Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 

รอยเสน่หา (บทที่ 10) โดย มานัส





บทที่ 10

รถเบนซ์สีขาวคันงามย่ำไปในสายฝนหลงฤดูของเวลาบ่ายที่กระหน่ำอย่างไม่ปราณีบนเส้นมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ

ภายในรถยังคงมีแต่ความเงียบไม่มีแม้แต่เสียงเพลงที่จะเข้ามาทำลายความสงบ ถ้าจะมีเสียงรบกวนก็คงเป็นโทรศัพท์ของเขาที่ดังขึ้นอีกครั้งหากครั้งนี้ภากรเลือกที่จะรับสาย

เสียงที่คุยโทรศัพท์ชัดเจนแจ่มแจ้วแว่วเข้ามาในหูของคนที่นั่งข้างๆ แม้ว่าเธอจะพยายามข่มตาลง แต่ ใจที่ยังคงมีเงาของอดีตที่ผ่านมาแสนนาน ก็ไม่สามารถเลื่อกที่จะไม่รับรู้ได้

ป้าเพี้ยน…ชื่อนี้คุ้นเคยนัก เพราะเมื่อก่อนภากรมักจะพูดถึงเสมอด้วยความรักและความเคารพ

ป้าเพี้ยนผู้เป็นญาติผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ

เป็นเสมือนแม่อีกคนของเขา

และเพราะเช่นนั้นมาธวีจึงรู้สึก…สบายใจเมื่อได้ยินการสนทนาของเขา

การคุยระหว่างเขากับผู้เป็นป้าในวันนี้…ตึงเครียด กว่าเมื่อก่อนหญิงสาวเคยได้ยินยามป้าหลานคุยกันข้ามทวีป

เมื่อก่อน…เสียงหัวเราะ แจ่มใส

วันนี้ เสียงที่เขาย้ำกับปลายสายมันช่างร้อนรนอัดแน่นเพราะความหนักอกหนักใจ “น่าจะไปถึงสักสองสามทุ่ม”

ทว่าคล้ายอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับคำบอกและนั่นทำให้คิ้วเข้มขมวด

เพราะความคุ้ยเคยทำให้มาธวีรู้เขาเครียด…คิดและคิดหนักเสียด้วย

“ผมมากับเจ้านายนะป้า ไม่สะดวกหรอก”ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาของรถ “อากาศแบบนี้กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็ห้าโมง ตีรถกลับไปแปดริ้วอีกก็น่าจะสองทุ่มแต่สัญญานะว่าจะไปหาเจ้าเจมส์คืนนี้”

เจมส์…ชื่อที่หญิงสาวไม่คุ้นเสียเลย

เพราะมาธวีรู้จักคนในครอบครัวของเขาทุกคนแม้ว่าจะไม่เคยพบหน้ากันเลยก็ตาม

เรื่องญาติสนิทของเขาเธอรู้หมด

แต่เรื่องของเธอ…เขาไม่รู้ไปทุกอย่างหรอก

ก็อย่างเรื่องของเธอกับผู้เป็นพ่อเมื่อก่อนหญิงสาวไม่เคยคิดบอกเขาหรือบอกใคร เพราะ… ‘ปรางไม่คุยกับพ่อมานานแล้ว พ่อเจ้าชู้ทำให้แม่เสียใจอยู่เสมอ’

“โธ่…” เสียงครางของเขาเรียกความคิดของเธอกลับมากได้แล้วยังการวางสายอย่างอ่อนล้านั่น

รถยนต์สีขาวยังคงแล่นฝ่าสายฝนไปอีกหลายสิบกิโลเมตรจนเมื่อคนที่ทำหน้าที่ขับรถหันมาบอก

“ข้างหน้ามีที่แวะพัก” ภากรลอบระบายลมหายใจอย่างหนักอก“ปรางขับกลับกรุงเทพเองไหวไหม”

“ทำไม”

“ผมมีธุระด่วน เดี๋ยวลงที่จุดพักรถบางปะกงก็ได้ปรางขับเข้ากรุงเทพฯ ไปเลย เจอกันพรุ่งนี้ที่ออฟฟิศ”เขาไม่อธิบายอะไรมาก ให้แค่…ทางออก และบทสรุปที่น่าจะดีที่สุดเท่านั้น

ก็เหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่เขาให้บทสรุปครั้งสุดท้าย‘แรกกลับไปรอปรางที่เมืองไทยก่อนเอาไว้ปรางค่อยตามกลับไป พอปรางกลับไป เราจะแต่งงานกัน’

“แล้วจะกลับบ้านยังไง”เสียงตวัดฟังอ่อนลงกว่าปรกตินัก

“เดี๋ยวย้งยี้มารับ”

ย้งยี้…น้องสาวของเขาที่อีกฝ่ายเคยแต่ได้ยินเรื่องราวต่างๆที่เขาเล่า เพียงแต่ว่าสิ่งที่มาธวีห่วงก็คือ “ต้องรอนานแค่ไหนกว่าน้องจะมารับ”

“ไม่รู้…สักสี่สิบนาทีมั๊ง”

“จากนี่ไปแปดริ้วใช้เวลาเท่าไหร่”

“ถ้ารถไม่ติดก็ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง”

ความเงียบที่ครอบคลุมอีกครั้งราวว่ากำลังชั่งใจคนทั้งคู่จนในที่สุดมาธวีบอก “ก็ไปด้วยกันเลย”

“ไม่ได้” ภากรหันควับมา สีหน้าเคร่ง

“ทำไม กลัวอะไร แค่จะมีน้ำใจกับลูกน้องบ้างนี่มีปัญหาเชียวเหรอ”

“ไม่สะดวก เพราะกว่าผมจะไป จะกลับและอีกอย่างผมใช้เวลา ปรางจะเสียเวลา”

“จะนานเท่าไหร่เชียว”

“นาน และอาจจะค้าง”

“แต่ถ้าฉันไปด้วยคุณคงไม่ค้างเอาเป็นว่าเดี๋ยวเราค่อยว่ากันก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ฉันเป็นเจ้านายของคุณกำลังออกคำสั่ง จะไปหรือไม่ไป”

คำสั่ง คำขู่ และการยืนยันทำให้ในที่สุดภากรตัดสินใจเลิกขัดใจ

ไปก็ไป…จำใจไป เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น

และบางที…ไป ก็ดีเหมือนกัน



ฝนหลงฤดูที่เคยลงเม็ดหนักในช่วงบ่ายของเดือนธันวาคมบัดนี้ซาลงและพลันเงียบสนิทในเวลาห้าโมงเย็นทิ้งไว้เพียงร่องรอยชุ่มฉ่ำที่บนตามทางคอนกรีตในซอยเล็กๆ กว้างพอรถสองคันสวนที่ลาดยาวมาจนถึงหน้าบริเวณบ้านที่มีขอบรั้วทึบ

“กลับไปก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอหรอกจะได้ไม่เสียเวลา” ภากรหันบอกคนที่นั่งข้างๆ เมื่อนำรถเข้าจอดสนิท “ผมกลับเองได้ไม่เบี้ยวงานพรุ่งนี้แน่นอน”

“ไล่อยู่ได้ ไม่เต็มใจต้อนรับหรือไงทีเมื่อก่อนชวนยิกๆ” มาธวีเผลอเท้าความ…ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่เผลออีกแล้วในชีวิตนี้

ก็เมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่หรือที่ผู้ชายคนนี้มักบอกเสมอ

‘เอาไว้พอเรากลับเมืองไทย แรกจะพาปรางไปบ้าน’น้ำเสียงของคนที่มีความหวังในอนาคตสดใสนัก ‘จะได้ไปเจอแม่กับป้าเพี้ยนแล้วยังน้องๆของแรก บ้านหลังนี้เก่าแก่มาก แต่อายุน้อยกว่าป้าเพี้ยนนิดเดียว’

เขามักพูดถึง…ป้าเพี้ยนเสมอ

‘ป้าเพี้ยนมีพระคุณกับแรกถ้าเมื่อก่อนไม่ได้ป้าเพี้ยนพวกเราก็คงลำบากนัก และถ้าไม่ได้ป้าเพี้ยนแรกก็คงไม่มีโอกาสมาเรียนที่อเมริกา ไม่มีโอกาสฝันว่าจะเป็นทูต ที่สำคัญคงไม่มีโอกาสได้เจอปรางรู้จักปรางและรักปรางอย่างนี้’ อ้อมกอดในคำว่ารัก…ตอนนั้น อบอุ่นนักสำหรับคนที่ได้สัมผัสไม่ต่างจากรอยยิ้มสว่างแจ่มใสของใบหน้าที่ปรากฏลักยิ้มชวนมอง

ในตอนนี้สายตาของหญิงสาวจับจ้องอยู่ยังร่างสูงที่กำลังเปิดประตูรั้วของบ้านออกกว้างหัวใจวาบลึกทั้งๆ ที่มันไม่ควรเป็น

‘เมื่อก่อนที่บ้านเคยมีสวนตั้งหลายไร่ตอนนี้ก็ยังมีสวนมีบ้าน แต่บริเวณแคบลงมาหน่อย พออยู่พอใช้ มีฝรั่ง มะยม ทับทิมกล้วย แล้วก็มีฟ้าลั่นอยู่สองต้น มีมะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้’

ภากรบังคับรถไปตามทางสั้นที่มีแสงอาทิตย์แทรกแซะบางๆผ่านต้นไม้ใหญ่ โดยคนที่นิ่งข้างๆ พลางหันมองซ้ายขวา

‘ไม่มีมะปรางล่ะซิ’ เธอเคยย่นจมูกถาม ดวงตาแพรวพราวมีชีวิตชีวา

‘เคยมี และถึงตอนนี้จะไม่มีแล้วแต่เดี๋ยวพอเรากลับเมืองไทย เราก็ค่อยไปปลูกกันก็ได้นี่จ๊ะ ปลูกด้วยกันและดูมันโตไปด้วยกัน’

ทว่าโอกาส…ปลูก

โอกาสที่จะ…ดูมันเติบโต

ไม่มี!



รถยนต์สีขาวแล่นเข้าจอดในบริเวณที่จอดรถมาธวีสังเกตเห็นเขาถอนหายใจเบาๆ ลงจากรถ เมื่อนั้นหญิงสาวจึงก้าวตามลงมาสัมผัสความสดชื่นของฟ้า…หลังฝน และความร่มรื่นของบรรยากาศรอบๆ

บ้านไม้สองชั้นไม่มีรูปแบบศิลปกรรมชัดเจนหากก็ไม่ต่างจากบ้านไม้ในต่างจังหวัดหลายๆ แห่งนั้นมีขนาดกลาง ทาสีแดงยกใต้ถุงสูงประมาณสี่ฟุตเฉลียงยาวหน้าบ้านใต้หลังคาสูงมุมด้วยกระเบื้องหนามีเก้าอี้หวายไม้โยกตัวเล็กตั้งอยู่ข้างโต๊ะไม้เตี้ยๆ

เสียงสุนัขที่คงถูกกักบริเวณอยู่ที่ไหนสักแห่งพลางแข่งกันเห่าเสียงสะท้อนถึงความดีใจเสียมากกว่าอื่นใด

“ย้งยี้ไม่อยู่ สงสัยไปขลุกอยู่ที่ตลาดนัด”เขานบอกผู้มาเยือน ก่อนจะวิ่งเหยาะไปไปปิดประตูหน้าบ้าน“ป้ากับแม่น่าจะอยู่ข้างใน”

แม้เสียงของเขาจะดังมาให้รู้ว่า…อยู่ไม่ไกล แต่เพราะความคิด ทำให้มาธวีไม่ขยับตัวไปไหน

คิด…เพราะความทรงจำที่สะกิดเตือนเบาๆ

เมื่อก่อนเธอเคยอยากจะมาเตรียมตัวมา แต่ก็ไม่ได้มา และคิดว่า…ไม่มีอีกแล้วชั่วชีวิตนี้

วันนี้ไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆก็มาถึงจนได้

“ปราง…” เสียงอ่อนที่ทอดลงราวว่าพยายามสะกดความรู้สึกหลายอย่างความรู้สึกที่ทำให้แววตาของเขาวาววับเมื่อได้ยินเสียงถาม

“ไหนนางแย้ม ไม่เคยได้เห็นสักที”

“อยู่ตรงรั้วโน่น” ภากรพึมพำแผ่วๆจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเคยบอกผู้หญิงคนนี้

‘ปรางสวยเก๋อ่อนหวานราวนางแย้มเวลาที่ปรางยิ้มมันทำให้ทุกอย่างดูสดใส’

นางแย้มหรือจะสามารถเทียมแทบแม่แก้มเย้า

และในชีวิตของเขาก็ไม่มีผู้หญิงอื่นคนไหนที่เขารักได้เทียมเท่ามาธวีอีกเลย

“เข้าไปในบ้านกันเถอะ” ลำคอเขาตีบตันไปหมด“เจ้าเจมส์น่าจะอยู่ข้างใน”

หากยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงใสแจ้วดีใจเป็นล้นพ้นก็ดังขึ้นจากประตูบ้าน

“พ่อ! พ่อมาแล้ว! พ่อจ๋า!”

ไม่เพียงแต่ร่างน้อยของเด็กชายวัยห้าขวบกว่าในเสือยืดลายการ์ตูนกางเกงยืดขาสั้นจะวิ่งออกมาแต่ผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่กับแขกผู้มาเยือนก็วิ่งเข้าไปหาอ้าแขนรับร่างที่ถลาเข้ามาอย่างเต็มแรง

มาธวีมองภาพของทั้งคู่ที่บัดนี้อยู่บนเฉลียงหน้าบ้านหัวใจกระตุก แปลบหนักบาดขึ้นมาในอก ทำให้ต้องพยายามกลืนความรู้สึกทุกอย่างลงคออย่างยากเย็น

เพราะเด็กคนนั้น…ลูกของเขากับผู้หญิงคนอื่น

ผู้หญิงคนนั้นที่เขาพลั้งเผลอมีความสัมพันธ์ด้วย

ผู้หญิงคนนั้นที่เขาดูแลเอาใจใส่อย่างดีและรักมากถึงขนาดว่า ภากร…กล้าทิ้งทุกอย่างเพื่อสองคนแม่ลูกได้

เขาทิ้งความฝันของเขา

ทิ้งอนาคต

และยังทิ้ง เธอ ผู้เป็นที่รักของเขา

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกระพริบสองสามทีระมัดระวังไม่ให้มีแม้แต่หยดน้ำใสใดๆ ปรากฏ

แม้ไม่อยากมองแต่สายตาของเธอก็ยังคงจับที่สองคนพ่อลูกถ้าจะละสายตาก็คงเพราะเสียงของหญิงชราที่ดังมาจากประตูบ้าน

“มาแล้วหรือตาแรก แหม…แหมข้าก็นึกว่าเอ็งจะมาไม่ได้เสียแล้ว”

“บอกว่าจะมาก็ต้องมาสิจ๊ะป้าจ๋า”เสียงอ่อนลากยาวเหยียดพร้อมๆ อ้อมแขนของเขาช้อนร่างของลูกชายขึ้นอุ้มแนบอก

“อ้าว…นั่นใครวะ”คุณเพลินจิตอุทานมองลอดแว่นสายตายังหญิงสาวที่บัดนี้ขยับตัวก้าวขึ้นมาบนเฉลียงกิริยายกมือไหว้นั้นอ่อนน้อม โดยที่หญิงชรารับไหว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“คุณมาธวี” การแนะนำอย่างเป็นทางการถูกขัดขึ้นด้วยคำถามจากเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา

“ใคร”

“ก็เจ้านายของพ่อน่ะสิ” ภากรตอบลูกชาย“เราน่ะงอแงไม่หยุด เห็นไหม ไม่เพียงแต่พ่อที่ต้องมา เจ้านายของพ่อก็มาด้วยลำบากเขาไปหมด”

“เจ้านายพ่อ ก็ต้องสั่งพ่อให้มาใช่ไหมไม่งั้นพ่อคงไม่มาหาหนู” แววตาแพรวพราวและแก้มที่ประดับด้วยลักยิ้มไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อ

การรู้จักพูดก็ไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อเช่นกัน

“ก็สั่งให้มาหาตัวยุ่งนี่ไง”

ภากรยีผมลูกกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างรักใคร่พร้อมๆ กับที่เด็กชายบอกภายใต้เสียงหัวเราะคิก

“ป้าใจดีจัง”

และนั่นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนชะงักกึก

“ใคร…ป้าเอ็งวะ เจ้าเจมส์” คุณเพลินจิตสงสัย

“ก็ป้าคนนี้ไง”นิ้วเล็กชี้ไปทางผู้มาเยือน

“ไม่ใช่ป้า ต้องเรียกอา”ภากรพยายามสอน หากร่างน้อยในอ้อมแขนดิ้นหยุกหยิก บ่งบอกว่าต้องการลงและเขาก็ปล่อยให้ลงตามใจ

“อ้าวก็เจ้านายของพ่อก็ต้องแก่กว่าพ่อสิ”เด็กชายไม่พูดเปล่า หากเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่อยู่ห่างออกไปเพียงสามสี่ก้าว มือป้อมพนมไหว้โน้มตัวน้อยๆ ลง “ขอบคุณคร้าบ”

“นี่มันอะไรเจ้าเจมส์”คุณเพลินจิตมองอย่างขบขัน

“ก็ป้าใจดี สั่งให้พ่อมาหาหนู”คนพูดยิ้มตาหยี ก่อนหันกลับมาเกาะแขนผู้เป็นพ่อไว้แน่น “ไม่งั้น พ่อก็ไม่มา”

“อา…เรียกอา เข้าใจไหม” คำสั่งของผู้เป็นพ่อเน้นหนัก

“ไม่เข้าใจ”เด็กชายยังไม่ยอมแถมแย้งด้วยเหตุผลที่ตนเข้าใจ “ก็ป้าเป็นเจ้านายของพ่อนี่นาก็ต้องใหญ่กว่าพ่อ แก่กว่าพ่อ”

“เข้าใจเถียงแฮะ”คราวนี้คุณเพลินจิตหัวเราะดังชอบใจ “ไงล่ะตาแรก แย้งไม่ออกเลย”

“แย้งไปก็เท่านั้นเดี๋ยวก็ต้องมาอธิบายกันยืดยาว” คนพูดหัวเราะ ก่อนจะหันไปทางผู้เป็น นาย“เข้ามาในบ้านก่อนเถอะ”

และนั่นทำให้คุณนายเพลินจิตพยักหน้าเห็นด้วย“เออ…ตาแรกพาคุณเขาไปห้องรับแขก เปิดแอร์ หาน้ำหาท่ามารับรอง เดี๋ยวข้าจะโทรฯตามแม่ย้งยี้กลับมา จะได้กินข้าวให้เร็วหน่อย พวกเอ็งจะได้กลับกรุงเทพฯกันไม่ดึกนัก”

ภากรยิ้มกับคำบอกและท่าทางของผู้เป็นป้ามือของเขายังคงกระชับมือของลูกชายไว้แน่น ก่อนรวบร่างน้อยอุ้มขึ้นแนบอก เดินนำเข้ามาในบ้าน

เขาไม่มีโอกาสเห็นอาการนิ่งเพียงครู่พร้อมดวงตาที่ปิดเพียงเสี้ยววินาทีราวพยายามสะกดกั้นความรู้สึกของผู้มาเยือน ก่อนที่เธอจะก้าวตามเขาเข้ามา

แต่คุณเพลินจิตเห็น

และเพราะ…เห็นหญิงชราจึงอุทานในใจ…แปลก!

…ตาแรกรูปงาม งดงามราวพระราม แซมพระลอแถมนิสัยใจคอไม่แพ้พระสัตยวาร…

เปรยเช่นนี้ทั้งในใจและนอกใจอยู่หลายทีตั้งแต่ภากรย่างเข้าวัยรุ่นจนกระทั่งเดี่ยวนี้ และก็ไม่มีใครเคยค้าน จะมีก็แต่นันทนา

‘ป้า…ลิเกไปป่าว’

‘อีนี่คุณเพลินจิตมักจะขัดใจกับหลานสาวตัวแสบเสมอ‘ขัดคอข้าเสียทุกเรื่อง อีนางละเวง’

คุณเพลินจิตไม่ชอบนางละเวงหรอก ฉลาดบู๊ ยอมหักไม่ยอมงอ และเจ้าเล่ห์ แสนกล แถมเซ็กซี่เกิ๊น… ‘เอาพระอภัยฯของข้าเสียอยู่หมัด’

หากในเวลานี้ เมื่อหลานชายสุดที่รักพาผู้หญิงที่แม้จะเป็นเจ้านายที่มีท่าทีแปลกๆมาบ้าน คุณเพลินจิตจึงต้องต่อสายหาหลานสาวผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมา

“เอ็งรีบกลับบ้าน แล้วมาดูด้วยว่าเจ้านายของพี่เอ็ง…แปลกไหม”

“แปลกตรงไหนป้าเขาไปประชุมที่ระยองด้วยกัน ก็แวะเข้ามาตอนขากลับเพื่อให้พี่แรกมาหาลูกที่แปดริ้ว เจ้านายแบบนี้ใจดีมากๆดีจะตาย”

“ข้าก็คิดอย่างนั้น แต่ท่าทางของผู้หญิงคนนี้แปลกตาแรกของข้าก็แปลกๆ” คนที่มักพินิจพิจารณาย่อมเห็นโดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวข้องกับหลานชายคนโปรด “เอ็งรีบมาเถอะ จะได้มาช่วยกันดู”

คุณเพลินจิตไม่พูดเปล่า ร่างเล็กด้วยวัยเจ็ดสิบปีย่องไปยังห้องรับแขกที่ปรกติมักใช้เป็นห้องชุมนุมของครอบครัว

เห็นหรอก…ตาแรกของข้า ยื่นแก้วน้ำให้ผู้หญิงคนนั้น

แล้วร่างสูงงามสง่ากว่าพระรามและพระลอก็ทรุดตัวนั่งข้างๆบนโซฟาเก่าในห้องนั่งเล่นที่บัดนี้ชุ่มฉ่ำด้วยไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ คุณเพลินจิตเห็นหน้าของผู้มาเยือนไม่ชัดเจนหรอกแต่สีหน้าท่าทางของหลานชายสุดที่รักนั้นเด่นชัด

รู้เลยว่า…ตาแรกเอาใจผู้หญิงคนนี้นัก

มิใช่การเอาใจประจบผู้เป็นเจ้านายหากเป็นการดูแลเอาใจใส่…ประหลาด

เพราะสายตาอาทรลึกซึ้งจับจ้องอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้นแทบไม่ละไปไหนแล้วยังรอยยิ้มนั่น…แม้มิใช้ยิ้มพราวแต่…ยิ้มละไม อีกทั้งท่าทาง

…หมอบราบคาบแก้ว ราวเป็นทาสเทวี…

ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาคุณเพลินจิตไม่เคยเห็นว่าหลายชายสุดที่รักเคยทอดมองผู้หญิงคนไหน หรือกระทำกับใคร

ถ้าจะมี…เท่าที่รู้ ก็แค่ผู้หญิงคนนั้นที่เขาเคยคบด้วยสมัยเรียนที่อเมริกาหลังจากนั้น นอกจากนั้นก็ไม่มีเลย

เพราะผู้หญิงคนนั้นที่อเมริกา…ตาแรกของข้าหมายจะให้ข้าจัดขันหมากไปสู่ขอ

หากเมื่อเกิด เรื่อง ขันหมากจึงไม่มีแล้ว

ผู้หญิงคนไหนๆ ก็ไม่มีอีกแล้ว

ไม่มีจนกระทั่ง คุณเพลินจิตต้องแนะนำ

“คุณนายโสภาพรรณบอกว่าน้องแนนจะกลับบ้านเสาร์อาทิตย์นี้เอ็งว่ายังไง ตาแรก”

การบอกกึ่งๆ ถามหรืออาจจะเป็นการถามกึ่งๆ บอก ก็ตาม ทำให้หลานชายของคุณนายเพลินจิตหันกลับมา พร้อมกับที่ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาเช่นกันจะต่างก็จากเสียงของเด็กชายตัวน้อยที่นั่งอยู่ท่ามกลางกองของเล่นข้างๆ ผู้เป็นพ่อ

สนุกจนไม่สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้ใหญ่สองคน

หากคุณเพลินจิตสัมผัสถึงได้แม้ในน้ำเสียงของหลายชายสุดที่รัก

“โอย…ลูกสาวคุณนายโรงแรม!”

“ไอ้เจ้านี่!”

ทั้งป้าทั้งหลานรู้…คุณนายโสภาพรรณเป็นเจ้าของหนึ่งในร้านทองใหญ่ในอำเภอซ้ำยังมีกิจการโรงแรมติดอันดับของจังหวัด

“ดูก่อนนะป้าผมมีหลายเรื่องที่ต้องทำ”

“เช่นอะไรวะ”การดักคอนั้นรู้เท่าทันพอๆ กับที่คุณเพลินจิตหันไปทางแขกผู้มาเยือน “มีงานอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าหนู”

“ไม่…” การตอบงุนงง “ไม่มีค่ะ”

“มันก็มีเรื่องอื่นบ้างเหอะน่า”

“นั่นน่ะซิ เรื่องอะไรของเอ็ง”

สายตาคาดคั้นของคุณเพลินจิต เค้นจัดไม่ต่างจากแววตาของผู้มาเยือนและนั่นทำให้ภากรถอนหายใจ

“หลายเรื่อง…” ว่าแล้วคนพูดก็หันไปทางลูกชาย แล้วแสร้งร้องอย่างตระหนกตกใจ“เจมส์…หิวแล้วเหรอลูก”

เขาพ่อคว้าร่างเล็กขึ้นมาในอ้อมกอด พร้อมกับที่ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นยืน

“แล้วนี่ย้งยี้จะมาหรือยัง” ดวงตาเรียวคมเป็นประกายตวัดขึ้นนิดเดียวราวนึกขึ้นได้แต่คุณเพลินจิตรู้…หลานรักเตรียมพร้อมแล้วสำหรับฉากนี้“ผมหิวแล้ว”

คนอย่างภากรหรือจะพูดเช่นนี้ เพราะต่อให้รูปงามเหมือนพระรามและพระลอแต่นิสัยใจคอไม่ต่างจากพระสัตยวานไงล่ะ

ก่อนหน้านี้ ถึงไหนถึงกัน แต่บัดนี้แค่เรื่อง…คู่ภากรยังมีท่าทีพิรุธ

‘อย่าเป็นพระลอหลงตามไก่เชียวนะตาแรก’

เจ้านายคนนี้สวยแต่ใช่ว่าจะสดใสดวงตาหวานสีน้ำตาลคู่งามของเจ้าหล่อนแฝงร่องรอยอะไรหลายอย่าง

เพียงแต่ว่าท่าทางกุลีกุจอเข้ามาช่วยตั้งสำรับวางบนโต๊ะกินข้าวทรงกลมนั้นคล่องแม้แต่เครือแก้วก็ยังชื่นชมจนเห็นได้ชัด จนคุณนายเพลินจิตหาเรื่องขัดไม่ได้

แล้วยังกิริยาบนโต๊ะอาหารก็ดูเรียบร้อยมารยาทหมดจดจนเป็นอีกครั้งที่คุณนายเพลินจิตหาที่จะติไม่ได้แม้จะพยายามอย่างยิ่งยวด

คนที่แปลก…ก็คือภากร ที่หลายคราเผลอตัดตักอาหารให้แล้วยังรอยยิ้มคุ้นเคยที่เผลอมีให้ผู้มาเยือน

ภากรเอาใจ ผู้เป็นเจ้านายพอๆกับดูแลเอาใจใส่เจ้าเจมส์ผู้เป็นลูก

เลียแข้งเลียขานาย…ก็ไม่น่าใช่เพราะหลานรักคุณเพลินจิตไม่มีนิสัยแบบนั้น และท่าทางของเขาก็ไม่ใช่เช่นนั้น

ดังนั้นด้วยหลักฐานที่เห็นชัดทั้งป่วง ความสงสัยจึงบังเกิด พร้อมกับการอุทานเสียงดังของคุณนายเพลินจิต

“ย้งยี้ยังไม่มาอีก”



ก็ว่าจะไม่เปรยถึงหลานสาวอีก แต่คุณเพลินจิตก็อดใจไม่ได้ จนหลานชายสุดที่รักหัวเราะ

“แสดงว่าทำงานคุ้มเงินเดือนไงป้า ดีแล้วที่ให้ย้งยี้ช่วยอีกอย่างตลาดนัดนี่ก็เป็นโครงการของเขาเอง ย้งยี้จะทุ่มเทหนักก็ไม่แปลกหรอก” และภากรก็พยายามไม่ทำให้มีอะไรแปลกแม้เมื่อบอกกับมารดาและผู้เป็นป้า “ย้งยี้คงหาอะไรกินที่ตลาด เราเก็บสำรับกันได้เลย”

เขาไม่พูดเปล่าหากยังรวบจานของลูกชายและหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกด้านมารวมไว้ก่อนจะยกไปวางที่อ่างล้างจานในครัว แล้วเดินกลับมาเพื่อจัดแจงกับจานของมารดาและป้าหากก็ช้ากว่าหญิงสาวผู้มาเยือนที่กำลังเอื้อมไปหยิบจานของเครือแก้วและจานกับข้าวที่หมดเกลี้ยงอยู่สองจานนั่น

“ไม่เป็นไร”เสียงค้านของเครือแก้วดังชัด พอๆ กับเสียงของบุตรชาย จะมีเพียงคุณนายเพลินจิตที่นิ่งเงียบ

“นั่งคุยกับแม่กับป้าเพี้ยนเถอะเดี๋ยวจัดการเอง” ชายหนุ่มบอกเช่นนั้น ก่อนรับจานข้าวมา ไม่ลืมที่จะคว้าจานของคุณนายเพลินจิตติดมือมาด้วย“กับข้าวที่เหลือผมเอากลับไปกินที่กรุงเทพฯ นะแม่”

เขาบอกกับผู้เป็นมารดาที่ไม่วายเสริม “พอเหรอแรก ให้แม่ทำอะไรเพิ่มให้ดีกว่าไหม”

“พอจ้ะ กินได้สามมื้อเชียวนา”

ภากรเป็นคนที่ค่อนข้างประหยัดและระมัดระวังการใช้จ่ายแต่ไม่ได้ตระหนี่ขี้เหนียว

อะไรเก็บได้เก็บหรือไม่ควรเก็บก็ทิ้ง อย่าเก็บไว้ให้เปลืองที่

อะไรกินได้กิน หรือถ้ากินไม่ได้ก็ไม่ควรกินให้เป็นอันตราย

นิสัยนี้ของเขาเป็นสิ่งที่มาธวีซึมซับไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ด้วยกันจนกระทั่งเขาและเธอต่างห่างหายขาดกันและล่วงเลยมาถึงบัดนี้

นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้วเรื่องลูกของเขา ภากรก็แทบไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนไปจากผู้ชายที่เธอเคยรู้จัก

คนที่เธอเคยรัก

“เจมส์มาช่วยพ่อดีกว่าครับ” เสียงเรียกลูกชายอ่อนโยนพร้อมๆ กับร่างน้อยกระโดลงจากเก้าอี้พิเศษ วิ่งหายตามผู้เป็นพ่อเข้าไปในครัว

“ไม่รู้ว่าคุณมาด้วยเลยไม่ได้ทำของหวานเตรียมไว้ให้”

การบอกของเครือแก้วทำให้มาธวีละสายตาจากประตูเชื่อมระหว่างห้องกินข้าวกับครัวเล็กๆหลังบ้าน

“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้าแค่นี้ก็อิ่มแล้วค่ะ”

“ไม่ได้ๆ ยังมีผลไม้”คนพูดไม่พูดเปล่า แต่หันไปเปิดตู้เย็นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่อีกมุมของห้อง หยิบจานผลไม้จานใหญ่มาวางไว้กลางโต๊ะแล้วหันไปทางโต๊ะกลมตัวเล็กที่อยู่ชิดกำแพงไม้ใกล้ประตูติดกลับบริเวณครัวหยิบจานเล็กที่มีส้อมวางอยู่ข้างบนมาวาง “ตามสบายนะคะคุณ”

ท่าทางของเครือแก้วต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษเพียงเพราะนี่เป็น…เจ้านายของลูกชาย

ทว่าท่าทางของเพลินจิตกลับนิ่งเฉยมิใคร่แยแสเพียงเพราะ…สายตาประหลาดๆ ของผู้หญิงคนนี้แล้วยังสายตาแปลกๆ ของหลานชายสุดที่รัก

“คุณแต่งงานหรือยัง” คำถามที่โพล่งออกมาทำเอามือเล็กที่กำลังตักมะละกอและฝรั่งที่หั่นวางเรียงรายเป็นระเบียบบนจานใหญ่นั้นต้องชะงักเพียงครู่

“ยังค่ะ”

“อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ งานการก็ดี ฐานะดีทำไมยังไม่แต่ง แล้วไม่มีแฟนหรือ”

“มีค่ะ” น่าแปลกที่มาธวีไม่ไดถือโกรธหรือไม่พอใจคำถามของหญิงชรา

ป้าเพี้ยน…เป็นแบบนี้

ไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่ภากรเคยเล่าให้เธอฟังเมื่อนานมาแล้ว

“แล้วจะชักช้าทำไมเดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้” คุณนายเพลินจิตทุบโต๊ะไม่เบาแต่ไม่แรงนัก

“ช้าๆจะได้มีเวลาดูเขาและดูเราเองด้วยค่ะ อยากจะรอบคอบแน่ใจเพราะมันเป็นการใช้ชีวิตกับคนๆ หนึ่งไปตลอดชีวิต”คำตอบระมัดระวังด้วยความรู้สึกที่เจ้าตัวมักมีอยู่เสมอเวลาที่ถูกถามเรื่อง…แต่งงาน

“มันไม่มีอะไรที่เป็นของเราไม่มีอะไรที่ตลอดหรอก แม้แต่ลมหายใจของเรายังไม่ตลอดเลยสักวันอย่าว่าแต่ร่างกายเลย ลมหายใจก็ไม่ใช่ของเราแล้ว”การพูดกระโชกเพียงน้อยด้วยนิสัยของคุณนายเพลินจิต แต่ก็เต็มไปด้วยความเป็นจริง“ในวันที่ร่างกายและลมหายใจยังเป็นของเรา อยากทำอะไรก็ทำไปเถ๊อะ”

รอยยิ้มของผู้มาเยือนที่ตอบรับการ…สอน ทำให้ท่าทีของเพลินจิตอ่อนลงหากสายตาก็ยังคงจับยังอีกฝ่ายเป็นระยะ ลอบพินิจพิจารณา แล้วแอบอุทานกับน้องสะใภ้

“เสียดาย…”

“เสียดายอะไรคะคุณพี่”เครือแก้วสงสัย หากความสงสัยได้รับเพียงการส่ายหน้าเบาๆ ของคุณเพลินจิตเท่านั้น



“โถถถถ…แม่เจ้าประคุณทูนหัว กว่าจะกลับบ้านกลับช่อง”

เสียงลากยาวประชดประชันของผู้เป็นป้าทำให้นันทนาเข้าไปสวมกอดหญิงชราที่นั่งอยู่บนตั่งไม้สักที่ตั้งอยู่หลังโซฟาใหญ่ภายในห้องนั่งเล่นของบ้าน

“ก็หนูทำงานนี่ป้าดูแลธุรกิจหมื่นล้านของคุณนายเพลินจิต มันก็ต้องทุ่มเทกันหน่อย”

“เอ็งไม่ต้องมาถูกเนื้อต้องตัวข้าตัวเหม็นโอ่” คนพูดไม่พูดเปล่า หากยังสะบัดตัวออกเพียงนิด “หนอย…จะให้รีบกลับมาช่วยกันดูท่าทีของพี่เอ็งกับเจ้านายเขาเอ็งก็มาเล่นท่ากับข้า”

“เล่นอะไรกันล่ะป้า หนูอยู่จนปิดตลาดนัดทุกครั้งแหละ”

“ไม่บางทีเอ็งก็ยังแวบกลับมากินข้าวเย็น”

“ก็วันนี้ฝนมันตก พื้นเพ้นถนนมันแฉะ ก็ต้องดูช่วยพวกลูกน้องมัน จะทิ้งได้ไง” ขากางเกงยีนสีอ่อนที่บัดนี้เละเขรอะด้วยดินและโคลนยืนยันเช่นนั้น“นี่ขนาดฝนลงเม็ดตอนเย็น คนก็ยังมากันคึกคัก ขายดีกันถ้วนหน้า”

“ก็ดี๊”

“แหมจะไม่ดีได้ไงเงินค่าเช่าแผงก็เก็บก่อนล่วงหน้า ได้มาเต็มๆ นอนหลับอยู่ในบัญชีซุ้มขายน้ำของเราก็ขายดี เหนาะๆ” รายได้พิเศษที่รับนั้นถูกควักออกมาจากกระเป๋าสะพายเก่าที่คล้องพาดไหล่ของคนในเสื้อยืดสีมอม“หักต้นทุน หักค่าแรงเด็กแล้ว ก็ยังกำลังเป็นพัน”

เงินหลายพันวางอยู่ตรงหน้าหากคุณเพลินจิตหยิบมาเพียงแบงค์พันใบเดียว

“ข้าเอาแค่นี้ ถือว่าเป็นค่าเช่าที่ที่เอ็งเอาไปขายน้ำที่เหลือเอ็งเก็บไปเถอะ”

“ค่าเช่าโหดนะเจ๊จ๋า เป็นพันเชียวลูกค้าคนอื่นเขาจ่ายแผงละไม่กี่ร้อย”

“ที่ของข้า เงินของข้า”การตวัดเสียงดุดัน หากไม่ใคร่จริงจังนัก

“อ่ะจ้ะๆๆๆๆ”นันทนาลุกขึ้นเขยิบออกมา ก่อนจะส่งเสียง “โถ…หลานรักพาผู้หญิงมาบ้าน นี่คุณนายเพลินจิตถึงกับรมณ์บ่จอยเชียว”

“อีนี่!”

“เขาเป็นเจ้านายนะป้าป้าน่ะหวงหลานชายจนเกินเหตุ ทีสมัยก่อน พี่แรกมีแฟนที่เมืองนอก ป้าก็ไม่เห็นหวงอ๊ะ...ลืมไป หลานรักอยู่ไกล เลยตามไปหวงไม่ได้” ประโยคหลังตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะสะใจดังลั่นบ้าน

“ใครว่าข้าหวง เอ็งก็พูดไปข้าน่ะห่วงพี่เอ็ง ขืนไปรักไปชอบเจ้านายก็มีแต่จะชีช้ำ เจ้านายอะไรนั่น ก็ผู้ดีเศรษฐีมีเงินใครเขาจะเอาบ้านนอกคอกนาอย่างตาแรก”

“โอย…พี่แรกหล่อระเบิดขนาดนั้น โปร์ไฟล์เลิศสะแมนแตน แถมมีคุณนายเพลินจิตเป็นแบ็คอัพก็พอสมราคา สู้เขาได้หรอก แต่ที่จะไม่ได้สู้เพราะคุณนายของย้งยี้น่ะ ดั้นเอาพระลอ…เอ้ย…พระสัตยวานใส่พานยกให้น้องแนนลูกสาวคุณนายโสภาพรรณเสียแล้ว”

“อีนี่!”

“ไม่เอาแระ....อิฉานของไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะเดี๋ยวจะลงมาหยอกด้วยต่อจ้า”

การไปของนันทนารวดเร็วยิ่งกว่าการมาหากก็ยังช้ากว่าคำก่นพิรุสวาทของคุณนายเพลินจิต

จะว่าไปแล้วหญิงสาวก็นึกเสียดายอยู่ครามครันที่ไม่ได้กลับมาทันเห็นเจ้านายของผู้เป็นพี่

เพราะถ้าป้าเพี้ยนอาการหนักขนาดนี้ก็แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะทำให้คนอย่างพี่ชายของเธอออกอาการจนคุณนายเพลินจิตจับได้

ไม่เป็นไร…คราวนี้พลาด

คราวหน้าฟ้าใหม่ยังมีโอกาส

แค่คิดถึงโอกาสก็ทำให้หญิงสาวผิวปากอารมณ์ดีนักเชียวพอๆ กับการร้องเพลงลูกทุ่งเพลงโปรดตอนอาบน้ำ

พี่ไม่มีเสื้อผ้าเท่โก้หรู

โถแม่โฉมตรู จึงมองว่าพี่ไม่เด่น

ไม่มีรถเก๋งแล่นเครื่องแรงๆเช้าเย็น

มีแต่มอเตอร์ไซค์คันเก่งเป็นเพื่อนคู่จายยย…




========================================================

...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...


========================================================


ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====






 

Create Date : 26 มีนาคม 2560
1 comments
Last Update : 26 มีนาคม 2560 23:00:27 น.
Counter : 553 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

ขอจัดการงานและการเดินทางให้เรียบร้อยก่อนนะคะ

เจอกันหลังสงกรานต์

ระหว่างนี้ "เถ้าหัวใจ" ได้วางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแล้วค่ะ ท่านใดสนใจเชิญที่บูธ W13 ของ สนพ บางรัก และ เมจิค ในโซน Atrium ค่ะ

"เถ้าหัวใจ" จะมีให้สั่งหลังสงกรานต์ผ่าน Facebook : มานัส Manas

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: Sentimentally Smooth 2 เมษายน 2560 22:29:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.