Group Blog
 
All blogs
 

1 บาท ถึง 100 บาท

โอ้ ชิด นี่เป็นครั้งแรก ที่เข้ามาทำ blog หลังจากมีไว้ แต่ทิ้งให้เป็นป่าช้าซะนาน ไม่ได้ง่ายเลยนะเนี่ย งง งง แต่ก็นะ ดันทุรัง ทำมาจนได้ ไม่รู้เอาแรงบันดาลใจมาจากไหน หรือว่ามึนกับภาษาอังกฤษมาก ขอทดสอบหน่อยว่า ภาษาไทยยังแข็งแรงอยู่มั้ย ส่วนตัวเป็นคนพิมพ์เร็วปานจรวด เลยไม่มีปัญหาเรื่องการพิมพ์ ถ้าใช้คำนี่สิ สลับหน้าหลัง ให้ได้งวยงง ต้องแก้ตลอด


จะพล่ามทำไมมาก 1 บาท ถึง 100 บาทที่ว่าเนี่ย คืออะไร ไปดูกันเลย (บอกตัวเอง กร้ากๆ เพราะไม่มีใครเข้ามาอ่านหรอก จึงเขียนประหนึ่งว่า ไว้อ่านเองในอนาคต)


เริ่มจากที่ 1 บาท


ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน (วุ้ยฟังแล้วดูแก่ชะมัด) ตอนที่ไปอยู่กับแม่(คุณย่า) ที่บ้านกว้างมาก ต้นไม้เต็มไปหมด ทั้งไม้ดอกไม้ผล เอาเป็นว่า ถ้าเป็น Vegetarian ก็ไม่ต้องออกไปตลาดเลย มีกินตลอดปี 5% ของพื้นที่บ้าน เป็นดงดอกมะลิ ใช่ ต้องเรียกดง เพราะมันเยอะมาก ทั้งมะลิเดี่ยว มะลิซ้อน (มะลิลาไม่เคยเห็น) เราก็เก็บมาร้อยกับก้านมะพร้าวซึ่งเหลาแล้ว ยาวประมาณแท่งดินสอ ทำปลายแหลมนิดนึง จับดอกมะลิมาเสียบสลับไปมา บางทีก็เสียบต่อๆกันไปให้มันเป็นเกลียว วุ้ยสวยงาม ทำไว้บูชาพระ แต่โต๊ะหมู่ที่บ้าน มีแค่ 2 โต๊ะ ร้อยมาเยอะมาก ได้หลายสิบอันเลย จะทำอย่างไรดี?!? อ่อ แบ่งไว้หัวนอนบ้าง ตอนมะลิบานนะ หอมเชียว ใส่ขันน้ำบ้าง เวลากินน้ำเนี่ย หอมชื่นใจ เคยเผลอหลุดเข้าปาก แย๊ก..ก ขมปิ้ดปี๋เลย โอเค..ต่อ แม่ก็เลยบอกว่า ร้อยขายสิลูก เดี๋ยวฝากคุณยายข้างบ้านไปขาย เพราะคุณยายเค้าต้องเข็นรถ(ขายพวกเมี่ยง, ไข่นกกระทาทอด, มะยมเชื่อมที่เป็นไม้ๆ ฯลฯ) ผ่านหน้าบ้านเราประมาณ 6 โมงทุกวัน แล้วก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน คุณยายเค้าเป็นเจ้ามือรับซื้อหวย ส่วนแม่เราก็ชอบแทง เลยเข้ากันได้ดี ว่าไปนั่น ฉะนั้นพอแดดร่มๆ ซัก 4-5 โมง ก็จะถือขันไปละ ไปเก็บดอกมะลิ เก็บเฉพาะน้องตูมนะ ไม่เก็บน้องบาน (ถ้าเห็นน้องบานแปลว่า เมื่อวานเราพลาดน้องตูม) แล้วก็ต้องเลือกตูมที่กำลังจะบาน ไม่ใช่ตู๊มตูม แบบพึ่งเกิด


         รูปจาก annefriday.com


เก็บมาแล้วก็จะมานั่งร้อยล่ะ แรกๆนั่งร้อยกับแม่ หลังๆเก่ง ร้อยคนเดียว บางทีร้อยสองคนกับน้องเอย(อันนี้อย่างฮา ไว้ค่อยเล่า) ร้อยเสร็จก็เอามาเสียบใส่กระป๋องทราย ขายอันละ 1 บาท นี่ล่ะ เป็นที่มาของ 1 บาท เราจะได้เงินตอนเช้าเวลาคุณยายไปตลาดจะแวะเอาเงินมาให้ บางทีเราก็เดินไปรับเงินที่บ้านคุณยาย เพราะต้องหยิบกระป๋องทรายมากด้วย ส่วนใหญ่จะขายหมด โดยเฉพาะวันก่อนวันพระ ญาติโยมก็จะเอาดอกมะลิเรานี่แหละ ไปวัด ถูกและงามกว่าดอกกุหลาบที่ตลาดเป็นไหนๆ ก็ได้วันละ 15 บาทมั่ง 20 บาทมั่ง แล้วแต่จำนวน เหลือก็ไม่ต้องคืน ให้คุณยายไป ดูเหมือนเป็นรายได้แค่เล็กน้อย แต่นั่นก็ปลูกฝังนิสัยดีๆให้เราหลายอย่างเลย จำได้ว่าทุกวันเด็กของทุกปี จะรีบเอาเงินในกระปุกน้องหมู น้องช้างไปฝาก เพื่อที่จะได้ของแถม พวกกระติกน้ำ กล่องข้าว อืม..ไม่รู้ว่าตอนนี้ ธ.ออมสินยังมีอยู่หรือเปล่า


มาที่ 5 บาท 10 บาท


บอกไปแล้วว่าผลหมากรากไม้ เยอะเหลือเกิน ทำไงดี อยู่กันแค่ 4 คน (เรา พ่อ[คุณปู่] แม่[คุณย่า] น้องเอย) กินไม่หมด หึหึ ขายสิท่าน ได้เวลาขายของอีกแล้ว ใครมาขอก็ให้ฟรีนะ เยอะจัด แต่ที่มีประสบการณ์เลยเนี่ย คือชมพู่มะเหมี่ยว แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว ชอบกินมาก หิ้วไปขายที่ รร  4 ลูก 5 บาท ใส่ถุงพลาสติกไป แต่ทำแบบถุงละบาทด้วยนะ หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงแกง มีพริกเกลือให้ด้วย เอาไปกี่วัน ไม่เคยเหลือกลับมาเลย ถุงละ 5 บาท ส่วนใหญ่ครูจะซื้อ เพื่อนกันบางคนอยากกินแต่ไม่มีตัง เราก็เออ ไม่เป็นไร ให้ฟรี ทำเพราะสนุก+เสียดายของ ดีกว่าเหี่ยวคาต้น


       รูปจาก gotoknow.org/blog/suthiwat94


 มะปราง, มะกอก, ทับทิม, มะม่วง, ขนุน, น้อยหน่า ก็ไม่เว้น ทำแบบเดิม บางทีไม่ได้เอาไปขาย เพราะวันนั้นต้องหอบอุปกรณ์วาดรูปไป รร ครูก็ยังขี่มอเตอร์ไซด์ตามมาซื้อที่บ้าน หลังๆ ก็มี นร คนอื่น เอามาขายบ้าง แต่เราขายดีกว่า อะไรที่เป็นเจ้าแรกและดี คนจะจำ เจ้าใหม่ คนไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าลอง ต้องให้มีคนไปลองแล้วบอกว่าดีก่อน ถึงจะกล้าเสี่ยง อันนี้เรื่องจริง จากประสบการณ์ตอนโตแล้ว ไม่อย่างนั้น คนจะนิยมไปร้านดั้งเดิม ร้านเก่าแก่ รุ่นคุณทวด เปิดมา 80 ปี อะไรอย่างนี้เหรอ คนก็คงนิยมไป ร้านเพิ่งเปิดเมื่อวาน ใหม่สดซิง เปิดไม่นาน อะไรแบบนี้แล้วซี ว่ามั้ย เรื่องธุรกิจเนี่ย คิดก่อน ทำก่อน แต่ต้องดีด้วยนะ ส่วนใหญ่จะได้เปรียบ แต่ถ้าเราคิดก่อนใช่ ทำก่อนอีก แต่ทำไม่ค่อยดี คนที่ทำทีหลัง แต่ดีกว่า พัฒนากว่า ก็ได้รับความนิยมไป


นอกจากผลไม้ที่ว่าๆมาแล้ว มะพร้าว ก็มีคนมาเหมานะ พวกขายขนมหวานน่ะ ยังไงเค้าก็ต้องใช้ แล้วต้นมะพร้าวที่บ้าน ก็เยอะพอๆกับต้นกล้วยเลย ใบย่านางก็มีคนมาขอซื้อ แต่แม่เราให้ฟรี ใบกระถินนี่ แค่ตะโกนบอกก็หยิบไปได้เลย เพราะมันขึ้นเป็นรั้ว ดกมาก..คิดแล้วอยากกินหลนเต้าเจี..ยว..เจี่ย..ว ...เจี้ยว วุ้นสะกดไม่ถูกเลยเรา เดี๋ยวหาว่าทะลึ่งไป นั่นแหละ เอาเป็นว่า อยากกินหลนปูเค็มก็ได้ หึหึ หลนเหมือนกัน กินกับกระถินะ สุดยอดๆๆ มะนาวมีอยู่ 6-7 ต้น ตื่นมานั่งช่วยแม่เย็มกระทง ใส่มะนาวฝากเค้าไปขาย มะรุม ที่บ้านก็มี แต่ต้นมันสูงมาก สอยยาก มัดเป็นกำๆไปขายที่ตลาด กำละ 5 บาท 10 บาท ก็ได้กลับมาเป็นร้อยอยู่ อืม..เราไม่ได้กินมะรุมมากี่ปีแล้วนี่ น่าจะสิบปีได้


พ่อ[คุณปู่]เรานะ ปลูกอะไรก็งาม ปลูกอะไรก็โต อย่างมะกอกกับชมพู่มะเหมี่ยวเนี่ย กินเสร็จ เหวี่ยงเม็ดมันไปซี้ซั้ว มันก็ขึ้นแล้ว อาจเป็นเพราะดินดีก็ได้ หลังบ้านเป็นแม่น้ำป่าสักแหละ น้ำก็ท่วมทุกปี ชอบมากมาย ได้พับเรือกระดาษ ให้มันลอยเล่น ตอนนั้นสวนหน้าบ้านเป็นดอกกุหลาบ มีแทบทุกสี มีเกือบร้อยต้น ทำเป็นร่อง เป็นแถวอย่างดี ปลูกไว้สวยงาม แต่จะชอบมีคนมาขอซื้อ อันนี้ ให้ฟรีไม่ได้ เพราะที่บ้านขับรถไปซื้อถึงจตุจักรโน่นเลย แล้วก็รดน้ำต้นไม้ทุกวัน ขายดอกละบาท ตัดจนเหี้ยน โดนพ่อว่า เลยไม่ค่อยอยากขาย ตอนไปตลาดกับแม่ เห็นเค้าขายกำละ 15 มีดอกกุหลาบอยู่ 2 ดอก แล้วก็ใบบ้าอะไรไม่รู้มาเสียบๆ ครั้งต่อไปมีคนมาซื้อ(ส่วนใหญ่เป็น นร)ขายดอกละ 5 แถมมั่งอะไรมั่ง ยิ่งวาเลนไทน์นะ ตัดซะโกร๋น เหลือแต่ใบ น้องตูม เค้าก็ไม่เว้น บอกจะเอาไปแช่น้ำให้มันบานเอง หลังๆไม่ขายละ พ่อบอกว่าให้รู้จักพอดี ไม่ต้องไปอยากได้เงินมาก --'' อ่อ แล้วหลังบ้านมีดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย เยอะมาก จำได้ว่า ตอนงานไหว้ครูได้ถือพาน แต่ตอนนั้น ต่อมออกแบบยังไม่ทำงาน ก็เสียบแต่ดอกดาวเรืองนั่นแหละ ทั้งพานเลย หนักมาก โกรธตัวเอง ที่บ้านดอกไม้เยอะแยะ ทำไมเสียบแต่ดาวเรือง เป็นพานที่ขี้เหร่ที่สุดของทุกชั้นปี


20 บาทจ้ะ


skip มาถึงตอนที่ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ขายอะไรเลย สังคมเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป บ้านที่กรุงเทพฯก็มีแค่ต้นมะม่วงมัน 5-6 ต้น ก็สอยมาชั่งโลขายให้กับคนในหมู่บ้านนั่นแล แต่เราไม่มีส่วน ไม่ได้เงิน ไม่ได้ช่วย ยืนดูเฉยๆ โอ ไม่สิ แอบดูที่หน้าต่างชั้นบนต่างหาก ช่วงเอนทรานซ์ก็เรียนพิเศษ อ่านหนังสือ วุ่นวาย เข้ามหาลัย เพื่อนมาก กิจกรรมมาก ตอนนั้นอินเตอร์เนตเริ่มมาล่ะ ก็บ้าเห่อน่ะสิ ไม่ได้คิดทำมาหากินอะไรหรอก จำได้ว่าตอนอยู่ปี 2 ไปรับ แบบทดสอบผลิตภัณฑ์มาทำ รายได้ดี เฉลี่ยเดือนละ 4-5 พัน บวกกับเงินเดือนที่บ้านให้ก็เกือบหมื่นเลยนะนั่น แต่ก็หมดไปกับเที่ยวเตร่ กินกระจาย ทำจนเรียนจบพอได้งานประจำก็เลิกทำ (จริงๆน่าจะทำต่อ คิดผิดจริงๆที่เลิก) 


ที่ทำงานใหม่นี่เอง ได้รู้จักเพื่อนใหม่ชื่อเจ้าเนส(นามสมมุติ) บ้านอยู่ใกล้กัน (เนสอยู่คลอง2 ลำลูกกา เราอยู่ดอนเมือง) ทำงานตึก แถวรัชดา เราต้องมาต่อรถแถวตลาดอมรพันธ์ บางทีก็ลง เมเจอร์รัชโยธิน แล้วแต่อารมณ์ ผ่านบ่อย คนเยอะ ทั้ง นร, นศ, ช่างกล, ช่างฝีมือ, วัยทำงาน ฯลฯ ตอนนั้นมีร้านบะหมี่เกี๊ยวอยู่ 1 ร้าน แล้วก็มีพี่ถุงเท้าอยู่ 1 ร้าน เค้าไม่ได้ชื่อพี่ถุงเท้านะ เค้าขายถุงเท้าอ่ะ หน้าตาโหดๆ เหมือนเด็กใต้มาเรียนรามฯ สมัยก่อน ผมยาว หนวดรุงรัง ใส่ชุดดำ แต่ตัวจริงใจดีมาก นั่งกันอยู่ 2 คน เจอทุกวันที่ผ่านแถวนั้น เสาร์อาทิตย์ทำไรล่ะ ไปจตุจักรน่ะสิ ไม่ได้ไปชอปอย่างเดียวนะ ไปเดินให้มันเกิดไอเดียว่าจะทำอะไรดี โอ..ได้การละ ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มฮิต แฟชั่นสร้อยคอ ในแบบต่างๆ อันละ 10 บาท ทำมาจากลวดบ้าง หนังบ้าง มีพลาสติก เจียเหมือนคริสตัล สีๆ ประดับ เฮ้ย สวยเว้ย น่าขาย ถามคนขายที่หน้าจตุจักรเลย ไปซื้อที่ไหนมา เค้าบอกสำเพ็ง แค่นั้นแหละ โอเคเนส พรุ่งนี้ไปสำเพ็งกัน แต่ประสบการณ์ยังน้อย ไปมันตอนบ่าย เหลืออะไรละเนี่ย ทำไมมันแพงจังว้า อันละ 5 เลยเหรอ ไหนเค้าบอกโหลละ 50-60 บาทไง ถามแม่ค้า เค้าบอกอยากได้ถูกๆต้องมาเช้ามืด ตี 4 ตี 5 ห๊า..ดอนเมืองไปสำเพ็งเนี่ย ไม่ต้องตื่นแต่ตี 3 เลยเหรอ เอาวะ ลองตื่นเช้าโคตรดู ด้วยวัยกำลังขยันก็ตื่นมาตี 4 (เป็นตอนนี้ 6 โมง ยังไม่อยากตื่นเล้ย) นัดเจอเนสป้ายรถเมล์หน้าบ้าน นั่งรถเมล์สาย 29 ไปลงอนุเสาวรีย์ชัยฯ ถึงตอนตีสี่ครึ่ง ไปต่อสาย 8 ตีนผีซิ่งนรก แค่ 10 นาที ก็ถึง โอ้โห คนเริ่มมากันแล้ว เดินๆ สืบราคากันก่อน เคยเป็นมั้ย แผงที่ว่าจะซื้อก็ไม่ได้เดินกลับมาซื้อหรอก ไปซื้อเอาดาบหน้านู่น คนมันเยอะจริงๆ เดินไม่ไหว แต่ละแผงนี่สุดยอด แผงติดกันราคาห่างกันหลายสิบก็มี คงดูออกสินะ ว่าเราเนี่ย นักลงทุนหน้าใหม่ พวกแผงนี่ต้องย้ายก้นออกไปตอนร้านรวงเค้าเปิด เพราะจะบังหน้าร้าน เว้นแต่ว่าจ่ายค่าที่ ไม่แปลกในเลยว่าทำไมกลางวันถึงแพงกว่า เราหุ้นกันคนละ 500 ได้ของมาเพียบเลย ชอปเสร็จเกือบ 8 โมง กลับบ้านมาจัดของ เย็นนี้เราจะไปลุยฟุตบาธเมเจอร์รัชโยธิน


ไปมันตั้งแต่บ่าย 3 พี่ถุงเท้ายังไม่มา เราก็ไปเดินเล่นก่อน พี่ถุงเท้ามาตอนเกือบ 5 โมง เราก็เข้าไปถามเลย 'หวัดดีพี่ หนูนั่งด้วยได้มั้ย มาขายสร้อยน่ะ จ่ายค่าที่ยังไง บลา บลา บลา' ได้คำตอบว่า 'ไม่เสียค่าที่หรอกน้อง ดูเทศกิจเอา มาเป็นรถกระบะ ใส่ชุดเขียวๆ มีหมวก' ว่าแล้วก็ปูผ้า วางของ แล้วช่วยกันดูเทศกิจ เราขาย ส่วนเจ้าเนสไปดู แต่เราว่าให้เนสขายจะดีกว่าเพราะหญิงเยอะ แล้วเนสมันหน้าตาดี ขายวันแรก ได้มาพันกว่าบาท ยังเหลือของที่บ้านอีกเพียบ โชคดีเทศกิจไม่มาทำงานวุ้ย คงไปอยู่แต่แถวจตุจักรน่ะซี เราก็ไปขายเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ได้วันละพันกว่าทุกวัน ไปสำเพ็งอาทิตย์เว้นอาทิตย์ อันไหนขายดีก็สอยมาเยอะ อันไหนขายไม่ค่อยดี ก็เลิกสอย มีบ้างที่ชำรุดเพราะมันมัดรวมกันมาโหลละ 60 บาท คราวนี้เพิ่มพวกกำไล ของประดับอื่นมาล่ะ โหลละ 30-40 ขายดีกว่าเดิมอีก เพราะไม่มีคู่แข่ง มีเรากับพี่ถุงเท้าแค่นั้นเอง


เข้าเดือนที่สอง ถึงได้เจอเทศกิจ มีลุงคนนึงขายพวกพวงกุญแจ ที่ห้อยมือถือ กุ๊กกิ๊ก หน้ากากมือถือ(ปลอม) นั่งเลยจากเรากับพี่ถุงเท้าไปหลายสิบเมตร แต่ถ้าเทศกิจมา จะเจอลุงก่อน หรืออีกนัยนึงลุงจะเห็นเทศกิจก่อนเรานั่นเอง มืดแล้วล่ะ ลุงตะโกนบอก 'เก็บโว้ยเก็บ วิ่งๆ' พี่ถุงเท้าเผ่นแน่บไปบนสะพานลอย เรากะเนสนั่งงง จนพี่เค้ากวักมือเรียก 'เฮ้ย มาดิโว้ย หนีเร็ว เทศกิจๆ' เพิ่งรู้ตัว รวบผ้า หยิบเป้ วิ่งแน่บ เทศกิจไม่ทันเรา เพราะมัวแต่จอดรถ อยู่บนสะพานลอยก็มองเห็นนะ มีคนนั่งอยู่ในรถแล้วมีกระจาด หรือกระบุงอะไรซักอย่างด้วย ก็คงไปจับแม่ค้ามานั่นแหละ เฮ้อ รอดไปเรา เอาไงล่ะ พี่ท่านกลับ เราก็ลงไปปูใหม่น่ะสิ ขายได้แค่แปดร้อยก็กลับบ้าน คิดว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน ไว้พรุ่งนี้มาใหม่


กิจการก็ได้ขยายมาที่ทำงาน เพราะไปเข้าหูเพื่อนๆว่าเราไปนั่งขายสร้อยแถวเมเจอร์ เพื่อนเลยบอก เอามาให้ดูมั่ง ก็หอบมา ไม่ได้ตั้งใจจะเอามาขายที่ทำงาน เพราะไม่อย่างนั้น ก็เอามาขายตั้งแต่วันที่ซื้อมาแรกๆแล้ว ปรากฎว่าขายดี พอๆกับ ที่หน้าเมเจอร์เลย อันละ 10-20 แล้วแต่แบบ แต่ละคนเงินเดือนเป็นหมื่น เค้าคงไม่คิดอะไร ซื้อคนละ 6-7 เส้น ฝากลูก หลาน ใส่เองมั่ง โดยเฉพาะผู้จัดการ เหมาเลย 10 เส้น ถ้าผู้จัดการเห็นดีนะ ลูกน้องคนอื่นๆก็เห็นตาม ทำให้เราขายดีไปด้วย


บัญชีก็ไม่ได้ทำ ได้มา จ่ายไป กำไร เท่าไหร่ ไม่ได้จดเลย รู้แค่ว่า ลงทุนครั้งแรก 2 คน 1 พัน แล้วก็ไม่เคยควักเงินเพิ่มอีกเลย ขายอยู่ได้ครึ่งปีได้เงินมาก็ลงหม้อสุกี้ กับปลาดิบที่ฟูจิ บัฟเฟ่โออิชิ เหลือเงินก้อนใหญ่ก็ไม่ได้แบ่งกัน เพราะเอาไปลงทุนในกิจการต่อไป


39 และ 59


ที่เลิกขายสร้อยเพราะจะมาขายเสื้อ อีกอย่างคนเริ่มมาขายเยอะ มาเบียดที่บ้าง ขายเหมือนกันบ้าง ก็พอดีกว่า ทำอย่างอื่นที่มันใหญ่กว่านี้มั่งดีกว่าเลยมาลงตัวที่เสื้อแฟชั่น วัยรุ่น เนี่ยแหละ ควักทุนเพิ่มอีก 2 พัน เพราะต้องซื้อโครงเหล็ก กับหุ่น 3 ตัวไว้โชว์เสื้อ อันนี้ไม่ได้เอามาขายที่ทำงานนะ หอบไปขายที่เซียร์รังสิต ตอนนั้น ยังไม่มีตลาดนัดอย่างทุกวันนี้ เค้ากำลังก่อสร้าง ปรับปรุงอะไรซักอย่าง ค่าที่ 30 บาท ไม่อยากเล่าว่าเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะตลาดนัดเซียร์ยังไม่บูม แล้วก็คนเดินไม่เยอะ เราก็ไม่อยากหอบไปขายไกลๆ เพราะนั่งรถเมล์อ่ะ ใช้ถุงรุ้งสีๆ ใส่เสื้อผ้า ช่วยกันหอบ 2 คนกับเจ้าเนส อีกมือถือหุ่น แล้วก็ช่วยกันถือโครงเหล็ก ทุกลักทุเลน่าดู เหลือก็บริจาคไป ที่ไหนมีเด็กด้อย ขาดแคลน ก็หอบไปให้ รวมถึงโละเสื้อผ้า ที่คับติ้ว ซื้อมาไม่ได้ใส่ ซื้อมาใส่ไม่ได้ บริจาคไปหมดและพับเก็บกิจการนี้ไปเลย ทำได้แค่ 2 เดือน ก็บ๊าย บาย ประกอบกับ ย้ายงานใหม่ กิจกรรมใหม่ เพื่อนใหม่ เงินเดือนใหม่ งดกิจการส่วนตัวไปก่อน


100 บาท (ไก่ย่าง 5 ดาว)


หลายปีต่อมา จริงๆ อันนี้เป็นไอเดียของคนอื่น ทั้งหาทำเล รวมถึงติดต่อทุกอย่าง แต่เจ้าตัวไม่มีเงิน เลยมาขอให้เราไปช่วยหุ้น อ่ะ ได้ ว่างพอดี แล้วก็ไม่ได้ลำบากอะไร หุ้น 80:20 เป็นแฟรนชายด์ที่ลงทุนน้อย กำไรไม่น้อย(ตอนนั้นนะ ลงทุน 6 พัน) ก่อนเปิดกิจการ ต้องไปเรียนและสอบข้อเขียน ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเรียนใหม่ สอบใหม่ โอโฮ วันแรกแทบถอดใจ เราไม่ต้องทำอะไรกับไก่เลย เค้าจะหมักมาในสูตรต่างๆเป็นถุง และแช่ตู้ไว้ แค่เสียบไก่เข้าเหล็ก (เหล็กนึงเสียบได้ 4-5 ตัว) แล้วยกไปไว้ในเตาหมุน เอ..ฟังเหมือนง่าย ทำไมแทบถอดใจล่ะ ก็เสียบไก่เข้าเหล็กเนี่ย ต้องจัดท่าให้ไก่นั่งด้วย นั่งยังไง เก็บปีกยังไง เวลาหมุนถึงจะไม่ชนกับตัวอื่น ไก่ตัวนึงหนักเกือบ 2 โล ใส่ไม้ละ 4-5 ตัวก็เกือบสิบโลแล้ว โอ้แม่เจ้า มือนึงจับไม้(เหล็ก)มือนึงหยิบไก่เสียบ แขนต้องแข็งแรงพอดู อาศัยว่าอึด เคยฝึกกำลังแขนตอนร้อยดอกมะลิตอนเด็กหรอกนะ ถึงรอดมาได้น่ะ ยกไปไว้ในเตาหมุนนี่ แขนสั่น ขาสั่น เลย เพราะมันต้องลงล๊อคพอดี ถ้าไม่เข้าล๊อคซะทีก็เกร็งอยู่อย่างนั้น มันหนักนี่ ทำแบบนี้สี่ไม้ มีครึ่งตัวสลับด้วย (ครึ่งตัวโทรสั่งได้เลย ไม่ต้องเอามาหั่นเอง) เร่งแก๊ส ดูไฟ ดูไก่ ทาน้ำมัน แทงน้ำมัน ได้รับบาดเจ็บมาจากเหตุการณ์เหล่านี้มากมาย สับยังไง วางยังไง ห่อยังไง ต้องเรียนหมดเลย สับ 3 ได้ 4 แล้วต้องสับฉึกเดียวนะ ไก่ก็ร้อน อากาศก็ร้อน หิวก็หิว จะตายให้ได้ ถอดไก่ตอนย่างเสร็จแล้วนี่ก็ไม่ง่ายนะ ต้องคลายน๊อตที่ให้ไก่นั่ง อย่างร้อนอ่ะ เอาไก่ใส่ถาด จัดเข้าตู้โชว์เรียงให้สวยงาม ตอนนั้นไก่พริกไทยดำเพิ่งออกใหม่ แซ่บมาก มีไก่แช่น้ำปลาด้วย เค้าจะบังคับขายเลย ต้องสั่งอาทิตย์ละครั้ง แต่เราก็ขายได้ตลอด พอมาขายเอง สนุกกว่าตอนไปเรียนอีก ยิ่งลูกค้ายืนรอนะ ยิ่งสนุก ต้องรีบทำ รีบสับ รีบห่อ ส่วนใหญ่ให้มาแต่แบงค์ร้อย ลูกค้าเป็นสาวโรงงานกับนักศึกษา โชคดีที่ร้านข้างๆ ขายส้มตำ เลยมีข้าวเหนียวด้วย ก็เป็นมิตรกันดี เค้าขายข้าวเหนียวได้มากกว่าเดิม ไก่อบชานอ้อย รูปร่างอวบน่ากิน แต่มันแข็งไปอ่ะ เราชอบหอยจ๊อ กับน้ำจิ้มบ๊วยมาก น้ำจิ้มนี่ ที่บริษัทไม่ได้แถมนะ ต้องซื้อต่างหาก อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นเงินหมด เรามาขายแค่เสาร์ อาทิตย์ วันธรรมดาจ้างลูกจ้าง จะเหนื่อยก็ตอนทำความสะอาดตู้ กับเตาย่างนี่แหละ น้ำมันทั้งนั้น ใช้เวลาขัดร่วมชั่วโมง เหนื่อยๆ อยากกลับบ้าน ทำได้อยู่ 7-8 เดือน ลูกจ้างเริ่มเก่ง อยากมีกิจการเป็นของตัวเองบ้าง ลูกจ้างลาออก แล้วเราทำไงล่ะ ต้องขายกิจการให้พี่ที่ทำงานไป พอดีกิ๊กเค้าไม่มีงานทำ เลยซื้อกิจการให้กิ๊ก เราก็ขายเอาแค่ทุนกับอุปกรณ์ ส่วนไก่สดนั้นยกให้ สาขาที่ขายดีที่สุดในตอนนั้น คือ หน้าโร บางรัก เราก็เคยเป็นลูกค้าเค้าแหละ คิวยาวมาก ทำเลก็ดี หน้าห้างเลย เห็นว่าขายได้วันละเกือบ 200 ตัว ของเราแค่ 20 กว่าตัว ก็ยุ่งจะแย่แล้ว จำไม่ได้ว่าได้กำไรทั้งหมดมาเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้แบ่งกับหุ้นส่วน 20% นั่นด้วย เพราะยืมเงินเราไป แล้วดันไม่คืน ก็ยืดกำไรซะเลย แฟร์ดี ก็เอาเงินทั้งหมดที่ขายกิจการ+กำไร ไปเที่ยวสมุยอาทิตย์นึง ยังเหลือซื้อตั๋วเครื่องบินมาซิดนีย์อีกนะ


กลับเมืองไทยไปก็ต้องสำรวจตลาดหน่อยแล้ว ว่าเศรษฐกิจแบบนี้จะขายอะไรดี



Free TextEditor




 

Create Date : 17 กันยายน 2551    
Last Update : 17 กันยายน 2551 8:49:18 น.
Counter : 487 Pageviews.  
Share to Facebook


Oil Benzin
Location :
กรุงเทพฯ Australia

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Oil Benzin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.