นประหยัดแบบไปกลับ (ลงบราซิลต้องมีตั๋วกลับ) ประมาณ 450 ยูโร ถูกหรือแพงกว่านี้ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น และระยะเวลาการจองค่ะ

มีสายการบินมาเลเซีย (Malaysia airline) กรุงเทพฯ - บัวเอโนส ไอเรส, อาร์เจนติน่า บางทีจะมีโปรโมชั่นถูกมาก ๆ ราว 1,000 ดอลลาร์นิดหน่อย แต่เช็คดูในปีนี้ ไม่เห็นมีเที่ยวบิน จึงไม่แน่ใจว่ายกเลิกไปหรือเปล่า

และก็สายการบินตุรกี (Turkish airline) ที่บินจากกัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย - เซาท์ เปาโล เพื่อนเพิ่งบินไม่นาน ขาเดียวประมาณ 700 ดอลลาร์

ที่ว่ามา ไม่ผ่านอเมริกานะคะ เพราะหนังสือเดินทางไทย ต้องขอวีซ่าทรานซิสอเมริกา (คงจะยุ่งยากไปอีกเท่าตัว) ยังมีอีกหลายสายการบิน ที่บินมาลงหลายเมืองใหญ่ในแถบนี้ แต่ไม่ทราบเลย คุณ ๆ ที่เคยบินตรงจากเมืองไทย จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ





Photobucket

:: แผนที่ประเทศเปรู (วงกลมสีขาวคือเมืองที่เราแวะไปเยือน) ::


อ่านเรื่องราวตอนก่อนหน้า : เปรู - ดินแดนมหัศจรรย์ (A wonderland Peru) ตอนแรก

.
.
.


เราจบการเดินทางลงที่เมืองลัมบาเยเค (Lambayeque) หลังจากไปชมพิพิธภัณฑ์กษัตริย์ซีปาน (Museo Tumbas Reales de Sipán) แล้วจึงมุ่งหน้าขึ้นเหนือข้ามไปเอกวาดอร์...


Photobucket


ปีต่อมาเราก็กลับมาเปรูอีกครั้ง โดยข้ามแดนที่เดิม ณ เมืองทุมเบส(Tumbes) เมืองชายแดนที่มุ่งความสนใจไปที่อาหารเพียงอย่างเดียว

อาหารเปรูถือได้ว่ามีความหลากหลาย มีรสมีชาด ถูกปาก (คนไทย) มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบนี้ค่ะ ยืนยัน





Photobucket


จานนี้มีชื่อ แต่ลืมไปแล้ว มีคนแนะนำ สั่งไปมั่ว ๆ ได้มา หน้าตาดีเชียว อร่อยด้วยล่ะ สำหรับคนเดียวเยอะไป สองคนอิ่มพอดี





Photobucket


ถัดจากเมืองทุมเบสลงมา จะเจอกับเมืองท่องเที่ยวตากอากาศที่ชื่อว่ามานโคร่า (Mancora) ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 10 ชายหาดฝั่งแปซิฟิกที่นักท่องเที่ยวนิยม ถึงแม้เปรูจะมีแนวฝั่งทะเลยาวจากเหนือจรดใต้ แต่มีเพียงทางตอนเหนือเท่านั้น ที่สามารถใส่บิกินี่ อาบแดดได้ ใกล้กรุงลิมาก็มีหาดทราย ชายทะเล แต่ฟ้าไม่แจ่ม ทะเลก็ไม่สวย พอลงใต้ไปอีกนิดเดินริมต้องใส่เสื้อกันหนาว กางเกงขายาว เพราะลมแรงมาก





Photobucket


กลับมาเปรูคราวนี้ ไม่ได้เดินทางเลียบชายฝั่งตามถนนแพนอเมริกา (Pan America) เพราะคนขับบอกว่าเบื่อ จึงหันหน้าจากชายฝั่งไปยังขุนเขาแทน ตั้งใจไปเมือง Chachapoyas แต่แวะที่หมู่บ้านโคคาชิมบา (Cocachimba) ก่อนเพื่อไปเทรกกิ้งดูน้ำตกก๊อกตา (Gocta)

น้ำตก Gocta - มีความสูง 771 เมตร สามารถมองเห็นได้จากที่ไกลกว่า 1 กิโลเมตร สำหรับอันดับความมีการโต้เถียงกันหลากหลาย โดยถือว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดอันดับที่ 3 ถ้ารวมความสูงจากยอดถึงล่าง แต่ถ้าเป็นความสูงจากน้ำตกเดียวคือชั้นที่สองจะอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก

หมู่บ้าน Cocachimba เป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ฐานน้ำตกที่สุด โดยมีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร (บางข้อมูลก็บอก 6 กิโลเมตร) ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง หรือจะใช้บริการม้าจากชาวบ้านก็ได้ แต่อย่างไรก็ต้องลงเดินในช่วงสุดท้าย ชาวบ้านเล่าว่าหมู่บ้านเพิ่งมีไฟฟ้าเมื่อสองปีก่อนนี้เอง มีค่าธรรมเนียมในการเดินไปน้ำตก คนละ 5 Soles สำหรับผู้ใหญ่ และครึ่งราคาสำหรับนักศึกษา สำหรับไกด์นำทาง 20 Soles (แต่ไม่จำเป็น) สามารถเดินไปเองได้โดยไม่ต้องกลัวหลง เพราะมีการทำทางเดินให้เดินได้ง่าย





Photobucket


Pueblo de los Muertos ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง (การเดินทางค่อนข้างลำบากนิดนึง ถ้าไม่ซื้อทัวร์ ก็ต้องเหมาแท็กซีเอาค่ะ)

Pueblo de los Muertos (หมู่บ้านของคนตาย - เป็นสถานที่คงรูปแบบเดิมทั้งหมด โดยกาลเวลาได้ทำให้สิ่งก่อสร้างเสื่อมลง โดยหลังคาได้ถูกทำลายไปก่อน ตามมาด้วยผนัง ว่ากันว่าช่องแต่ละช่องที่สร้างขึ้นเป็นแบบเดียวกันกับที่อียิปต์ (Egyptian hieroglyphics) ถูกสร้างขึ้นโดยชาว Chachapoya (Luya - Chilloa) ระหว่าง 1100 AD และ 1350 AD





Photobucket

เทรกกิ้งไปดูโลงศพจุมัมมี่เก็บไว้ในหน้าผาหินคาราเฮีย (Karajia)


Karajía – โบราณสถานที่ตั้งของโลงหินของชาวชาชาโปยาส (Chachapoyans Tombs) สร้างจากหิน ไม้ และดินเหนียว โดยถูกสร้างขึ้นให้มีรูปร่างเหมือนคน (human figure) สำหรับบรรจุศพไว้ตรงกลาง วางเรียงกันตั้งแต่ 4 โลงขึ้นไป โลงมีความสูงมากกว่า 2.50 เมตร และถูกนำไปวางไว้กึ่งกลางหน้าผาสูง (ด้านหลังคือถ้ำเล็ก ๆ)

โบราณสถานแห่งนี้ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเปรู นาม Federico Kauffman Doig ในบริเวณที่เรียกว่าคาราเฮีย (Karajía) ในปีค.ศ. 1985






Photobucket

แวะไปเมืองชาชาโปยาส (Chachapoyas) ในที่สุด


เมืองชาชาโปยาส (Chachapoyas) – เป็นเมืองศูนย์กลางของแคว้นอะมาซอนาส (Amazonas) ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีสที่ความสูง 2,235 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาตลอดทั้งปี เพื่อจะต่อรถตู้หรือแท็กซี่ไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่นน้ำตกก๊อกตา (Gocta Falls), เมืองเก่าคูเอหลาป (Kuelap), พิพิธภัณฑ์มัมมี่เลย์เมบามบ้า (Leymebamba) และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เดินทางง่ายและสะดวกที่สุดจากที่นี่

การเดินทางจากเมืองที่ใกล้โดยรถบัสคือ จากเมืองชิคลาโย (Chiclayo) และ คาฮามารคา (Cajamarca)

วันที่ไปเจอกับเทศกาลแห่พระแม่มาเรียพอดี เลยได้ร่วมงานเฉลิมฉลองแบบไม่ตั้งใจ มีทั้งขบวนแห่ การแสดงพื้นเมือง การจุดพลุ และตลาดนัดพื้นเมือง


เปรูเป็นประเทศที่จัดเทศกาลเฉลิมฉลองพิธีกรรมทางศาสนาใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเทศกาล Pachamama ที่แปลว่า Mother Earth หรือพระแม่ธรณี ที่มีขบวนแห่ เต้นรำสวมหน้ากาก ไปตามถนนในเมือง เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่จักรวรรดิอินคาโน่นเลยค่ะ





Photobucket

แล้วก็เลยเถิดไปดูพิพิธภัณฑ์มัมมี่ที่เมืองเลย์เมบามบ้า (Leymebamba)


พิพิธภัณฑ์มีชื่อเต็มเป็นภาษาสเปนคือ Museo Leymebamba แสดงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ความเป็นมาของชาวชาชาโปยาน ที่อาศัยอยู่ในแถบนี้กว่าพันปีก่อน และแสดงมัมมี่จากทะเลสาบคอนดอร์ (Laguna de los Cóndores) ที่มีกว่า 200 ชิ้น จากการค้นพบเมื่อปีค.ศ. 1997 และเปิดพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปีค.ศ. 2000

อาจมีคนถาม ทำไมถึงต้องย้ายมัมมี่มาไว้ยังพิพิธภัณฑ์ น่าจะให้มัมมี่อยู่อย่างสงบสุขบนหน้าผา? คำตอบคือ ไม่ได้มีการสำรวจเพื่อหามัมมี่แต่อย่างใด แต่เป็นการค้นพบโดยชาวบ้าน ที่เจอเข้าโดยบังเอิญแล้วก็มีการขุดเอาของมีค่ามาขายทอดตลาด จนรู้ไปทั่ว ผู้นำหมู่บ้านจึงต้องแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และสถานที่ค้นพบมัมมี่ก็ไม่ใช่เดินทางไปง่าย ๆ ต้องเดินทางด้วยเท้าหรือม้าเท่านั้น โดยจากเมืองเลย์เมบามบ้าไปยังทะเลสาบจะใช้เวลาเดินประมาณ 8 ชั่วโมง เลยอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ชาวบ้านที่ไปเจอเข้า ไปเจอได้อย่างไร เดินทางลำบากลำบนขนาดนั้น???

ค่าธรรมเนียมเข้าเข้าชมคนละ 10 Soles สำหรับผู้ใหญ่ เด็กและนักศึกษาครึ่งราคา





Photobucket

ก่อนจะจบไฮไลท์ลงที่เมืองโบราณคุเอหลาป (Kuélap)


Kuélap (The fortress of Kuelap หรือ Cuélap – เป็นสิ่งก่อสร้างจากวัฒนธรรม Chachapoyas ตั้งอยู่บนเขาที่ความสูง 3000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เมืองรายล้อมด้วยกำแพงหินขนาดใหญ่ ที่ภายในมีบ้านเรือนอยู่กว่า 400 หลัง โดยตั้งอยู่บน Utcubamba Valley ทางตอนเหนือของประเทศเปรู ถูกค้นพบในปีค.ศ. 1843 โดย Juan Crisóstomo Nieto

กำแพงโดยรอบมีความยาว 600 เมตร กว้าง 110 เมตร และสูง 20 เมตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าถูกสร้างเมื่อไหร่ แต่จากการวัดชั้นหิน (Radiocarbon dating) คาดว่ากำแพงหินนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 6 แต่สร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัยหรือเพียงเพื่อหลบภัย ก็ไม่อาดคาดเดาได้

ภายในแบ่งเป็นหลายระดับ โดยมีการก่อสร้างที่อยู่อาศํยเป็นรูปทรงกระบอก หลังคามุงหญ้าแห้ง มีการตบแต่งลายของผนังด้านนอกส่วนที่เป็นฐาน ว่ากันว่าสัญลักษณ์ที่จงใจให้ดูคล้ายรูปตา โดยใช้รูปแบบของตัวอักษร V เรียงต่อกันเป็นห่วงโซ่

Kuélap มีประตูทางเข้าอยู่ 3 ทาง สองทางอยู่ทางทิศตะวันออก และอีกทางอยู่ทางทิศตะวันตก

ประตูทางเข้าหลักคือด้านที่อยู่ทางทิศใต้ มีความกว้าง 3 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง เมื่อผ่านประตูแคบสูงชันผ่านเนินขึ้นไป ก็จะเจอกับประตูเล็ก ที่มีความกว้างเพียงแค่เดินผ่านได้ทีละคนเท่านั้น ที่ว่ากันว่า “สร้างเลียนแบบแคมช่องคลอด”





Photobucket


จากเทือกเขา เราหันหน้าเข้าป่าอเมซอน (หรืออะมาซอน) จุดหมายคือล่องแม่น้ำอุคายาลี (Ucayali) อีกหนึ่งสายน้ำแห่งชีวิตของชาวเปรู ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและแม่น้ำ ถึงกับมีคนบอกไว้ว่า “ฝูงปลาร้องเพลงในแม่น้ำอุคายาลี”

แม่น้ำอุคายาลี (Ucayali River) มีระยะทาง 110 กม. ไหลมาจากทางตอนเหนือของทะเลสาบ Titicaca มลรัฐ Arequipa และกลายเป็นแม่น้ำอเมซอน (MarañónAmazon River) โดยบรรจบกับแม่น้ำมาราญอน (Marañón) ที่อยู่ใกล้กับเมือง Nauta (100 กม. จากเมืองอิกิโตส), บรรจบกันในหมู่ในแม่น้ำ Ucayaliและ Marañon

แม่น้ำUcayali ไหลรวมกับแม่น้ำ Apurímac, แม่น้ำ Ene และแม่น้ำ Tambo ไหลรวมเป็นสายหลักคือแม่น้ำ Amazon ที่รวมความยาว 2,669.9 กิโลเมตร จากจุดกำเนิดแม่น้ำ Apurímac ที่ไหลมาจาก Nevado Mismi ไปบรรจบกับแม่น้ำ Ucayali และแม่น้ำ Marañon






Photobucket


ผ่านน้ำตก Velo de la Novia ที่ไหลลงแม่น้ำ Yuracyacu ณ จุดที่เทือกเขาแอนดีส (Andes) เจอกับผืนป่าอเมซอน (Amazon) ก่อนถึงเมืองพูคาลป้า (Pucallpa)

Pucallpa - เป็นเมืองใหญ่ในป่าอะเมซอนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอุคายาลี (Ucayali) ที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำมาราญอน (Marañon) จากเมือง Yurimaguas รวมกันกลายเป็น “แม่น้ำอะเมซอน” ลงไปยังเมืองอิคิโตส (Iquitos)





Photobucket


ล่องเรือจากเมือง Pucallpa ถึงเมืองอิคิโตส (Iquitos) ที่กินเวลานานถึง 7 วัน 7 คืน บนเรือ Henry 9 (การล่องเรือในแม่น้ำอเมซอน เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีและสนุกทีเดียว ไม่เชื่อต้องมาล่องด้วยตัวเองค่ะ) ปกติไม่ใช้เวลานานขนาดนี้ แต่เพราะเป็นช่วงน้ำลง ทำให้เรือใหญ่เดินทางลำบาก โดยเฉพาะกลางคืน จึงต้องจอด

เรือที่เราเดินทางมีทั้งหมด 3 ชั้น ไม่รวมชั้นใต้ดินและชั้นบนสุดที่เป็นห้องกัปตันเรือ ชั้นใต้ดินจุสินค้าหีบห่อ, ชั้นแรกจุของขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก, ชั้นสองเป็นที่ว่างให้ผู้โดยสารผูกเปล มีห้องครัวอยู่ค่อนไปด้านหลัง ติดกับห้องน้ำ ที่มีสุขาและห้องอาบน้ำรวมกัน 8 ห้อง ส่วนด้านหน้ามีห้องเคบิ้น 2 ห้อง ราคาเคบิ้น 200 Soles ต่อคน ส่วนเปล 100 Soles ต่อคน รวมอาหารสามมื้อ

เราเลือกผูกเปลนอน เพราะโล่ง โปร่งสบาย รายรอบด้วยผู้คน อบอุ่นค่ะ





Photobucket


ที่เมืองอิกิโตส ขอแนะนำว่า “ต้องไปเดินตลาด” ตลาดใหญ่ของเมืองชื่อว่า บ้านเหล็กหลังนี้ La Casa de Fierro หรือ The Iron House (French : La Maison de Fer) - เป็นบ้านที่ทำจากเหล็ก ถูกออกแบบโดยสถาปนิก Gustave Eiffel ชาวฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นในงาน Exhibition ในปีค.ศ. 1889 และได้ถูกรื้อถอนหลังจากงานสิ้นสุด ชิ้นส่วนได้ถูกลำเลียงมายังอิกิโตสโดยแรงงานคน และนำมาประกอบเป็นบ้านในปีค.ศ. 1890

บ้านตั้งอยู่หัวมุมถนนพลาซ่าของเมืองอิกิโตส (Iquitos) สังเกตเห็นได้ง่าย ปัจจุบันบนชั้นสองว่างให้เช่า ส่วนชั้นล่างคือร้านขายยา

มาอเมซอนหลายครั้ง ได้ดูโลมาสีชมพูแล้ว แต่ที่ยังไม่ได้เห็นใกล้ ๆ ก็คืออนาคอนด้า ให้ไปหาดูตามป่า ก็คงไม่ไหว จึงต้องไปดูที่สวนป่า Quistococha ชาวบ้านที่นี่ยืนยันว่า “ต้องไป” ไม่ผิดหวังค่ะ ชมสัตว์ ชมสวน แล้วก็มีชายหาดเล็ก ๆ ให้เล่นน้ำหรือนั่งเล่นได้ด้วย





Photobucket


และ... เพื่อสัมผัสผืนป่าแห่งนี้อย่างใกล้ชิด เราออกเรือไปตกปลาปิรันญ่า (อีกกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม) เราไม่ได้ไปกับทัวร์ แต่นั่งเรือไปหมู่บ้านเล็ก ๆ แล้วก็แจวเรือไปตกปลา เป็นช่วงที่ยากและลำบากช่วงหนึ่งของการเดินทาง เพราะหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า ไปไหนมาไหน ก็ต้องแจวเรือไป ห้องน้ำ ห้องส้วมก็ไม่มี และที่สำคัญยุงเยอะมาก

ไม่ชอบตกปลา แต่นึกอยากลอง คันเบ็ดไม้ของชาวบ้านแหละ จุ่มลงไป แล้วก็ได้ปลาติดเบ็ดมา ตัวเล็กจึ๋ง นึกในใจปลาอะไรตัวเล็กจริงวุ้ย ไมค์กำลังยื่นมือไปแกะ ลุงคนเรือรีบบอก “มันคือปิรันญ่าขาว!” ไมค์หดมือกลับทันที ก็ดูฟันมันดิ

ปลาปิรันญ่า (Piranha หรือ Piraña) ชนิดที่ดุร้ายที่สุดคือ "ปิรันญ่าแดง" ที่มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 33 เซนติเมตร และหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัม

ปิรันญ่าเป็นปลาขี้ตื่นจึงชอบอาศัยอยู่เป็นฝูง กินซากปลา หรือปลาตัวเล็กเป็นอาหาร จะโจมตีปลาหรือสัตว์ใหญ่ที่อ่อนแอ และเป็นปลาที่มีความอดทนมาก สามารถมีชีวิตอยู่บนบกที่ไม่มีน้ำได้นานถึง 2 ชั่วโมง และสามารถทนอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำได้ถึง 50 องศาฟาเรนไฮต์


^
^
^


Photobucket


โบกมือลาผืนป่าอเมซอน แล้วก็กลับไปยังขุนเขา เราเลือกเส้นทางที่นักท่องเที่ยวน้อยคนจะเดินทาง คือเลียบเลาะไปตามแนวเขา จนไปทะลุที่กลางหุบเขาสูงอันเย็นเยือก ณ เมืองฮวนคาเวลิค้า (Huancavelica)





Photobucket


ความหนาวเหน็บ ณ เมืองนี้ แตกต่างไปจากเมืองอื่น ๆ ที่เคยสัมผัสโดยสิ้นเชิง นอกจากหนาวแบบแห้ง ๆ ที่ทำเอาผิวแตกกระจายยังไม่พอยังเมาที่สูงหรือ Altitude sickness อีก แย่เลย ต้องพึ่งใบโคคาที่ชาวบ้านเคี้ยวกัน เอามาชงชาร้อน ๆ ช่วยได้ดีทีเดียว





Photobucket


แวะเมือง Huancavelica เพียงแค่ 2 วัน พอปรับตัวให้ชินกับชีวิตบนเขา เราก็เดินทางต่อมุ่งหน้าไปเมืองอะยาคุโช (Ayacucho)

วิวที่เห็นคือทะเลสาบระหว่างทางจากเมือง Huancavelica – Ayacucho





Photobucket


จากบนเขาสูง ลดระดับลงมานิดนึง เราแวะที่เมืองอะยาคุโช (Ayacucho) เป็นอีกแคว้นที่มีอารยะธรรมเป็นของตัวเอง

Ayacucho - ในภาษา Quechua (อีกภาษาของชาวเปรู) แปลว่า "มุมมองของความตาย" เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่ามีโบสถ์มากที่สุดเมืองหนึ่งในเปรู มีมากถึง 33 โบสถ์ด้วยกัน เทศกาลที่ได้รับการกล่าวขาน และคนจากทั่วทุกมุมประเทศต่างหลั่งไหลมาเยือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ที่เรียกว่า Holy Week of Easter มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

ตั้งอยู่บนความสูง 2.746 เหนือระดับน้ำทะเล





Photobucket


จากเมือง Ayacucho ไปประมาณ 37 กิโลเมตร จะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Quinua ที่อัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรมที่ดูแปลกและแตกต่างไปจากเมืองอื่นในเปรู กับความโดดเด่นคือ การประดับโบสถ์จำลองทำจากดินเผาตั้งไว้บนหลังคาบ้าน

เลยเมืองไปนิดเดียวจะมีเนินที่ชื่อว่า Pampa de Quinua เป็นเนินที่ตั้งเสาหินสูง 44 เมตร เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการสู้รบกับสเปนเพื่อประกาศเอกราชในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1824


ในบริเวณใกล้ ๆ มีอาณาจักรโบราณชื่อว่า Wani และหมู่บ้าน Quinua ที่มีการตบแต่งหลังคาด้วยโบสถ์จำลองทำจากดินเผา ดูสวยแปลกตา

ก่อนถึงหมู่บ้าน Quinua ประมาณ 17 กิโลเมตร จะมีพิพิธภัณฑ์ของชาว Wari อยู่ (Complejo Arqueológico de Wari) ป้อมปราการหินที่ตั้งอยู่บนเนิน สร้างขึ้นในยุค Pre – Inca หนึ่งในเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดของเปรูที่กินพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือไว้แต่ร่องรอยของกำแพงหิน ที่ภายในเต็มไปด้วยต้นกระบองเพชรขึ้นแซมอยู่ทั่วเมือง


.

.

.


Photobucket


ไปต่อที่เมืองสีขาวอะเรกีปา (Arequipa) เมืองศูนย์กลางแคว้น Arequipa เมืองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงลิมา

เมืองอะเรคิปา หรือ อะเรกีปา (Arequipa) - ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาแอนดีส ที่ความสูง 2,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และอยู่ใกล้ภูเขาไฟ El Misti อาคารหลายแห่งในเมือง ถูกสร้างขึ้นด้วยหินภูเขาไฟสีขาว ทำให้เมืองนี้มีชื่อเล่นว่า "เมืองสีขาว" (The White City; La Ciudad Blanca) ศูนย์กลางประวัติศาสตร์เมืองอาเรกีปาได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกในปี 2000

กล่าวกันว่าที่มาของชื่ออาเรกีปามาจากภาษาเกชัว Ari, quepay ซึ่งแปลว่า "ใช่ ที่นี่แหละ" ซึ่งเป็นคำพูดของมัยตา กาแพก กษัตริย์อินคาองค์ที่สี่ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเมืองนี้ แต่นักวิชาการสันนิษฐานจากร่องรอยของชาวพื้นเมืองจากทะเลสาบตีตีกากา ว่าชื่ออาเรกีปาน่าจะมาจากภาษาอัยมารา ari แปลว่ายอด และ quipa แปลว่าอยู่ข้างหลัง ซึ่งรวมกันหมายถึง "เมืองที่อยู่หลังภูเขาไฟเอล มิสตี"





Photobucket


จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ในหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ที่เป็นที่ตั้งของอาเรกีปาตั้งแต่สมัย 6,000-5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าชาวอัยมาราอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เมื่ออาณาจักรอินคาเข้ายึดครองอาเรกีปาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมืองอาเรกีปาถูกก่อตั้งขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1540 โดย การ์ซี มานูเอล เดอ การ์บาคา ซึ่งเป็นทหารที่ฟรันซิสโก ปีซาร์โรส่งมา

สมเด็จพระจักรพรรดิชาลส์ที่ 5 ทรงแต่งตั้งอาเรกีปาให้เป็นเมืองและพระราชทานตราประจำเมืองที่ยังคงใช้ในปัจจุบัน อิทธิพลของสเปนหลงเหลืออยู่ในสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในเมืองจนทุกวันนี้ อาเรกีปาค่อนข้างจะแยกตัวจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศในสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของสเปนและช่วงเริ่มต้นการเป็นสาธารณรัฐ แต่เมื่อทางรถไฟและถนนที่เชื่อมระหว่างเมืองนี้กับภูมิภาคอื่น ๆ เปิดใช้ อาเรกีปาก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างลิมากับเขตเปรูตอนใต้

อาเรกีปาเป็นฐานกำลังของพวกชาตินิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่เปรูเรียกร้องเอกราชจากสเปน และภายหลังยังเป็นที่ชุมนุมในระหว่างสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกที่รบกับชิลีอีกด้วย

เมืองอาเรกีปาเคยประสบภัยจากแผ่นดินไหวหลายครั้ง ในปี 2001 เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงถึง 7.9 ริกเตอร์ ในปี 2002 เกิดการหยุดงานและการประท้วงอย่างรุนแรงเพื่อต่อต้านการแปรรูปโรงงานไฟฟ้าท้องถิ่น จนทำให้ประธานาธิบดีอเลคันโดร โทเลโดต้องประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉิน





Photobucket


ในแคว้น Arequipa ถ้ามาถึงแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะไปเยือนโคลคาแคนย่อน (Colca Canyon)

Cañon del Colca (Colca Canyon) - แคนยอนที่มีความลึก 3,400 เมตร และยาว 100 กิโลเมตร ความสูงเป็นรองแคนยอน Cotahuasi ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง (Cotahuasi Canyon 3,435 เมตร เป็นแคนยอนที่ลึกที่สุดในโลก ความลึกเป็น 2 เท่าของแกรนด์แคนยอนที่อเมริกา)

โคลคาแคนยอน เป็นถิ่นของชาวคาบาน่า (Cabana) และคอลยากัว (Collagua) ที่อาศัยอยู่มานานกว่า 2,000 ปี กับภูมิปัญญาการทำเรือกสวนไร่นาแบบขั้นบันได โดยอาศัยน้ำจากการละลายของหิมะบนภูเขาไฟที่อยู่รอบ ๆ ไหลลดหลั่นลงไปยังแม่น้ำที่อยู่เบื้องล่าง





Photobucket


ผู้คนแห่กันมาจากทั่วโลก เพื่อมาดูผู้คอนดอร์ นกบินได้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันอาศัยอยู่ในหุบเขาโคลคาแห่งนี้ พวกมันจะตื่นจากการหลับไหลและพร้อมใจบินขึ้นมาจากหุบเขาในช่วงเช้าของทุกวัน

Cruz del Condor - เป็นจุดที่สูงที่สุดของแคนยอนโคลคา และเป็นสถานที่นกคอนดอร์อาศัยอยู่ โดยหลับไหลภายใต้โขดหินบนหน้าผาสูงชัน และตื่นเมื่อตะวันสาดแสง ฝูงคอนดอร์จะพากันบินขึ้นมาจากหุบเขาในช่วงเวลา 8.00 – 9.00 น. ของทุกวัน

Condor (คอนดอร์) - เป็นนกขนาดใหญ่ที่สุดที่บินอยู่บนท้องฟ้า โดยเมื่อยืนจะมีความสูงที่สุด 1.2 เมตร และเมื่อสยายปีกบินจะมีความกว้าง 3 เมตร และหนักสุดถึง 12 กิโลกรัม สามารถบินโดยไม่ขยับปีกนานกว่า 1 ชั่วโมง มีจมูกที่ไวต่อกลิ่นสัมผัส และมีสายตาดีมาก สามารถมองเห็นเหยื่อได้จากบนที่สูงหลายเมตร ตามปกติจะไม่พบเห็นคอนดอร์ง่าย ๆ เพราะเป็นนกที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาสูงของแอนดีสเท่านั้น





Photobucket


จากแคนย่อนเดินทางต่ออีกนิด ก็จะไปถึงเมืองพูโน่ (Puno) เพื่อไปเยือนเกาะฟางกลางทะเลสาบลอยฟ้าติติคาคา (Titicaca)

Islas Flotantes - สร้างโดยชาวอูรอส (Uros) “ชนเผ่าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่บนเกาะฟางอ้อมานานกว่า 160 ปี” แต่เดิมชาวบ้านหาปลาเพื่อยังชีพ ที่เกินมาก็เอามาตากแห้งแล้วก็นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น อย่างเช่นมันฝรั่งกับคนบนแผ่นดินหลัก (ปัจจุบันมีตลาดนัดวันอาทิตย์ตามเมืองรอบ ๆ ทะเลสาบ) แต่เมื่อองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก รายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวแทน (จากเกาะที่แวะไป ทำให้ทราบว่า ชาวบ้านไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่จริง เพราะเห็นมีเรือขายของชำ และขายอาหารแวะมาจอด...)

เกาะฟางลอยน้ำที่เห็นมีอยู่กว่า 40 เกาะ ชาวบ้านเลือกที่จะสร้างเกาะในเขตที่ไม่ลึกมากนัก 10 – 15 เมตร (ส่วนที่ลึกที่สุดอยู่ใกล้เกาะ Soto ที่ความลึก 280 เมตร อยู่ฝั่งตรงข้ามเมือง Puno) โดยภายใต้เกาะจะวางรากต้นอ้อ (Reed Totora) แล้วจึงสุมฟางเป็นแพอีกที โดยมีการซ่อมแซมเกาะทุก 2 – 3 เดือน และประมาณ 5 - 10 ปี ก็จะย้ายไปสร้างเกาะใหม่ เพราะเกาะที่มีฟางทับถมจะค่อย ๆ จมลงไป

ต้นอ้อโทโทร่นอกจากจะสร้างเกาะ สร้างบ้าน สร้างเรือ ยอดอ่อนก็ยังกินเป็นอาหารได้อีกด้วย


^
^
^


Photobucket


จากแอนดีสเรากลับสู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของเปรู ดินแดนแห้งแล้งในเขตทะเลทรายอะตาคามา (Atacama) ที่เชื่อมต่อไปจนถึงตอนเหนือของชิลี





Photobucket


โดยไม่ลืมแวะเมืองชายทะเลอิโล (ILo) ดื่มด่ำบรรยากาศชายทะเลติดทะเลทราย ก่อนลงใต้ไปเมืองทาคนา (Tacna) และบอกลาเปรูไปในท้ายที่สุด

.
.
.

Adios Peru…





** สำหรับการสะกดชื่อเมือง และคำต่าง ๆ ในภาษาสเปน สะกดจากการฟัง
บางครั้งอาจไม่ใช่คำสากลที่ใช้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


และขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก : วิกีพีเดีย





Photobucket




1/02/2012 @ Paracuru - Brazil






Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 8 มีนาคม 2555 3:56:11 น. 20 comments
Counter : 1655 Pageviews.

 

ตามน้องเอ้มาเที่ยวต่อค่ะ
ภาพสวยทุกภาพ....แหล่มเลยค่ะ
แวะมาเจิมบอก
ไม่ต้องโหวตก็ไม่โหวตให้จ้าน้องเอ้


โดย: อุ้มสี วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:1:45:33 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยคนค่ะ สวยมากๆๆๆ


โดย: JenNy & Tristan @ The UK วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:2:25:46 น.  

 
เคยเรียนประวัติศาสตร์ละติน แล้วอาจารย์เล่าเรื่องมาชู ปิคชูให้ฟังค่ะ อยากไปมากๆ เอกวาดอร์ก็น่าไปเที่ยวค่ะ อาจารย์บอกว่าถ้าไปตามพวกป่านี่ ถ้าเราถางหญ้าแล้วเดิน พออีกวันเนิง กลับมาจุดเดิมหญ้าก็จะขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม น่าสนใจดีค่ะ ฮี่ๆๆ


โดย: army_wifey วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:5:58:55 น.  

 
ทักทายสวัสดีกับคุณเอ้ ครับ
ตามมาเที่ยวชมเปรู ในภาคต่อ กันด้วยครับ
หลายๆ ภาพ ในวิวทิวทัศน์ บ้านเมือง ดูแปลกตากันพอสมควร

พอจดจำกันได้ว่าได้ชิมน้ำจากข้าวโพดสีม่วงของประเทศเปรู ที่นำมาจัดงานที่เชียงใหม่ให้ชิมกัน ยังพอจดจำรสชาดได้เป็นอย่างดีเลยครับ


โดย: ถปรร วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:11:23 น.  

 
อ่านเพลินได้ความรู้ดีมากเลยครับ ขอบคุณมากครับ ได้เก็บไว้เป็นข้อมูลหากมีโอกาสได้ไปนะครับ คงจะชวนรุ่นพี่ที่เค้าเคยไปอมรมเรื่องข้าวโพดพาไปนะครับ


โดย: moresaw วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:24:51 น.  

 
เป็นการสรุปการเดินทางที่เยี่ยมยอดมากๆค่ะคุณเอ้
ได้เห็นภาพรวมทั้งทริปของเปรูแบบแจ่มชัดเลย หลังจากตามเที่ยวในบล็อกมาแล้ว คุณเอ้น่าอิจฉามากๆที่ได้เที่ยวแบบปรุ ทะลุทะลวงขนาดนี้ สำหรับหนึ่งเมกาใต้เป็นสถานที่ในดวงใจ อยากไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอเมซอนและปาตาโกเนีย แต่เป็นมนุษย์เงินเดือนต้องหาเงินก่อนไปเที่ยวนี่สิ
เวลาไปทีก็อัดเที่ยวๆๆๆ ไม่ค่อยได้ดื่มด่ำเท่าไหร่ค่ะ T T

คุณเอ้เขียนได้ดีมากๆ
น่าเอาไปลงหนังสือนะคะ


โดย: AdrenalineRush วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:24:01 น.  

 
กำลังจะไปเที่ยวเดือนหน้าพอดีเลยครับ....ขอบคุณสำหรับข้อมูลท่องเที่ยวและภาพสวยๆ


โดย: Calvin IP: 171.7.227.5 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:12:03:38 น.  

 
สวัสดีตอนบ่ายๆ ของเมืองไทยครับ .....

แวะมาชมภาพงามๆ จากเปรูต่อครับ ถือเป็นภาพที่หาดูได้ยากเลยทีเดียวนะครับ เพราะเป็นประเทศที่คนบ้านเราไปเที่ยวกันไม่มากนัก และที่ไปก็มักจะไม่มีเวลาเที่ยวได้เยอะและทั่วถึงแบบในบล็อกนี้ครับ .....



โดย: NET-MANIA วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:12:15:38 น.  

 
สุดยอดครับ จขบ.ให้ข้อมูลได้ละเอียดดี อ่านแล้วทำให้รู้จักเปรูอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย เป็นอีกหนึ่งดินแดนมหัศจรรย์จริงๆ ครับ


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:04:01 น.  

 
ข้อมูลแน่นมาก ขอตามไปเที่ยวด้วยคน


โดย: devilmanb วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:04:14 น.  

 
ทักทายสวัสดีกันยามค่ำคืน (ก่อนนอนครับ)

...."น้ำข้าวโพดสีม่วง คนเปรูดื่มแก้กระหาย
เรียกว่า "ชิชาโมรา" แล้วชอบไหมคะ"....

กลับมาเม้นท์กันว่า อร่อย สดชื่น และน่าจิบชิมเป็นที่สุดเลยครับ

เค้าขายในงานแก้วละ 20 บาท
แต่ให้ชิมฟรีก่อน


งานเค้าจัด 5 วัน ไปชิมฟรีทั้ง 5 วันเลยครับ 555


โดย: ถปรร วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:23:26:12 น.  

 
ตามมาเที่ยวเปรูกับคุณเอ้ต่อค่ะ
ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์น่าสนใจมากมายจริงๆ
มีที่เก็บมัมมี่ด้วย โอ้โห แถมคนดั้นด้นไปขุดมา อิอิ

เห็นชื่อ Eiffel คนเดียวกับที่สร้างหอไอเฟลปารีส
จริงๆ แล้ว เพื่อนชาวฝรั่งเศสก็บอกว่าต้องรื้อเก็บหลังแสดงผลงานเสร็จ
ไปๆ มาๆ ชาวปารีสติดใจ ไม่รื้อ เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

ปล.ขอบคุณมากสำหรับหัวใจวาเลนไทน์นะคะ
เอามาแปะให้คุณเอ้ 1 ดวงด้วยค่ะ


โดย: diamondsky วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:4:12:08 น.  

 
ตามมาเที่ยวต่อค่ะ ^^

อยากไปติติกากา มากๆเลย
อิจฉาคุณเอ้จัง

ปล.แวะมาแปะหัวใจค่ะ ^^


โดย: Panino วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:5:37:27 น.  

 
โอ๊ยยยยคุณเอ้ เรานะอิจฉาทุกทริป แต่ทริปนี้อิจฉามากๆๆๆๆ อิจฉาชีวิตที่ได้ไปเปิดโลกกันสองคน น่าสนุกจัง เปรูเป็นที่ที่คนข้างๆอยากไปมากๆ เราก็ด้วย แต่ตอนนี้คงหาโอกาสยากแล้ว

ตอนนี้ที่นี่หนาวเหมือนกันค่ะ แต่ไม่เท่าโปแลนด์ แต่หนาว กลางคืนติดลบเกือบ 10 องศา สำหรับที่นี่นับว่าหนาวมากเพราะไม่ชิน แล้วกรรมจริงๆ ฮีตเตอร์ในห้องนอนเราเสีย ปกติไม่เปิดในห้องนอน เพราะจะร้อนไป และอาจจะมีแก๊สรั่วออกมาขณะหลับ (พอดีมีข่าวหลายหนน่ะค่ะ หลับแล้วมีแก๊สรั่วออกมาแล้วหลับไปเลย) แต่เรื่องแก๊สไม่ใช่ประเด็นหลัก คือมันจะร้อนไป นอนเย็นๆกำลังสบาย แต่ๆๆๆ ตอนนี้หนาวมากกกกกก กระจกเป็นน้ำแข็ง เอาผ้าขนหนูไปอุดผ้านี่แข็งเลย แล้วซ่อมตอนนี้ไม่ได้เพราะมันจะต้องปิดฮีตเตอร์ทั้งบ้าน ซึ่งหนาวมาก ตอนนี้ต้องใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าไปพลางๆในห้องนอนค่ะ


โดย: KOok_k วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:6:08:03 น.  

 

วาเองตอนนี้เริ่มเก็บข้อมูลจากบลอกคุณเอ้แบบจริงๆแล้ว
เปรูวามากสุดคงได้แค่สามอาทิตย์ หรือจะเดือนมากสุดค่ะ
กำลังแพลนให้จริงจัง เพราะถ้าแค่อยาก
มีอันได้ไปที่อื่นสั้นๆ ก่อนทุกทีเลยค่ะ
ขอบคุณคุณเอ้มากเลยนะคะกับข้อมมูลตรงค่ะ

จากที่บ้านลองแวะมาที่เมืองนี้อีกทีนะคะคุณเอ้
วาก็มีที่ไปแล้ว โอ๊ย ไม่อยากอีกเลย แต่ก็เห็นมีเพื่อนไปแล้ว
เขาก็เห็นกันอีกอย่างหนึ่ง ลองดูค่ะ เผื่อครั้งหน้าแตกต่าง

คุณเอ้ เดินทางลำบากวายังโอเคนะคะ
แต่ที่วากลัวคือ ความปลอดภัยค่ะ บอกตรงๆ
วาปอดแหกมากๆ เรื่องนี้ แบบที่ลำบากหน่อย วาสู้ๆ ค่ะ





โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:46:35 น.  

 
แวะมาส่งภาพ "ชิชาโมรา" ให้ชมกันหน่อยครับ
มีโอกาสถ่ายภาพมาด้วย





โดย: ถปรร วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:16:01:36 น.  

 
ส่วนที่เป็นของหวานอันนี้ก็อร่อยดีครับ





โดย: ถปรร วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:16:04:38 น.  

 


ตามน้องเอ้มาเที่ยวเปรูต่อค่ะ
(ขอเรียกตามคุณอุ้มนะคะ พี่กับคุณอุ้มอายุเท่ากันค่ะ)
เห็นแล้วก็อยากไปเที่ยวค่ะ แต่ก็อยู่ไกลมาก
ก็คงจะได้เที่ยวตามบล๊อกเพื่อนๆนี่หล่ะค่ะ

สุขสันต์วันหยุดนะคะ


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:2:08:24 น.  

 
บล็อกน้องเอ้น่าสนใจเสมอ
ไว้เจอปิรัญญ่าแดง
ถ่ายรูปมาฝากหมิงหมิงด้วยนะครับ
หมิงหมิงชอบมากเลยครับ 555


ปล. หนังสือไอคิว อีคิว พี่ก๋าซื้อมาอ่านเองซะเป็นส่วนใหญ่ครับ
เพราะเป็นนิทานของเด็กโตครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:31:34 น.  

 
วิ่งมาแปะหัวใจให้คุณเอ้ค่า


โดย: AdrenalineRush วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:17:59:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Amazonia
Location :
Thailand - Poland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




“One’s destination

is never a place,

but a new way of

seeing things.”

- Henry Miller -



© Copy Right 2006 - 2017
http://ostojska.bloggang.com
ข้อความและรูปภาพทั้งหมด



กล้องที่ใช้ : Sony DSC - R1, Canon IXY 920 IS

โปรแกรมตบแต่งภาพ : Photofiltre & PhotoScape


ฟ้อนต์ไทยสวย ๆ จาก : ฟอนต์.คอม


Free counters!
:: Since 12 October 2010 ::


New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
2 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Amazonia's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.