|
|
|
Time Is Dead
ไม่มีอะไรแน่นอนนอกจากความตายและการเสียภาษี
- Joe Black, Meet Joe Black (1998)
20 มีนาคม 2551 23 นาฬิกา 34 นาที ย่านหลักสี่ ดอนเมือง
ใน ช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงพฤษภาคม ผมต้องทำงานกะกลางคืนตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึง 5 ทุ่มทุกวัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อผมเลิกงานและเดินออกมายังลานจอดรถด้านหน้า อาคารที่ทำงานอยู่ ก็มักจะพบโตโยต้า โซลูน่า สีขาวของผมจอดอยู่เพียงคันเดียว
ระหว่างทางที่เดินไปที่รถ แม้ว่าบรรยากาศโดยรอบจะปกคลุมไปด้วยความมืดอันเงียบงันยามค่ำคืน แต่ผมกลับรู้สึกราวกับว่ามีคน...หรือตัวอะไรบางอย่างเดินขวั่กไขว่ไปมาอยู่ ในบริเวณใกล้เคียงตลอดเวลาที่ออกจากอาคารมุ่งตรงไปยังรถที่จอดอยู่
สาบาน ได้ว่า นับระยะทางจากประตูอาคารไปยังรถที่จอดอยู่ไม่เกิน 5 เมตร ผมสังเกตว่าไม่มีใครเดินออกมาพร้อมผม หรือยืนอยู่ในลานจอดรถเลยในตอนที่ผมออกมา แต่ทันทีที่ผมกำลังจะไขกุญแจรถเปิดประตู ก็มีมือของชายคนหนึ่งยื่นมาคว้าข้อมือของผมไว้ ตอนนั้น ผมคิดไม่ออกเลยว่าเขาโผล่ออกมาจากทางไหน และได้อย่างไร
ชายคนนั้น เป็นชายแก่แต่ก็เดาอายุไม่ถูก อาจจะสัก 60 หรือ 80 ก็ได้ เขาใส่ดำทั้งชุด ตัวผอมสูง ผมสีขาวยาวดูรุงรัง แก้มตอบ และมีใบหน้าซีดขาว เขายังบีบข้อมือผมไว้แน่น เหมือนไม่ยอมให้ผมไขกุญแจเปิดประตูรถ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็งว่า
"คุณอย่าเปิดประตูรถจะดีกว่า เชื่อผมเถอะ"
ผมนิ่งอึ้งไปพูดอะไรไม่ออกด้วยเหตุผลสองประการ อย่างแรก ชายที่เอ่ยปากพูดเตือนผม เป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างที่สอง สถานที่ที่เราสองคนอยู่ตอนนี้คือ ลานจอดรถว่างเปล่าในเวลาดึกสงัด ซึ่งไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว
"ถ้าคุณเปิดประตู คุณจะได้สัมผัสความตาย..." เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นอะไร "...คุณว่าอะไรนะ...?" ผมถามกลับในทันทีที่ได้ยิน "ถ้าคุณเปิดประตูรถ คุณจะได้สัมผัสกับความตาย..." เขาทวนซ้ำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม ผมยอมรับว่าตอนนั้น ผมรู้สึกปนกันสองอย่างระหว่างความไม่เชื่อกับความกลัว อาจจะกลัวในความมืดมากกว่ากลัวสิ่งที่เขาพูดกับผม
"คุณรู้ได้ยังไง...?" ผมถามกลับไป เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง "ผมอยู่ที่นี่...ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรมาเยอะ...ทั้งความเป็นและความตาย..." ผมพูดต่อ มือก็ยังไม่ปล่อยข้อมือผม " คนเป็นมักจะไม่รู้หรอกว่า ความตายอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ก็เลยไม่คิดจะระวัง ไม่มีใครรู้ตัวหรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่...แต่คนที่รู้ล่วงหน้า...ถ้าเป็นไป ได้...ก็อยากจะเตือน..." "คุณอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนไหน ทำไมผมไม่เห็นคุณเลยล่ะ...?" ผมถาม "ถ้าผมจะบอกว่าทันทีที่คุณเปิดประตูรถ คุณจะได้สัมผัสกับความตาย...คุณจะเชื่อไม๊?" เขาพูดต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งที่ผมถาม "ไม่...ผมไม่เชื่อ" ผมตอบพร้อมกับกระชากมือเขาที่ยึดข้อมือผมออกแล้วไขกุญแจเปิดประตูรถ
ทันที ที่ผมละสายตาจากคู่สนทนา แล้วหันไปให้ความสนใจกับการเปิดประตูรถ พอหันกลับมาอีกที ชายแก่คนนั้นก็หายไปแล้ว... ท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืนในลานจอดรถอันว่างเปล่า.... แต่สาบานได้ว่าผมได้ยินเสียงดังแว่วขึ้นมาในหัวว่า
"...ผมเตือนคุณแล้วนะ..."
ขนทั่วร่างของผมลุกซู่ ผมรีบสตาร์ทรถแล้วขับออกไปจากลานจอดอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ ทันทีที่ผมเลี้ยวรถออกจากที่ทำงาน ก็มีบางสิ่งวิ่งตัดหน้ารถของผมในระยะกระชั้นชิด วัตถุนั้นกระแทกเข้ากับกระโปรงหน้ารถของผมอย่างจัง!!
เอี๊ยดดดด .......โครมมมมมมม
จะด้วยแรงกระแทกหรืออะไรก็ตาม ผมมองไม่เห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้าไปชั่วขณะหนึ่ง
(ถ้าคุณเปิดประตูรถ จะต้องมีคนตาย)
เสียงคำพูดของชายแก่ที่พบในลานจอดรถยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผม
(คนเป็นมักจะไม่รู้หรอกว่า ความตายอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา)
เมื่อสติสัมปชัญญะของผมกลับมา...ผมก็ค่อยๆยันตัวขึ้นไปมองเศษชิ้นส่วนที่หน้ากระโปรงรถ
(ถ้าผมจะบอกว่าทันทีที่คุณเปิดประตูรถ คุณจะได้สัมผัสกับความตาย...คุณจะเชื่อไม๊?)
...
(ผมเตือนคุณแล้วนะ)
วัตถุที่กระเด็นขึ้นมาบนกระโปรงรถของผมก็คือศีรษะที่ขาดออกมาจากร่างของชายคนหนึ่ง... ที่มีใบหน้าเหมือนกับชายแก่คนนั้นเปี๊ยบ...
-----------------
*หมายเหตุ: เรื่องนี้เขียนขึ้นตอนไปทำงานใหม่ๆ ตอนเดือน ธ.ค. ปี 50 (แต่เขียนเรื่องตอนเดือน มี.ค. 51) เอามาลงซ้ำใน bloggang แต่เคยตีพิมพ์ที่อื่นมาแล้ว
| Create Date : 25 พฤษภาคม 2552 |
| Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 0:52:04 น. |
| |
|
|
|
|
มา ผมจะเล่าอะไรให้ฟัง
วันนี้ตอนขับรถกลับบ้าน ในช่วงที่รถติดยาวๆ แล้วหันไปมองดูผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่บนรถเมล์ ก็พาลให้นึกถึงเรื่องตอนที่สมัยยังเด็ก ที่พ่อยังไม่ให้รถขับ ต้องอาศัยบริการรถ ขสมก. ตั้งแต่ราคาสามบาทห้าสิบตลอดสาย จนเดี๋ยวนี้ขึ้นเป็นเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เพราะไม่ได้ขึ้นนาน (เห็นเขาบอกว่า ครีมแดง กลายเป็นเจ็ดบาทแล้ว) เรื่องที่ผมนึกถึงขึ้นมานี้ มันเกิดขึ้นสักประมาณตอนผมอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง คุณลองนึกภาพการจราจรจากสนามหลวงมุ่งหน้าไปถนนรามคำแหงโดยผ่านเส้นเพชรบุรีตัดใหม่นะ (ใช่แล้ว เส้นที่เคยมีรถแก๊สระเบิดเมื่อปี 2533 นั่นแหละ) ลองนึกดูว่ารถมันติดแค่ไหน ยิ่งถ้าฝนตกนะ ไม่ต้องพูดเลย ผมจำได้ว่า ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงกว่า เกือบทุ่มนึงแล้ว ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ราวกับว่าจะให้บริษัทเพลงมาถ่ายทำเอ็มวีคนอกหักเสียตอนนั้น ยังไงยังงั้นเลย ผมยืนโหนอยู่บนรถเมล์ครีมแดงไม่ปรับอากาศหมายเลข 60 จะกลับบ้าน แม้ว่ารถจะไม่แน่นมากนัก แต่ที่นั่งก็เต็มหมด นักศึกษาผู้ชายอย่างผมก็เลยต้องยืนไปตามระเบียบ เรียกว่าถ้าจะมีใครลุกจากที่นั่ง นั่นหมายความว่า จะต้องเสียสละให้เด็ก สตรี คนชรา และคนพิการนั่งก่อนเสมอ พลันสายตาของผมก็เหลือบไปมองเห็นชายหนุ่มร่างกำยำเหมือนพี่ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล ผสมกับ สรพงษ์ ชาตรี หล่อเหมือนกับพีท ทองเจือ ผมนึกอยู่ในใจว่า โห หน้าตายังงี้ไปเล่นหนังเป็นพระเอกของอาฉลอง ภักดีวิจิตร ได้สบาย ชายคนนั้นสวมแว่นตาดำนั่งอยู่ฝั่งคนขับซึ่งเป็นที่นั่งเดี่ยวอย่างเงียบขรึม โดยไม่มีท่าทีที่จะลุกให้เด็กนักเรียนที่เพิ่งขึ้นมาจากป้ายนั่งแต่อย่างใด อืม... เอาน่า เด็กๆ มันยังขาแข็งแรง ฝึกให้มันยืนก็ได้ ...ผมคิด... เป็นกุก็คงไม่ลุกเหมือนกันวะ แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ พอรถแล่นผ่านหน้าโรงแรมสยาม (เก่า ที่ตอนนี้เจ๊งไปแล้ว) มีแม่ลูกคู่หนึ่งขึ้นมา คนแม่นี่อายุสัก 60 กว่าๆ คนลูกก็สัก 30 ปลายๆ ล่ะ ทั้งสองคนเดินไปหยุดตรงที่นั่งของพี่ตุ้ย (ผมตั้งชื่อให้เอง) พอดี นิ่ง...เงียบ... พี่ตุ้ยของผมก็ไม่มีวี่แววจะขยับ คนทั้งรถเริ่มมอง... พี่ตุ้ยผมก็ยังนิ่ง รถขยับไปได้สักพักใหญ่ๆ หญิงแก่คนแม่หาที่นั่งได้แล้ว เพราะมีคนลงป้ายที่แล้วไป แต่คนทั้งรถยังไม่เลิกมองไปยังพี่ตุ้ย ธีรพีท แต่แกก็ยังตีมึนอยู่ภายใต้กรอบแว่นตาดำได้นิ่งจริงๆ รถวิ่งผ่านคลองตัน พอมาถึงป้ายนี้ มีหลวงพี่รูปหนึ่งขึ้นมา ตามปกติแล้ว จะมีที่นั่งสำรองสำหรับพระภิกษุอยู่ทางด้านซ้ายมือ (ที่แรกตรงบันได) แต่บังเอิ้น บังเอิญ หลวงพี่ท่านดันขึ้นประตูหน้า แล้วเดินไปหยุดตรง พี่ตุ้ย ธีรพีทพอดี เดา่ว่าหลวงพี่แกคงเล็งไว้แล้วว่าจะขอบิณฑบาตที่นั่ง ผู้โดยสารที่เป็นผู้ชายที่ดูแข็งแรงๆ หน่อย จะได้ลุกให้ท่านนั่งได้ แต่ขอโทษ พี่ตุ้ยผมก็ยังนิ่ง...ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด แกนั่งกอดอก สายตาที่อยู่ภายใต้เลนส์สีดำมองไปข้างหน้า เหมือนไม่รับรู้ว่ามีใครขึ้นมาบนรถบ้าง พอมาถึงตอนนี้ คนบนรถไม่แค่มองแล้ว แต่เริ่มที่จะมีเสียงก่นด่า แบบที่ทั้งแอบๆ ด่า และแบบที่ตั้งใจให้ได้ยิน "ดูซิเนี่ย เป็นผู้ชายแท้ๆ ไม่ลุกให้พระนั่ง" "ตะกี้ ไม่ลุกให้คุณป้าก็ทีนึงแล้ว" ผมก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจเหมือนกันว่า อะไรวะ ทำไมคนเรามันแล้งน้ำใจได้ขนาดนี้ แต่ก็ไม่กล้าไปต่อว่า เพราะดูกล้ามแขนของพี่ตุ้ยแล้ว ถ้าซ่าผิดที่ไป อาจเจ็บตัวฟรีได้ ซึ่งผมก็คิดว่า คนอื่นๆ บนรถก็คงคิดเหมือนๆ กัน รถยังคงแล่นต่อไป ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง พอรถวิ่งเข้าถนนกรุงเทพกรีฑาซึ่งออกมานอกตัวเมืองแล้ว ก็มีเสียงทุ้มนุ่มลึก ดังมาจากตอนกลางของรถ "จอดป้ายด้วยครับ" เป็นเสียงของพี่ตุ้ยนั่นเอง ผมสังเกตเห็นว่า กระเป๋ารถเมล์ที่หน้าตาเหมือนญานี จงวิสุทธิ์ (นามสกุลเก่า) ไปกระซิบกระซาบอะไรกับคนขับก็ไม่รู้ แทนที่จะจอดรถตรงป้ายที่ผมคิดว่า พี่ตุ้ยน่าจะลง แต่คนขับดันไม่จอดซะงั้น แต่ขับยาวต่อไปอีก พี่ตุ้ยขยับตัวลุกจากเก้าอี้ผู้โดยสาร แล้วพยายามกดกริ่ง หวังจะให้คนขับจอดรถ แต่คนขับก็ยังขับต่อไป ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า กระเป๋ากระซิบอะไรกับน้าคนขับ เพราะกระเป๋ารถเมล์ก็เป็นหนึ่งในเสียงก่นด่าพี่ตุ้ยเหมือนกัน ตอนที่แกไม่ยอมลุกให้พระ ผมยิ้มตรงมุมปากด้วยความสะใจ พลางนับป้ายที่พี่ตุ้ยจะลงแต่คนขับแถมให้ "หนึ่งป้าย สองป้าย สามป้าย ......เดินอานละมึง" พอถึงป้ายที่สี่ แม่ลูกคู่ที่ ขึ้นรถตรงโรงแรมสยาม ก็ลุกขึ้นแล้วกดกริ่ง พร้อมบอกว่า "จอดป้ายด้วยค่ะ" ทำให้น้าคนขับจำต้องเลิกแถมป้ายอย่างเสียมิได้ แต่ด้วยความที่ขับมาด้วยความเร็วค่อนข้างสูง พอผู้โดยสารที่จะลงจริงๆ บอกให้จอดป้าย คนขับจึงแตะเบรคกระทันหัน ทำให้ผู้โดยสารเกือบทั้งคันหน้าทิ่มไปข้างหน้า คนที่นั่งอยู่และยึดเก้าอี้ไว้อย่างดีก็ไม่เท่าไหร่ แต่พี่ตุ้ยที่ลุกขึ้นยืนอยู่ตรงหน้าประตูคงมีศูนย์ถ่วงไม่ค่อยดี ล้มกลิ้งลงไปกับพื้นรถเมล์ ก่อนที่จะมีเสียงดัง "แคร้ง" ของโลหะกระทบกันดังสนั่น ผมแทบไม่เชื่อกับภาพที่ได้เห็นหลังจากสิ้นเสียงนั้น เพราะที่กลิ้งอยู่ข้างหน้าผม มันคือขาเทียมของชายร่างกำยำคนนั้นที่หลุดออกมาจากเข่าของเขา แล้วกลิ้งไปบนพื้นรถเมล์ เนื่องจากไปกระแทกกับเสาที่จับซึ่งทำด้วยเหล็ก ผมหันหน้าไปมองหน้าคนขับและกระเป๋ารถเมล์ สังเกตเห็นได้ชัดจากสีหน้าของทั้งสองคนที่ตะลึงไม่แตกต่างจากผมเลยแม้แต่น้อย สองแม่ลูกสูงวัยกางร่ม แล้วรีบเดินลงไปจากรถอย่างเร่งรีบ ส่วนชายร่างกำยำคว้าขาเทียมของเขา แล้วเดินกะเผลกลงรถไปอย่างทุลักทุเล พร้อมกล่าวว่า "ขอบคุณครับที่ช่วยจอดรถให้" ชายขาพิการเดินกะผลกกะเผลกย้อนไปตามถนนที่รถเมล์วิ่งเลยมาอย่างน้อยๆ 3 กิโลท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ................................
ป.ล. เค้าโครงเรื่อง ได้มาจากเรื่องสั้นที่เคยอ่านในขายหัวเราะ มหาสนุกเมื่อสัก 10 ปีก่อนแต่เอามาเขียนใหม่จากความทรงจำล้วนๆ
| Create Date : 10 มีนาคม 2551 |
| Last Update : 10 มีนาคม 2551 22:29:43 น. |
| |
|
|
|
|
ค้นหา
อันที่จริงแล้ว ผมไม่ถนัดเรื่องการทำครัวสักเท่าไหร่หรอกนะ สำหรับนักเรียนแพทย์หนุ่มโสด การจะมาสวมผ้ากันเปื้อนเข้าครัว เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดจะทำเลย เพราะปกติก็มักจะฝากท้องในส่วนที่เป็นข้าวเช้ากับข้าวกลางวันไว้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยเสมอ ส่วนข้าวเย็นก็มักจะไปซื้อกับข้าวร้านป้าเมี้ยนในตลาดมากินกับข้าวสวยที่หุงเองเกือบทุกมื้อ ไม่เคยได้ลงมือทำกับข้าวเองหรอก เพียงแต่ว่าบางครั้งคนเราก็แสวงหาบางสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนจริงไหมครับ
เป็นเรื่องยากสำหรับพ่อครัวมือใหม่จะลงมือทำกับข้าวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมเปิดตำราอาหารที่ซื้อมาแล้วใช้นิ้วไล่อ่านวิธีปรุง สตูว์เนื้อ อย่างละเอียด ตั้งหม้อน้ำบนเตาแก๊สแล้วติดไฟ ใส่ซุปก้อนสำเร็จรูปลงไป ระหว่างที่รอให้เดือดก็ว่าจะหั่นผักกะหล่ำกับแครอตใส่ลงไปเสียหน่อยตามที่ตำราปรุงอาหารเขียนบอกเอาไว้ว่าให้ใส่ไปตั้งแต่ก่อนน้ำจะเดือดเพื่อที่ความร้อนจะได้ทำให้ความหวานของผักละลายลงไปในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ได้น้ำซุปที่มีรสชาติกลมกล่อม ส่วนเนื้อน่ะห้ามใส่ไปก่อนน้ำเดือดเด็ดขาดเพราะจะทำให้น้ำซุปมีกลิ่น แล้วการใส่เนื้อต้มลงไปในหม้อนานเกินไปจะทำให้เนื้อแข็งได้
แต่ก่อนที่จะได้ลงมือหั่นผัก ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องทำให้ผมต้องวางมีดลง ปิดเตาแก๊สให้สนิทก่อนเพราะแม่ผมสอนไว้ว่าให้ระวังฟืนไฟเสมอเวลาที่อยู่หอพักคนเดียวอย่างนี้ ผมถอดผ้ากันเปื้อนวางไว้บนโต๊ะกินข้าวแล้วเดินไปเปิดประตู
ร่างที่ปรากฎเมื่อเปิดประตู เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ตำรวจคนนี้แก่แล้วล่ะอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ แกยกมือขึ้นวันทยหัตถ์แล้วพูดว่า
ขออนุญาตนะน้อง ผมจ่าสิบเอกแช่ม ชาติไทย คือผมได้รับการแจ้งจากญาติของนายธนรัชต์ ที่อยู่ห้องข้างๆ ของน้องชายเนี่ย ว่าเขาไม่ได้กลับห้องมาสามวันแล้ว โทรศัพท์เข้ามาก็ไม่มีคนรับสาย เลยแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาดูเผื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ทราบว่าน้องชายได้พบเห็นเขาในช่วงสองสามวันมานี้บ้างหรือเปล่าครับ
ผมทำหน้างงๆ แล้วตอบกลับไปว่า ไม่เห็นเลยครับจ่า ผมก็ไม่ได้เจอเขามาตั้งเกือบอาทิตย์แล้วเหมือนกัน
งั้นหรอครับ งั้นถ้าน้องชายเจอเค้าเมื่อไหร่ก็ช่วยบอกให้เค้าติดต่อกลับไปหาที่บ้านด้วยนะครับ พ่อแม่เขาจะได้ไม่เป็นห่วง ผมว่าก็คงจะเป็นเด็กวัยรุ่นไปเที่ยวค้างตามบ้านเพื่อนธรรมดานั่นแหละครับ ไม่รู้ว่าที่บ้านเขาจะตกอกตกใจอะไรกันนักหนาถึงกับต้องไปแจ้งตำรวจ แต่ผมก็มาดูด้วยหน้าที่นั่นแหละ ขอบคุณมากนะน้องชายที่ให้ความร่วมมือ ตำรวจคนนั้นพูด แล้วก็เดินจากไป
ผมยืนเกาหัวแกรกๆ แล้วจึงปิดประตู เดินกลับไปที่ครัว หยิบเนื้อออกมาจากตู้เย็น เอาใส่หม้อตั้งไฟ หั่นผักใส่ลงไป ใส่เครื่องปรุงตามตำราทำอาหารทุกอย่างเป๊ะๆ ไม่มีผิดพลาด...
...หลังจากต้มจนเดือดแล้วผมก็เพิ่งจะนึกออก...
...ว่าผมใส่เนื้อลงไปก่อนที่น้ำจะเดือดซะแล้ว...
สตูว์เนื้อจึงเหม็นคาวแถมยังแข็งและเหนียวจนกินไม่ได้ ผมต้องเททิ้งให้ไอ้แบล็คหมาที่แอบเลี้ยงไว้ในหอให้กินจนหมด
อืม...นะ...แต่ดูแล้วท่าทางไอ้แบล็คมันกินอย่างเอร็ดอร่อย
สตูว์เนื้อของผมกลายเป็นอาหารหมาไปซะแล้ว
การเข้าครัวครั้งแรกของผมล้มเหลวไม่เป็นท่า...
วันอาทิตย์ต่อมาผมว่าจะหาอะไรเบาๆทำซักหน่อยหลังจากการเรียนอันหนักหน่วงในสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงคิดที่จะเข้าครัวทำกับข้าวอีกครั้ง ผมเปิดดูหน้าสารบัญของตำราทำอาหารแล้วพลิกไปที่หน้าสิบสาม เครื่องในผัดกับใบขึ้นฉ่าย อันนี้ท่าทางจะน่าอร่อยและดีต่อสุขภาพ ผมน่าจะลองกินอาหารเครื่องในดูบ้าง เพราะตอนนี้ท้องไส้ผมก็ไม่ค่อยดีซะด้วย ผมเคยอ่านในหนังสือโภชนาการทางการแพทย์มานะ เค้ามีวิธีการรักษาด้วยอาหารที่เรียกว่า วิธีรักษาตรงจุด คือ ให้กินอาหารตามสภาพร่างกายที่มีปัญหาในขณะนั้น เช่น ถ้ากระเพาะไม่ดีก็ให้กินกระเพาะสัตว์ ถ้าตับไม่ดีก็ให้กินตับสัตว์ แล้วสุขภาพของอวัยวะนั้นๆ ก็จะดีขึ้น เค้าว่าอย่างนั้นน่ะนะ
ยังไม่ทันที่ผมจะหยิบใบขึ้นฉ่ายออกมาจากตู้เย็น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกแล้ว ผมเดินไปเปิดประตูก็พบกับตำรวจคนเดิมที่มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แกยกมือตะเบ๊ะผมเหมือนเดิมแต่ทำหน้าเครียดกว่าคราวที่แล้ว
นี่ๆ น้องชาย นายธนรัชต์ห้องข้างๆ นี่กลับมาบ้างหรือเปล่า ที่บ้านเขาบอกว่าโทรมากี่ครั้งๆ ก็ไม่มีใครอยู่ที่ห้อง นี่มันก็อาทิตย์นึงแล้วนะเนี่ย พ่อแม่เขาเป็นห่วงมากเลยให้ตำรวจมาช่วยดูให้อีกรอบ
เอ...ไม่เลยนะครับ ผมไม่เห็นเค้าอีกเลยตั้งแต่ก่อนที่จ่าจะมาคราวที่แล้วเสียอีก ที่มหาลัยก็ไม่เห็นไปเรียนด้วย ผมว่าเค้าอาจจะไปติดสาวข้างนอกอยู่ที่ไหนก็ได้ล่ะมั้งครับ ผมให้ข้อสันนิษฐาน
เหรอ...แต่...เอ...มันก็ชักจะนานผิดสังเกตแล้วนา...พ่อแม่เขาบอกว่าเด็กคนนี้ไม่เคยเที่ยวเตร่จะอยู่ที่หอตลอด พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดแต่ก็จะโทรมาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แต่มาอาทิตย์ที่แล้วไม่มีคนรับสาย มาอาทิตย์นี้ก็ไม่มีคนอยู่อีก มันชักผิดปกติ เอาน่า...น้องชายก็เป็นเพื่อนห้องข้างๆ เดี๋ยวมาช่วยผมพังประตูเข้าไปดูได้ไหม เผื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วยังไม่มีใครทราบ นายตำรวจขอความช่วยเหลือ
อืม...ก็ได้ครับ ไม่มีปัญหา ผมลังเลแต่ก็ตอบตกลงไป
เราสองคนช่วยกันทุบกุญแจห้องแล้วออกแรงผลักประตูอยู่สองสามที ประตูก็เปิดออก ข้างในว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยว่าจะมีคนอยู่ในห้อง โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่มุมห้องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมยังสังเกตเห็นสมุดเลกเชอร์วิชากายวิภาคเบื้องต้นที่สอบไปแล้วเมื่อวันพฤหัสกางทิ้งไว้อยู่เลย นั่นแปลว่าเขายังอ่านหนังสือไม่จบ แล้วก็ไม่ได้ไปสอบด้วย ลมที่พัดเข้ามาทางประตูทำให้ผมได้กลิ่นอะไรบางอย่างโชยมาแตะจมูก...
ได้กลิ่นอะไรเหม็นๆ รึเปล่าครับจ่า? ผมถามจ่าแช่ม
นั่นสิ...ผมก็ได้กลิ่นเหมือนกัน แกตอบ
กลิ่นมันมาจากทางห้องนอน! ผมพูดแล้วรีบเดินนำแกไปที่ห้องนอนทันที ซึ่งหอพักจะออกแบบเหมือนกันหมดทุกห้อง ดังนั้นผมจึงทราบได้ว่าห้องนอนอยู่ที่ไหน เพราะมันเป็นตำแหน่งเดียวกับห้องนอนในห้องของผม ทันทีที่ผมเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ผมก็พบกับภาพที่เกือบจะทำให้ผมอาเจียนออกมา
มันเป็นภาพของหนูตายนับสิบตัวติดอยู่กับที่ดักหนู!!!
ผมรีบวิ่งออกมาจากห้องนอนทันที คุณตำรวจรีบปิดประตูตามหลัง แล้วพูดขึ้นว่า... แหวะ...สงสัยนายธนรัชต์คงทำที่ดักหนูทิ้งไว้แล้วไม่กลับมาบ้านทั้งอาทิตย์ หนูมันเลยแห้งตายติดที่ดักอยู่อย่างนั้น จ่าแช่มให้ข้อสันนิษฐาน
แสดงว่ามันไม่ได้กลับห้องมานานมาก ผมบอก
เอาเถอะน้อง โทษทีนะที่รบกวน แต่ผมจะขอถามอะไรเกี่ยวกับนายธนรัชต์หน่อยได้ไหม
ผมเชิญแกเข้ามานั่งในห้อง พร้อมกับรินแบล๊คเลเบิลให้แกแก้วนึง พ่อผมซื้อมาทิ้งไว้น่ะ ผมเองก็ไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้ว เลยเอามาเลี้ยงแกเพื่อสร้างความสนิทสนม เผื่อแกจะช่วยเหลือผมได้บ้างเวลามีปัญหาอะไร คบตำรวจไว้ก็ไม่เสียหายนี่ใช่มั๊ย?
ผมคุยกับแกว่า นายธนรัชต์ห้องข้างๆ นี่ค่อนข้างจะเป็นคนเสเพล วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ แต่โกหกพ่อแม่ว่าเรียนหนัก บางทีเล่นพนันฟุตบอลจนเงินใช้ไม่พอก็โทรศัพท์ไปขอที่บ้าน บอกว่าซื้อหนังสือเรียนแพง คนที่มหาลัยเขาก็รู้กันทั้งนั้น การที่เขาไม่กลับบ้านตอนนี้อาจจะเป็นเพราะหนีหนี้พนันบอลก็ได้ จ่าแกบอกว่าก็น่าจะมีความเป็นไปได้เหมือนกัน เดี๋ยวแกจะกลับไปรายงานที่สน.ตามที่ผมบอก
ตอนนั้นหกโมงกว่าแล้วเลยชวนแกกินข้าวเย็นด้วยกัน บอกว่าผมกำลังจะทำกับข้าวกินเอง เดี๋ยวจะเจียวไข่เพิ่มอีกสักอย่าง แล้วก็มีแกงเผ็ดร้านป้าเมี้ยนเหลืออยู่ในตู้เย็นเดี๋ยวเอามาอุ่นกินก็ได้แล้ว แกล้มกับเหล้า จะเลี้ยงเหล้าแกสักหน่อย ผมเห็นใจงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผมว่างั้น แกก็ตอบตกลงแล้วพูดว่า
โอ้โห...คนหนุ่มอย่างน้องชายทำกับข้าวกินเองหรอเนี่ย ทำไมไม่หาเมียสักคนล่ะ สมัยผมอายุเท่าน้องชายนะ ผมหาเมียให้เมียทำได้แล้ว หึ หึ หึ แกหัวเราะลงคอ พลางซดเหล้าลงคอกรึ๊บเดียวหมด
ผมยิ้มไม่พูดอะไร ทอดไข่เจียวเสร็จก็ผัดเครื่องในกับขึ้นฉ่ายตามตำราปรุงอาหารเป๊ะๆ อาหารผัดเป็นอาหารจานร้อนก็เลยทำง่ายกว่าพวกสตูว์ที่ต้องต้มแล้วใช้เวลามากกว่า มันจึงเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
จ่าช่วยหยิบแกงเผ็ดในตู้เย็นให้ผมหน่อยได้ไหมครับ? ผมหันไปบอกแกที่กำลังดื่มเหล้าอยู่ที่กลางห้อง
ได้ๆ น้องชาย เดี๋ยวนะ... แกตอบพลางยืดตัวลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยถนัด
ทันใดนั้นสมองของผมสั่งการเตือนทันทีว่าผมได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว! ผมรีบพุ่งไปที่ตู้เย็นอย่างรวดเร็วก่อนที่แกจะเดินอืดอาดไปถึง ผมจับประตูตู้เย็นไว้ได้ทันก่อนที่แกจะเปิดมันออกมา!!!
อ้าว...ทำไมล่ะ ไม่เอาแกงเผ็ดแล้วหรอ? จ่าถาม
อ๋อ...เปล่าครับ...คือจ่าไปนั่งกินเหล้าต่อเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเอง จะให้แขกมาทำได้ยังไง ผมพยายามทำน้ำเสียงให้เรียบเฉย
อะ...เอ้อ...จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้นะ แหม...มาให้กินฟรีอย่างเกรงใจแย่ หึหึ แกหัวเราะลงลูกคออีกครั้ง พร้อมเดินกลับไปนั่งอย่างว่าง่าย ผมว่าแกก็คงชอบแหละที่ได้เมาฟรี
ผมยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก จะให้แกเปิดตู้เย็นได้ยังไงในเมื่อยังเหลือเนื้ออีกหลายชิ้นที่ยังแช่อยู่ในตู้เย็น แล้วยิ่งลูกตา, มันสมอง, หัวใจ, ปอด, ม้าม, กระดูกซี่โครงพวกนี้นี่ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเอามาทำกับข้าวอะไรกินดี เดี๋ยวถ้าจ่าแกมาเห็นเข้าเดี๋ยวจะตกใจแย่ ส่วนพวกเครื่องในก็คงไม่ต้องเป็นห่วง เพราะวันนี้จ่าแช่มแกจะช่วยกำจัดมันไปให้ทั้งหมดเอง...เมาๆ อย่างนี้ถึงรสชาติมันจะแย่สักหน่อยแต่แกก็คงไม่บ่นหรอกเนอะ
คงจะไม่มีใครค้นหาธนรัชต์เจอแล้วล่ะ มันเป็นความผิดของเขาเองล่ะนะที่ดันเป็นคนมาพบว่าผมแอบขโมยชิ้นส่วนของศพที่เราเรียนกายวิภาคที่มหาลัยมาทำอาหารที่หอ
อีกอย่างผมก็ยังไม่เคยลองชิมรสชาติเนื้อที่ผมแล่เองกับมือตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่เลย ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไงนะ
บางครั้งคนเราก็ค้นหาบางสิ่งที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน จริงมั๊ยครับ?...
หมายเหตุ
เรื่องสั้นเรื่องนี้ แต่งขึ้นเมื่อ 31/12/2002 21:43 เพื่อจะส่งประกวดในมหาลัยแต่ไม่เข้ารอบ กว่าจะหาเจอ ผมต้องใช้โปรแกรม wayback machine กลับไปเอามาจากที่เคยโพสท์ไว้ในบอร์ดบางกระปิ
กลับมาอ่านเรื่องนี้อีกทีแล้วก็อาย เพราะว่า ผมเขียนในสมัยที่ยัง "เขียนหนังสือไม่เป็น" (จริงๆ ตอนนี้ก็ยังเขียนไม่เป็นอยู่ แต่ก็ดีขึ้น) ฉะนั้นพลอตเลยค่อนข้างห่วย ใครๆ อ่านก็บอกว่า เดาตอนจบได้หมด
เฮ้อ...
| Create Date : 28 กันยายน 2549 |
| Last Update : 28 กันยายน 2549 20:34:46 น. |
| |
|
|
|
|
De javu'
ผมพยายามเค้นเอาความทรงจำที่มีในอดีตเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วกลับขึ้นมาอีกครั้ง น่าแปลกที่ผมจำวันแรกที่ไปโรงเรียนตอนอนุบาลได้ดี แต่กลับจำวันแรกที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยได้เพียงรางๆ เท่านั้น จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากการไปรับน้องคณะที่ต่างจังหวัดเพิ่งจะผ่านพ้นไป การได้มองเห็นนักศึกษาปีหนึ่งรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมอย่างมีชีวิตชีวา มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน
ขอผมทบทวนความจำอันเชื่องช้าของตนเองสักเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าต่อไป .........
ผมจำได้ว่ามันเป็นวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2543 ตอนที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ใน เมืองมหาลัย แห่งนี้อย่างเต็มตัวเป็นวันแรก กว่าผมจะขนของเข้าห้องพักในอาคารซีเก้าได้สำเร็จก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็นแล้ว
.ยังดีที่ห้องมันยังอยู่แค่ชั้นหนึ่ง
ผมได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้ว ได้ความว่ามันจะขนของเข้าหอพักในวันรุ่งขึ้น เพราะว่าวันนี้คนที่บ้านยังไม่สะดวกที่จะขับรถมาส่งให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเด็กอายุ 17 -18 ในขณะนั้นที่ยังไม่มีรถส่วนตัวใช้กันโครมๆ เหมือนในปัจจุบัน อย่าว่าแต่รถเลยครับ 4 5 ปีก่อนนี่แค่ใครมีมือถือใช้ก็หรูแล้ว
สรุปว่า คืนแรกของผมที่มหาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ก็ต้องนอนคนเดียวอย่างช่วยไม่ได้ ผมพยายามใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรถามหาเพื่อนๆ ร่วมชั้นปีที่ขอหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตอนวันแรกพบ และวันสอบสัมภาษณ์เพื่อหาคนนอนด้วย แต่ปรากฏว่ายังไม่มีใครขนของเข้ามาพักในหอพักเลยสักคน เหมือนกับจะนัดกันแกล้งผม ทุกคนพร้อมใจกันที่จะมาวันเปิดเรียนวันจันทร์ทีเดียวเลย
ความเหงาและความกลัวในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้เกาะกินอยู่ภายในจิตใจ ผมรู้สึกอึดอัดกับความแปลกที่แปลกทาง เครื่องปรับอากาศในห้องก็หนาวจับใจ ขนาดว่าลดอุณหภูมิลงมาถึง 25 องศาแล้วก็ยังเย็นจนแทบจะจับแข็ง จนผมต้องหนีออกมาข้างนอกห้อง มานั่งพักใจอยู่ที่บริเวณโต๊ะยาม เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เวลาตีหนึ่งสี่สิบห้านาที พี่ยามมองผมด้วยสายตาประหลาดใจว่าทำไมถึงไม่หลับไม่นอน ผมตอบโดยไม่ต้องรอให้แกถามว่า ผมอยากดื่มน้ำร้อนสักแก้ว แกชี้ไปที่เครื่องทำน้ำร้อนสำหรับนักศึกษาที่อยู่ใกล้ๆ กับตู้เย็นรวมของหอพัก แล้วถามว่า จะเอาโอวัลตินไหมขรับ พ้มพอมีอยู่..........................
ผมยังรู้สึกผิดอยู่จนทุกวันนี้ที่จำชื่อพี่ยามแกไม่ได้ ทั้งๆ ที่เคยดูที่ป้ายชื่อแกก็แล้ว แต่กลับลืมไปเสียสนิท พวกเรา (หมายถึงผมและเพื่อนๆ ) เรียกแกว่า พี่หัวตั้ง แกมักจะมีวิธีการแก้ง่วงในตอนที่ต้องนั่งเฝ้าเวรกะกลางคืนแบบแปลกๆ คือแกจะนั่งคัดลายมืออะไรของแกลงสมุดไปเรื่อยๆ จนไอ้ชัยเพื่อนผมมันเอามาล้อ ว่าแกหัดเขียนภาษาไทยหรือไง ครั้งแรกที่ผมคุยกับแกก็คือคืนที่ผมต้องนอนคนเดียวคืนนั้นนั่นแหละ แต่หลังจากนั้นไม่นาน แกก็เป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาทุกคนที่อยู่อาคารซีเก้าของปี 2543 เวลาดึกๆ ใครยังไม่นอนก็มาคุยกับพี่แกได้ แกก็มักจะคุยไปยิ้มไปอย่างที่แกเป็นของแกอยู่เสมอ
สาเหตุอย่างหนึ่งที่พวกนักศึกษาชอบพี่หัวตั้ง ก็คงเป็นเพราะความใจดีของพี่แก เพราะโดยปกติแล้ว ตามที่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ ที่อยู่อาคารอื่น (โดยเฉพาะซีสิบ) ยามมักจะเป็นประเภทโหด เลว ดุและไร้ความปราณีต่อนักศึกษา โดยเฉพาะจะห้ามเด็ดขาดไม่ให้นักศึกษาที่อยู่หออื่น หรือคนนอกขึ้นตึก แต่สำหรับพี่หัวตั้งแกจะใจดีมาก ถ้าไปบอกแกว่า คืนนี้ขอนอนค้างห้องเพื่อนหน่อย แกก็ไม่ว่าอะไรแต่บอกว่าอย่าบ่อย เดี๋ยวโดนผู้ดูแลหอจับได้แล้วแกจะซวย จนมีอยู่หลายครั้งที่แกออกอาการงอน เพราะไอ้นุกมันไปขอแกค้างห้องผมบ่อยแทบทุกคืนจนแกหาว่า แกพูดอะไรนักศึกษาไม่เคยเชื่อฟังเลย
แล้วก็มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมไม่มีวันลืมแกเลย ผมจำได้ว่าคืนนั้นใกล้สอบกลางภาคแล้ว เพื่อนๆ หลายๆ คนมานั่งติวกันที่ห้องหมายเลข 109 ของผม ก็มีพวกไอ้อาดีส แทน ชัย ชิน นุก และไอ้แม็ค ตอนนั้นมันเป็นเวลาสักประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ พวกเรารู้สึกหิว อยากจะต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกัน ผมก็หยิบชามใบใหญ่เดินออกไปด้านหน้าหอ คิดว่าจะไปเติมน้ำร้อนมาใส่บะหมี่ แต่พอเดินออกไปก็พบว่า มีนักศึกษาประมาณ 4-5 คน ถือชามใส่มาม่าดิบ ยืนต่อแถวรอน้ำร้อนกันหน้าสลอน
น้ำร้อนหมด.... คือความจริงที่ผมค้นพบ โดยปกติแล้ว คูลเลอร์ทำน้ำร้อนน้ำเย็นจะต้องมีแกลลอนใส่น้ำ (ผมเรียกถูกใช่ไหมนะ นั่นแหละ) มันต้องมีอยู่ตลอด แต่บังเอิญว่าวันนั้นเพราะว่าคนใช้กินดื่มกันมากหรือไงไม่ทราบ มันเลยหมดเร็วกว่าปกติ
พี่หัวตั้งสังเกตเห็นแล้วว่า นักศึกษากำลังมีปัญหาที่ไม่มีน้ำร้อนเติมมาม่า บางคนแกะซองเครื่องปรุงออกมาแล้ว จะห่อเก็บใส่ซองคืนก็คงไม่ได้ จะให้กินทั้งอย่างนั้นเลยก็คงไม่ไหว เลยเที่ยงคืนแล้วเสียด้วย เพราะฉะนั้นใครจะออกไปเติมน้ำร้อนที่เซเว่นอีเลฟเว่นก็ถูกห้ามอีก
พี่หัวตั้งแกบอกผมว่าให้รอเดี๋ยว แล้วก็ผลุบเข้าไปในห้องซักรีดของแม่บ้าน (ห้องแรกทางซ้ายมือ ของอาคารซีเก้า) ผมไม่แน่ใจว่าแกมีแกลลอนใส่น้ำเก็บไว้ในห้องนั้นหรืออย่างไร แต่แกปล่อยให้พวกเรายืนเปลือยท่อนบน ถือชามใส่มาม่า รออยู่เกือบ 5 นาที แล้วก็กลับออกมาพร้อมกับแกลลอนใส่น้ำเต็มเปี่ยม และเดินไปเติมให้ที่เครื่อง พอน้ำร้อนได้ที่ คนก็พากันทยอยมาเติมน้ำร้อนใส่มาม่าแล้วก็เดินกลับขึ้นห้องไป ผมเติมเป็นคนสุดท้าย พอเสร็จแล้วผมก็หันไปขอบคุณพี่หัวตั้งที่เอาน้ำมาเติมให้
ขอบคุณนะครับพี่ ในห้องนั้นมีแกลลอนน้ำสำรองเก็บไว้หรอครับ ทีหลังพี่บอกผมก็ได้ จะได้ไปหยิบมาเติมเอง ไม่ต้องลำบากพี่ ผมบอกแก แกส่ายหน้า พร้อมกับยิ้มและตอบกลับมาด้วยเสียงในฟิล์มลากยาวแบบสปีดเมทัลม้วนเดียวจบ
โอ้ย บ่ใช่ร๊อกคับคู้ณ น้ำมันโม๊ดแหล่ว กว่าถังใหม่จะมาต้องพรุ่งนี้ พ้มเห้นพวกคุ้ณ บ่มีน้ำร้อนใซ้ สิไปรองน้ำในส้วมใส่ถังมาให้ครับ บ่เป็นหยังดอกครับ ต้มเดือดแล้วสิกินได้ แหม้ แต่เสียอย่างเดียว ปากถังมันเล็กไปหน้อยรองบ่ค่อยถนัด นี่ดีนะ พ้มใช้ที่ฉี้ดตูดฉี้ดน้ำเข้าถัง แป๊บเดียวก็เต็มแล้ว
แกหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจที่ช่วยพวกนักศึกษาให้ไม่ต้องทนหิวกันไป...อีกตั้งคืนนึงแน่ะ
***หมายเหตุ
เรื่องนี้ ตีพิมพ์ลงหนังสือ "รังมด" เล่ม 1 (หน้าปก อ.ปฐมฤกษ์) หนังสือทำมือของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
| Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549 |
| Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 19:42:16 น. |
| |
|
|
|
|
GENESIS OF MIND
วันนี้ผมไปทำธุระแถวๆ สยามมาครับ เสร็จแล้วก็รีบกลับเลย เพื่อจะได้มาพักผ่อนสบายๆ ที่บ้าน ว่าแล้วก็ไปรอรถเมล์สาย 93 ที่หน้ามาบุญครอง
รถเมล์ที่ผมรอก็ยังไม่มาสักที... มองไปก็เห็นฝรั่งผิวขาวคน ผิวดำอีกสอง ยืนรอรถเมล์อยู่เหมือน พูดคุยกันเสียงดังด้วยเสียงที่ผมคิดว่าไม่ใช่ภาษาอังกฤษ น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศส หรือโปรตุเกสอะไร ผมก็ไม่ชำนาญ ว่าแล้ว คนดำคนนึงก็หยิบแก้วโค้กจากร้านแม็คโดนัลด์ในมือมากรอกปากจนหยดสุดท้ายก่อนโยนแก้วทิ้งไปบนพื้น อาฮะ รถเมล์สายที่พวกเขาต้องการจะขึ้นมาถึงพอดี พวกเค้าก็วิ่งเตรียมจะไปขึ้นรถ แต่...
ชายหนุ่ม(แก่มาก)ในชุดสีกากีเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของคนต่างชาติคนนั้น แล้วพูดอะไรสักอย่างที่น่าจะเดาได้ไม่ยาก แล้วเดินไปหยิบแก้วน้ำที่คนคนนั้นโยนทิ้งชูขึ้นมายังก๊ะหมอพรทิพย์ชูหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีห้างทองที่ผมเคยอ่านในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ผมหัวเราะในใจ "สมน้ำหน้า ไอ้ฟาย"
รถเมล์ที่ผมรอก็ยังไม่มาสักที... ผมนึกขึ้นได้ว่าจะต้องโอนตังค์ไปให้น้อง ก็เลยเดินเข้าตู้เอทีเอ็ม จัดการอะไรเสร็จสรรพ ไม่ลืมที่จะหยิบใบสลิปออกมาด้วย เพื่อเอามาดูว่ารายการที่ผมทำนั้นถูกต้องเรียบร้อยดีหรือเปล่า
รถเมล์ที่ผมรอก็ยังไม่มาสักที... ผมสังเกตเห็นว่า ปรกติแล้วที่หน้ามาบุญครองมักจะมีรถแท๊กซี่ และรถตุ๊กๆ จอดรอผู้โดยสารเรียงกันเป็นตับเสมอ ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้การจราจรติดขัดหน้ามาบุญครองอย่างรุนแรง รถเมล์จอดป้ายไม่ได้ ทำให้ต้องไปจอดในเลนที่สอง รถทางตรงก็วิ่งไม่ได้อีกเพราะติดรถเมล์ โชคดีที่วันนี้มีตำรวจจราจรมาคอยควบคุมไม่ให้พวกรถแท๊กซี่มาจอดรอผู้โดยสาร
ชายหญิงคู่นึงอายุประมาณ 20 ปลายๆ มายืนอยู่ข้างๆ ผม ทำท่าเก้ๆกังๆ คงอยากจะเรียกรถแท๊กซี่ แต่พี่แกคงงงว่าทำไมวันนี้ไม่มีแท๊กซี่เลย เรียกกี่คันๆ ก็ไม่จอด (แน่ล่ะพี่ ก้อพี่หัวปิงปอง เค้ายืนคุมเชิงอยู่นี่ พี่ไม่เห็นจริงๆ หรอคับ)
ในที่สุดก็มีเหยื่อหลุดมาคันนึง รถแท๊กซี่คนนั้นผมว่าเค้าคงมองไม่เห็นพี่หัวปิงปองล่ะมั้ง ถึงได้จอดรับชายหญิงคู่นั้นขึ้นไป ไม่ทันที่จะเปลี่ยนเลน พี่หัวปิงปองก็ยิ้มระรื่น คงคิดในใจว่าได้เงินกินเหล้าอีกแล้ววันนี้ กวักมือเรียกให้แท็กซี่จอด แล้วก็จดๆ อะไรสักอย่างลงกระดาษ ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนเป็นกระดาษสีแดงหนึ่งใบกลับไป
ผมหัวเราะในใจ "สมน้ำหน้า ไอ้ฟาย"
พอผมหันกลับมา ผมเห็นมีเด็กผู้ชายหัวเกรียนใส่แว่น อ้อ ดูอักษรย่อร.ร.แล้วเป็นเด็กโรงเรียนที่ผมเชื่อว่า ร.ร.นี้คงฝังไมโครชิพให้เด็กๆก่อนจบเป็นแน่แท้ เพราะแต่ละคนที่ผมรู้จักที่มาจากร.ร.นี้ institutionism กันทั้งนั้น (ถึงว่าโรงเรียนนี้จะดีจริงๆก้อเหอะนะ แต่ผมว่าหลายๆคนมันเว่อร์ไป) โอ้ะ นอกเรื่องไปไกล... คือ ไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันมองหน้าผมแปลก ... เอ หรือว่าตอนที่ผมหัวเราะสะใจที่แท๊กซี่โดนเรียกจอดนั้น ผมเผลอสะใจมากเกินไปจนน่าเกลียดหว่า??
ไอ้เด็กนี่ยังจ้องหน้าผมไม่เลิก ผมก็ถามว่า "มองอะไรครับ" "พี่ขำมากมั้ยครับ" มันถามผม "เปล่านี่" ผมตอบ แต่ในใจคิดว่า "มึงจะเสือกเรื่องของกุมากไปแล้วนะ"
ผมเบือนหน้าหนีไม่อยากจะสนใจมันนัก อ้า...รถเมล์ที่ผมรอ สาย 93 มาพอดีเลย ลาที หัวปิงปอง ลาก่อนไอ้เด็กบ้า ผมขยำสลิป ATM ทิ้งไปก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถ คนก็เฮโลกันเข้ามาแย่งกันขึ้นรถที่ประตูทั้งสองด้าน ผมสังเกตเห็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ต้นๆ คนนึง เธอทำท่าเหมือนรถเมล์มีคันเดียวในโลก รีบวิ่งไปขึ้นแซงซ้ายแซงขวา เบียดคนนู้นคนนี้ (รวมทั้งเบียดผมด้วย) ก่อนที่จะสะดุดอะไรสักอย่างบนพื้น (ผมสาบานว่าไม่ใช่ผมขัดขา แม้ว่าผมจะอยากทำก็เหอะ) ล้มลง เข่าถลอก เลือดซึม รถเมล์หยุด คนหยุดวิ่ง หันมามองกันหมด สัก 2-3 วินาที ก่อนที่จะวิ่งขึ้นรถกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ผู้หญิงคนนั้นเก็บข้างของที่หล่นอยู่ตรงฟุตบาทคนเดียว
ผมคิดในใจว่า "สมน้ำหน้า ไอ้ฟาย" ก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถเมล์
แต่แล้วก็มีมือในชุดกากีเดินมาจับแขนผม บอกว่า ที่นี่เค้าห้ามทิ้งขยะนะน้อง เดี๋ยวไปเสียค่าปรับที่ป้อมด้วยครับ
ผมอึ้งเล็กน้อย ทำอะไรไม่ถูก ในใจคิดแค่ว่า เฮ้ย นี่กุกำลังจะกลับบ้านแล้ว นิดๆหน่อยๆเองนะเฮ้ย
ผมหันกลับไปมองไอ้เด็กมัธยมคนนั้น มันยังยืนอยู่ที่เดิม มองตรงมาที่ผม สาบานว่าผมเห็นมันกำลังยิ้ม
คงไม่ต้องบอกนะ ว่าผมรู้ว่า มันกำลังคิดอะไรอยู่
...สมน้ำหน้า ไอ้ฟาย...
***หมายเหตุ
เรื่องนี้ ลงในเว็บ liverpool.in.th สักตอนเดือน เมษายน ปี 47 (จำวันที่แน่นอนไม่ได้) รู้สึกจะเป็นตอนที่ฝึกงานที่บริษัทโปรเกรสซอฟท์แวร์ แล้วเบื่อจัด ก็เลยนั่งแต่งเล่นๆ ไม่รู้จะให้ใครอ่านก็เอาไปลงเว็บบอร์ดที่เล่นบ่อยที่สุดตอนนั้นคือ liverpool.in.th
ไอ้อาร์ทบอกว่า พล็อตเรื่องนี้ คล้ายของมัน ไอ้ที่คนข้ามถนน แล้วบอกว่า "ด่ามึงนั่นแหละ"
ขอบอกว่า เหมือนกันโดยบังเอิญ

มีคนถามว่า เด็ก น.ร. ในเรื่อง คือ โรงเรียนอะไร
ตอบว่า ไม่บอก เดี๋ยวจะเกิดความขัดแย้งระหว่างสถาบัน บอกได้แต่ว่า เป็น ร.ร.ชายล้วน ที่นึกว่าโรงเรียนตัวเองเลิศหรูเสียเต็มประดาจนน่าหมั่นไส้ คนที่ดีๆ จากโรงเรียนนี้ก็มีเยอะเหมือนกัน แต่ว่ากุเกลียด
| Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549 |
| Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 19:33:16 น. |
| |
|
|
|
| |
|
 |
Ryuichi |
|
 |
|
|
|