-1-

จากบัดนี้ไปอีกหลายร้อยหลายพันปี โลกถึงจุดเสื่อมถอยในอารยะอย่างเด่นชัด ความเมามัวและกิเลสตัณหาได้นำพาดาวโลกไปสู่จุดจบอันแสนเศร้า มันเป็นผลจากการไม่รู้จักพอในตัวตนแห่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ เศษซากของสิ่งก่อสร้างแห่งความอัปยศเนื่องจากสงคราม กองกันเกลื่อนกลาดท่ามกลางเมืองใหญ่หลายแห่ง สัตว์ป่าต่างๆ เริ่มสูญพันธ์เพราะระบบนิเวศที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมดา เหล่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างก้มหน้ายอมศิโรราบกับเวรกรรมที่เผ่าพันธุ์ของตนก่อขึ้นกับธรรมชาติ น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่กำลังจะอุบัติขึ้น เพื่อมาเก็บกวาดสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักบุญคุณนี้

ทว่ามนุษย์บางกลุ่มก็ยังไม่ยอมจำนน ในขณะที่ธรรมชาติกำลังจะดูดกลืนอารยะแห่งมนุษย์ไปนั้น ยังมีมนุษย์อีกหลายเผ่าพันธุ์ ที่ไม่คิดจะย่อท้อต่อโชคชะตาอยู่ มนุษย์เหล่านั้นเร่งคิดค้นพัฒนาแสวงหาหนทางต่างๆ ที่จะทำให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ บ้างก็คิดค้นวิธีการหลีกเร้นเผ่าพันธุ์อยู่ใต้สมุทร บ้างก็สร้างเรือมหึมาดั่งตำนาน และที่คิดจะไปก่อกำเนิดอารยธรรมใหม่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นก็มี

มนุษย์กลุ่มหลังอาศัยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย สรรค์สร้างอวกาศยานลำยักษ์ลำแล้วลำเล่า เป็นหมื่นๆ ลำด้วยทรัพยากรของโลกและดาวข้างเคียง แล้วลำเลียงเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์พุ่งออกไปสู่จักรภพที่เสมือนไร้กาลเวลา พวกเขาพากันมุ่งไปสู่ระบบดาวฤกษ์ระบบใหม่ที่ถูกค้นพบเมื่อหลายปีก่อนเกิดกลียุค ระบบดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์อันอุดมไปด้วยทรัพยากรเฉกเช่นโลกอยู่ด้วย


พันห้าร้อยปีต่อมา ตั้งแต่เมื่อครั้นการตั้งรกรากบนดาวเคราะห์อื่นของมนุษย์ในยุคสิ้นโลกสำเร็จลง มนุษย์ก็ได้ค้นพบทรัพยากรใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดวิทยาการทางอวกาศออกไปได้จนถึงขีดสุด จากความสำเร็จนี้ยุคล่าอาณานิคมอวกาศก็ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาได้แข่งกันบุกเบิกและแพร่กระจายเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่ระบบดาวต่างๆ ในรัศมียี่สิบปีแสงเป็นว่าเล่น ก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้ง แย่งทรัพยากร จนเป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างดวงดาวครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อารยะเริ่มเสื่อมถอยอีกครั้ง

เมื่อเหตุเป็นเช่นนี้มนุษย์ในระบบดาวต่างๆ จึงได้หันหน้ามาปรึกษากันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาได้หารือที่จะจัดตั้งสหพันธ์ประชาคม โดยรวมเอาดาวเคราะห์ของระบบดาวในรัศมียี่สิบปีแสงทั้งหมดเข้าไว้เป็นสมาชิก พวกเขาเรียกมันว่า “สหพันธ์ประชาคมแห่งจักรภพมิสเทร่า” โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ดาวมิสเทร่า ดาวดวงแรกที่มนุษย์มาตั้งรกร้าง ซึ่งสหพันธ์แห่งนี้มีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวลา ปฏิทิน ภาษา หรือธรรมนูญการปกครอง เพื่อให้ดาวเคราะห์ของระบบดาวสมาชิกทั้งปวงปฏิบัติตาม...


มิสเทร่าศักราชที่ 123...

บนดาวอิมเมโล่ที่แสนสงบสุข ผู้คนบนดาวยังนับถือศาสนาดั้งเดิมคือพระเจ้าองค์เดียวและระบบกษัตริย์อันเปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนดาวเคราะห์ดวงนี้ให้หมุนต่อไปได้อยู่ ด้วยเหตุที่ว่าวิทยาการต่างๆ ยังไม่ทันสมัยมากเท่าระบบดาวที่อยู่ใกล้ระบบมิสเทร่า ดาวดวงนี้จึงมีสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมที่บ่งบอกถึงจิตวิญญาณของมนุษย์อยู่มากโขเลยทีเดียว

แต่ชาวอิมเมโล่ต่างก็มีสิ่งที่ภาคภูมิใจอยู่อย่างหนึ่ง เชื่อกันว่ามันคือพลังที่พระเจ้าประทานมาให้กับชาวอิมเมโล่เท่านั้น พลังนั้นพวกเขาต่างพากันเรียกว่า “อาตีก้า” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพลังจิต หากแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว พลังอาตีก้านั้นสามารถใช้บังคับควบคุมการเคลื่อนไหววัตถุต่างๆ ได้ในระยะใกล้ๆ แต่ความสามารถในการบังคับ ก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลด้วย

นั่นเป็นสิ่งที่แตกต่างของชาวอิมเมโล่และมนุษย์บนดาวอื่นๆ ในจักรภพมิสเทร่า มันเป็นสิ่งที่ผู้คนบนดาวนี้ภูมิใจ แต่สำหรับมนุษย์บนดาวดวงอื่นแล้ว สิ่งนี้ทำให้ชาวอิมเมโล่ถูกมองเป็นตัวประหลาดและจ้องที่จะจับผิดในอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างระบบดาวไป...


หมู่บ้านอันสงบสุขที่มีบรรยากาศเขียวสะพรั่งไปด้วยป่าไม้และธารน้ำตกมีชื่อเรียกว่า “อันเดอลาน” แห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่บริเวณเชิงเขาอันห่างไกล ซึ่งเป็นขอบเขตพื้นที่ของมหานคร “องโดรส” มหานครที่ใหญ่เป็นอันดับสามของดาวดวงนี้ อันเดอลานเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีความสำคัญในทางจิตวิญญาณของดาวอิมเมโล่ เนื่องจากภูเขาลูกหนึ่งในป่าอันเดอลาน มีถ้ำซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของพระเจ้าอยู่

ณ อาคารหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ชายวัยหนุ่มที่มีสีหน้าเคร่งเครียด เดินไปมาอยู่หน้าห้องที่ภายนอกมีแท่นสี่เหลี่ยมสีดำซึ่งบนนั้นมีตัวหนังสือโฮโลแกรมสีแดงปรากฎคำว่า “ห้ามเข้า” หมุนลอยอยู่ ลักษณะท่าทางเขาดูกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง เสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานของหญิงอันเป็นที่รักที่อยู่ด้านใน ทำให้เขานึกอยากผลักประตูเข้าไปหา และกอดประคองเป็นกำลังใจเสียเหลือเกิน

ชายคนนั้นเดินวนเวียนไปมาอยู่สักพัก ก็มีเสียงเด็กร้องดังขึ้น ...เขาเป็นพ่อคนแล้ว!! จิตใจที่สับสนระหว่างความวิตกและความดีใจส่งเสียงบอกให้สมองรับทราบ ...ลูกของเขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงน่ะ? แล้วสมบูรณ์แข็งแรงหรือเปล่า?

ครู่ใหญ่ประตูก็ถูกแง้มออก ชายหนุ่มรีบวิ่งตรงเข้าไปถามผู้ที่เดินออกมาทันที

“เป็นไงบ้างแม่เฒ่า!? ...ผมได้ลูกผู้ชายหรือผู้หญิง!!”

ผู้ที่เดินออกมาจากประตู คือ หญิงชราแก่เฒ่าผู้หนึ่ง เธอผู้นี้ทำหน้าที่เป็นผู้คลอดบุตรให้กับทุกครัวเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้ เนื่องจากเธอเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านนี้คนเดียวของหมู่บ้าน ซึ่งในหมู่บ้านที่ห่างไกลบนดาวอิมเมโล่ มักจะไม่มีแพทย์หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่ทันสมัย การทำคลอดที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงมากด้วยหมอประจำหมู่บ้านเช่นนี้ มักจะเป็นทางเลือกที่คนในหมู่บ้านเล็กๆ นิยมใช้กัน

หลังจากได้ฟังคำถาม หญิงชราก็เม้มปากนิ่งเงียบ แววตานั้นสลดหดหู่ในทันใด นางค่อยๆ มองหน้าชายหนุ่มช้าๆ แต่ก็ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกจากปาก

ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติดังกล่าว เขาถามอย่างร้อนรน

“มีอะไรหรือแม่เฒ่า? ...บอกผมสิ มีอะไรก็บอกมา!?”

“จะ...เจ้าได้ลูกผู้ชาย” เสียงหญิงชราสั่นเครือ

“หา!! ผู้ชาย ...ไชโย!!... แต่ ทำไมแม่เฒ่าทำหน้าอย่างนั้นล่ะ? ลูกผมไม่ปกติอย่างนั้นหรือ?”

“เจ้าเข้าไปดูเองเถิด”

ชายหนุ่มจับจ้องยังหน้าของหญิงชราครู่หนึ่ง เพื่อรอคำตอบอื่นที่อาจปรากฏ ทว่าไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดออกมานอกเสียจากบรรยากาศแห่งความกังวลใจ เขาตัดสินใจสาวเท้าผ่านร่างของหญิงเฒ่าผู้ทำคลอดบุตรให้ตนไปยังห้องคลอด เพื่อดูให้ประจักษ์แก่สายตาตนเอง ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น

“นะ...นี่!!!...นี่มันอะไรกัน!!”

เสียงกู่ร้องอย่างตกใจดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มเห็นลูกน้อยของตนอย่างชัดเจน สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าก็คือ ทารกชายหน้าตาน่ารักน่าชัง ดูท่าทางแข็งแรงสมบูรณ์ ซึ่งนอนหลับอยู่ในผ้าห่มนุ่มหนาที่พยาบาลสาวในเสื้อคลุมขาวยาวผู้ช่วยทำคลอดเพียงคนเดียวอุ้มประคองอยู่ ...หากแต่ว่า ในอ้อมแขนของพยาบาลผู้นั้นมีทารกอยู่สองคน!!

ชายหนุ่มวิ่งพรวดพราดออกจากห้องมายังหญิงชราผู้ทำคลอด แล้วเอ่ยถามด้วยสำเนียงที่สับสน

“แม่เฒ่า!! ...แม่เฒ่า!! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกข้าถึงมีสองคน!! หน้าตาก็เหมือนกันด้วย!!”

หญิงชราที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ นางหันตัวมาทางชายหนุ่มอย่างช้าๆ เสียงที่เปล่งออกสั่นเครือ

“ตำนาน...ตำนานกำลังจะเป็นจริง”

“ตะ...ตำนาน ?” ชายหนุ่มทวนคำซ้ำอีกครั้ง มันเป็นคำที่ดูยิ่งใหญ่และลึกลับยากจะบรรยาย

ภายในห้องคลอด ผู้เป็นแม่นอนหลับอยู่ในอุโมงค์ของเครื่องฟื้นสภาพร่างกายสีขาวทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่อยู่กลางห้อง ดูท่าหล่อนคงยังไม่รู้ว่าได้ให้กำเนิดบุตรแฝดที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งคู่


การให้กำเนิดทารกแฝดสำหรับชาวอิมเมโล่แล้วถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะจากลักษณะเด่นทางพันธุกรรมที่สามารถสืบทอดทายาทที่มีพลังอาตีก้าได้ มันก็ส่งผลอีกอย่างหนึ่งกับระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง ที่จะคลอดทารกได้แค่ครั้งละคนเท่านั้น การที่จะมีไข่ตกพร้อมกันถึงสองใบเพื่อให้กำเนิดทารกแฝดที่สมบูรณ์ เป็นกรณีที่ไม่เป็นจริงสำหรับดาวดวงนี้...

“ตำนานอะไรกันหรือ? ...แม่เฒ่าริปเพอร์”

ซอเกรส ชายหนุ่มที่เพิ่งผ่านการเป็นพ่อมาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วถามขึ้น เวลานี้เขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของหญิงชราผู้ทำคลอด

“ตำนานแห่งภัยพิบัติ เจ้าไม่เคยได้ยินหรือไง?”

“ภัยพิบัติอะไร จะเกิดขึ้นแบบไหน?”

แม่เฒ่าริปเพอร์ส่ายหน้าไปมาช้าๆ นางอ่อนใจกับเด็กสมัยใหม่ที่ปัจจุบันไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องทางจิตวิญญาณกันอีกแล้ว

“หญิงชาวอิมเมโล่ไม่สามารถที่จะมีลูกแฝดได้ เพราะสาเหตุทางสรีระร่างกายและพันธุกรรม มีตำนานปรัมปราเล่ากันมาว่า ...หากคราใดเด็กแฝดอุบัติขึ้น ครานั้นหายนะอุบัติตาม...”

“มันจะร้ายแรงมากมั้ยล่ะ? แม่เฒ่าริปเพอร์” ซอเกรสเซ้าซี้ถามอีก เขาดูร้อนใจมาก

“...ไม่รู้ มันเป็นเส้นทางที่พระผู้เป็นเจ้าขีดไว้ ข้ามิอาจจะล่วงรู้ได้”

นิ่งเงียบกันพักใหญ่ ซอเกรสก็ลุกขึ้นพรวดเหมือนตัดสินใจบางสิ่งได้ เขาเดินไปที่ประตูแต่ก่อนจะออกจากห้องไป เขาหันมาเอ่ยกับหญิงชราว่า

“ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง แต่ผมไม่อยากให้มีใครรู้มากกว่านี้น่ะครับ นอกจากแม่เฒ่า ผม แล้วก็ผู้ช่วยนั่น ...เสร็จธุระแล้วผมจะกลับมาจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย”

หญิงชราจ้องเข้าไปที่ดวงตาของซอเกรส แววตาของเขาตอนนี้ทั้งสับสนและเด็ดเดี่ยวเหมือนได้ผ่านการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่บางอย่างมา ทว่ายังไม่แน่ใจกับผลที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่นางพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรับคำแล้ว ซอเกรสก็เดินจากไป

ชายหนุ่มกลับเข้ามาให้ห้องทำคลอดอีกครั้ง ขณะนี้เด็กน้อยทั้งสองนอนหลับอุตุอยู่ในเบาะรองนอนของเด็ก โดยมีนางพยาบาลผู้ช่วยทำคลอดดูแลอยู่ ซอเกรสสบตาหล่อนแวบเดียวไม่พูดอะไร หล่อนเองก็เช่นกัน หลังจากได้รับคำสั่งจากหญิงชราอาจารย์ของตนที่ส่งมาทางเครื่องติดต่อเมื่อครู่แล้ว ก็ได้แต่นั่งเฉยมองดูชายหนุ่มอุ้มทารกที่อยู่เบาะนอนทางขวาขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วสาวเท้าก้าวออกนอกห้องไป โดยไม่ส่งเสียงอันใด

ซอเกรสอุ้มบุตรน้อยไปที่รถของตน เมื่อขึ้นรถได้ก็เหยียบคันเร่งจนสุด พุ่งออกจากลานจอด ตรงไปสู่ถนนที่มุ่งหน้าไปยังตัวนคร ’องโดรส’ ทันที


มหานครในยามนี้ พลุ่กพล่านไปด้วยผู้คน และการจราจร ตึกสูงระฟ้าหลายพันเมตรจับกลุ่มตั้งตระหง่านกันเป็นที่ๆ รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษแล่นสวนไปมาเป็นชั้นๆ บนท้องฟ้าตามเส้นทางการจราจรที่ถูกกำหนดไว้

รถลอยฟ้าที่ไร้ล้อ เที่ยวลัดเลาะไปตามเส้นทางในตัวเมืองย่านที่มีการจราจรคับคั่ง หลังจากที่พาหนะคู่ใจพาซอเกรสมาถึงอาคารที่เขาต้องการจะมาแล้ว ชายหนุ่มก็นำรถไปยังช่องตึกแคบๆ ด้านหลังตัวอาคารหลังดังกล่าวเลี้ยวหักรถไปซ้ายทีขวาทีตามหนทางข้างหน้า โดยลดระดับลงอยู่ชั้นการจราจรต่ำสุด จนมาหยุดลงที่บริเวณปลอดผู้คน และกล้องสอดแนม เขาสอดส่ายสายตาไปมาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดสนใจมอง จึงค่อยๆ ใช้พลังอาตีก้ายกทารกน้อยอย่างระมัดระวังออกจากตัวรถ แล้วบรรจงวางลงไปยังข้างที่ทิ้งขยะหลังตัวอาคารด้านล่าง

สายน้ำตาของชายหนุ่มไหลอาบสองแก้ม มันเป็นน้ำตาของชายผู้เป็นพ่อที่เขาเพิ่งจะได้รับเกียรติเมื่อไม่นานมานี้ ...ช่างเป็นเกียรติที่เขาไม่คู่ควรที่จะได้รับมาเลย เหตุใดเรื่องเช่นนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับเขาด้วย ความคิดของซอเกรสสับสนว้าวุ่น เขาปาดน้ำตาแล้วเหยียบคันเร่งจากไป โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมามองทารกน้อยบุตรของตนอีกเลย

ทันทีที่รถของเขาพุ่งออกมาจากช่องแคบ ซอเกรสก็เหลือบไปเห็นรถอีกคันที่พุ่งมาทางขวาด้วยความเร็วสูง ชายหนุ่มตกใจหักคันบังคับไปทางซ้ายสุดแรงเพื่อเบี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่พ้น รถทั้งสองคันชนกันอย่างจังกลางอากาศ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระเด็นกระจัดกระจาย ส่วนรถทั้งสองที่ตอนนี้กลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่ พุ่งตกลงยังเบื้องล่างท่ามกลางฝูงชนนับพันที่พากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

หากออกไปไม่ไกล ยังด้านหลังตึกอาคารสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ‘เปโตร’ เด็กชายอายุไม่ถึงหนึ่งวัน นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกองขยะ โดยไม่ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากช่องแคบที่ลัดเลาะหักมุมช่วยบังเปลวเพลิงและแรงระเบิดเอาไว้ ทารกน้อยนอนหลับสบายคล้ายกับว่าเขาไม่สนใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเลย...




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 5:03:08 น.
Counter : 181 Pageviews.  

บทนำ

หญิงสูงวัยอ้าแขนโอบกอดบุตรชายตนเข้ามาไว้ในอ้อมอก เธอร่ำไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจที่บุตรคนเดียวรอดพ้นจากภัยร้ายมาได้อย่างปาฏิหารย์ ...แต่เธอก็ยังรู้สึกสับสนงุงงงในจิตใจยิ่งนัก เพราะผู้ที่ช่วยให้บุตรที่รักของเธอรอดมาได้ในครั้งนี้ กลับกลายเป็นผู้ที่คนต่างโจษจันกันว่า...เป็นปีศาจร้าย!!

“เอาล่ะ!! ทีนี้บอกข้ามาได้หรือยัง? ...ว่าเรื่องเมื่อสิบแปดปีก่อนเป็นยังไงกันแน่!?”

น้ำเสียงเฉียบเด็ดขาดจากชายหนุ่มตรงหน้าดังขึ้น เร่งเร้าให้หล่อนเปิดเผยเรื่องที่เก็บงำมานานหลายปีดีดักออกมา

“ว่าไง!!? ...เจ้าเป็นคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วยังรอดชีวิต อย่าบอกข้านะว่าเจ้าไม่รู้เรื่องอะไร!!” ชายหนุ่มพูดเร่งรัดขึ้นอีก

ปากคอของหญิงสูงวัยสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่นระคนตื่นตกใจ กว่าเธอจะเอื้อนเอ่ยคำแรกออกมาได้ก็เป็นเวลานานแสนนาน มันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนัก สมองของหล่อนเค้นความจำเมื่อสิบแปดปีก่อนอย่างหนัก ภาพที่ปรากฏมันช่างลางเลือนเหลือเกิน ในใจก็คอยแต่คิดคำนึงว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เช่นไร? ...แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ...ตำนานเป็นจริงแล้ว!!!...




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2548    
Last Update : 30 สิงหาคม 2548 14:08:53 น.
Counter : 157 Pageviews.  


pilot_pol
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add pilot_pol's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.