Weblog ของ Yanut
Group Blog
 
All Blogs
 

Winnipeg the bear : เรื่องเล่าของ Winnie the Pooh

WINNIPEG THE BEAR

เรื่องเล่าของ WINNIE THE POOH


Winnipeg (Winnie) วินนีเป็ก หรือ วินนีย์ เป็นชื่อของหมีตัวเมียสีดำที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์ลอนดอนระหว่าง ค.ศ.1915 ถึง ค.ศ.1934 หมีน้อยตัวนี้ตัวนี้แตกต่างจากหมีสีดำตัวอื่นๆในโลกอย่างไร? นี่คือต้นกำเนิดหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลก Winnie the Pooh นั่นเอง



ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1914 ขณะที่ร้อยโท Harry Colebourn นายสัตวแพทย์ประจำกองกำลังทหารม้าแคนาดากำลังเดินทางโดยรถไฟพร้อมด้วยกองกำลังของเขาไปยังเมือง Quebec เพื่อลงเรือต่อไปปฏิบัติภารกิจในสงคราม ระหว่างทาง ณ White river เมืองออนตาริโอ เขาได้พบกับนายพรานคนหนึ่งนำลูกหมีสีดำตัวเล็กๆมาขายโดยบอกว่าได้ฆ่าแม่หมีตายไปแล้ว ผู้หมวด Harry ได้ซื้อหมีน้อยตัวนั้นเอาไว้ในราคา 20 เหรียญ และตั้งชื่อให้มันว่า Winnie ตามชื่อเมือง Winnipeg บ้านเกิดของเขา


Winnie กับ ร้อยโท Harry ในปี ค.ศ.1914


Winnie น้อยได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปกับ Harry และกองกำลังของเขา มันกลายเป็นขวัญใจของทหารในกองพันทหารม้าไปโดยปริยาย ต่อมาเมื่อ Harry จำเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศฝรั่งเศส เขาจึงตัดสินใจฝาก Winnie ไว้ให้สวนสัตว์ลอนดอนดูแล ซึ่งเขามีจุดมุ่งหมายว่าเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นเขาจะให้ Winnie ได้อยู่ที่สวนสัตว์ Assiniboine Park ในเมือง Winnipeg บ้านเกิดของเขา แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น


Winnie เป็นขวัญใจของกองพันทหารม้าแคนาดา



Winnie ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสวนสัตว์ลอนดอน ด้วยความอ่อนโยน น่ารัก และขี้เล่นของมัน หมีน้อยได้กลายเป็นที่รักและที่สนใจของผู้คนที่มาเที่ยวชม ทุกวันจะมีเด็กๆเข้ามาหาขวัญใจของพวกเขามากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ Christopher Robin เขาหลงรัก Winnie ทันทีตั้งแต่แรกเห็นและมักจะเข้าไปเล่นกับหมีน้อยในกรงเสมอๆ Christopher รัก Winnie มากจนถึงกับเปลี่ยนชื่อตุ๊กตาหมีที่ได้เป็นของขวัญวันเกิดปีแรกของเขาว่า Winnie the bear ตามชื่อน้องหมีที่เขารัก (เดิมทีตุ๊กตามีชื่อว่า Edward) นอกจากหมีน้อยวินนีย์แล้ว Christopher ยังมีเพื่อนที่พบเป็นประจำใน Ashdown Forest คือหงส์ตัวหนึ่งที่เขาเรียกมันว่า Pooh วันหนึ่งเมื่อหงส์ Pooh จากไป เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อตุ๊กตาหมีของเขาใหม่ว่า Winnie the Pooh เพื่อเป็นการระลึกถึงหงส์ตัวนั้น


Winnie กับ เพื่อนรัก Christopher Robin ในสวนสัตว์ลอนดอน


Alan Alexander Milne พ่อของ Christopher ชอบดูลูกของเขาเล่นกับหงส์ Pooh มาก จึงเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่อง Winnie the Pooh โดยนำเอาบรรดาของเล่นต่างๆของลูกมาเป็นตัวเอกของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Piglet, Tigger, Eeyore, Kanga และ Roo และใช้ภาพของ Ashdown Forest เป็นฉากหลังของป่าร้อยเอเคอร์ในการดำเนินเรื่อง Winnie the Pooh ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1926

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบสิ้น ผู้หมวด Harry ตัดสินใจมอบหมีน้อย Winnie ให้สวนสัตว์ลอนดอน มันอยู่อย่างมีความสุขและเป็นขวัญใจของทุกคน และตายในปี ค.ศ.1934 ส่วนHarryได้เข้าเรียนต่อด้านสัตวแพทย์ที่ลอนดอน และกลับแคนาดาในปี ค.ศ.1920 เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ.1947


Winnie ในสวนสัตว์ลอนดอน


ปัจจุบันมีรูปปั้นแสดงถึงความรักและความผูกพันของ Harry กับ Winnie อยู่ที่สวนสัตว์ Assiniboine Park เมือง Winnipeg ประเทศแคนาดา




 

Create Date : 06 มีนาคม 2552    
Last Update : 6 มีนาคม 2552 16:56:28 น.
Counter : 672 Pageviews.  

LAIKA : GO THE DISTANCE

LAIKA



I CAN GO THE DISTANCE


วันที่ 3 พฤศจิกายน คศ.1957 ยานอวกาศ Sputnik 2 ของรัสเซีย ได้เดินทางออกโคจรรอบโลกพร้อมกับสุนัขตัวเล็กๆตัวหนึ่ง นับเป็นก้าวแรกของวิวัฒนาการทางอวกาศของโลก เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตออกไปนอกอวกาศแล้วจะมีสภาพเป็นเช่นไร




สุนัขเล็กๆตัวนั้นชื่อ LAIKA (c.1954–November 3, 1957) ไลก้าเป็นสุนัขจรจัดเพศเมียที่เดินตุหรัดตุเหร่อยู่ในกรุงมอสโคว ที่บังเอิญให้โชคชะตาพามาพบกับนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียคนหนึ่งที่กำลังคิดการทดลองพาสุนัขออกไปนอกอวกาศ ทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ทดลองโดยใช้ลิงชิมแปนซี เขาคิดเอาเองว่าสุนัขข้างถนนอย่างไลก้านั้นเหมาะสมเพราะชีวิตจรจัดของมันได้ผ่านความหนาวเย็นและความหิวโหยมาแล้วนั่นเอง แรกเริ่มสุนัขน้อยๆตัวนี้ได้ชื่อภาษารัสเซียว่า Kudryavka (Little Curly-Haired One) แต่เมื่อมันส่งเสียงเห่าทักทายประชาชนใส่ไมโครโฟนในวันแถลงข่าวเปิดตัว ก็เลยได้ชื่อใหม่ว่า LAIKA ซึ่งเป็นภาษารัสเซียแปลว่า "เห่า"




ไลก้าได้รับการฝึกฝนเพื่อภารกิจนี้กับเพื่อนหมาอีก 2 ตัว ชื่อ Albina และ Mushka แต่มีเพียงไลก้าเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้เดินทางด้วยตั๋วเที่ยวเดียวในครั้งนี้ บันทึกของนักวิทยาศาตร์ผู้ดูแลการทดลองครั้งนี้บอกว่า เขารู้สึกสงสาร "ไลก้า" เพราะรู้ว่ามันต้องตายอย่างแน่นอน เนื่องจากยานสปุตนิกไม่ได้ถูกออกแบบให้เดินทางกลับโลกได้ เวลาของมันที่จะอยู่ในโลกเหลืออยู่น้อยเต็มที เขานำมันกลับบ้านไปเล่นกับลูกๆของเขาเป็นครั้งสุดท้าย วันที่เขาพา "ไลก้า" ไปส่งที่สถานีทดลอง มันเดินเข้าไปประจำในแคปซูลอย่างเงียบๆ และสง่าผ่าเผย ระหว่างการเดินทางไลก้าต้องอยู่ในแคปซูลเล็กๆและถูกล่ามเอาไว้เพื่อป้องกันมันหมุนตัว อาหารที่เตรียมไว้ก็อยู่ในรูปของเยลลี่




เราเชื่อกันมาหลายสิบปีว่าไลก้ามีชีวิตอยู่ในอวกาศได้นานถึง 4 วัน ก่อนจะจากไปอย่างสงบตามที่ทางการรัสเซียแถลง แต่แล้วความจริงอันโหดร้ายก็ได้เปิดเผยเมื่อ เดือนตุลาคม คศ.2002 โดย Dimitri Malashenkov แห่ง Institute for Biological Problems กรุงมอสโคว์ เขาระบุว่าไลก้าตายหลังจากถูกส่งขึ้นไปในอวกาศได้ 5-7 ชั่วโมง ความจริงก็คือภายหลังจากปล่อยยาน ไลก้ามีชีพจรสูงผิดปกติ หลังจากอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก กลับมีชีพจรต่ำลง ซึ่งแสดงว่าไลก้ามีความเครียดสูง มิหนำซ้ำระบบควบคุมอุณหภูมิของยานอวกาศก็ทำงานผิดปกติ ทำให้ไลก้าตายอย่างทรมานด้วยความร้อนสูง และอาการตื่นตระหนก ยานอวกาศสปุตนิก 2 โคจรรอบโลกพร้อมร่างไร้วิญญาณของไลก้า จำนวน 2,570 รอบ ก่อนจะเผาไหม้และตกลงสู่บรรยากาศโลกในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2501




Oleg Gazenko ผู้ฝึกไลก้า ก่อนขึ้นยาน ได้กล่าวไว้ในปี 1998 ว่า
“ยิ่งเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำกับไลก้า เราไม่น่าทำอย่างนั้นเลย... ในโครงการนี้ เราไม่ได้เรียนรู้อะไรมากพอที่จะเป็นข้อแก้ตัว ในการพรากชีวิตของหมาตัวนี้ิเลย”


ถึงอย่างไรก็ตามการเดินทางของไลก้าก็ถือเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการสำรวจอวกาศ ด้วยนักบินอวกาศในเวลาต่อมา จนวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 สหภาพโซเวียตก็ประสบความสำเร็จในการส่ง "ยูริ กาการิน" มนุษย์คนแรกของโลกให้ขึ้นไปบนอวกาศ กาการินกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า
"ผมไม่เข้าใจว่าผมเป็นใครกันแน่ ระหว่างมนุษย์คนแรกในอวกาศหรือสุนัขตัวสุดท้ายในอวกาศ"




เกือบ 50 ปีให้หลังภารกิจที่กล้าหาญของไลก้า วันที่ 11 เมษายน คศ.2008 รัสเซียได้เปิดอนุสาวรีย์เล็กๆใกล้กับสถาบันวิจัยทางการทหาร เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ไลก้าสุนัขอวกาศตัวแรกของโลก แต่หลายคนบอกว่า "มันสายเกินไป"




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 13:07:52 น.
Counter : 514 Pageviews.  

Hachiko Monogatari (ตราบสิ้นลมหายใจ)

Hachiko Monogatari

ตราบสิ้นลมหายใจ


Hachikō ฮาจิโกะ (Nov 10,1923 - March 8, 1935) ฮาจิโกะ เป็นสุนัขสายพันธุ์อคิตะ (Akita) เกิดที่เมืองโอดาเตะ จังหวัดอคิตะ ประเทศญี่ปุ่น ฮาจิโกะเป็นที่จดจำของผู้คนในความจงรักภักดีที่มันมีให้กับเจ้านายของมัน จนได้รับการขนานนามว่า ฮาจิโกะสุดยอดสุนัขผู้ซื่อสัตย์



ฮาจิโกะมาอยู่กับศาสตราจารย์ เอชะบุโระ อุเอะโนะ (Hidesamuroh Ueno) อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (มหาวิทยาลัยโตเกียว) เมื่ออายุได้เพียง 2 เดือน ฮาจิโกะเป็นสุนัขพันธุ์อคิตะสายพันธุ์แท้ที่หาได้ยากยิ่ง ณ ขนะนั้น ทำให้ ศ.อุเอะโนะภูมิใจในตัวของมันเป็นอย่างมาก ทุกวันเขาจะพร่ำบอกกับมันว่า ฮาจิโกะเจ้าช่างเป็นสุนัขที่ดีเหลือเกิน เจ้าช่างเป็นสุนัขที่สวยงามเหลือเกิน


ศ.อุเอโนะ


ศ.อุเอโนะต้องเดินทางไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย โดยขึ้นรถไฟที่สถานีชิบุยะ ตอนเช้าฮาจิโกะจะคอยส่งเจ้านายที่ประตูหน้าบ้าน และในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน 15.00 น. ฮาจิโกะจะมากระดิกหางรอพบเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟอยู่เสมอ


แต่แล้วเมื่อฮาจิโกะยังมีอายุไม่ถึง 2 ปี ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1925 ศ.อุเอะโนะ ได้เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และเสียชีวิตขณะอยู่ที่มหาวิทยาลัย ในวันนั้นฮาจิโกะยังคงมารอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่รู้เลยว่ามันจะไม่มีวันได้พบกับเจ้านายของมันอีกแล้ว

ภายหลังการเสียชีวิตของ ศ.อุเอโนะ ภรรยาของเขาได้ย้ายบ้าน และนำฮาจิโกะไปให้กับญาติของศาสตราจารย์ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร แต่ไม่มีอะไรขังหัวใจของฮาจิโกะได้ เพราะทุกครั้งที่มันหนีออกมาได้ มันจะวิ่งตรงไปที่บ้านเก่าของมัน แต่ก็ไม่เคยเจอใคร ในที่สุดฮาจิโกะก็รู้แล้วว่าเจ้านายของมันไม่ได้อยู่ที่บ้านอีกแล้ว มันจึงกลับไปรอที่สถานีรถไฟเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้านายของมันยังมีชีวิตอยู่


Hachiko กับเด็กๆที่สถานีรถไฟ


ฮาจิโกะจะวิ่งไปรอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟในวลา 15.00 น.ทุกวัน ทุกครั้งที่รถไฟเข้าเทียบท่า มันก็จะชะเง้อคอคอยมองหาเจ้านายของมันท่ามกลางผู้คนมากมาย ฮาจิโกะทำแบบนั้นตรงเวลา เหมือนเดิมทุกๆ วัน ตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยมี คิคุซะบุโระ โคบายาชิ อดีตคนสวนของศาสตราจารย์ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเป็นคนคอยดูแลฮาจิโกะ คนที่ผ่านไปมาบางคนก็ให้อาหาร และวิเคราะห์กันไปว่า ที่ฮาจิโกะมาทุกวันนั้นเป็นเพราะหิวอาหาร แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมให้ดีแล้วจะพบว่ามันจะมาเฉพาะช่วงตอนเย็นเท่านั้น โดยเฉพาะอาการที่มันชะเง้อมองรถไฟขบวน เวลา 15.00 น.เมื่อเข้าจอดนั้น เป็นการที่มันมองหา ศ.อุเอโนะนายของมันจริงๆ


Hachiko กับผู้คนที่ผ่านไปมา


เรื่องราวความจงรักภักดีของมัน เป็นที่กล่าวขานแก่ผู้คน ในปี 1932 เรื่องของมันถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่น ผู้คนทั่วประเทศต่างเดินทางมาดูและมาเล่นกับฮาจิโกะ ชาวญี่ปุ่นยังยกย่องให้เจ้าฮาจิโกะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆอีกด้วย ถึงขนาดที่จักรพรรดินีญี่ปุ่นได้ให้หล่อรูปทองแดงขึ้นในปี 1934 และให้นำไปตั้งไว้ที่สถานีรถไฟชิบุย่า

และแล้ว...ในวันที่ 8 มีนาคม 1935 มีคนพบฮาจิโกะนอนตายอยู่ตรงที่ที่มันมักจะมารอคอยเจ้านายตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในที่สุด...ฮาจิโกะก็ได้เดินทางกลับไปพบเจ้านายของมันอีกครั้ง...สิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานเสียที

ข่าวการตายของฮาจิโกะนั้นถูกตีพิมพ์ลงบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ร่างของฮาจิโกะนั้นถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว นอกจากรูปหล่อที่ย่านชิบูยะแล้ว ยังมีรูปปั้นที่เตือนให้ระลึกถึงฮาจิโกะอยู่อีกหลายแห่ง เช่น ที่หน้าสถานีรถไฟโอะดะเตะ ในจังหวัดอากิตะ บ้านเกิดของเจ้าฮาจิโกะ เป็นต้น เรื่องของฮาจิโกะยังคงเป็นที่เล่าขาน เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ มีการนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน หนังสือเรียนและอื่นๆ


รูปปั้นที่ย่านชิบูยา



ร่าง Hachiko ที่พิพิธภัณฑ์


สุนัขตัวเล็กๆตัวนี้สอนให้รู้ว่า

"ความรักแท้มีจริง และเพื่อความรักแล้วเราต้องมีความอดทน ความซื่อสัตย์ และมีความหวัง ตราบสิ้นลมหายใจ"








 

Create Date : 04 มีนาคม 2552    
Last Update : 6 มีนาคม 2552 10:29:10 น.
Counter : 1733 Pageviews.  

SEABISCUIT

SEABISCUIT


We don't throw a whole life away just 'cause it's banged up a little bit.
เราคงไม่ทิ้งชีวิตทั้งชีวิต เพียงเพราะมันบาดเจ็บนิดหน่อยหรอกนะ



Seabiscuit (May 23, 1933 - May 17, 1947) ม้าแข่งพันธุ์ Thoroughbred ที่เป็นฮีโร่ในดวงใจตลอดกาลของคนอเมริกัน ที่ชีวิตเริ่มแรกไม่สู้จะดีนัก แต่ในที่สุดก็มาเป็นแชมเปี้ยนอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และ Seabiscuit ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังให้กับผู้คนอเมริกันมากมายในภาวะยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในโลก (คศ.1929-1930)



Seabiscuit เป็นม้าสีน้ำตาลแดง ขนหาง ผงคอ แข้ง สีดำ (Bay) เป็นลูกชายของแม่ชื่อ Swing on และ พ่อ Hard Tack (ลูกของ Man o’ War) ชื่อ Seabiscuit นั้นตั้งให้สอดคล้องกับชื่อพ่อ คำว่า Seabiscuit (or sea braed) เป็นชื่อของขนมปังกรอบที่กะลาสีใช้กินบนเรือและพวกเขาเรียกขนมปังกรอบนี้ว่า Hard tack. มันเริ่มต้นชีวิตที่ Claiborne Farm ซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง Paris, Kentucky, USA มันเป็นม้าตัวเล็ก มีขนาดไม่ได้มาตรฐาน มีตำหนิที่หัวเข่า มีความสุขกับการได้กินมากๆและนอนทั้งวัน ถึงผู้ฝึกบางคนจะมองเห็นศักยภาพบางอย่างในตัวมัน แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าม้าตัวนี้มันขี้เกียจ กินจุ ดื้อ และพยศเกินไป ชีวิตการแข่งขันของมันในช่วงแรกๆจึงไม่สวยงามนัก Seabiscuitถูกขายทอดเป็นช่วงๆต่อมาหลายหลายครั้ง แทบจะไม่มีใครอยากได้มันนอกจากจะเอาไว้เป็นม้ารอง เพื่อฝึกให้มัน"แพ้" ให้ม้าตัวอื่นในคอกได้คุ้นชินกับชัยชนะ จนมันมีปมในใจเสมอว่า มันเกิดมาเพื่อ "แพ้"



แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็พาชีวิตที่แทบไม่มีความหวัง 4 ชีวิตมาพบกัน Charles Howard อดีตช่างซ่อมรถ ที่ผันตัวเองจนกลายเป็นคนร่ำรวยด้วยธุรกิจขายรถยนต์ แต่มีบาดแผลในชีวิตจากการสูญเสียลูกชายไปจากการขับรถตกเหว และภรรยาก็ทิ้งเขาไปเพราะโทษว่าเป็นความผิดของเขา Howard มีความสนใจจะเปิดคอกม้า เขาไปสะดุดตากับผู้ฝึกม้ารักสันโดษที่ไม่เคยสุงสิงกับใครชื่อ Tom Smith ซึ่งรับปากว่าจะหาทั้งม้าและคนขี่ให้เขา เขาได้ซื้อ Seabiscuit ม้าที่ไม่มีใครต้องการมา ขณะเดียวกันก็พบกับ Red Pollard จ๊อกกี้ตกอับไร้บ้านที่สูญเสียตาข้างหนึ่งจากการชกมวย แต่วิธีที่ Red สื่อสารกับม้าก็ทำให้เขารู้ว่าน่าจะจับคู่กับ Seabiscuit ได้


Seabiscuit กับ Charles Howard และ Tom Smith



Seabiscuit กับ Red Pollard


จากการฝึกฝน Seabiscuit เริ่มประสบความสำเร็จในการเข้าสนามแข่ง มันแข่งชนะและทำเงินรางวัลมากมาย จนถึง กุมภาพันธ์ คศ.1938 ขณะที่มันอายุได้ 5 ขวบ Pollard จ๊อกกี้ของมันก็ประสบอุบัติเหตุจากการขี่ม้าตัวอื่นทำให้ซี่โครงและขาหัก Howard ซึ่งเป็นเจ้าของจึงได้ให้ George Woolf เป็นคนขี่มันแทน ในปี คศ.1937-1938 นั้น สื่อมวลชนกำลังจับตามองม้าแข่งดาวรุ่งพุ่งแรงตัวหนึ่งชื่อ War Admiral ซึ่งเป็นลูกของ Man o’ War (ปู่ของ Seabiscuit) ม้า War Admiral เป็นม้าเชื้อสายดี รูปร่าง และสถิติดีไม่มีที่ติ ม้าทั้ง 2 ตัวนี้ถูกวางตัวจับคู่เดิมพันกันหลายครั้ง แต่ก็ต้องมีเหตุให้ตัวใดตัวหนึ่งถอนตัวเสียก่อน ในเดือนมิถุนายน 1938 Pollard ซึ่งหายดีแล้วและกลับมาขี่ม้าตัวใหม่ ก็ประสบอุบัติเหตุอีกครั้งคราวนี้ทำให้กระดูกขาของเขาแตกละเอียด และดูเหมือนว่าเขาจะต้องจบสิ้นอาชีพจ๊อกกี้ทันที ในปีนั้น Seabiscuit ยังได้ชนะรางวัลอีกหลายรายการ ชนะม้าอีกหลายตัว แต่ยังไม่เคยได้แข่งกับ War Admiral เสียที และแล้วการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ก็มาถึง วันที่ 1 Nov,1938 Seabisciut ก็ได้แข่งกับ War admiral จนได้ ที่สนาม Pimlico Race Course ในวันนั้นมีคนดูในสนามถึง 40,000 คน และคนอีก 40 ล้านคนคอยฟังการถ่ายทอดสดทางวิทยุ ผลการแข่งขันปรากฏว่า Seabiscuit เข้าเส้นชัยชนะไป 4 ช่วงตัว ชัยชนะในครั้งนั้นทำให้ Seabiscuit ได้รับรางวัลเกียรติยศว่าเป็น "Horse of the Year" for 1938


Seabiscuit กับ War Admiral



ในเวลาต่อมาระหว่างการแข่งขัน Seabiscuit ได้รับบาดเจ็บที่ขาหน้า ซึ่งไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ก็อาจทำให้มันไม่สามารถลงแข่งได้อีกเลย มันและ Pollard อดีตจ๊อกกี้ของมันได้พักฟื้นอยู่ด้วยกันที่ไร่ ทั้งคนและม้าต่างก็ค่อยๆหัดเดินใหม่ด้วยกันอีกครั้ง จนในที่สุดในปี 1940 ทั้ง Pollard และ Seabiscuit ต่างก็พร้อมที่จะกลับเข้าสนามแข่งอีกครั้ง และก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ใจของผู้คนเพราะไม่คาดคิดว่าทั้งคู่ที่ผ่านการบาดเจ็บอยางรุนแรงจะสามารถกลับมาชนะในสนามได้อีกครั้ง




Red Pollard กล่าวเหตุผลที่ทำให้เขาและ Seabiscuit กลับมาอีกครั้งว่า “Seabiscuit กับผม ก็เป็นเหมือนคนแก่พิการ ต่างก็ล้มเหลว หมดสภาพ แต่ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันข้างนอกนั่น เราทั้งสองก็รู้ว่าเราพร้อมจะยืนหยัดสู้อีกครั้ง” Pollard และ Seabiscuit มีพลังใจที่เข้มแข็งจนสามารถกลับมาคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง Pollard บอกในภายหลังว่า “อย่าคิดอย่างนั้นเลย Seabiscuit มันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นฮีโร่”



ภายหลังการแข่งขันในครั้งนั้น Seabiscuit ไม่ได้ลงสนามแข่งอีกเลย ในเดือนเมษายน 1940 Seabiscuit อำลาสนามแข่งอย่างเป็นทางการ มันได้พักผ่อนหลังเกษียณอยู่ที่ไร่ Ridgewood ใกล้กับ California มันได้ให้กำเนิดลูก 108 ตัว ซึ่งต่อมาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงพอประมาณ 2 ตัว คือ Sea Swallow and Sea Sovereign ระหว่างที่มันใช้ชีวิตอยู่ในไร่นั้น มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมมันราว 50,000 คน Seabiscuit ตายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม คศ.1947 อายุได้ 14 ปี
Red Pollard ไม่ได้เป็นจ๊อกกี้ให้ Howard อีกเลย เขาอำลาอาชีพเมื่อปี 1955 และมีชีวิตยืนยาวจนแก่เฒ่า George Monroe Woolf จ๊อกกี้ที่ขี่พามันชนะในการแข่งขันกับ War Admiral นั้น ต่อมาได้กลายเป็นจ๊อกกี้ที่มีชื่อเสียง แต่น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตกจากหลังม้าขณะฝึกซ้อม เมื่อปี 1947 ด้วยวัยเพียง 35 ปี ในอดีตเมื่อมีใครถามเขาว่าม้าแข่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยขี่คือตัวไหน เขาจะตอบทันทีโดยไม่ลังเลเลยว่า “Seabiscuit”




Seabiscuit ม้าที่ไม่มีใครต้องการ กลับเป็นม้าที่ชนะเงินรางวัลในการแข่งขันชั้นนำมากมาย ม้าตัวเล็กตัวนี้กลายมาเป็นแรงบันดาลให้ใครอีกหลายคน เป็นม้าในตำนานของคนอเมริกัน มันได้รับการโหวตให้เป็นสุดยอดม้าแข่งใน 20Th century อันดับที่ 25 ปัจจุบันมีรูปหล่อทองเหลืองขนาดเท่าตัวจริงอยู่ที่ Santa Anita Park และในวันที่ 23 มิถุนายน คศ. 2007 ได้มีการเปิดอนุสรณ์ Seabiscuit ขึ้นที่ Ridgewood Ranch บ้านหลังสุดท้ายของมัน ‘May the World Never Forget the Magnificent Seabiscuit - Laura Hillenbrand’


We don't throw a whole life away just 'cause it's banged up a little bit.
เราคงไม่ทิ้งชีวิตทั้งชีวิต เพียงเพราะมันบาดเจ็บนิดหน่อยหรอกนะ




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 6 มีนาคม 2552 10:29:33 น.
Counter : 936 Pageviews.  

1  2  

bayou
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add bayou's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.