มกราคม 2556

 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
วิ่งย้อนศร 2500 km กทม.-ขุนยวม-แม่ฮ่องสอน-ปาย-กทม.

SmileySmileySmiley

ด้วยความตั้งใจ หยุดปีใหม่นี้ ฉันจะต้องไปเยี่ยมเยือนบ้านพี่เกณที่ขุนยวมให้ได้

เพราะเธอเล่นมาโม้ไว้ว่าอากาศดีอย่างง้น อย่างงี้ หมอกที่เห็น ๆ กันอ่ะเด็ก ๆ

แถมตอนเช้าพูดกันมีไอออกปากอีกตะหาก เด็กในเมืองอย่างฉันเคยเห็นหรือเปล่า???

ไอ้เราก็คิดในใจ มักจะซักแค่ไหนกันเชียว

อากาศเย็น ๆ บนดอยอินทนนนท์ฉันก็ไปสัมผัสมาแล้ว

แล้วไอ้ที่ว่าไอออกปากอ่ะ ดูหนังจีนมากไปเปล่า....

SmileySmileySmiley

เริ่มจากตระเตรียมวันลาหยุดช่วงปีใหม่ ที่บริษัทให้หยุดแค่ 30-1 ม.ค. 56

เฮ้ยยย!!!! จะน้อยไปไหน Smiley

อิชั้นก็เลยลาต่ออีก 3 วันแบบไม่แคร์สื่อ ก็บ้าน(แฟน)หนูไกลอ่ะค่ะเจ้านาย 

SmileySmiley

29 ธ.ค.55

ยังต้องมาทำงานอีกครึ่งวัน เอาวะ ลุย ๆ ๆ ปั่น ๆ ๆ เคลียร์ให้เสร็จไปอย่างนึง

บ่ายมาก็เข้า กทม. ไปนอนที่บ้านเราก่อนคืนนึง

แม่กับพ่อก็เป็นห่วง ได้ข่าวว่าบนดอยอากาศหนาวมาก กลัวลูกสาวจะไม่ชิน

ลูกสาวบอกเตรียมพร้อม ซื้อเสื้อกันหนาวขนเป็ดไป 1 ตัว กะว่าเอาอยู่แน่ ๆ

SmileySmiley

30 ธ.ค.55

ยังตกลงกันกับพี่เกณไม่ได้ ว่าเราจะนอนบ้านที่เชียงใหม่ก่อนคืนนึงดี หรือจะยิงยาวขึ้นขุนยวมเลยดี

แต่ที่รู้ ๆ วันนั้นออกจากบ้านที่ กทม. ตั้งแต่ตีห้าครึ่ง Smiley

ด้วยความที่ออกจากบ้านเร็ว แล้วรถโล่งมากกกกก เพราะคนอื่นเค้าชิงกลับบ้านกันไปหมดแล้ว

เลยหวานหมูคุณชายเลย เหยียบเลยค่ะ 140-150 โดนยิงความเร็วบ้างเปล่าไม่รู้

พอ 10.30 น. ถึง จ.ตาก แวะกินข้าวเช้า 1 มื้อ แล้วเลยคุยกันว่า ยิงยาวขึ้นขุนยวมเลยดีกว่า

ทางไปขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ไปได้หลายทาง

เราสามารถลัดไปทางดอยอินทนนท์ได้

จะใช้เวลาจากเชียงใหม่ไปถึงขุนยวมเพียงแค่ 4 ชั่วโมง เท่านั้น

แต่พอดีเห็นน้องสาวพี่เกณที่อยู่เชียงใหม่ กำลังจะขึ้นไปที่แม่สะเรียง

เขียนใน Facebook ว่า "ดอยอินทนนท์รถติดมาก"

เอาล่ะสิ จะไปทางไหนดี

เลยโทรหาพี่อ็อด (พี่ชายพี่เกณ)

เค้าแนะนำว่าให้ไปทาง "เถิน" และออกมาทาง "ลี้" จะดีกว่า

ซึ่งกว่าจะไปถึง "ลี้" นั้น เราต้องวิ่งไปทางดอยเต่า

แต่กว่าจะรู้ตัวก็เลยทางขึ้นดอยเต่าไปเกือบ 40 km

เสียเวลาไปเกือบชั่วโมงSmiley

แนะนำว่า ถ้ามาเส้นนี้ ใครใจไม่แข็งพอ และเป็นคนเมารถง่าย

ให้กินยาแก้เมาไว้ก่อนได้เลย เพราะคุณจะต้องเมารถแน่ ๆ Smiley

ขนาดเราเป็นคนไม่เมารถ เจอโค้งซ้ายที ขวาที แบบนี้เข้าไป ก็เกือบแย่

หลุดมาจากลี้ได้ปุ๊บ ถามพี่เกณเลยว่า จะเจอโค้งแบบนี้อีกไหม

พี่เกณก็ให้กำลังใจดี "เจอตลอดทางเลยจ้ะ"

แวะร้านขายยาด่วนเลยค่ะ จัดมาก่อนเลย 1 เม็ด

ที่ไหนได้ ยาแก้เมารถมันเป็นยากดประสาท

กินเข้าไปปุ๊บ จะต้องหลับให้ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากหลับ

แล้วก็ไม่ได้เมารถเลย

กว่าจะรู้ตัว พี่เกณไปสะกิดปลุกอีกทีตอนถึง อุทยานแห่งชาติออบหลวง

เลยต้องลงไปเที่ยวทั้ง ๆ ที่เมายาอย่างนั้นแหละ

นี่คือหน้าตาคนเมายา เมาจริง ๆ ตาจะปิดให้ได้ แต่ยังมีแรงลงมาเดินถ่ายรูป

ต่อด้วยสวนสน ไม่แน่ใจว่าที่นี่มีอะไรพิเศษ เพราะไม่ได้เข้าไปข้างใน

เห็นพี่อ็อดบอกว่าสวยกว่าด้านนอกอีก

กลัวจะเสียเวลา เลยถ่ายรูปกันอยู่ด้านนอกแค่นั้น เพราะหนทางของเรายังอีกยาวไกล

ทั้งเมายา ทั้งโทรมเพราะไม่ได้แต่งหน้า สภาพเลยออกมาแบบนี้

ขึ้นรถได้ ก็หลับต่อทันที คิดว่าด้วยฤทธิ์ยานะ ไม่ได้ง่วงอยากหลับ

ดังนั้น ขากลับ เลยตั้งใจไว้ว่าจะไม่กินยาเด็ดขาด

ยังไงก็ต้องนั่งรถไปเป็นเพื่อนพี่เกณให้ได้ สงสารเค้า ขับรถมือเดียว

มาถึงที่แม่สะเรียงตอนห้าโมงเย็น แวะซื้อไส้อั่วที่อร่อยที่สุดในโลกมากินกัน

ซื้อฝากที่บ้านพี่เกณด้วย คืนนี้เค้ามีปาร์ตี้สุกี้กับหมูกระทะกัน

กว่าจะถึงบ้านที่ขุนยวมก็หกโมงครึ่งแล้ว

ที่บ้านต้อนรับอย่างดี พ่อพี่เกณทำแกงผักกาด (อาหารไทยใหญ่) ไว้รอแล้ว

ด้วยความเหนื่อยและหิว ซัดไป 3 จาน ^0^

 จากนั้นเราไปต่อปาร์ตี้สุกี้กับหมูกระทะกันที่บ้านญาติที่อยู่ติด ๆ กัน

ญาติ ๆ มากันเยอะ เด็ก ๆ หลาน ๆ ก็เยอะเช่นเดียวกัน

แต่เราอยู่แค่แป๊บเดียว เพรายังเมายาไม่หาย + เหนื่อยด้วย

ส่วนคุณชาย ขานั้นไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย ยังปาร์ตี้ต่อได้อีก

อุณหภูมิช่วงกลางคืนที่ตรวจสอบได้ ประมาณ 17 องศา ก็แค่เย็น ๆ นะ

แค่เย็น ๆ แต่อิชั้นห่มผ้า 3 ผืนค่ะ ผ้าห่ม 1 ผ้านวม 2 แหม...อุ่นสบายเลยคืนนั้น 555+

SmileySmiley

31 ธ.ค.55

ตื่นมาตั้งแต่หกโมงเช้า ด้วยเสียงตามสายของเมืองขุนยวม ดังได้ใจจริง ๆ

ก็ลำโพงเล่นอยู่เสาไฟข้างบ้าน Smiley

ที่เมืองนี้ทุกเช้าเค้าจะมีเสียงตามสาย

เล่าข่าวกันเป็นภาษาเหนือ คล้าย ๆ เรื่องเล่าเช้านี้ของ สรยุทธ์เลย 555+

อุณหภูมิตอนเช้าประมาณ 16 องศา

พี่เกณไม่ได้โม้ค่ะ ไอออกปากจริง ๆ

เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ เหน็บเค้าไว้ซะเยอะว่าดูหนังจีนมากไป

เด็กในเมืองอย่างเราเกิดมาก็เพิ่งเคยเจอนี่แหละ เล่นใหญ่เลย 555+

พี่อ็อดบอกให้ลองไปจุดชมวิวเมืองขุนยวม

อยู่หลังปั๊ม ปตท. พี่เค้าไปดูมาเมื่อวาน หมอกลงหนามาก

เลยแว๊นซ์มอไซด์ไปกัน 2 คน

โหยยย....เย็นจนหูชา ขาชา

ได้ใส่เสื้อขนเป็ดแว้วววววว 555+

พ่อกับแม่พี่เกณ ตื่นมาแต่เช้า ทำกับข้าวไว้กินกันมื้อกลางัน

วันนี้ทำข้าวซอยกินกัน Smiley

 ก่อนกินข้าวกลางวัน แม่พี่เกณอาสาเป็นไกด์พาทัวร์รอบเมืองขุนยวม

ที่แรกที่ไปคือ อุทยานแห่งชาติดอยเวียงหล้า(สอตือ)

เห็นเค้าว่ากันว่าเป็น "ห้วยน้ำดัง" ของเมืองขุนยวม

คราวหน้าถ้าได้ไปอีก จะไปกางเต้นท์นอนที่นี่แหละ

จนท.อุทยานบอกว่าที่นี่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก สามารถพบเจอสัตว์ป่าได้ทั่วบริเวณ

มีโป่งเทียมทำไว้ให้สัตว์ลงมากินด้วย

ส่วนใหญ่จะเป็นกวาง วันที่ไปเจอกระต่ายน้อยน่ารัก โดดไปมาอยู่ภายในอุทยานด้วย

 

จากนั้นก็ไปต่อที่ตึกยุ้น ติดใจภาพถ่ายที่เจ้าของตึกถ่ายวิวเมืองขุนยวมไว้

เลยให้แม่พี่เกณ พาไปขอเยี่ยมชมตึก

ตัวตึกได้รับการปรับปรุง และลักษณะการตกแต่งเรียบง่าย แต่ดูเก๋ไก๋

ทางเจ้าของตึก ใช้ตัวอักษรไทยใหญ่ ตกแต่งตามจุดต่าง ๆ

เช่น ทางเดิน, ห้องพัก, ห้องรับรองด้านล่าง

ซึ่งชาวขุนยวมส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายไทยใหญ่

และเราสามารถพบเห็นตัวอักษรไทยใหญ่ได้ทั่วทั้งเมือง

ถ้าจำไม่ผิด ตึกยุ้นมีทั้งหมด 3 ชั้น และมีอีก 1 ดาดฟ้า

บนดาดฟ้าสามารถมองเห็นวิวของเมืองขุนยวมได้ชัดเจนทีเดียว

SmileySmiley

จากนั้นไปวัดต่อแพ

ไปดูสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่ ส่วนองค์พระก็ได้รับอิธิพลมาจากพท่า

เป็นพระพุทธรูปแบบพม่า

ที่วัดต่อแพมีผ้าม่านทับทิม เป็นผ้าม่านลายปักประวัติพระเวชสันดรชาดก

ลวดลายเป็นแบบพม่า และมีประดับทับทิม สวยเชียววว

ส่วนด้านหลังวัดเป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของเมือง

พี่อ็อดบอกว่า ช่วงหน้าฝน หญ้าเขียว ๆ

คนมักจะมาถ่ายรูปกันเพื่อเอาไปทำโปสการ์ด

และไปต่อที่พิพิธภัณฑ์สงครามโลก

ญี่ปุ่นใช้เมืองขุนยวมเป็นทางลำเลียงอาวุธและเสบียงไปยังพม่าและอินเดีย

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ซึ่งเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นที่เป็นเชลยศึก ก็ได้นำข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ

ทั้งอาวุธ ถ้วยชาม เสื้อผ้า มาแลกอาหารจากชาวเมืองขุนยวม

ก่อนหน้าที่จะแพ้สงคราวซึ่งนายทหารใหญ่ของญี่ปุ่นได้สั่งไว้ว่าห้ามทำร้ายคนไทย

แต่ให่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับชาวเมืองขุนยวมจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

รู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์นี้จะเพิ่งจัดสร้างปรับปรุงขึ้นมาใหม่

จัดได้เป็นสัดส่วน และบอกเล่ารายละเอียดความเป็นมาต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ

เวปของไทยรัฐ บอกเล่าประวัติความเป็นมาไว้ http://www.thairath.co.th/today/view/6188

แม่สั่งไว้ว่าให้กลับถึงบ้านก่อนบ่ายสามครึ่ง

เพราะจะพาไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ที่บ้านหนองแห้ง

น้ำพุร้อนบ้านหนองแห้ง  อยู่ในส่วนของ อบต.เมืองปอน

อยู่ห่างจากขุนยวมประมาณ 25 km

ทางเข้าค่อนข้างแคบและชัน ต้องขับรถระวัง ๆ หน่อย

ภายในก็คล้าย ๆ กับบ่อน้ำพุร้อนที่อื่น คือมี ต้มไข่ 555+

แต่สถานที่ยังใหม่อยู่มาก ล้อมรอบไปด้วยภูเขา

วิวดีอย่าบอกใคร แช่น้ำไป มองวิวไป โอย สุขสุด ๆ

ที่บ่อน้ำพุร้อน จะแบ่งเป็นห้องอาบน้ำ กับห้องแช่น้ำ แยกเป็นส่วนตัวของใครของมัน

แต่ห้องแช่น้ำถ้ามาเป็นครอบครัวก็แช่เป็นครอบครัวได้ พ่อ แม่ ลูก

ค่าบริการก็แค่คนละ 20 บาท เอง

น้องเฟิร์นเสื้อเขียว หลานสาวคนสวย  Smiley

เธอตั้งใจที่จะมาเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ

พยายามถามน้องว่า น้ำในสระอุ่นไหม น้องบอกว่าอุ่น

คราวหน้าจะไปลองดูบ้าง

SmileySmiley

1 ม.ค.56

สวัสดีปีใหม่

ตื่นมาด้วยเสียงตามสายอีกแล้ว 555+

ดังได้ใจขนาดดดด

วันนี้ไม่มีโปรแกรมไปไหน นอนอยู่บ้านตุนเอาแรงเตรียมเที่ยววันรุ่งขึ้น

แต่เช้านี้จะไปถวายภัตตาหารพระที่วัด รับปีใหม่ก่อน

วันนี้พ่อพี่เกณทำ ข้าวกันจิ๊น (ข้าวเงี๊ยว) กับไก่ตุ๋นมะนาวดองให้กิน

ข้าวกันจิ๊นจะเป็นข้าวผสมเลือดหมู ใส่เกลือนิดหน่อย คลุก ๆ ๆ แล้วนำมาปั้นเป็นก้อน

กินได้ทั้งดิบ ทั้งสุก ถ้าสุก จะต้องเอาไปนึ่งก่อน

กินแกล้มกับข้าวเกรียบ

พอทำข้าวกันจิ๊นเสร็จ ก็ช่วยแม่เตรียมปิ่นโตไปถวายวัด

เราไปที่วัดม่วยต่อ เป็นวัดที่พี่เกณเคยไปบวชอยู่ 15 วัน

วัดม่วยต่อก็มีประวัติเหมือนกัน

แม่เล่าให้ฟังว่าเมื่อสมันสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่นี่เคยใช้เป็นสถานพยาบาลของทหารญี่ปุ่นที่บาดเจ็บจากสงครามและไข้ป่ามา

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีใครรอด

ศพทหารญี่ปุ่นก็จะวางกองรวมกันอยู่บนศาลา

เมืองขุนยวมเนี่ย มีหลุมฝังศพของทหารญี่ปุ่นอยู่กว่า 30 แห่งเลยทีเดียวเชียว

ฟังแล้วขนลุก Smiley

สถาปัตยกรรมของที่นี่ ได้รับอิทธิพลมากจากพม่าเยอะเลย

ทำบุญ ถวายอาหารวัดเสร็จ ก็รับพร และพรมน้ำมนต์

สบายใจต้อนรับปีใหม่

 

กลับจากวัดก็กินกันเลย

เราเรียกข้าวกันจิ๊นว่าข้าวปั้นขุนยวม พ่อพี่เกณชอบใจหัวเราะใหญ่

ถามว่าสู้ข้าวปั้นญี่ปุ่นได้ไหม ^____^

ได้ไม่ได้ก็หมดไป 2 ก้อนหละ

SmileySmiley

2 ม.ค. 56

วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมตัวเที่ยว

โปรแกรมวันนี้เราจะเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน แวะพระธาตุดอยกองมู

ไล่แวะไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองปาย

แล้วถึงเข้าไปนอนที่เชียงใหม่ 1 คืน

เช้ามาก็ได้เรื่องเลย ไอออกปากอีกแล้ว

หมอกหนาสุด ๆ

แวะชมหมอกและวิวเมืองขุนยวมก่อนกลับ

แวะซื้อ "ข่างปอง" ขนมไทยใหญ่

ทำด้วยแป้ง ใส่มะละกอ ผสมขมิ้น

พ่อพี่เกณเคยทำให้กินเมื่อปีก่อน ติดใจ ต้องมาหาซื้อที่ขุนยวม

และพี่เกณพาไปนั่ง Chill ที่ร้านกาแฟแบบบ้าน ๆ ข้างทาง

อิ่ม อร่อยแล้ว มุ่งตรงเข้า อ.เมือง แม่ฮ่องสอน

แค่เห็นวิวข้างทางก็คุ้มแล้ว

ภูเขาลูกใหญ่ ๆ มีหมอกลอยระเรื่อ ๆ อยู่ด้านบน

เด็กในเมืองอย่างเราไม่เคยเห็น

อูวหูววว โอโหวววว ไปตลอดทาง

จนคนข้าง ๆ รำคาญ 555+

จุดชมวิวเขื่อนผาบ่อง เป็นไงล่ะ

ทะเลหมอกอยู่ข้างหน้าเลย

ขับรถไปซัก 2 ชม. ก็ถึงพระธาตุดอยกองมู

เดี๋ยวนี้ไปที่ไหนก็เจอแต่ร้านกาแฟ

และน่าแปลกที่ทุกที่ มีคนเข้าตลอด

ที่นี่ก็เช่นกัน ร้าน Before Sunset บนพระธาตุดอยกองมู

วิวสวยใช้ได้เลยหล่ะ ที่ถ่ายรูปก็เยอะ 555+

จากนั้นไปต่อที่ภูโคลน

เป็นสถานที่ ที่มีโคลนเดือด 1 ใน 3 แห่งทั่วโลก

เป็นสถานที่ของเอกชน ทำซะสวยเชียว

แม่พี่เกณบอกต้องมาแวะให้ได้นะ จะให้มาพอกหน้า พอกตัวด้วยโคลน

แต่กลัวเสียเวลา เลยไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง

มา Survey ไว้ก่อน คราวหน้าเจอกัน

จุดหมายต่อไป เราจะไปบ้านรวมไทย (ปางอุ๋ง) เพราะแม่พี่เกณสั่งไว้ว่า

อย่าไปบ้านรักษ์ไทยนะ ทางมันขึ้นยาก

ด้วยความที่เชื่อฟัง เราเลยไปบ้านรวมไทยแทน

ได้ข่าวว่าทางยากกว่าไปบ้านรักษ์ไทยอีก 555+

จริง ๆ แล้วมันอยู่ใกล้กัน แค่แยกไปคนละทางเท่านั้นเอง

นี่ไงแผนที่ ซ้ายไปปางอุ๋ง ขวาไปบ้านรักษ์ไทย

แยกตรงบ้านนาป่าแปก

พอไปถึงปางอุ๋งก็ โอโหววววว อีกแล้ว

แต่ไม่มีฝีมือการถ่ายรูป เลยเก็บความงามมาได้แค่ 10%

ไปอุทยานแห่งชาติผาเสื่อ-ถ้ำปลาต่อ ตามประวัติ ปลาที่อยู่ที่นี่เป็นปลาเจ้า

มีสีดำอมฟ้า มีเส้นคาดยาวขนานลำตัว เรียกว่าปลามุงหรือปลาพลวง

เจ้าของปลา คือฤาษีผู้ดูแลถ้ำแห่งนี้

หากใครนำมากินจะพบภัยพิบัติในชีวิต

จากนั้นเจอที่ไหนสวย ที่ไหนงาม ก็แวะตลอดทาง อย่างที่นี่ก็เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่ง

นี่ก็จุดชมวิวที่ไม่แวะไม่ได้

"จุดชมวิวดอยกิ่วลม"

มีเด็กๆใส่ชุดชาวเขาเข้ามาถาม

"พี่คะ ๆ สนใจอยากถ่ายรูปกับหนูมั๊ยคะ ให้เท่าไหร่ก็ได้ค่ะ"

ทำเงินได้พอสมควรเลยนะเนี่ยยยย

จุดหมายต่อไปคือ หมู่บ้านสันติชล เมืองปาย

ต้องมากินขาหมูยูนนานให้ได้

เข้ามาถึงเลือกร้านไม่ถูกเลยทีเดียว ร้านขาหมูเยอะมาก แต่ละร้านก็เมนูเหมือน ๆ กัน

ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าร้านไหนอร่อย

เลยลองเสี่ยงดวง เข้าไปกินร้านเปิดใหม่ แถวกำแพงเมืองจีน

อร่อยดีเหมือนกันนะ สั่งขาหมูมา 1 ชาม

หมั่นโถว 3 ก้อน กับผัดยอดฟักแม้ว

หมดไป สี่ร้อยกว่าบาท อยู่ในราคาที่รับได้

ลองถามที่ร้าน เห็นว่าแม่ครัวมาจากจีนยูนนานเลย

กว่าจะถึงปายก็เกือบ ๆ จะ 5 โมงเย็นแล้ว

พอดีพ่อเราโทรมาถาม ว่าถึงไหนกันแล้ว

เลยบอกว่าเพิ่งออกมาจากปาย ว่าจะไปแวะห้วยน้ำดังต่อ

พ่อบอกดูเวลาแล้ว ไม่น่าจะทัน แนะนำให้ไปสะพานประวัติศาสตร์

ส่วนห้วยน้ำดัง ไว้คราวหน้าค่อยเอาเต้นท์ไปกางนอน

ถึงสะพานประวัติศาสตร์ก็ห้าโมงกว่า ๆ

สงสารพี่เกณชะมัด ขับรถมาทั้งวัน แถมไม่ใช่ทางตรง

ขึ้นเขา ลงเขา มาตลอด

ตัวเราเองก็ไม่กล้าหลับ เพราะตั้งใจจะนั่งไปเป็นเพื่อนให้ได้

กลับลงมาจากปาย จะเข้าไปนอนที่เชียงใหม่ก่อน 1 คืน

ขากลับลงมาจากปาย เกือบจะแย่ เพราะไม่มีปั๊มน้ำมันที่ไหนเลย

ต้องลงไปเติมที่เชียงใหม่สถานเดียว

ตอนนั้นน้ำมันเหลือครึ่งถัง ทำทุกวิถีทาง ทั้งคุมความเร็ว ทั้งปิดแอร์ 555+

พี่เกณบอก..."กลัวได้กินข้าวลิง" เพราะมันมืดแล้ว แถมอยู่กลางป่า กลางเขา 

สุดท้ายก็ลงมาถึงเชียงใหม่จนได้

แวะกินข้าวกับพ่อเรา 1 มื้อ ก่อนกลับไปนอนบ้านที่เชียงใหม่

พ่อยังบอกเลยว่าพี่เกณขับรถเก่งมาก และอึดมาก ขับมาได้ไง 555+

SmileySmiley

3 ม.ค. 56

ตื่นเช้าอีกแล้ว

วันนี้ต้องกลับแล้ว เข้า กทม. ไปนอนบ้านเราอีก 1 คืน

เคลียร์ธุระส่วนตัวก่อนกลับ ชลบุรี

ดีที่รถไม่เยอะ ขับทางตรง ทางไกล แต่ก็ยังต้องนั่งคุยเป็นเพื่อนพี่เกณ

ขากลับแวะที่ ภูเอก วิลเลจ

อยู่แถว จ.ตาก

มีมนุษย์หิน ฟลิ้นสโตน ยืนอยู่ด้านหน้า

ก่อนถึงจะมีป้าย "ระวังมนุษย์หิน"

 ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ทั้งการบริการและรสชาติของเครื่องดื่ม

พี่เกณสั่งเอสเปรสโซ่ ก็บอกว่าไม่ค่อยเข้มข้น หวานไป

เราสั่งชอคโกแลตเย็น ก็รู้สึกว่ามันหวานไป

พนักงานที่เคาเตอร์ หน้าตาไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่

มีแต่แม่บ้านที่น่ารัก ยิ้มแย้ม ต้อนรับลูกค้า

พี่เกณเลยผูกมิตรซะเลย

SmileySmiley

ถึงบ้านที่ กทม. อีกทีตอนเกือบ ๆ 5โมงเย็น

ทริปนี้พาซิตี้น้อย ขาวอวบ ลุยไปเกือบ 2,500 km

หมดค่าน้ำมันไปเกือบ ๆ  5,000 บาท

ถือว่าคุ้มมาก ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยของคนขับรถ

คราวหน้า คงขอขึ้นเครื่องไปลงเชียงใหม่ แล้วเช่ารถหรือหายืมรถญาติ ๆ ไปเที่ยวดีกว่า

สงสารพี่เกณมาก ๆ ถึงแม้เค้าจะไม่แสดงออกว่าเหนื่อยก็เถอะ

แถมเจอแฟนเอาแต่ใจอย่างเราไปอีก หมดกัน ๆ ชีวิต 555+

SmileySmiley

จบทริปทรหด 2,500 km กับเวลา 4 คืน 5 วัน

เหนื่อยแต่คุ้ม

แล้วก็รู้ด้วยว่า ถ้าพี่เกณไม่รักมากมาย คงไม่พาขึ้นเขาลงห้วย เที่ยวทั่วจังหวัดแบบนี้

ขอบคุณที่ทนเด็กเอาแต่ใจคนนี้ได้ แถมยังไม่เคยมีปากเสียง

เหนื่อยขับรถแล้วยังต้องมาเหนื่อยง้อเด็กบ้าคนนี้อีก

รักนะ...คนขับรถ

อิอิ

SmileySmileySmiley

 

 




Create Date : 04 มกราคม 2556
Last Update : 15 มกราคม 2557 16:40:36 น.
Counter : 1699 Pageviews.

4 comments
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 6 มกราคม 2556 เวลา:5:32:24 น.
  
ยาวมากอ่ะนุ่น สุดยอด
อยากไปบ้างอะไรบ้าง 5555
โดย: ปลา IP: 171.98.14.90 วันที่: 7 มกราคม 2556 เวลา:19:23:58 น.
  
รีบตักตวงโอกาสเที่ยวเยอะ ๆ หลาย ๆ ที่แบบนี้นะนุ่น

เมื่อไหร่มีตัวเล็ก ความยาวบล็อกนี้จะเหลือ 2 ที่เที่ยวทันที 555

ฮันนีมูน ทริป อิจฉาเจง ๆ

เที่ยวนี้พี่ไปเฝ้าบ้านจริง ๆ นะเนี่ย
โดย: พี่นก IP: 49.0.96.35 วันที่: 9 มกราคม 2556 เวลา:11:31:35 น.
  
เยี่ยมเลยค่ะ
วันที่ 28 นี้ ก้อจะเดินไปขุนยวมพอดีเลย
กำลังหาเส้นทางอยู่
โดย: แป้ง IP: 180.183.43.67 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2556 เวลา:12:58:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ลิตเติ้ลวิงส์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]