เมื่อสิ่งที่คิดว่าเลวร้ายที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด (ภาคต่อ)
14 สค. 48 ก็เป็นอีกวันหนึ่งของการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ ( ที่ยังม่ะจบสักกะที...ยากจัง ) วันนี้พิเศษกว่าวันอื่น ๆ ตรงที่มีเพื่อน ๆ มาร่วมชะตากรรมมากกว่าทุกครั้ง ( ทุกครั้งก็นอกจากเราแล้วก็มีผู้ติดตามแค่คนเดียว ) มีเพื่อนมาช่วยอีก 3 คน รวมเป็น 4 สาว ก็ตั้งหน้าตั้งตากันเก็บข้อมูลไป ทางแคบ ๆ กับลูกระเบิดระหว่างทางอีกมากมาย ต้องคอยหลบกันให้ดีนะ


การเก็บข้อมูลในวันนั้นก็น่าจะเหมือนกับทุก ๆ วันที่เคยไปเก็บ หากไม่บังเอิญว่า อยู่ ๆ ก็ทำท่าทางมีพิรุจให้รองประธานชุมชนคนใหม่ไฟแรง เกิดความสงสัยและซักถาม ทีแรกยังนึกในใจว่าท่าไม่ดีแล้วล่ะเรา เพราะท่าทางพี่เขาดุ ๆ ขรึม ๆ จัง แต่ที่ไหนได้ พี่ท่านเล่นพาทัวร์ชุมชนซะงั้นอ่ะ สบายเลยเรา
แต่ก็ไม่ได้ตามเป้าหรอกนะ งานนี้คงเหนื่อยกันอีกนานเลย

ม่ะบ่นแหละ เล่าต่อดีกว่า...
ระหว่างที่เก็บข้อมูลในชุมชนนั้นเอง อยู่ ๆ เมฆก็มืดมาแต่ไกล ยังคิดอยู่ว่าจะตกมั้ย เพราะทุกครั้งที่มาเก็บจะเจอแต่ฝนหยิม ๆ เท่านั้น และในไม่ช้าคุณพี่ฝนก็ไม่ไว้หน้า เทลงมาโครมใหญ่ แรก ๆ ก็ชายคาบ้านแถวนั้น หนัก ๆ เข้า คนที่เขากรุณาให้ข้อมูลก็เลยชวนให้หลบฝนในบ้าน เหอะ ๆ ( กวนเขาเข้าไปอีก ) ทุกอย่างก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ ขอข้อมูลบ้านนั้นทีบ้านนี้ที เขาก็ต้อนรับบ้าง ขับไล่บ้าน เป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าหน้าเรานะมันเริ่มหนาแหละ ทำใจได้แหละ

แต่...ในระหว่างที่รอเพื่อนคนหนึ่งถามข้อมูล ก็จะหยิบโทรศัพท์ให้เพื่อนที่เรียนโทด้วยกันดูข้อความที่เพื่อนที่เรียนด้วยกันอีกคนหนึ่งส่งมา เพราะว่าเธอเบี้ยวค่ะ ไม่สามารถมาช่วยเก็บข้อมูลในวันนั้นได้ ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้าคุณเธอไม่ส่งมาตอน ตี 4 กับ 21 นาที คือว่าดิฉันตื่นนะคะ ก็เลยฉุนเล็กน้อย แต่ตรงนี้แหละค่ะ มันคือจุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นอะไรนะเหรอค่ะ ?

ก็เพิ่งรู้ตัวว่าโทรศัพท์มือถือนะมันม่ะได้อยู่กับตัวแล้วงัยล่ะค่ะ

ตั้งสติค่ะ ให้เพื่อนลองโทรเข้าดู ติดค่ะ แต่ไม่มีคนรับ ก็เริ่มคิดแล้วว่า ลืมไว้ แต่ไม่แน่ใจหรอกนะคะ ก็เลยตัดสินใจให้เพื่อนสองคนอยู่เก็บข้อมูล และก็รีบย้อนกลับไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เดิน เดิน และก็เดิน เท่านั้นค่ะ เพราะสถานที่บังคับให้ต้องเดิน ไกลมากค่ะ ระหว่างทางก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้ากลับไปไม่เจอ จะต้องรีบระงับสัญญาณ เพราะนอกจากจะต้องเสียโทรศัพท์ไปแล้ว อาจจะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์อันมหาศาลที่ตัวเองไม่ได้ใช้ และแล้วเมื่อไปถึง แต่กลับไม่พบค่ะ ก็แน่ล่ะ เกือบ 2 ชม. แล้วนิ มันคงจะอยู่รอหรอกนะ

อ้อ! สงสัยกันใช่มั้ยค่ะ ว่ากลับไปไหน ลืมที่ไหน ?

พิพิธภัณฑ์เรือ ค่ะ รู้จักกันรึป่าวค่ะ หรือ บางคนก็เรียกว่า อู่เรือราชพิธีนะคะ ที่เก็บเรือพระที่นั่งต่าง ๆ ของพระมหากษัตรย์ อยู่ริมคลองบางกอกน้อยนั่นแหละค่ะ

ไปทำไมกันที่นั่น ?

ก็พอดีว่าอยู่ในพื้นที่ศึกษา และก็เลยถือโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม สวยมากจริง ๆ ค่ะ ถ้ามีโอกาสแวะไปนะคะ จะไปทางถนนหรือเรือก็ได้ แต่ทางเดินค่อนข้างแคบค่ะ แต่มีป้ายบอกถามตลอด ซับซ้อนหน่อยนะ แต่ถ้าทางเรือก็สะดวกค่ะ ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะเป็นชาวต่างประเทศค่ะ มาทางเรือกันทั้งนั้น คนไทยน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีก็ว่าได้ค่ะ

ต่อค่ะ และก็ถือโอกาสแวะเข้าห้องน้ำด้วย และเนี่ยแหละค่ะที่ให้ลืมโทรศัพท์ไว้ แต่พอกลับมาไม่เจอ ถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครเห็น หรือว่าไม่มีใครเก็บได้เลย ก็เริ่มถอดใจ เพราะคิดว่าไม่น่าจะทำหล่นที่อื่น เพราะว่าไม่ได้แวะที่ไหนเลย เดิน ๆ และ เดิน ตลอด ก็เริ่มทำใจ และก็มะมีอารมณ์ทำงาน แบบว่าเซ็งแล้วอ่ะค่ะ

ก็เลยพาเพื่อน ๆ ไปกินข้าวอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาตรงวังหลังนั่นแหละค่ะ ตัวเองก็ไม่ค่อยสบายเพราะว่าพักผ่อนน้อยตากแดดตากฝนแทบทุกวัน ก็บอกเพื่อนว่าเด๋วจะกลับแล้วล่ะ เพื่อนคนหนึ่งอยู่ฝั่งธน ก็เลยแยกกันตรงนั้น ส่วนเพื่อนอีกสองคนคงจะเหนื่อยมาทั้งวันก็อยากจะกินไอติมกัน ก็ชวนไปกินให้หายกลุ้ม กลุ้มน่ะไม่ได้กลุ้มไรมากหรอกค่ะ คือ ว่านอกจากโทรศัพท์จะหายแล้ว กลับบ้านต้องโดนแม่บ่นหูชาแน่ ๆ โทรศัพท์เครื่องแรกในชีวิต เก็บตังซื้อจากการทำงานแถบตาย...ทำใจค่ะ

จากนั้นก็พาเพื่อนข้ามฝากไปต่อรถเมล์ว่าจะกินติมแถวมาบุญครองจะได้แยกย้ายกับกลับบ้านได้ใกล้ขึ้น เดชะบุญค่ะ...พอถึงก็ตรงไปที่ร้านได้โต๊ะเปิดเมนู และกำลังจะอ้าปากสั่ง อยู่ ๆ PCT ของเราก็ดังขึ้น (แบตก็จะหมด) แม่เจ้า!!! พ่อโทรมาค่ะ...ถามว่า

พ่อ : อยู่ไหนเนี่ย
: มาบุญครอง
พ่อ : โทรศัพท์หายรู้ยัง
: รู้แล้วอ่ะ
พ่อ : มีแหม่มเก็บได้ ตอนนี้อยู่ข้างศาลตากสิน ในวัดอรุณฯ ให้รีบไปเอาด่วน
: เหรอค่ะ ค่ะ

เพื่อนยังอ้าปากค้างอยู่ค่ะ กำลังจะสั่งไอติมงัยล่ะค่ะ งี้จะทำงัยอ่ะ เพื่อนก็ถามว่าไม่กินก่อนเหรอ แต่พ่อให้รีบไปทันที เอางัยดีหว่า เด๋วเขาจะไปไหนต่อก็ไม่รู้ สงสัยพ่อจะคุยม่ะรู้เรื่อง ( โทษพ่อก่อนเลย ) ก็เลยบอกเพื่อนว่า กินไปสองคนล่ะกันเราไปก่อนนะ เพื่อนก็เลยบอกว่างั้นไปด้วยกันดิ ไปคนเดียวได้งัย ( ซึ้งเลยค่ะ )
ว่าแต่เราจะไปงัยดีอ่ะ ให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่เพิ่งมาจากแถวนั้นเอง ทีแรกก็กล้วรถติด ก็ว่าจะไปรถไฟฟ้า แต่ก็ต่อกับหลายต่ออยู่ ท้ายสุดไป TAXI ก็แล้วกัน

พอไปได้ถึงครึ่งทาง พ่อโทรมาอีกค่ะ

พ่อ : อยู่ไหนแล้ว
: บน TAXI อ่ะ
พ่อ : ไม่ต้องไปแล้วนะ เขาไม่อยู่แล้ว
: อ้าว !!! แล้วจะให้ไปเอาที่ไหนอ่ะ
พ่อ : ไม่รู้อ่ะ เห็นว่าจะไปฝากกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีเบอร์ของเขาด้วย ที่โชว์มาที่มือถือพ่อ เอาเบอร์ไปนะ เบอร์ -86...........
: อ้าว แล้วจะตามเอาที่ไหนอ่ะทีเนี่ย อืม ๆ ม่ะเป็นไร ขอบคุณค่ะ

ว่างหูไปแบบฉุน ๆ งง ๆ ไม่เข้าใจว่าคุยกันยังงัย และก็หัวเสียนิดหน่อย แต่จะทำงัยได้อ่ะ ก็นั่งไปจนถึงวัดอรุณฯ ก่อนล่ะกันนะ...พอไปถึงก็ได้เวลาพระทำวัตรเย็นในโบถส์พอดี (บทสวดที่คุ้นเคย...ช่วงนี้เข้าวัดบ่อย) แต่ก็เคว้งมาก ไม่เจอใคร ไม่เจอไร ตอนนี้มีแต่เบอร์ที่ไม่รู้จะโทรกันยังงัย สามสาวนั่งโทรไปถามคนโน้นคนนี้ ถามทุกค่ายโทรศัพท์ว่าต้องโทรออกยังงัย กว่าจะได้เรื่องก็เริ่มมืดแว้วววว ทีแรกโทรงัยก็ม่ะติด และแล้วในที่สุด ก็ติดค่ะ แต่ม่ะมีคนรับ และก็เข้าฝากข้อความ เป็นภาษาจีนค่ะ เพื่อนฟังม่ะรู้เรื่องรีบวางไป ก็เลยตั้งหลักว่า เด๋วจะแต่งประโยคฝากข้อความดีกว่าว่าจะไปเอาโทรศัพท์ ให้โทรมาบอกว่าพักที่หน่อยจะไปหา (เพราะว่าภาษาไม่แตกฉานค่ะ) ก็ยังไม่ได้โทรค่ะ แค่คิดเฉย ๆ และก็กำลังหาทางกลับบ้านกัน ไม่คุ้นด้วย ก็ถามทางเขาไปเรื่อย ๆ และก็มาจนถึงตอนรอรถเมล์ ก็เลยว่ามาฝากข้อความกันดีกว่า...เพื่อนโทรเลยค่ะ ปรากฏว่า คราวนี้มีคนรับ ดีใจจังติดต่อแล้ว

คุยกันอยู่นาน ( เพื่อนคุยค่ะ ) สรุปเบื้องต้นว่า เขาเก็บโทรศัพท์ได้ในห้องน้ำพิพิธภัณฑ์เรือ และก็ตามหาเจ้าของอยู่ แต่ว่าสื่อสารกับพ่อไม่เข้าใจ และก็จะเดินทางไปจังหวัดอื่น ให้รีบไปเอา โทรศัพท์ ซึ่งเขาพักอยู่แถว ถนนข้าวสารค่ะ แต่ชื่อโรงแรมนะสิค่ะ ฟังไม่ออก ให้เขาสะกดให้ ดังนี้ค่ะ " Sram Butri " โรงแรมไรหว่า ม่ะเคยได้ยิน ก็เลยขอเบอร์โทรที่โรงแรมมาด้วย ก็โทรไปถามเอา แม่เจ้า !!! "รามบุตรี" เจ้าค่ะ

อ๋อ! ระหว่างทางที่อยู่บน TAXI นั้น เขาโทรมาบอกว่าจะออกไปข้างนอก ขอนัดเวลา 4 ทุ่ม และก็อย่าโทรหาเขาอีก เพราะว่าทุกครั้งที่เขารับโทรศัพท์ เขาต้องเสีย 2 เหรียญ ค่ะ ...อึ้งไปเลย

พอไปถึงนะเหรอค่ะ โอ้ยแสงสีระรานตามั่ก ๆ ก็เดินหาโรงแรมให้เจอก่อนไปดูสถานที่แล้วใกล้ๆ เวลาจะได้มารอ เพราะว่าตอนนั้นมันแค่ ทุ่มครึ่งเองค่ะ มีเวลาตั้ง 2 ชม. ครึ่ง ทำไรดีน้อ ???...และแล้วเพื่อนก็ชวนไปกินนมมนตํ ค่ะ ใกล้ๆ แล้วนิ ไปสามล้อกันค่ะ (หนุกหนานกันเข้าไป) คนเยอะมั่ก ๆ ใครม่ะรู้นึกว่าแจกฟรี ไปยืนรอโต๊ะอยู่สักพัก มีคนลุกค่ะ เสียบเลย ได้ที่นั่งตรงกระจกนั่งดูคนและรถผ่านไปผ่านมา...เพลินดีค่ะ (เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าเหมือน Full House เลย ( เหอะ ๆ ) นั่งกันได้สักชั่วโมงก็ลุกแล้วค่ะ เพราะว่ากินอิ่มแหละ และก็คนเยอะมากโต๊ะเต็มตลอด เผ่นดีกว่า...นั่งสามล้อกันหนุกหนานเลยล่ะคะ แต่ก็ยังไม่ถึงเวลานัดเลย ไม่รู้จะไปไหนแล้ว คงเพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน จึงนั่งปักหลักรอที่นัดหมายดีกว่า ประมาณ 40 นาทีได้ คุยกับเพื่อน ๆ ไปเรื่อย ( สองคนนี้น่ะเพื่อน ม.ปลาย ค่ะ ผู้ร่วมชะตากรรม ซึ้งค่ะเพื่อน อีกรอบนะ ) และแล้วเวลานัดหมายก็มาถึง

ตามที่เขาบอกเลย เสื้อส้มกับแว่นตาดำ
เข้ามาปุ๊บ ถามเลยว่าใครเป็นเจ้าของโทรศัพท์ และก็ถามรายละเอียดก่อนเลยว่า โทรศัพท์เป็นแบบไหนยังงัย และก็หน้าจอรูปอะไร ประมาณนี้ รอบคอบมั่ก ๆ พอทุกอย่างถูกต้อง เขาก็คืนโทรศัพท์ให้และก็ เขาขอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังก่อนเลย ว่าเจอยังงัย ที่ไหน เมื่อไหร่ และที่ทำให้น่าตกใจมาก ๆ มันก็อยุ่ตรงนี้ล่ะค่ะ

ก็ตอนนี้ที่เขาพยายามติดต่อกลับงัยค่อ คือว่าตอนนั้นน่ะ ระงับการโทรออกแล้วเขาจึงต้องใช้โทรศัพท์ตัวเองโทรแทน โดยดูเบอร์เจอเบอร์ที่บ้านและเบอร์พ่อ ก็พยายามโทรไป ที่บ้านน่ะม่ะมีคนอยู่ ส่วนพ่อ คิดว่าเขาโทรผิดฟังไม่เข้าใจ สักพักเขาก็ให้คนไทยช่วยสื่อสารให้ ก็คนที่โทรบอกพ่อนั่นแหละค่ะ แต่รู้มั้ยว่าเขาเป็นใคร? เขาพูดว่าอะไร?

เขาเป็นคนในผ้าเหลือง ที่พูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ แต่หลังจากที่เขาคุยกับพ่อแล้ว เขาบอกกับเธอว่า เจ้าของโทรศัพท์เขาไม่เอาแล้ว ถ้าเธอให้โทรศัพท์กับเขา จะเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ เธอถามเราว่าเขาน่ะโกหกใช่มั้ย เขาบอกกับพ่อว่าอย่างไร เชื่อมั้ยค่ะ เขาพูดไม่ตรงกัน เขาพยายามถามโน่นถามนี่กับพ่อ เกี่ยวกับโทรศัพท์เหมือนกันยืนยันมาสิว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์จิงป่าว ต่าง ๆ นานา ซึ่งพ่อเองก็ม่ะค่อยจะรู้เรื่องกับเขา และตอนนั้นก็กำลังไปส่งน้องที่ชลบุรี บอกอะไรไปเขาก็ว่าไม่ใช่หมด พ่อก็งงๆ ถามว่าเขาเป็นใครขอเบอร์ติดต่อได้มั้ย รู้มั้ยค่ะเขาบอกว่างัย เขาเป็นแค่คนมาเที่ยว เด๋วก็ไปแล้ว เขาว่างั้อ่ะค่ะ อึ้งไปเลยมั้ยล่ะค่ะ สองคนที่เก็บโทรศัพท์ได้เสียความรู้สึกมั่ก ๆ และก็เริ่มไม่ไว้ใจใคร เพราะขนาดคนในผ้าเหลืองยังเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ ของคนทั้งคู่ ซึ่งเขายังบอกให้เรากลับไป เพื่อไปหาคนคนนั้น เขารู้สึกแย่มาก ๆ ...เสียชื่อหมดเลย วัดก็ดัง น่าเศร้าใจที่สุด

แต่ในความโชคร้ายนี้ ทำให้เราได้พบกับสิ่งดี ๆ มากมาย และยิ้มออกด้วยค่ะ

- ได้พบกับคนที่น่ารักมั่ก ๆ ทั้งหน้าตาและน้ำใจ แม้จะเป็นคนต่างชาติต่างภาษา เราเนี่ยช่างโชคดีจิง ๆ (ชอบมากเลย เก่งอีกต่างหากค่ะ)
- เรียนรู้ว่า ความโลภมิเข้าใครออกใคร งี้ถ้าเป็นคนไทยเก็บได้ แล้วเราจะได้คืนมั้ยเนี่ย (เพื่อนพูดแบบนี้ทุกคน)
- น้ำใจเพื่อน ที่ต้องทนทรมาน เหนื่อยมาทั้งวัน และยังต้องมารอ มาตระเวนตามล่าหาโทรศัพท์ อยู่เป็นเพื่อนทั้ง ๆ ที่ทั้งสองคนต้องตื่นเช้าไปทำงาน แต่เราไม่ต้อง กลับบ้านดึกกันทั่วหน้า ขอบใจจิง ๆ นะ
- และท้ายที่สุด ทำให้เราได้บทเรียนที่ล้ำค่า เรื่องราวที่ทำให้เราได้จำไปอีกนาน

เรื่องราวระหว่างทางครั้งนี้ เราคงอาจไม่ลืม



Create Date : 19 สิงหาคม 2548
Last Update : 20 สิงหาคม 2548 0:04:27 น.
Counter : 245 Pageviews.

1 comment
เมื่อสิ่งที่คิดว่าเลวร้ายที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

" การเดินทางแต่ละครั้ง ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง หากแต่มันอยู่ที่เรื่องราวระหว่างทาง "



วันนี้เพื่อนสนิทคนหนึ่งได้พูดขึ้นมา ซึ่งมันตรงใจมาก และในการเดินทางแต่ละครั้ง ก็คิดเช่นนั้นเสมอ เนื่องจากได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายระหว่างทางนั้น ฉะนั้นฉันจึง รักการเดินทาง



วันนี้ ( 14 สิงหาคม 2548 ) ในระหว่างการเดินทางของฉัน ได้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย จนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่เป็นเรื่องจริง แม้ว่าตอนแรกจะรู้สึกแย่มาก ๆ และท้ายสุดแล้วฉันกับรู้สึกดีมาก ๆ ที่เหตุการณ์แย่ ๆ นี้ได้เกิดขึ้นกับฉัน ทำไมนะเหรอ ?

หว้า...น่าเสียดาย วันนี้ดึกเกินไป ติดไว้ก่อนนะ และจะมาเล่าประสบการณ์นี้ให้ทุกคนได้เรียนรู้กัน




Create Date : 15 สิงหาคม 2548
Last Update : 15 สิงหาคม 2548 2:11:51 น.
Counter : 186 Pageviews.

2 comment

JIKKYJIGGY
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]