|
|
|
ความทรงจำของหัวใจที่ปลายทะเล
"ความทรงจำของหัวใจที่ปลายทะเล" เป็นนิยายแปลจากภาษาจีนของสนพ.แจ่มใส ฉันอ่านจบเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว
ครั้งแรกที่เห็นหน้าปก สมองก็รู้สึกสองจิตสองใจว่าจะอ่านจบไหมนี่ เพราะเวลาอ่านหนังสือแปลไม่ว่าจะมาจากภาษาอะไร ฉันมักจะมีปัญหากับการจำตัวละครที่ไม่คุ้นหูและคุ้นปาก
แต่ก็แปลกดีที่เวลาดูหนังโรแมนติกพวกนี้กลับไม่รู้สึกขัดในชื่อตัวละคร บางทีความพยายามอ่านหนังสือของฉันมันคงน้อยมากกว่า เอาแค่นิยายไทยที่เช่ามาจากร้านก็อ่านไม่จบอยู่หลายเล่ม
เอ๊ะ ฉันจะบ่นแบบนี้ไปอีกนานไหมนะ รีบเข้าประเด็นกันดีกว่า
หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องราวของ 4 คน แบ่งเป็นชาย 2 หญิง 2 ที่จะเน้นย้ำไปที่การได้ "รัก" และ "ถูกรัก" เป็นสำคัญ
บอกแค่นี้ก็คงจะเดาออกแล้วว่า เรื่องมันต้องเป็นความรักหลายเส้า กลิ่นน้ำเน่าลอยปนกลิ่นทะเลมาตุๆ แล้วหนังสือเล่มนี้มันจะออกมาแบบซีรีส์ "ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า" ไหมนะ
พระรอง เตฮวาฆ่าตัวตายเพื่อมอบดวงตาให้กับนางเอก จุงซู ความรักทำให้คนเราทำได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ
หน้าแรกของความทรงจำที่ปลายทะเล เปิดเรื่องด้วยหญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศกรีซ แต่เธอต้องมาเจอกับเพื่อนชายร่วมทางที่ดูแล้วก็ไม่มีทางจะเข้ากันได้ตั้งแต่แรก
ฝ่ายหญิงเป็นนักเรียนทุนดนตรี มีความรู้และลึกซึ้งกับคำว่าศิลปะ เพราะฉะนั้นการที่เธอฝันจะโบยบินจากเซี่ยงไฮ้มาแดนเทพนิยายก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันแปลกตรงที่เธอต้องมาคนเดียวเพราะพี่ของเธอไม่ว่างนั่นแหละ ทำให้เธอต้องจำใจจำยอมมาเป็นคู่หูกับชายแปลกหน้าอีกคน
ฝ่ายชาย นอกจากจะไม่มีความรู้ในเรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ ยังไม่มีความสนใจในเรื่องพวกนี้อีกต่างหาก แล้วหมอนี่มากรีซทำไม
คำตอบคือ หมอนี่ทำงานผิดกฎหมายเล็กๆน้อยๆ มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง กลัวว่าพ่อจะเอาไปใช้ซะก่อน หมอไม่ยอมเลยต้องหาทางเอาเงินมาผลาญเล่น แล้วก็ไปได้ตั๋วมาอีกต่อจากพี่ของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นนางเอกนั่นแหละ
สองคนนี้ไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่นั่งเครื่องบินมาด้วยกันแล้ว ถึงที่พักก็ต้องแยกกันอยู่ห่างๆตามธรรมเนียมของคนแปลกหน้า แถมไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกอีกต่างหาก
ฝรั่งเจ้าของบ้านพักเลยเข้าใจผิดคิดว่า ทั้งสองมีปัญหากัน แถมไปตำหนินางเอกด้วยว่าชาวกรีซเค้าถือมากว่าต้องดูแลเพื่อนร่วมทางให้ดี
นายโจรกระจอกเลยได้เข้าไปนอนห้องเดียวกับนางเอกมั้ง แต่ก็แค่ตรงโซฟานะ แถมก็ไม่ได้ดีใจอะไรนักหนาด้วย เพราะต่างฝ่ายต่างเกลียดกันมากว่าจะรู้สึกพิศวาสขึ้นมา
หลังจากนั้น ทั้งสองคนเกิดผลัดหลงกันในระหว่างเที่ยว นายโจรกระจอกก็ไปเจอกับหญิงชาวจีนซึ่งเป็นนางรองหรือตัวอิจฉาของเรื่องนั่นแหละ ก็เลยได้รู้จักกันและพึ่งพาช่วยเหลือ
ส่วนนางเอกก็ไปเจอกับพระเอกชาวจีนเหมือนกันอีกนั่นแหละ อะไรมันจะบุพเพอาวะวาดได้ขนาดนั้น แล้วทั้งคู่ก็เริ่มคบหากัน คุยถูกคอเรื่องดนตรี ศิลปะ กวี ร่วมเล่นเปียโน และมอบหัวใจให้กันและกัน
แต่เรื่องมันไม่จบง่ายๆแค่นี้รอง ก็พระเอกน่ะจะถูกแม่ตัวเองจับให้แต่งงานกับนางอิจฉาอยู่แล้ว ความรักมันจะสมหวังได้ง่ายๆหรือ
แน่นอนว่ามันไม่เป็นแบบนั้น
พระเอกกับนางเอกพลัดพรากกันหลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน นายโจรกระจอกก็เริ่มมาสนิทสนมกับสาวเจ้าในช่วงเวลาที่กลับมาอยู่เซี่ยงไฮ้ โดยที่ฝ่ายหญิงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าหมอนั่นเริ่มชอบตัวเองเข้าให้แล้ว แถมอีตานี่ก็พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการหาอาชีพที่คนปรกติเค้าทำกัน
แล้วหมอนี่ก็เป็นที่พึ่งของนางเอกได้หลายครั้ง ซึ่งสลับกันกับตอนอยู่กรีซที่นายโจรกระจอกมักจะหาเรื่องปวดหัวมาให้ จนได้ฉายาว่า เจ้าเคราะห์ แต่นางเอกก็มีฉายาว่า ยัยแซ่กวาน และทั้งคู่ไม่เคยเรียกชื่ออีกฝ่ายดีๆจนเกือบจะถึงตอนจบของเรื่อง
ถึงตรงนี้เราก็จะได้เห็นภาพความรักแบบหลายเส้า พระเอกกับนางเอกรักกัน แต่ติดขัดเรื่องครอบครัวของฝ่ายชายที่อยากให้ลูกแต่งงานกับนางอิจฉา เพราะความก้าวหน้าทางธุรกิจ ซึ่งยายตัวอิจฉาก็แอบรักพระเอกข้างเดียว แต่ก็พยายามจะใช้ความรักเอาชนะใจก้าวผ่านคำว่า "พี่ชายกับน้องสาว" ให้ได้
ส่วนนายโจรกระจอก แม้ว่าจะสนิทสนมกับนางเอกแล้ว แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่คำว่าเพื่อนแค่นั้น
เธอว่าเรื่องนี้มันจะจบแบบไหน ลองไปอ่านเอาเองดีกว่า มันมีความเน่าในเรื่องนี้หลายอย่าง ซึ่งถ้าเล่าให้ฟังแล้วมันคงจะหมดอรรถรสไปจม โดยเฉพาะพลอตเรื่องที่ทำให้ความรักของ 4 คนนี้มันลงเอยยากเย็นเหลือเกิน
เธอคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว หนังสือเรื่องนี้มันจะจบแบบสมหวังไหม
ฉันคงไม่ตอบคำถามนี้ เพราะฉันเองก็งงๆอยู่ว่าจบแบบนี้เค้าเรียกว่าแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งดี
แต่มีบางอย่างที่สะดุดและจะเอามาเล่าให้ฟังบ้างก็คือ การเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้แปลกดี คือ ใช้ตัวละครหลักทั้ง 4 ตัวนั่นแหละผลัดกันเล่าเรื่อง เหมือนบันทึกเรื่องบ่นในชีวิตประจำวัน แล้วเราก็เอาคำพูดของตัวละครแต่ละตัวมาต่อเป็นเรื่องราว
ส่วนเรื่องฉากประกอบนั้น แม้ว่าเหตุการณ์เริ่มต้นจะเกิดที่กรีซ แต่เค้าก็ไม่ได้เขียนบรรยายถึงความงามของทะเลอีเจียน สถานที่ท่องเที่ยวของแดนเทพนิยายเลย
เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าจะเจอพรรณาโวหารสวยๆถึงฉากในกรีซล่ะก็ เธอคงจะผิดหวังมากทีเดียว
เรื่องนี้เน้นการบรรยายความรู้สึกของตัวละครเป็นหลัก ความสุขที่ได้รัก ความรู้สึกที่ถูกรัก ความสมหวัง ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่บางครั้งต้องทำตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง
ด้วยความซีเรียสพอสมควรของเนื้อหา หนังสือเล่มนี้จึงผิดกับเรื่องอื่นๆของสนพ.แจ่มใสที่เป็นนิยายเกาหลีอินเตอร์เน็ตเสียส่วนใหญ่ สัญลักษณ์หน้าคน
^^" ^_^ Y_Y T_T \^0^/ - - "
เลยไม่มีในหนังสือเล่มนี้ เพราะคงเหมาะกับแนว romantic comedy มากกว่า
อ้อ อีกอย่างคือหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างบางนะ อ่านวันเดียวก็น่าจะจบ แต่ฉันก็โม้มาให้เธออ่านเป็นววรคเป็นเวรก็เพราะนิสัยไม่มีหางเสือนี่แหละ เล่าไปเหมือนคนหาทางลงไม่เจอ
บางตอนของเรื่องนี้นะ มีแค่ 2 หน้ากระดาษเอง แถมจัดหน้าแบบทิ้งสเปซค่อนข้างเยอะด้วยนะ เพราะฉะนั้นการเดินเรื่องก็เลยจะไม่อืดอาด ตัดส่วนหยุมหยิมที่ไม่จำเป็นออก เป็นเรื่องสั้นนั่นแหละ ฉันไปใช้คำว่านิยายแปลในตอนแรกได้อย่างไรนี่ ทำให้เข้าใจยากไปเปล่าๆปลี้ๆ
เฮ้อ.....
มีประโยคหนึ่งในหนังสือที่น่าสนใจ ได้เปรียบเปรยถึงประเทศที่คุณจะต้องไปให้ได้ก่อนตายคือ กรีซและอินเดีย ตาข้างหนึ่งดูสววรค์ ตาอีกข้างหนึ่งดูนรก เค้าว่าอย่างนั้น
เฮ้อ...ครั้งที่สอง
ชาตินี้ฉันคงไม่มีโอกาสไปพิสูจน์คำพูดที่ว่านี้หรอก
ใครเคยไปแล้วบ้าง
เล่าให้ฟังบ้างนะ
| Create Date : 29 พฤษภาคม 2549 |
| Last Update : 29 พฤษภาคม 2549 19:05:51 น. |
| |
|
|
|
|
มีเท่าไหร่ให้หมดเลย จุดชนวนสู่ ปีศาจ
เธอ.............(อิอิ ขึ้นต้นและลงท้ายคงเลียนแบบคอลัมนิสต์บางคนมา) ฉันเพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "มีเท่าไหร่ ให้หมดเลย" ของดำรงค์ อารีกุล มาเมื่อประมาณวันศุกร์ ฉันเลยเกิดอาการคันมือนึกอยากเขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ และฯลฯที่ดูแล้วว่าฉันจะต้องออกนอกเรื่องตามแต่มือจะพาไป
แต่ฉันก็จะเขียนไปแบบไม่มีหางเสือแบบนี้แหละ เพราะฉันสนใจแต่จะเขียน เขียน เขียน เขียน เขียน และเขียน โดยไม่คิดว่าจะต้องมีใครสนใจอ่าน
มันเหมือนกับตอนที่ฉันพูด พูด พูด พูด แล้วก็พูด โดยไม่สนใจว่าจะต้องมีใครฟัง ทุกวันนี้ฉันเองก็ยังต้องฟังตัวเองพูดอยู่เลย -*- ........มีเท่าไหร่ ให้หมดเลย..... หนังสือเรื่อง มีเท่าไหร่ ให้หมดเลย เปิดฉากมาด้วยเพื่อนรัก 2 คนซึ่งตั้งใจจะทำหนังด้วยกันเมื่อเรียนจบ แต่มีอยู่หนึ่งนาย ซึ่งต่อต้านกับความศึกษาในระบบ (ที่น่าเบื่อ) แบบเอาเป็นเอาตาย ทำให้เขาต้องลาออกมาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหา'ลัยชื่อดัง เพื่อไปทำงานเก็บเงินหาประสบการณ์ โดยไม่อินังขังขอบแม้แต่น้อย และยังหวังว่าเงินที่หามาได้จะช่วยให้เข้าได้ทำหนังในสักวันหนึ่งพร้อมกับเพื่อนรัก
หลังจากนั้น เขาก็ได้งานจากการฝากฝังของเพื่อนรักเป็น general เบ๊ ของโรงพิมพ์ของตะกูล แล้วเรื่องราวอันน่าสนุกก็เกิดขึ้นจากตรงนี้แหละ
ตัวเอกของเรื่องได้เรียนรู้งานการผลิตหนังสือไปเรื่อยๆ จนแทบจะสามารถทำงานครบวงจรได้เพียงลำพีง แล้วต่อมาก็ได้มีโอกาสวมรวยเป็นหนังเขียนผี ghost writer เพราะนักเขียนคนนึงตาย แล้วเขาก็ต้องไปเขียนต่อแบบตกกะไดพลอยโจน
ต่อมา เขาก็ได้เป้นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเรียงนามเป็นของตัวเอง ประสบความสำเร็จช่วงแรกพอสมควร ก่อนจะออกทะเลในตอนท้ายๆ และโรงพิมพ์มีปัญหาทำให้หนังสือต้องปิดตัวลง
อ้อ ฉันลืมพูดถึงตัวเอกอีกคน ก็คนที่สัญญาจะทำหนังด้วยกันนั่นแหละ ตอนหมอเรียนจบ หมดกลับบอกกับเกลอสนิทว่า "กันยังไม่พร้อมที่จะทำหนัง กันต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ รอหน่อยแล้วจะกลับมาทำหนังด้วยกัน"
ในระหว่างนั้นก็คือช่วงเวลาที่ตัวเอกอีกคนกำลังทำงานโรงพิมพ์นั่นแหละ
แต่เมื่อนายนักเรียนนอกกลับมา เขาก็ไม่ได้ทำหนังกับเพื่อนหรอก เพราะโรงพิมพ์มีปัญหาต้องมาดูแลกิจการต่อ และสัญญากับเพื่อนพระเอกที่ลุยงานหนังสือไปก่อนว่า รออีก 4 ปี
ส่วนพระเอกของเรื่องอีกคน เมื่อได้ยินดังนั้นก็เซ็งเข้าเส้น แต่ทำไงได้ เขาเลยหาทางออกด้วยการทำหนังสือการ์ตูนขาย ซึ่งให้เพื่อนตัวเองมีส่วนช่วยเหลือแค่การจ้างพิมพ์ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เพราะความแล้งน้ำใจอะไรหรอก แต่นั่นเป็นการที่เขาต้องการให้เพื่อนอีกคนสบายใจ และไม่ต้องเสียหายไปถึงภาพพจน์ของโรงพิมพ์ซึ่งรับงานให้กับสองแม่ลูก ราชนิกูลผู้สูงศักดิ์ แต่ต้องการทำหนังสือแฟชั่นอย่างยิ่งยวด
หนังสือเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยความสนุกของชีวิตคนทำหนังสืออย่างแท้จริง ฝ่ายตัวเอกชายก็ทำหนังสือการ์ตูน ซึ่งรวมไว้ด้วยนักเขียนการ์ตูนนิสต์ บุคลิกฮาๆแทบทุกคน
หนังสือเล่มนี้สนุกเพราะสูตรสำเร็จการรวมบุคลิกแปลกๆของตัวละคร ซึ่งดำรงค์ อารีกุล เขียนกี่ทีก็จะได้เรื่องอ่านขำๆและไม่เคยตกหล่นต่อมาตฐานของตัวเอง
ฉันว่าฉันรู้จักเค้าจากหนังสือขายหัวเราะใช่ไหมนะ ฉันเคยอ่านเรื่องสั้นของเขา และก็จำชื่อคนเขียนเรื่องสั้นในขายหัวเราะได้ไม่กี่คน อีกคนหนึ่งนั้นคือ อธิชัย บุญประสิทธ์
ที่ฉันชอบมากๆก็คืออารมณ์ขันของเรื่อง แต่ในนี้ก็มีมุขเสียดสี (satire) ซึ่งโดนใจฉันที่ชอบอ่านหนังสือและก็มีอาชีพเกี่ยวกับการทำหนังสือด้วย
มุขที่ว่านั้นคือ เอเจนซี่โฆษณาคือฐานนันดรที่ 5 (ฉันก้อยากจะหัวเราะ 5555) เหมือนกัน หนังสือพิมพ์ ไม่เคยเกรงกลัวใคร ฟันทุกอย่างได้แม้แต่นักการเมืองขี้ฉ้อ ตำรวจกังฉินสีเทา ทหารอาวุธครบมือ แต่หรนังสือพิมพ์จะไม่กล้าหือกับผู้ซื้อโฆษณาของตนเอง
เอเจนซีโฆษณา เลยกลายเป็นฐานันดรที่ 5 ด้วยประการฉะนี้
นอกจากนั้น ตัวเอกของเรื่องยังได้บอกถึงความน่าเบื่อหน่ายของการศึกษาในระบบ ซึ่งฉันก็เห้นด้วยแบบร้อยเปอร์เซนต์ แม้ว่าตัวเองจะฝืนเรียนจนจบในขั้นที่เขาได้กระดาษแผ่นนึงมาแปะฝาบ้านไว้โชว์กัน
แต่ฉันก็ไม่ได้ไปรับนะ ไปถ่ายรูปกับเพื่อนเฉยๆก็พอแล้ว
พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ฉันตั้งใจว่าจะกลับไปอ่านนังสือบาง ๆ อีกเล่ม ชื่อ "ปีศาจ" ของเสนีย์ เสาวพงษ์ (เขียนงี้ไม่รู้ถูกป่ะ) เพราะในเรื่องมีเท่าไหร่ ให้หมดเลย พูดถึงตัวละครตัวหนึ่งที่อ่านหนังสือเล่มนี้ไปทั้งน้ำตา ทั้งๆที่เด็กในยุคปัจจุบันเล่นเกมส์ ติดสื่อดิจิตอลกันไปหมดแล้ว
หนังสือ เรื่องปิศาจ ซื้อมาจากร้านหนังสือเก่าๆ และคิดว่าราคาไม่น่าเกิน 50 บาม เล่มค่อนข้างบาง พอๆกับขายหัวเรานั้นแหละมั้ง ผิดแต่ว่ามันไม่ใช่การ์ตูน และเนื้อหาค่อนข้างจะหนัก และฉันยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย ทั้งๆที่ซื้อมาเป็นปีแล้ว
แต่พอฉันอ่าน มีเท่าไหร่ ให้หมดเลย จบ เล่มขนาดเขื่องพอๆกับรหัสลับ ดาวินชี ที่เค้าฮิตอ่านกันกระมัง ฉันก็คิดว่าฉันต้องกลับไปอ่านหนังสือเรื่องปิศาจต่อให้ได้ ฉันเอง
| Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2548 |
| Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2548 19:39:40 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|