ไปงานศพครั้งแรก(ที่ญี่ปุ่น)
8/11/2009กลับจากไทยถึงนาริตะ แปดโมงกว่า นั่งกินกาแฟรอรถไฟ สามีก็เปิดมือถือโทรไปบ้านจะบอกพ่อว่ากลับมาแล้วแต่....พ่อบอกว่า คุณตา เสียแล้ว เมื่อวันที่ห้า ให้กลับบ้านด่วนเราสองคนกลับถึงห้องก็หมดแรงกันจริงๆ เลยขอกลับอีกวัน9/11/2009ช่วงเช้าสามีไปลางาน เราก็เก็บกวาดห้องรอบ่ายๆก็ไปบ้านที่ไซตะมะ เจอกันพร้อมหน้าพ่อ-แม่ ย่า และพี่ชาย ที่เดินทางมาจากโทยามะเคนแปลกใจ ทำไมแม่ไม่ไปที่บ้าน(ของตัวเองก่อนแต่งงาน)เพราะพ่อของตัวเอง(ตา) เสีย ก็คิดว่าแม่คงยุ่ง วุ่นๆอยู่แต่ไม่ใช่เลย เค้าบอกว่า แม่แต่งงานเปลี่ยนนามสกุลแล้วเป็นคนของบ้านนี้ งานศพ จะมีพรุ่งนี้ที่วัด ถ้าเราไปวันนี้จะเป็นการรบกวนงงๆ....10/11/2009ตื่นเช้ามากินข้าวนั่งดูทีวีกัน ตามปกติบ่ายสองก็ไป แต่งตัวใส่ชุดดำ แบบเป็นทางการหน่อยไปบ้านของคุณตา ซึ่งตอนนี้มี ยาย ลุง(พี่ชายแม่) และป้า อยู่พอไปถึงเขาก็เอาน้ำชาออกมาต้อนรับ พวกเราก็ไปจุดธูป เคารพศพ ที่ข้างโลงศพ ซึ่งเปิดให้ดูหน้าได้ด้วย(คล้ายหน้าต่าง) นึกไปคล้ายๆกับที่เคยเห็นในหนังเลย(เพิ่งเคยเห็นของจริง)แม่รีบไปเปิดดู สามีก็รีบไปดูบอกว่าไม่เจอคุณตานานแล้วบอกให้เราเข้าไป.....อึ๋ยยย...ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เรายังไม่เคยได้เจอกันเลยเคยเห็นแต่ในรูป แล้วตอนนี้จะให้ไปทักทาย...........ขอบายค่ะ....ขอดูอยู่ห่างๆดีกว่าพี่ชายก็ไม่ยอมเข้าไปดู บอกว่าเห็นแล้วจะร้องไห้(ส่วนเรา เห็นแล้วนอนไม่หลับแน่ๆ..)สี่โมงเย็น รถจากบริษัทรับจัดงานศพ(葬儀社sougisha)ก็มารับ ไปวัดเป็นรถขนาดที่ใส่โลงศพได้พอดี มีที่ล๊อคกันเลื่อนด้วยแล้วก็ให้คุณยาย นั่งไปข้างๆเป็นเพื่อนคุณตาพวกเราก็เดินไปวัดกันไปถึงก็ไปห้องรับรอง ดื่มชา กินเซมเบ้ ทักทายกันไปญาติคนอื่นๆก็ทยอยกันเข้ามาบริษัทจัดงานก็เอาโลงที่ใส่คุณตาไปจัดที่วางรูป จัดดอก เตรียมป้ายชื่อต่างๆถึงเวลาก็เชิญทุกคนมานั่ง ตามลำดับญาติแม่ พ่อ พี่ชาย สามี แล้วก็เรา แล้วก็ ป้าที่เป็นหลานคุณตาถัดๆกันไปแม่กับลุงนั่งคนละฝั่ง เพราะว่าเป็นคนละนามสกุลแล้ว ถือว่าเป็นคนนอกฝั่งทางลุงก็มี ยายนั่งคนแรก แล้วก็ลุง เมียลุง ลูกชายคนโต คนรอง ถัดๆกันไปแล้วพระก็เดินเข้าสู่พิธี สวดๆๆ ทุกคนจะไหว้ก็ตอนที่พระท่านเดินเข้ามา แล้วก็ พระท่านบอกเท่านั้นตอนที่ท่านสวด ไม่ได้ไหว้ แค่นั่งสงบฟังก็พอแล้วก็ไปเคารพศพ ทีละคน ตามลำดับเคารพแขก ไหว้ศพ หยิบเกร็ดธูปจากขวามือ โรยใน(คิดว่าขี้เถ้า) ด้านซ้ายมือ แล้วก็ไหว้ศพ เคารพแขก อีกทีส่วนคนที่ไม่ใช่ญาติ ก็อยู่นอกศาลาวัด มีเต้นท์ไว้รับรองเสร็จพิธี ก็ไปห้องจัดเลี้ยงมีเหล้า เบียร์ สาเก และชาชิมิ อาหารญี่ปุ่นต่างๆเริ่มพิธีด้วยพระท่านคุยกับคุุณลุงซึ่งเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ให้ทุกคนยกแล้วสาเก ที่ใส่เตรียมไว้แล้วนิดหน่อยยกดื่มพร้อมกัน เพื่อเป็นการเลี้ยงส่งคุณตาแล้วก็เริ่มทานอาหารกัน ลุง ป้า แม่สามี หลานๆก็ทยอยกัน รินเบียร์ เติมสาเกให้แขกตอนแรกเราก็ไม่ดื่ม แต่แม่สามีบอกว่า ทำไมไม่ดื่มล่ะคุณตาเป็นคนดื่มเหล้านะ เพื่อเป็นการส่งท่าน ควรจะดื่มเบียร์ด้วย(.....งานนี้ห้ามเศร้า (เค้าว่างั้น) ไอ้เศร้าน่ะ ไม่เศร้าหรอกค่ะ แต่ว่า งง....)สองทุ่มกว่า หมดเวลา กลับบ้านใครบ้านมัน11/11/2009วันนี้แม่ต้องไปบ้านโน้นแต่เช้า เพราะต้องใส่กิโมโนเรา สามี และพี่ชายไปวัด ตอนสิบเอ็ดโมง ทำพิธีคล้ายๆกับเมื่อวานแต่เครื่องแต่งกายของพระ ต่างจากเมื่อวานมากมาย(เสียดายที่เค้าห้ามถ่ายรูป)เสร็จพิธีทางพระ ก็ให้ไปพักที่ห้องน้ำชา เพื่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯจะได้จัดการ ขั้นต่อไป ซักพักพิธีกรก็เชิญกลับมาที่ห้องตรงกลางอีกครั้งคราวนี้ เปิดฝาโลงออก เด็ดดอกทุกดอกที่ประดับไว้ที่นั่นโดยเริ่มจากดอกสีขาวก่อน ให้ญาตินำไปวางไว้ให้คุณตาจากเท้าขึ้นไป จนถึงศรีษะ แต่ห้ามปิดหน้า.....ส่วนอิฉัน ขอวางแค่เท้าก็พอค่ะถัดมาก็เป็นดอกที่เป็นสีต่างๆ ให้ญาตินำไปวางอีกรอบแล้วพิธีการก็ประกาศว่า นี่คือการลาจากกันครั้งสุดท้ายแล้วขอให้ญาติทุกคนจ้องมองดูคุณตาไว้ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแอบเห็นคุณยาย (ซึ่งนิ่งมากๆ ตลอดงาน) เอาดอกไปวางที่หน้าอกให้คุณตาจ้องหน้าซักพักแล้วก็เอามือลุบแก้มท่าน แล้วก็เดินออกมาตอนนี้แหละที่คิดว่า เศร้าที่สุด...น้ำตามันจะไหล ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ญาติกัน ไม่เคยได้เจอกันแต่ ความเป็นคน เป็นสามี ภรรยา มันทำให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดออกมา..... จากนั้นบ่ายโมงกว่า ก็เคลื่อนย้ายคุณตาไปสู่ สถานที่เผาศพ(火葬場kasouba) โดยนำคุณตาขึ้นรถของบริษัทฯไปส่วนหลานชายคนโตก็นำรูปของคุณตา ขึ้นรถบัสที่บริษัทเตรียมไว้ให้ ไปกับญาติคนอื่นๆยายก็แยกไปอีกคัน เรากับสามีและพี่ชายก็แยกไปอีกคันไปถึงสถานที่ เค้าก็เปิดฝาโลงของคุณตาอีกแล้วบอกว่า ขอให้ดูและจดจำไว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเข็นขึ้นที่เผา(ไม่รู้ว่าเรียกเมรุ แบบบ้านเรารึป่าว) มีประตูอย่างกับลิฟท์ แล้วก็เคลื่อนโลงศพเข้าไป ปิดประตู เอารูปวางด้านหน้าเร็วมากๆ รถที่ยายนั่งมายังมาไม่ถึงด้วยซ้ำฝนก็ตก รถคันนั้นดันสตาร์ทไม่ติดจากนั้นก็ให้ทุกคนไปห้องรับรองมีโอนิงิหริ เซมเบ้ โค้ก เบียร์ ชา ต่างๆ ให้กินรองท้องกันไปก่อนให้เวลา 1ชั่วโมง ในการเผา(ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย คุณลุงก็เริ่มรินเบียร์กันอีกละ)แล้วคุณยายก็ตามมาที่ห้องนี้จากนั้นพนักงานก็บอกว่าได้เวลาแล้วให้เข้าแถวเรียงสอง จับคู่กันไปในอีกหนึ่งห้อง มีไฟสลัวอยู่ตรงกลางมีพนักงานเข็นกระดูกหนึ่งกองเข้ามา แล้วก็มีโถสำหรับใส่กระดูกอยู่ในรถเข็นถัดไปให้ทุกคนจับตะเกียบคีบกระดูกทีละคู่ คู่ละชิ้นลงในโถ(ถึงว่า คนญี่ปุ่นจะถือมาก การส่งของจากตะเกียบ เพราะเป็นเหมือนเสียมารยาท และเหมือนแช่ง หรือไม่ให้เกรียติกันด้วย)หลังจากที่่คีบกระดูกเสร็จก็ไปอยู่ด้านข้างให้คู่อื่นเข้าไปแอบสงสัย เห็นฝาโถ มีกระดูกอยู่ส่วนหนึ่งถามสามีว่าอะไร พี่แกว่า ส่วนกระโหลก แยกเอาไว้ใส่สุดท้ายพอญาติทุกคนคีบกระดูกกันจนครบแล้ว พนักงานก็จัดการใช้เหมือนที่เขียผงกับไม้กวาดอันเล็ก จัดการเก็บกระดูกที่เหลือใส่ในโถปัดๆๆ จนไม่เหลือแม้แต่เศษขี้เถ้า เอาลงโถให้หมดสุดท้ายก็ให้ญาติที่สนิท ยาย ลุงกับแม่ แล้วก็ป้า กับลูกๆของลุงจับชิ้นส่วนที่เป็นกระโหลก ด้วยมือเปล่า คนละชิ้น โดยใส่คว่ำลงในโถ และปิดท้ายด้วย พระท่านเอากระดาษ ที่ห่อด้วยอะไรซักอย่างแล้วก็เขียนนอกกระดาษ คล้ายๆยันต์ วางบนสุด แล้วให้ลุงเป็นคนปิดฝาโถ แล้วพนักงานก็มาจัดการนำโถใส่กล่องเอาผ้าห่อ ให้เรียบร้อยก่อนกลับ ให้ลุงเป็นคนถือป้ายชื่อของคนตาย เดินนำ(ตายแล้วเปลี่ยนเป็นอีกชื่อนึง โดยพระจะตั้งให้)คนที่สอง เป็นยายที่เดินตาม แล้วก็ป้า(เมียลุง) เป็นคนถือรูปและ หลานชายคนโตถือโถใส่กระดูกเดินตามกันไปเป็นขบวนขึ้นรถ กลับวัดแอบสงสัย(อีกแล้ว) แม่กับลุง มีกันสองคนพี่น้องทำไมคนที่ถือรูปของคุณตา ไม่ใช่ แม่ ทำไมต้องเป็นป้าได้คำตอบว่า เค้าให้คนที่นามสกุลเดียวกัน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเป็นคนถือแล้วก็กลับถึงวัด มีพนักงานถือเกลือกับน้ำล้างมือคอยอยู่เอาเกลือโรยที่ปลายกระโปรงจนถึงเท้า แล้วก็ล้างมือ(ถ้าเป็นบ้านเราก็คงได้เอาน้ำส้มป่อยมาพรมหัวละ)ตรงไปที่ห้องจัดเลี้ยงเลย กินข้าวกันตอนสี่โมงเย็นที่ห้องจัดเลี้ยงมีรูปของคุณตา และอาหาร สาเก ของชอบ วางตรงหน้าเปิดพิธีโดยลุง กล่าวขอบคุณพระและญาติๆแล้วพระท่านก็กล่าวอะไรนิดหน่อย แล้วก็ ชนแก้ว...อีกแล้วเค้าว่า เลี้ยงส่งเพื่อไม่ให้คนจากไปต้องเป็นห่วงกินๆกันพอเป็นพิธี เหลือก้อให้เอากลับบ้านด้วยเพราะจ่ายค่าจัดงานแพง......มีของชำร่วยให้แขกทุกคนที่มาร่วมงานด้วย 1ถุงข้างในก็มี สาเกขวดเล็กหนึ่งขวด แล้วก็อาหารแห้งเป็นเซ็ตเราก็ไปบ้านยายกันต่อพนักงานบริษัทนำโถกระดูก มาจัดให้ที่บ้านวางไว้ จนครบ 49วัน ถึงจะนำไปสุสานของครอบครัวเราสองคนก็กลับ ถึงอพาร์ตเม้นท์ ก็เกือบสามทุ่มประสบการณ์ครั้งแรก ตื่นเต้นดีแท้เหนื่อยสุดๆ ไม่ได้ทำอะไร แค่ไปนั่งฟัง ก็ยังเหนื่อยในหัวคิดไปต่างๆนาๆ.......ญี่ปุ่น นี่เค้าให้เห็นถึงสัจธรรมชีวิตจริงๆตายแล้วก็เหลือแต่กระดูก ทุกคนต้องเป็นอย่างนี้งานนี้แอบเศร้า เพราะยายมาพูดด้วยบอกว่า ขอให้มีลูกไวๆนะ มีตอนที่ยายยังมีชีวิตอยู่นะเพราะตาแกก็ไปก่อนแล้ว(อายุ88) ยาย(84)ก็คงต้องตามไปอีกไม่นาน อยากเห็นเหลนก่อนจริงๆ.....................................รูปนี้ถ่ายเมื่อปีใหม่2009
แตน เป็นงัยบ้าง?คงจะเหนื่อยพอสมควรนะเมื่อวานเจอก้อย ก้อยก็บอกว่าแตนกลับมาแล้ว แต่ต้องไปงานศพคุณตาของคุณตุ้ยต่อ เหนื่อยกันน่าดูรักษาตัวนะน้องนะ ไว้เดี๋ยวเจอกันจ้า
พี่แตนกลับมาหรอ ถึงว่าไม่เห็นมาอัพบล๊อคเลย...เสียใจเรื่องคุณตาด้วยนะค่ะ...พักผ่อนเยอะ ๆ ให้หายเหนื่อยเน้อ
มาอีกรอบ....นายแบบเน้อพี่แตน บ่ใช่นางแบบ อิ อิ
สวัสดีเจ้าน้องแตนแวะมาแอ่วหายามค่ำเจ้านั้งอ่านมาถึงแอบเห็นคุณยาย (ซึ่งนิ่งมากๆ ตลอดงาน) เอาดอกไปวางที่หน้าอกให้คุณตาจ้องหน้าซักพักแล้วก็เอามือลุบแก้มท่าน แล้วก็เดินออกมา................น้ำตาไหลเลยอ่ะเจ้าขอแสดงความเสียใจโตยเจ้า
ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ
UriBoU
Location : Tokyo Japan
[ดู Profile ทั้งหมด]
คงจะเหนื่อยพอสมควรนะ
เมื่อวานเจอก้อย ก้อยก็บอกว่าแตนกลับมาแล้ว แต่ต้องไปงานศพคุณตาของคุณตุ้ยต่อ เหนื่อยกันน่าดู
รักษาตัวนะน้องนะ ไว้เดี๋ยวเจอกันจ้า