<{การเข้าถึงธรรมสูงสุดแห่งปุถุชน}>


                พุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้รู้ยิ่งในกฎแห่ง “ไตรลักษณ์” ไตรลักษณ์คืออะไร.."ไตร" ที่แปลว่า สาม "ลักษณ์" ก็คือ ลักษณะ ไตรลักษณ์คือ... ลักษณะ ๓ ประการ มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ซึ่งเราเรียกว่า สามัญลักษณะคือ... กฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง อันได้แก่

อนิจจลักษณะ ความไม่เที่ยงทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา...

ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ คือมีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป...

อนัตตลักษณะ ความที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ไม่สามารถบังคับให้ยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไปและไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามที่จิตใจปรารถนาเป็นต้น...

พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ตื่นแล้วจากความเขลาทั้งหมดทั้งมวลเป็นผู้เบิกบาน สว่างไสว ไร้ซึ่งรอยมลทินใดๆ ทรงไม่เศร้าหมอง ไม่ขลาดกลัวไม่หวั่นไหว ไม่สะดุ้ง ไม่ต้องระวังภัย ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดๆอีกแล้ว.. พระองค์ทรงเป็นผู้ปลดเปลื้องตนจาก“กิเลส” ทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วยตัวของพระองค์เอง ทั้ง “อนุสัยกิเลส” และ “อาสวะกิเลส”

อนุสัยกิเลสคือ กิเลสที่นอนเอยู่ในจิตไม่ปรากฏตัวออกมา เป็นกิเลสที่ละเอียดที่สุดซึ่งแม้จะไม่ปรากฏแต่ก็เป็นเหตุให้กิเลสระดับอื่นๆเกิดขึ้นได้ อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสที่มีกำลังที่ยังละไม่ได้ จะสามารถละได้ก็ด้วยปัญญาระดับมรรคจิต

อนุสัยมี ๗ จำพวก อันประกอบด้วย...

๑. กามราคานุสัย หมายถึง โลภะ ความติดข้องในกาม

๒. ปฏิฆานุสัย หมายถึง โทสะ ความโกรธ

๓. ทิฏฐานุสัย หมายถึง ความเห็นผิด

๔. วิจิกิจฉานุสัย หมายถึง ความสงสัย

๕. มานานุสัย หมายถึง ความถือตัวความสำคัญตัว

๖. ภวราคานุสัย หมายถึง โลภะ ความติดข้องในภพ

๗. อวิชชานุสัย. หมายถึง โมหะความไม่รู้

ตัวกิเลสนั้นก็คือ...สิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจแล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว เป็นสิ่งที่เกาะติดจิตใจของเรา ทำให้จิตใจของเราเปรอะเปื้อนสกปรกแต่กิเลสที่หมักดองอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์มากที่สุดก็เห็นทีจะเป็น อาสวะกิเลส

อาสวะกิเลสคืออกุศลธรรมชนิดหนึ่งที่มีสภาพหมักหมมไว้ในขันธสันดาน เป็นกิเลสอย่างกลางทีเกิดขึ้นในจิตใจแต่ยังไม่ล่วงออกมาทางกายหรือวาจา ส่วนกิเลสที่ล่วงออกมาแล้วทางกาย วาจาถือเป็นกิเลสอย่างหยาบ

อาสวะมี ๔อย่าง มีดังนี้คือ...

กามาสวะ หมายถึง ความยินดีในกาม ได้แก่ โลภเจตสิกที่เกิดกับโลภมูลจิต ดวง

ภวาสวะ หมายถึง ความยินดีในภพ ได้แก่ โลภเจตสิกที่เกิดกับโลภทิฏฐิคตวิปปยุตต์ ดวง

ทิฏฐาสวะ หมายถึง ความเห็นผิด ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่เกิดโลภทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ดวง

อวิชชาสวะหมายถึง ความไม่รู้ ได้แก่ โมหเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง

ทั้ง ๔ประการนี้ เป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด และเป็นอกุศลธรรม ที่จะต้องละได้ด้วยปัญญานอกเหนือจากพระพุทธองค์แล้วบุคคลที่จะละอาสวะได้ทั้งหมดอย่างเด็ดขาด ก็เห็นทีจะมีเพียงแต่พระอรหันต์เท่านั้น แต่กว่าจะไปถึงการเป็นพระอรหันต์ก็จะต้องมีการดับอาสวะเป็นไปตามลำดับขั้น กล่าวคือ ทิฏฐาสวะ พระโสดาบัน ดับได้... ความยินดีพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเป็นกามาสวะ พระอนาคามีดับได้... ส่วน ภวาสวะ และอวิชชาสวะ พระอรหันต์ ดับได้... ซึ่งเมื่อสรุปโดยรวมแล้วก็คือพระอรหันต์เท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ดับอาสวะกิเลสทั้งสิ้นทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด

สำหรับปุถุชนคนสามัญธรรมดาเช่นเราๆท่านๆทั้งหลายแม้จะมีธรรมไม่ถึงขั้นเทียบชั้นพระอรหันต์แต่เราก็สามารถบรรลุธรรมชั้นโสดาปัตติผลได้ หากแต่เราต้องเข้าใจในธรรม ศึกษาและเพียรปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์สามข้อให้ได้เสียก่อน นั่นคือ... การละสักกายทิฏฐิ การละวิจิกิจฉา การละสีลัพพตปรามาส

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ อย่าง คือ...

โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่

๑. สักกายทิฏฐิ คือการมีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง

๒. วิจิกิจฉา คือการมีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

๓. สีลัพพตปรามาส คือ การมีความถือมั่นในศีลพรตโดยสักแต่ว่าจะทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตรหรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย

๔. กามราคะ คือ การมีความติดใจในกามคุณ

๕. ปฏิฆะ คือ การมีความกระทบกระทั่งภายในจิตใจ

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง5 ได้แก่...

๖. รูปราคะ คือ การมีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน

๗. อรูปราคะ คือ การมีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย

๘. มานะ คือ การมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน

๙. อุทธัจจะ คือ การมีความฟุ้งซ่าน

๑๐. อวิชชา คือ การมีความไม่รู้จริง

สรุปเป็นลำดับขั้นแห่งการบรรลุธรรมคือ...

พระโสดาบัน ต้องละสังโยชน์3 ข้อต้นได้ คือหมดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้หมดจดโดยสิ้นเชิง

พระสกทาคามี ต้องปฏิบัติสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงได้

พระอนาคามี ต้องละโอรัมภาคิยสังโยชน์หรือสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมดจดโดยสิ้นเชิง

พระอรหันต์ ต้องละสังโยชน์ทั้งสังโยชน์เบื้องต่ำและสังโยชน์เบื้องสูงได้ทั้ง๑๐ ข้อ หมดจดโดยสิ้นเชิง

การได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมจึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้น ที่จะเดินก้าวย่างดำเนินตามรอยบาทแห่งองค์พระพุทธศาสดาอันเป็นหนทางของผู้อาจหาญ และย่อมเป็นธรรมดา ที่เมื่อบังเกิดสิ่งที่ประเสริฐดีเลิศก็ต้องบังเกิดหมู่มารเข้ามาพล่าผลาญผจญ เพื่อเป็นบททดสอบแห่งการพิสูจน์ความแน่วแน่แท้จริงในการปฏิบัตินั้นๆ

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนเอาไว้ถึง “โยนิโสมนสิการ” ว่าคือการทำในใจโดยแยบคาย กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การพิจารณาโดยแยบคายคือพิจารณาเพื่อเข้าให้ถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นสภาวะตัวตนและมองเห็นความสัมพันธ์แห่งมูลเหตุปัจจัย ตริตรองให้รู้จักสิ่งดีชั่ว ยังซึ่งกุศลธรรมให้บังเกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบที่ควรโดยยับยั้งการเกิดของอวิชชาและตัณหา ให้มีความรู้จักคิด มีความคิดที่ถูกวิธีด้วยการใช้ปัญญาอันบริสุทธิ์ค้นหาวิธีการต่างๆเพื่อให้การศึกษาธรรมนั้นบรรลุผลสำเร็จดังจิตมุ่งหมาย และในก้าวแรกแห่งการเจริญรอยตามแนวทางของพระพุทธองค์จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความเข้าใจ และเข้าถึง ต้องมีความระเอียดรอบคอบ คือต้องเรียนรู้และปฏิบัติในศีลห้าข้อของปุถุชนให้ได้หมดจดบริบูรณ์เสียก่อนจึงจะสามารถไต่เต้าเข้าสู่ธรรมชั้นสูงอื่นๆในพระพุทธศาสนาหากแม้นว่าศีลห้ายังไม่บริบูรณ์ ก็ยากที่เราจะเข้าใจถึง “โลกุตรธรรม” ได้ แม้ว่าจะผ่านการศึกษาในระดับสูงๆมาหรือจบการเรียนการสอนด้านพระพุทธศาสนามาโดยตรงก็ตาม เพราะโลกุตรธรรมเป็นธรรมที่พ้นวิสัยแล้ว เข้าใจได้โดยการเจริญธรรมในชั้นจิตที่ต้องยกระดับให้สูงศึกษาศีลห้าเพียงตามคำแปลหรือตำรับตำราเท่านั้นยังคงไม่พอต้องเอาจิตที่ยกระดับแล้วขึ้นมาศึกษาด้วย จึงจะสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้และไม่ว่าเราจะเรียนสูงมาสักปานใด ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนามามากมายสักเพียงไหนหากแต่ถ้าเรายังยึดติดอยู่ในธรรมชั้นโลกก็ไม่มีโอกาสจะยกระดับจิตเข้าสู่โลกุตรธรรมได้และถ้ายิ่งเป็นผู้ยึดติดในตัวตนบุคคล ยกตนข่มท่าน ตั้งมั่นในตนเอง แล้วเที่ยวดูหมิ่นพระสงฆ์องค์เณรหรือบุคคลอื่นก็ยิ่งจะไม่มีวันรับรู้และเข้าถึงโลกุตรธรรมอันเป็นธรรมชั้นสูงได้เลย

หากเรามีความมุ่งมั่นที่เข้าถึงในโลกุตรธรรมก็จะต้องน้อมนำเอาโยนิโสมนสิการมาใช้เสียก่อน รวมถึงพยายามขจัดมารที่อยู่ในจิตของตนอันเกิดมาจากอาสวะกิเลสออกไปให้ได้โดยหมดจดด้วยการทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆทั้งหลายทั้งปวงจิตที่จะศึกษาระดับธรรมชั้นสูงต้องเป็นจิตที่ลอยได้ คือเป็นจิตที่เบา และวางแล้วจึงจะสามารถเรียนรู้ เข้าใจ และสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงของปุถุชนได้ในที่สุด...




Create Date : 29 พฤษภาคม 2555
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 11:33:56 น.
Counter : Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
เนรัญชลา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



http://www.facebook.com/hunsakitchen

บริการรับจัดทำข้าวกล่องส่งทัวร์ ท่องเที่ยว ทัศนะศึกษา ประชุม อบรม สัมมนา และงานต่างๆ ในพื้นที่อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี รับจัดทำขั้นต่ำ 100 กล่อง (พิเศษเฉพาะในเขต จ.อ่างทอง รับออเดอร์ขั้นต่ำตั้งแต่ 50 กล่องค่ะ) ค่าจัดส่งคิดตามระยะทางนะคะ สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 089-8208562
MY VIP Friend