creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Freedom & Neurobiology



หนังสือจากคำบรรยาย 2 เรื่องเมื่อปี 2001 ของ John Searle ที่ฝรั่งเศส เรื่องแรก Free Will as a Problem in Neurobiology บทนี้ Searle พยายามที่ตอบคำถามว่า เราจะอธิบายความคิดเกี่ยวกับตัวเราเอง เช่น การเป็นหน่วยที่มีจิตใจ มีเสรี มีความจงใจ มีเหตุผล เข้ากับเอกภพที่ไม่มีจิตใจ ไม่มีความหมาย ฯลฯ ได้อย่างไร ประเด็นจึงอยู่ที่ความพยายามอธิบาย free will เข้ากับ basic facts (ข้อเท็จจริงทางกายภาพเกี่ยวกับเอกภพ) Searle วิเคราะห์ทั้งเชิงตรรกะและเชิงกระบวนการได้สุดยอดมาก ๆ ครับ ปฏิเสธทั้ง materialism กับ dualism (ทุกชนิด) โดยเฉพาะช่วงวิเคราะห์ตัวอย่างการตัดสินใจของเจ้าชายปารีสว่าจะมอบแอปเปิลทองคำให้ใครดี ระหว่าง ฮีร่าผู้เสนอว่าให้ครองยุโรปกับเอเชีย หรือ อธีน่า ผู้จะทำให้เขานำศึกโทรจันชนะพวกกรีก หรือ แอฟรอไดที ผู้สัญญาว่าจะให้สาวงามที่สุดในโลก Searle สมมติว่าข้อมูลข้อเสนอทั้งหมดของเทพีทั้งสามองค์ครบถ้วนที่สมองของปารีส ณ เวลา t1 และที่เวลา t2 เจ้าชายยื่นผลแอปเปิล (ให้แอฟรอไดที) ช่วง "the gap" ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ปารีสอาจจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า "free will" การวิเคราะห์อย่างน่าทึ่ง (คุณต้องอ่านเอง) ตรงนี้นำไปสู่การทำให้ Searle ตั้งสมมติฐาน 2 ข้อเกี่ยวกับสถานะของสมอง (state of the brain) คือ 1. "causally sufficient" (ลำพังสถานะของสมองกับข้อมูลก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุไปสู่การกระทำ) อันจะนำไปสู่มายาภาพของ free will และกลุ่มแนวคิด epiphenomenalism กับ 2. "absence of causally conditions" (=นิเสธของ 1.) มี free will อยู่จริงในฐานะที่เป็น cause ของการกระทำตามโครงสร้างตรรกะอีกแบบ (ไม่ใช่ "A caused B" แต่เป็น "a rational self S performed act A, and in performing A, S acted on reason R") แต่ไม่ได้มีอยู่จริงในฐานะเป็นความจริงที่มีตัวตนแยกต่างหากหรือเป็นอีกตัวตนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มีทาง neurobiology คำอธิบายที่น่าสนใจของ Searle ในสมมติฐานข้อนี้คือ "the gap" จะเป็นความจริงทาง neurobiology ได้อย่างไร เพื่ออธิบายคำตอบต่อคำถามนี้ Searle ต้องอ้างไปถึงพฤติกรรมระดับควอนตัม อันที่จริงสิ่งที่แกต้องการจากควอนตัมสำหรับเป็น premise ให้ข้อโต้แย้งคือ "quantum indeterminism"

เรื่องที่สอง Social Ontology and Political Power บทนี้สั้นมากและเนื้อหาแน่นมาก ศัพท์แสงและนิยามเยอะมาก ประเด็นหลักคือสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภววิทยา (ontology) ของความเป็นจริงทางสังคม (social reality) กับอำนาจทางการเมือง (political power) ซึ่งเป็นรูปแบบจำเพาะรูปแบบหนึ่งของความเป็นจริงทางสังคม อันที่จริงมันก็คล้ายเป็นภาคขยายของคำถามในเรื่องแรก นั่นคือ Searle พยายามตอบคำถามว่าความเป็นจริงทางการเมือง (political reality) สามารถมีขึ้นเกิดขึ้นมาในโลกที่ประกอบด้วยอนุภาคทางกายภาพได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก collective intentionality (ซึ่งเป็นรากฐานที่ใช้สร้าง social reality หรือ society) เพื่อก่อร่างสร้างตัวเป็น institutional reality โดย Searle เสนอคำตอบไว้ 2 องค์ประกอบคือ 1. การที่คนมีความสามารถสร้าง status function (หรือ "imposition of function" มนุษย์สามารถ impose ฟังก์ชั่นให้กับวัตถุเพื่อให้มีสถานะใหม่ ตัวอย่างเช่น ธนบัตรในกระเป๋าสตางค์ของคุณ) กับ 2. "constitutive rules" (อยู่ในโครงสร้างตรรกะ "X counts as Y" หรือ "X counts as Y in context C") อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถกำหนด status function ได้ ตรงนี้ Searle เขียนว่า "The key element in the move from the brute to the institutional, and correspondingly the move from assigned physical functions to status functions, is the move expressed in the constitutive rule." ทำให้ภาษาเข้ามามีส่วนสำคัญใน institutional reality (ทำไม? ต้องอ่านเอง) และในส่วนที่สองของบท Searle สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ political power ใน propositions 8 ข้อ

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและมึน

ผมให้


Create Date : 12 มิถุนายน 2555
Last Update : 12 มิถุนายน 2555 12:06:30 น. 0 comments
Counter : 1124 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.