A Strongly Sunny Day in Brussels
กลับมาแล้วค่า :D
 หลังจากที่นั่งรถไฟจนมาถึง Brussels ตอนค่ำเราก็เข้าพักที่โรงแรมค่ะ จะว่าเป็นโรงแรมก็ไม่เชิงเพราะห้องที่เราไปพักนี่มันกว้างมากกกกกก มีสองห้องนอน มีห้องนั่งเล่น มีมุมครัว สองห้องน้ำ ประหนึ่งคอนโดเลยทีเดียว 5555 ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพห้อง (35 Euro ต่อคนต่อคืนค่ะ) เราชอบมาก พูดไม่หยุดจนเพื่อนแซว lol ชื่อ Apart Hotel ค่ะ จำได้ว่าโรงแรมอยู่ใกล้ๆ กับ Central Station ตอนที่ไปถึงก็น่าจะประมาณสามทุ่มได้ หิวข้าวมากเดินแถวโรงแรมไม่มีอะไรกินเลย ต้องเดินออกไปสักระยะหนึ่งถึงจะเจอร้านพิซซ่าขายโดยชาวอินเดีย เป็นร้านเดียวที่อยู่แถวนั้นเลยสั่งกลับมากินที่โรงแรมค่ะ

ตื่นเช้าวันใหม่สดใส (แดดแรงมากๆ อากาศก็ดี 22 องศาค่ะ) ก็เริ่มจากเช็คเอาท์ที่โรงแรมแล้วก็ฝากสัมภาระไว้ตามระเบียบจากนั้นก็เริ่มออกสตาร์ทชมเมืองค่ะ



เท่าที่สังเกตใน Brussels นี่จะมีรถจอดข้างทางเยอะมากๆ แถวโรงแรมที่เราอยู่ถนนมันจะลาดชันหน่อยๆ ค่ะ เป็นเมืองที่แตกต่างกับ Bruges ค่อนข้างชัดเจนคือเป็นลักษณะของเมืองที่แบบเป็นเมืองจริงๆ ของ Bruges จะแนว Vintage น่ารักกุ๊กกิ๊ก ส่วน Brussels ก็แนวสมัยใหม่ค่ะ









เดินได้สักพักใหญ่ๆ ก็ไปเจอร้านคล้ายๆ KFC ค่ะแต่ไม่ใช่ ชื่อ Hector Chicken กลิ่นอายอารบิกมากๆ คนขายก็หน้าตาออกโซนอารบิกค่ะ (ที่ยุโรปเอาจริงๆ ชาวแขกเยอะมากๆ เลยนะ ที่โคเปนนี่คืออยู่กันเป็นชุมชนเลยล่ะ) พอกินเสร็จก็เดินออกมาเจอตลาดนัดของชาวแขกค่ะ











เท่าที่เดินมาถึงตอนนี้เพื่อนเราก็เอ่ยขึ้นมาว่าบ้านเมืองที่ Brussels เนี่ยคล้ายสิงคโปร์อยู่นะ (เพื่อนเราเรียนมอปลายที่สิงคโปร์ค่ะ) แต่สำหรับเราเรากลับคิดว่าแอบคล้ายกรุงเทพเลย ต่างกันแค่ที่นี่รถไม่ติดเท่านั้นแหละ ฮิๆ

ที่ Brussels เราเข้าใจว่ามีแหล่ง Shopping ใหญ่ๆ อยู่สองที่นะคะ ที่แรกที่เราไปจะเป็นโซนขายแต่ของ brandname ซึ่งตึกก็จะคล้ายๆ รูปข้างบน (ที่เป็นหน้าต่างอะค่ะ) ถ้าไม่สังเกตจะคิดว่าเป็นชุมชนคนอยู่ เนื่องจากเพื่อนเราอยากได้เข็มขัดของ Hermes เราก็ไม่ขัดศรัทธาขอไปด้วยคน อยู่เมืองไทยนี่ไม่เคยเดินเข้าร้านพวกนี้เลยนะ แต่พอไปที่นู่นนี่เดินมันทุกร้านเลย 5555 (ไม่มีเงินซื้อหรอกนะ เข้าไปดูเฉยๆ)



แชะภาพเก็บไว้ 5555

เนื่องจากไม่เคยเดิน Hermes ที่เมืองไทยเลยไม่รู้เป็นไง แต่ที่นี่คนขายใส่สูทเต็มยศเลยทีเดียว เรากับเพื่อนก็เดินดูสินค้าได้ทั่วทั้งร้านเลย หยิบจับอะไรได้หมด ไม่มีพนักงานมายืนคุมเชิงแต่เค้าจะยืนอยู่ห่างๆ แบบรอให้บริการถ้าเกิดเราต้องการซึ่งตัวเราชอบการบริการแบบนี้มากเลยนะ มันให้ความรู้สึกว่าเค้าให้เกียรติเราแล้วก็ไม่อึดอัดด้วย ดูได้เต็มที่เลย เท่าที่ไปมาทุกร้านในยุโรปเป็นแบบนี้หมดเลย ขอดูอะไรก็ให้ดู ชอบมากๆ แล้วก็เพิ่งรู้จาก Hermes สาขานี้แหละว่านอกจากพวกเสื้อผ้า เค้ายังขายจานชาม โลชั่นทามือ สบู่แล้วก็ผ้าเช็ดตัวอีกด้วย ความรู้ใหม่ 5555 อีกอย่างนึงก็คือถ้าจะซื้อเข็มขัดของ Hermes ถ้าอยากได้หัวเข็มขัดต้องซื้อทั้งหัวเข็มขัดและสายหนัง แต่ถ้าอยากได้เฉพาะสายหนังก็ซื้อเดี่ยวๆ ได้เลย





สัญลักษณ์เมือง Brussels

หลังจากออกจาก Hermes ก็ได้เวลาเข้าสู่ตัวเมืองค่ะ จากตรงนั้นเข้าใจว่าน่าจะไกลนะ เรากับเพื่อนก็เลยนั่ง metro ไปลง downtown ค่ะ



ดูแปลกตาดีเนาะ เหมือน MRT + BTS ของบ้านเราเลย





รถไฟใต้ดินที่นี่มีให้เลือกว่าจะซื้อแบบ single-pass หรือ one-day pass สำหรับนักท่องเที่ยวค่ะ จำราคาไม่ได้แต่ไม่แพงนะ one-day pass ไม่น่าจะเกิน 10 Euro ส่วนรถไฟใต้ดินที่นี่เก๋อย่างตรงที่จะมีศิลปะแปลกๆ โชว์อยู่ในบริเวณสถานี เราชอบนะ เก๋ดี

พอไปถึง downtown (เราจำชื่อสถานีไม่ได้ค่ะ) โผล่ออกมาปุ๊บก็เจอ Deutsche Bank ก่อนเลย ตึกใหญ่มากๆ จากตรงนั้นก็ไม่ยากแล้วค่ะ มองไปรอบๆ ก็จะเจอทางไป Walking Street



น้องกระต่ายโผล่มาทักทายที่ Brussels ด้วย





Zara ยักษ์!











Colourful เด็กฉี่! 5555

วันที่เราไป Walking Street ครึกครื้นมากๆ ค่ะ ที่นี่ก็คล้ายๆ Bruges ตรงที่ขึ้นชื่อเรื่อง Chocolate, Pancake และ Waffle เหมือนกัน มีขายตลอดทางที่ Walking Street ค่ะ เมนูแต่ละร้านก็จะคล้ายๆ กัน วันนั้นนี่กินจนพุงกางเลยทีเดียว อิ่มมากกกกก

พอเดินไปเรื่อยๆ ก็จะไปเจอกับ Grand Place ค่ะ













บริเวณตรงนี้น่าจะถือได้ว่าเป็น Center ของเมืองได้เลยนะ พื้นที่ตรงกลางว่างๆ เป็นรูปสี่เหลี่้ยมผืนผ้าค่ะ ทุกๆ สองปีในเดือนสิงหาคมจะมีการจัด Flower Carpet ที่พื้นที่ตรงนี้แหละ สวยและยิ่งใหญ่มากๆ เราเห็นรูปจากโปสการ์ดแล้วชอบมากๆ ค่ะ แถมบริเวณนี้ยังมี City Hall และก็ตึกสำคัญๆ อีกด้วยค่ะ บริเวณโดยรอบจะเป็นร้านอาหารและขายของเกือบทั้งหมดแล้วตึกก็อลังการงานสร้างเหลือเกิน เป็นจุดที่เราชอบที่สุดใน Brussels ค่ะ :)



จากจุดนี้เที่ยวง่ายละ เข้าออกซอกซอยบริเวณนั้นได้ตามสะดวกเลย มีเยอะมาก แต่มาถึง Brussels ทั้งทียังไม่ได้ไปเยือน Mascot ประจำเมืองก็ถือว่ามาไม่ถึงน่ะซิ มีหรือเราจะพลาด ลัดเลาะเข้าซอกซอยนิดหน่อยก็เจอแล้วค่ะ แต่นแต๊นนนน



เด็กฉี่กิน waffle!

5555 เด็กฉี่เป็น Mascot ของ Brussels จริงๆ ค่ะแต่ตัวข้างบนนี่เอาฮาเฉยๆ นะ เป็นหุ่นตั้งโชว์อยู่หน้าร้านใกล้ๆ กับตัวเด็กฉี่ของจริงค่ะ

เด็กฉี่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "Manneken-Pis Fountain" (เรียกยากชะมัด เรียกเด็กฉี่นั่นแหละจำง่ายดีออก) เห็นอย่างนี้เค้ามีความสำคัญกับ Brussels นะ ตามตำนานเล่ากันว่าเคยมีเหตุการณ์ไฟไหม้ใน Brussels เดชะบุญเด็กคนนี้มาฉี่ดับไฟทันเมืองเลยไม่เป็นอะไร (เห็นม้าา บอกแล้วว่ามีความสำคัญเค้าเลยต้องสร้างรูปปั้นไว้รำลึกกันเลยทีเดียว)





ตัวกระตึ๋งนึงเท่านั้นแหละ แต่คนต่อคิวถ่ายรูปด้วยยาวมากกกก



เห็นอย่างนี้คนที่นี่เค้ารักเด็กฉี่มากนะจ๊ะ มีตารางแต่งตัวให้เด็กฉี่ด้วย เคยได้ยินมาว่าตอนฤดูหนาวจะมีใส่ผ้าพันคอให้เด็กฉี่ด้วยแหละ ความคิดน่ารักดี :)



Waffle แบบที่วางขายใน Brussels มีแบบมาให้เลือกมากมาย



Chocolate ในตำนาน! GODIVA!!!!

สารภาพก่อนว่าก่อนไป Brussels ไม่เคยรู้จัก Chocolate ยี่ห้อนี้มาก่อน ปกติกินแต่ไมโลกับ Kit Kat lol พอดีเป็น Chocolate แบรนด์โปรดของเพื่อนเพื่อนเลยเล่าให้ฟัง บอกว่าแต่ก่อนมีขายในไทยด้วยแต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว ว่ากันว่าเป็นช็อกโกแลตระดับท็อปๆ ของโลกเลยล่ะ ว่าแล้วเพื่อนก็เดินเข้าไปซื้อมากินเป็นสตรอเบอร์รี่จุ่มช็อกโกแลต เพื่อนแบ่งให้กินชิ้นนึง พอกัดปุ๊บ หูยยยยย นี่มันสุดยอดช็อกโกแลต! คารวะสามจอก lol (ขนาดเราไม่ชอบกินช็อกโกแลตยังติดใจเลยอะ)




ไอศกรีมร้านนี้อร่อยค่ะ สกูปใหญ่มาก



Waffle





เดินเล่นจนหนำใจแล้วก็ยังมีภารกิจที่้เค้าบอกกัน (อีกแล้ว) ว่าถ้าไม่ทำถือว่ายังมาไม่ถึง Brussels นั่นก็คือการกินหอยแมลงภู่! อันนี้น่าจะจริงเพราะบริเวณรอบๆ Grand Place นี่ขายกันให้พรึ่บเลยค่ะ จากเด็กฉี่เราเลยเดินกลับไปที่ town square ก่อนแล้วก็เดินเข้าซอยไปกินแมลงภู่ หาไม่ยากค่ะ ร้านเต็มไปหมดเลย เราก็เลือกสุ่มๆ เอา ร้านที่เราไปกินชื่อ Le Bourgeois ค่ะ



ร้านอยู่ในซอยนี้แหละ

เนื่องจากตอนนั้นเหลือเวลาไม่เยอะแถมโปสการ์ดก็ไม่ได้เขียนบวกกับไม่กินหอยแมลงภู่เลยปล่อยให้เพื่อนกินเต็มที่เลยค่ะ ส่วนเรานั่งปั่นโปสการ์ดมือหงิก lol (เป็นแบบนี้ทุกทริปเลย) ถามเพื่อนเพื่อนบอกว่าหอยแมลงภู่อร่อยดีค่ะ

กินกันเสร็จแต่ภารกิจยังไม่เสร็จ เหลืออีกหนึ่งที่ต้องไปนั่นก็คือ Atomium ค่ะ ไปไม่ยาก 30 นาทีจากบริเวณ Grand Place by metro ลงสถานี Esplanade ค่ะ metro ที่นี่แปลงร่างเป็น tram ได้ด้วย เจ๋งมากกก (จริงๆ ที่อื่นก็เป็น 555)



ทางเดินตอนแรกจะรู้สึกว่าแบบนี่มาถูกป่าวเนี่ย 5555 จะเป็นถนนแบบรูปข้างบนเลยค่ะ ให้เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเจอเอง



เห็นอยู่ไม่ไกลแล้ว :)



สวนข้างทางไป Atomium





restaurant ค่ะ ออกแบบเก๋ดี



Atomium แบบใกล้ๆ

Atomium นี่มีลูกกลมๆ ทั้งหมดเก้าลูกค่ะแทนจำนวนเมืองทั้งหมดเก้าเมืองใน Belgium แต่ลูกเชื่อมกันด้วยลิฟต์ ขึ้นชมได้ค่ะแต่ตอนที่เราไปเค้าปิดพอดี T___________T







สวนแถว Atomium

พอไม่ได้ขึ้นดูก็เลยเดินเล่นแถวนั้นสักพักค่ะแล้วก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วก็ไปเจอกับเพื่อนอีกหนึ่งคนที่ Midi Train Station เพื่อนั่งรถไฟ Luxembourg ด้วยกันค่ะ ตอนนี้คณะทัวร์ Easter Trip ของเรามีสมาชิกทั้งหมดห้าคนแล้วค่ะ :)

เจอกันตอนหน้าที่ Luxembourg นะคะ บ๊ายบายยย ^^



Create Date : 27 มิถุนายน 2556
Last Update : 4 กรกฎาคม 2556 4:05:44 น.
Counter : 556 Pageviews.

0 comment
Charming Bruges*
สวัสดีค่ะ :)

ครั้งนี้จะพาทุกคนไปเที่ยวเมือง Bruges ค่ะ พร้อมแล้วตามมาเลย!

หลังจากที่เราและเพื่อนขึ้นรถไฟที่ Amsterdam ก็มาถึงเมือง Bruges ตอนประมาณเที่ยงคืนได้ค่ะ อารมณ์ตอนนั้นคือง่วงมากและที่นี่ที่ไหน? สติไม่ค่อยอยู่กับตัว 555 Central Station ที่นั่นสว่างมากๆ เที่ยงคืนแล้วไม่มีคนเลยแต่สว่างมาก เปิดไฟแบบไม่กลัวเปลือง Smiley เลยค่อนข้างอุ่นใจว่าคงไม่มีอะไรอันตรายแน่นอน เพื่อนเราจองโรงแรมไว้อยู่แถว Central Station แต่ไม่แน่ใจพิกัดที่ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหนก็เลยลองเดินๆ หากัน จำได้ว่าเดินหากันนานมาก เดินลากกระเป๋าไปมา เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง โรงแรมอยู่ไหน???? จนสุดท้ายก็หาเจอ โรงแรมแอบไปอยู่บนเขานู่นแหนะ (จริงๆ ไม่ไกลจาก Central Station เลยค่ะ ออกมาด้านหน้าประตูแล้วหันขวาก็จะเห็นเนิน เดินขึ้นไปก็ถึง)



เห็นมะ สว่างจริงๆ นะ

เราจำชื่อโรงแรมไม่ได้อะค่ะว่าชื่ออะไร เข้าใจว่าน่าจะเป็น budget hotel นะแต่ห้องพักนี่โอเคเลยแหละ สะอาดแต่แคบไปหน่อย wifi ต้องซื้อชั่วโมงเอา ที่อึ้งที่สุดคือห้องน้ำอยู่ในห้องพัก (ก็ปกตินี่นา) คือไปอึ้งตรงที่ห้องน้ำมันเป็นกระจกใสอะค่ะ O.o แล้วก็จะมีสติ๊กเกอร์ปิดตรงกระจกแต่ปิดไม่ทั่วอะ ปิดแค่ตรงกลางของกระจก วาบหวิวมั่กๆ Smiley

พอเช้ามาก็ไปรับเพื่อนอีกคนที่ Central Station กลายเป็นว่าตอนนี้ในกลุ่มเที่ยวมีกันทั้งหมดสี่คน พาเพื่อนเอาของไปเก็บที่โรงแรมก็เริ่มออกเที่ยวใน Bruges ค่ะ :)



ก่อนที่จะมาเมืองนี้เราแบบ no clues มากๆ ที่นี่ที่ไหน? สำคัญยังไง? มีอะไรเที่ยวบ้างคือแบบ blank สุดๆ ดีนะที่มากันหลายคนเลยมั่วได้แบบมั่นใจ lol ก็เดินตามสัญชาตญาณเอาค่ะ อยากไปซ้ายก็ซ้าย ไปขวาก็ขวา ที่ยุโรปจะดีอย่างตรงที่ว่าเที่ยวง่าย ถ้าเราเข้าไปถึง Center ของเมืองๆ นั้นเราก็จะเดินเที่ยวได้แทบทั่วแล้วค่ะ ส่วนที่ Bruges เราประทับใจมากๆ อย่างนึงคือที่นี่มี wifi ฟรีทั่วเมือง! ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องใส่รหัส แค่ join network ก็เล่นได้แล้ว ประทับใจที่สุดเพราะเมืองอื่นไม่มี 5555



ที่นี่เมืองสวยและเป็นเอกลักษณ์มากๆ ค่ะ บ้านที่นี่น่ารักมากอะ เห็นแล้วกรี๊ด อยากย้ายมาอยู่ lol มันดูเป็นเมืองชิคๆ น่ารักสดใสอะค่ะ เดินเล่นได้ทั้งวันแบบไม่เบื่อเลย ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่า Bruges เนี่ยเป็นเมืองมรดกโลก! มิน่าล่ะน่าเที่ยวชะมัด ตอนที่ไปยังไม่รู้จักเลยแต่พอเรากลับมาเมืองไทยกลับเห็นทุกคนไปเที่ยวเมืองนี้เราเลยงง สรุปว่าเมืองนี้เพิ่งมาบูมตอนเรากลับมาแล้วหรือว่าดังมาตั้งนานแล้วแต่เราไม่รู้จักเอง - -"







เห็นโบสถ์แปลว่าใกล้ถึงใจกลางเมืองแล้ว :D



บ้านน่ารักเนอะ คิดเหมือนกันใช่ม้า? :D



เดินไปเดินมาจนเกือบจะบ่ายโมงแล้วยังไม่ได้กินอะไรเลย บอกได้คำเดียว หิวข้าววววววว เพราะตอนเช้าไปนั่งกินจุบจิบที่ร้านกาแฟใน Central Station รอเพื่อนมา พอดีแถวนั้นมีร้านอาหารกลางแจ้งค่ะ ดูน่ากินดีก็เลยชวนกันไปกินที่ร้านนี้แหละ



สังเกตมาหลายเมืองจนมั่นใจว่าทุกเมืองในยุโรปต้องมีร้านกลางแจ้งแบบนี้แน่นอน lol เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมของเค้าด้วยอะค่ะ ฝรั่งนี่ชอบแดดกันมากๆ ยิ่งวันไหนแดดเปรี้ยงนะ ที่นั่งนอกร้านนี่โดนฝรั่งจับจองกันหมด ไม่กลัวแดดกันสักนิด ส่วนเด็กไทยอย่างเราก็สบาย นั่งในร้านไม่ต้องแย่งกับใคร Smiley



โครเกต์ค่ะ จำไม่ได้ว่าไส้อะไร จำได้อย่างเดียวว่าอร่อย ฮิๆ



ซุปกุ้งลอบสเตอร์ อร่อยโคดดดดดดดด (ของเพื่อนค่ะ แอบชิมไปนิดนึง แหะๆ)



ปลาหมึกชุบแป้งทอด (Calamari)

พอกินกันเสร็จแล้วก็เดินแถวนั้นต่อค่ะ ถึงตอนนี้คือชอบ Bruges มากๆ ชอบบ้านเมืองเค้าอะมันดูสวยแล้วก็สงบเหมาะกับคนอินดี้แบบเราดี 555 เดินไปไม่ไกลจากที่ร้านก็เจอร้านข้างล่างนี้



ร้านนี้น่ารักมากกกกก ได้ใจเราไปเต็มๆ ไม่รู้ว่าเป็นร้านดังรึเปล่าเพราะไปดูรูปในเฟซบุ๊กเพื่อนคนอื่นก็มาถ่ายรูปร้านนี้เหมือนกัน 5555 ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ลองชิมหน่อยซิว่าอร่อยป่าว



จัดเต็ม!



Belgium เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง Chocolate, pancake แล้วก็ waffle มากๆ (ช็อกโกแลตนี่มั่นใจแต่สองอันหลังเติมเอาเอง เห็นขายกันเยอะ Smiley) ตอนที่ไปเป็นช่วง Easter พอดีก็จะเห็นแต่ช็อกโกแลตรูปกระต่ายกับไข่อีสเตอร์เต็มไปหมดเลย ร้านช็อกโกแลตเยอะมากกกกกกกก เรียงกันเป็นตับ ไม่รู้เลยว่าร้านไหนอร่อยเลยสุ่มมั่วเดินเข้าเอา 5555 เค้าจะขายเป็นชิ้นๆ ค่ะ ให้เราเลือกตามสบายแล้วก็แยกประเภทแล้วก็คิดตามน้ำหนัก เราไม่กินช็อกโกแลตเลยซื้อมานิดเดียว (อ่าว) แหะๆ ซื้อมาลองชิมดูเฉยๆ









รูปข้างบน ขวามือคือโบสถ์ค่ะ กว้างใหญ่พอสมควรแต่เราเดินไม่ทั่วนะ 



ตู้ไปรษณีย์สุดคลาสสิค :)





จักรยานเต็มเลย เห็นแล้วรู้สึกดี :)



ไอติมวอลล์ที่นี่เรียก OLA



คนเริ่มเยอะ ใกล้ถึง town square แล้วค่ะ



ถึงแล้ว!!!! :D :D :D :D :D ครึกครื้นสุดๆ





ตึกสวยแบบมีเอกลักษณ์ดีเนาะ :)







ร้านขายยา

เดินเล่นแถว town square จนหนำใจแล้วก็เดินไปหาร้านกาแฟนั่งกินขนมกันค่ะ ทุกคนสั่งของกินหมด นั่งกินรอเวลาขึ้นรถไฟไป Brussels เย็นนี้ ส่วนเราสั่งโกโก้ร้อนอย่างเดียวและอุทิศเวลาทั้งหมดนั่งปั่นโปสการ์ด 55555

เหมือนทุกคนจะรอให้เราเขียนโปสการ์ดเสร็จก็จ่ายเงินแล้วก็เดินกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมกัน (เราเป็นคนที่เขียนโปสการ์ดเก่งมาก กล่าวคือพื้นที่อันน้อยนิดของโปสการ์ดเราสามารถนำเรียงความหนึ่งเรื่องใส่เข้าไปได้ ใครเห็นก็ตกใจ ถามกันหมดนี่เขียนโปสการ์ดหรือเขียนเรียงความ lol) ระหว่างทางก็ไปเจอสวนสาธารณะค่ะ สวยดีนะ มีดอกทิวลิปด้วย หูยยยยย นี่ชั้นถ่อไป Keukenhof เพื่ออะไร ที่นี่ก็มี - -"











แล้วก็ติดลมนั่งเล่นถ่ายรูปกันเพลินเลยค่ะ อากาศก็ดี ฮิๆ จนได้เวลาก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมเพื่อนั่งรถไฟไป Brussels เย็นนี้ค่ะ แล้วเจอกันใหม่ที่ Brussels นะคะ บ๊ายบายยยย :)



Create Date : 21 มิถุนายน 2556
Last Update : 21 มิถุนายน 2556 4:46:14 น.
Counter : 326 Pageviews.

0 comment

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)