กรอบหน้าต่างยังคงเดิมในทุก ๆ วัน แต่สิ่งที่เปลี่ยน...คือข้างนอกหน้าต่าง
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
7 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 

The Agora : บทเรียนจากประวัติศาสตร์ สงครามที่เกิดจากความคิดต่าง

การมีผู้นำเป็นสิ่งที่ดี ถ้าผู้นำ นำไปพบกับสิ่งที่ดีที่ถูกต้องที่ไม่ได้นำไปสู่ความขัดแย้ง ความเกลียดชัง


Agora เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความหดหู่ของชีวิตในยุคมืด  สะท้อนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนา แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดในอดีตเป็นพันปี แต่ก็เป็นอุทาหรณ์อย่างดีในโลกที่มีแต่การขัดแย้ง เข่นฆ่าและความรุนแรง เพียงแค่เห็นต่างคิดต่าง

ไฮปาเชีย (Hypatia) เป็นตัวละครหนึ่งที่ต้องจบชีวิตเพียงเพราะไม่ยอมจำนนกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ถูกตัดสินจากผู้นำที่มีอำนาจว่า "เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อศาสนา เป็นแม่มด พวกนอกรีต ผู้นับถือศาสนาควรตราหน้าหญิงผู้นี้ว่าเป็นคนบาป"

ไฮปาเชีย กำเนิดจากเชื้อสายยิว มีความเชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และด้านปรัชญา และเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เป็นครูสอนหนังสือที่ได้รับการเคารพจากประชาชนในเมืองอเล็กซานเดรียนอกจากความสามารถของเธอแล้ว ไฮปาเชียยังมีความงามที่ทำให้โอเรสตีส(Oretes) ชายสูงศักดิ์ และเดวัส (Davus) ทาสหนุ่มผู้จงรักภักดีต่างหลงรัก แต่ไฮปาเชียพอใจที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาด้านดาราศาสตร์มากกว่าการปักใจรักชายคนใด 


ท่ามกลางความขัดแย้งในเมืองอเล็กซานเดรีย ระหว่างกลุ่มยิวที่ถูกเรียกว่าพวกนอกรีดและกลุ่มคริสเตียนมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทาสบางคนที่อยู่รับใช้ชาวยิวแม้เป็นคริสเตียนก็ต้องปิดบังไม่ให้นายจ้างรู้เพราะอาจถูกเฆี่ยนตีได้ เดวัสเองก็ได้ให้ความสนใจต่อศาสนาคริสต์และเริ่มเชื่อมั่นว่าพระเจ้าประทานพรให้ตนเอง จึงตัดสินใจพาตนเองเข้ากับกลุ่มคริสเตียน 

เมื่อถึงจุดแตกหัก ผู้นำชาวยิวได้ปลุกระดมให้ไล่ฆ่าชาวคริสเตียน แต่ผลสุดท้ายกลุ่มคริสเตียนที่มีคนเยอะกว่าเป็นฝ่ายชนะในสงครามกลางเมือง และนับจากนั้น เดวัสก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องชาวคริสต์ผู้เคร่งในศาสนา

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อคริสเตียน ชาวยิวหลาย ๆ คนยอมเปลี่ยนมานับถือคริสต์เพื่อให้ตนเองอยู่รอด รวมถึงโอเรสตีสด้วยและได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองปกครองอเล็กซานเดรียในเวลาต่อมา จะมีเพียงไฮปาเชียเท่านั้นที่ยังคงปฏิบัติตนอย่างเช่นที่ผ่านมาและเชื่อมั่นในหลักการและความถูกต้อง


แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ความเกลียดชังการแก้แค้นและเอาคืนระหว่างคนสองกลุ่มยังมีให้เห็นอยู่เสมอและผู้มีกำลังน้อยกว่าก็ถูกทำลายให้ชีวิตย่อยยับ... เพียงพริบตาชาวยิวถูกฆ่าอย่างทารุณ ผู้นับถือคริสเตียนเชื่อว่านี่เป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ต้องการให้ชาวยิวล่มสลาย  

เดวัสในฐานะนักรบศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นหนึ่งคนที่เข้าประหัตประหารชีวิตชาวยิวเช่นเดียวกันซึ่งเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้องหรือไม่ และนั่นเป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าจริงหรือ

และสิ่งที่ทำให้เขาเฝ้าสงสัยก็กระจ่างชัดเมื่อ ซีรีล (Cyril) ผู้นำคริสเตียนประกาศต่อหน้าชาวคริสเตียนทั้งปวงว่าไฮปาเชียเป็นนางแม่มด ผู้ที่ชาวคริสเตียนควรสาปแช่งและเกลียดชัง เดวัสจึงละทิ้งจากการเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์และออกตามหาไฮปาเชียเพราะเขารู้ว่า เมื่อซีรีลประกาศเช่นนั้น จะทำให้ประชาชนชาวคริสเตียนคงไม่ปล่อยนางไว้


ฝ่ายโอเรสตีส แม้จะขัดขืนต่อประกาศของซีริลแต่สุดท้ายก็ไม่อาจทานอำนาจของซีรีลได้  จึงได้ให้ไฮปาเชียมาพบและวิงวอนขอให้ไฮปาเชียยอมเข้าศาสนาเพื่อจะรักษาชีวิตนางไว้  แต่ไฮปาเชียปฏิเสธข้อเสนอของโอเรสตีส เพราะเธอเชื่อมั่นในความถูกต้อง และเธอเชื่อว่าซีรีลพยายามมีอำนาจเหนือคนทั้งมวลโดยเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ได้ในสิ่งตนเองต้องการ


เหล่านักรบศักดิ์สิทธิจึงจับตัวไฮปาเชียไปทารุณต่อหน้าโบสถ์ ทุบตีและกระชากเสื้อผ้าเธอ เดวัสไม่สามารถช่วยนางได้สิ่งเดียวที่จะทำเพื่อหญิงอันเป็นที่รักในโอกาสสุดท้ายคือให้เธอปราศจากลมหายใจโดยไม่มีความเจ็บปวด


ในขณะที่เหล่าคริสเตียนคิดวิธีจะทรมานเธอด้วยการเขวี้ยงปาก้อนหิน  เดวัสจึงอาสาเฝ้าเธอให้ เดวัสเข้าสวมกอดไฮปาเชียที่ขณะนี้ร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เขาทำได้เพียงจุมพิตนางทั้งน้ำตาก่อนปิดลมหายใจเธอด้วยมือข้างนึงของเขา ไฮปาเชียดิ้นเฮือกสุดท้ายก่อนที่จะหมดลมหายใจภายใต้อ้อมกอดของเดวัส


ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ฉันนึกถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติในยามนี้ พลางคิดว่า วันหนึ่งฉันอาจเป็นอย่างไฮปาเชียหรือชนชาวยิวเข้าซักวัน เพียงเพราะว่าบางมุมฉันอาจมองต่างจากคนอื่น แม้ว่าฉันสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของประเทศภายใต้การชุมนุม  แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่ปรารถนาความรุนแรง หรือใช้วิถีทางที่ล่วงละเมิดหรือจาบจ้วงบุคคลอื่น หรือการสร้างความเกลียดชังใด ๆ 

หากเราลองนึกย้อนดูในวันที่เราเห็นประชาชนที่มารอรับพ่อ มารอถวายความจงรักภักดีต่อพ่อ ไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อสีเดียวกันหรือต่างสีแค่ไหนทุกคนมีใจอยู่ตรงที่พ่อ บางคนยิ้มทั้งน้ำตา บางคนยืนชะเง้อด้วยความหวัง ...ในวันที่ทุกคนรวมใจกัน ไม่ว่าจะมีความเห็นต่างแค่ไหน จะใส่เสื้อสีอะไร แต่หัวใจเราดวงเดียวกัน เราก็มารวมอยู่กันได้

ถ้าเราถอดสี ถอดความคิดที่ขัดแย้งกันออกไป เราก็เป็นประชาชนคนไทย อยู่บนแผ่นดินไทยผืนเดียวกัน และมีพ่อหลวงคนเดียวกัน


ให้ Agora เป็นหนังประวัติศาสตร์ให้เราคิดและทบทวน ให้อยู่กันอย่างมีสติ เคารพความคิดผู้อื่น สู้กันอย่างสันติ แล้วสงครามกลางเมืองอย่างใน Agora จะไม่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยอย่างแน่นอน




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2556
0 comments
Last Update : 7 ธันวาคม 2556 1:08:08 น.
Counter : 1240 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


กองฟอน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ฉันหลงไหลการเดินทางตั้งแต่ฉันจำความได้ ขอเพียงได้ออกไป ได้นั่งรถไป ได้นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ความสุขของฉันก็จะประกายออกมา..ผ่านที่ดวงตาของฉัน
เราไม่อาจทิ้งความฝันให้อยู่อย่างเปลี่ยวเหงา ในขณะที่ต้องจมจ่อมอยู่กับความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด ขอได้ปล่อยให้ความฝัน ได้เดินเคียงข้างไปกับความเป็นจริง ...ปล่อยให้ทั้งสองได้เดินทางไปด้วยกัน
ทริปประทับใจ
New Comments
Friends' blogs
[Add กองฟอน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.