ฟาร์มโอมพัฒนาแนวสังคมประชาธิปไตย
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2551
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 

ทางรอดของอาชีพการเลี้ยงวัวเนื้อ

การปรับตัวเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงรวมถึงองค์กรของมนุษยชาติ แม้กระทั้งสัตว์ถึงฤดูแล้งวิกฤตก็ต้องหาที่หลบภัยแล้งไปจำศีลอย่างกบเป็นต้น อาศัยหลักปรัชญาเบื้องต้นดังกล่าวนี้ จึงทำให้ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ตกอยู่ภายใต้กระแสการเลี้ยงวัวเนื้อเมื่อคราวกระแสขึ้น โคล้านตัว แล้วก็โคล้านครอบครัว และโคราคาเป็นล้านต่อตัว หมายถึงโคหูยาวของผู้แทนอุบลเป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ดีในยุคสมัยนั้น แต่มันก็ไม่ใช้อมตะนิรันดร์กาล สรรพสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง มีเกิดก็มีตาย มีขึ้นก็ย่อมมีลง การปรับตัวเหมาะสมกับสถานการณ์จึงจำเป็นต้องทำเสมอ

ขณะนี้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีเริ่มจะมีผลบังคับใช้กับหลายประเทศในยุคโลกภิวัฒน์ ซึ่งคนเลี้ยงวัวก็คงต้องปรับตัวตาม มีทั้ง WTO FTA เป็นต้น นับแต่ประเทศเพื่อนบ้านจากใกล้บ้านเรา เช่น พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย เวียดนาม ไปไกลจนถึง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ตามลำดับ ล้วนมีผลกระทบต่อชาวบ้านทุกอาชีพ ส่วนที่ดีก็มีมาก ส่วนที่ไม่ดีก็มีไม่น้อย ถ้าจะให้ดีก็ต้องเอาส่วนที่ดีและได้ประโยชน์มาชดเชยหรือเฉลี่ยให้ส่วนที่เสียไปอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่น เรื่องนี้ไม่พ้นงานการเมืองที่จะต้องลงคะแนนให้พรรคที่มีอุดมการณ์ที่จะดูแลผลประโยชน์ประชาชนให้เสมอภาคและเป็นธรรมไม่ให้แตกต่างกัน ตามที่เรียกว่าสังคมอุดมคติ (Utopia) หรือใช้แนวความคิดเช่นนี้มาบริหารประเทศ คือพรรคแนวสังคมนิยมในยุโรป จะเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนจะตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เป็นจริง และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ในขณะนั้น คนเลี้ยงวัวในปัจจุบันก็เช่นกัน จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และปรับตัวให้ได้เพื่อความอยู่รอดของอาชีพนี้

เป็นธรรมดาที่เห็นเขาขายวัวได้ราคาดี เราก็คิดว่าเราก็น่าจะทำได้ การเลี้ยงวัวใครก็เลี้ยงได้ในอดีตสังคมไม่เปิดกว้างอย่างปัจจุบัน และสภาพการณ์ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เลี้ยงวัวก็ปล่อยทุ่ง ชาวบ้านอยู่กันอย่างสะดวกสบาย แต่ปัจจุบันสภาพการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ในอดีตการเลี้ยงเป็นแบบธรรมชาติ เลี้ยงวัวควายไว้ใช้งานจัดหาให้อาหารให้กินตามมีตามเกิดเพื่อใช้งานไถนาและลากเกวียน ทำเนื้อขายเป็นอาหารถือเป็นเรื่องรอง ไม่เหมือนปัจจุบันเลี้ยงวัวเหมือนเป็นธุรกิจการเกษตร เพื่อเป็นอาหารจัดว่าเป็นการลงทุนมีการจัดอาหารข้นเสริมให้กิน และพัฒนาสายพันธุ์วัว ความยุ่งยากซับซ้อนเกิดขึ้นในวงการ ปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวควายโดยทั่วไปย่อมมีความโลภเป็นเรื่องธรรมดา ตื่นตามกระแส รีบเร่งซื้อหาวัวมาเลี้ยง ขาดสติ ก็ย่อมขาดทุนกรณีที่เลี้ยงตามกระแสในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นหนี้สินจากการซื้อวัวแพงมาเลี้ยง พอสถานการณ์เปลี่ยนไป ราคาวัวไม่แน่นอนจากการผันผวนของราคาที่ถูกปั่นขึ้นลงตามลักษณะธุรกิจสมัยใหม่ ใครที่ตามไม่ทันก็เสียรู้ ขืนสู้ต่อไปก็ยังมีแต่เสียกับเสียมากยิ่งขึ้น จึงต้องเลิกล้มการเลี้ยงวัวไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมีผู้เลี้ยงวัวจำนวนมากก็เลี้ยงด้วยใจรัก จึงอยากเสนอเรื่องราวความยากลำบากและวิธีการเพื่อความอยู่รอดในการทำฟาร์มวัวเนื้อให้อยู่ได้ต่อไปในยุคโลกาภิวัฒน์

หลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อปี 2540 ทำให้การค้าขายพืชผลตกต่ำราคาราคาข้าวปลาอาหารการกินก็ไม่สู่จะดี ปลูกข้าวทำนาก็ไม่คุ้ม จัดที่ดินทำบ้านจัดสรรก็ไม่มีผู้ซื้อ ธุรกิจก็เกิด NPL กันมากมาย ปล่อยที่ดินว่างไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์ หญ้าและวัชพืชก็ขึ้นรกรุงรังเสียค่าตัดหญ้ากันที่ละหลายหมื่น เพื่อเป็นการดูแลที่ดินให้อยู่ในสภาพที่มีคุณค่า น่าจะนำมาใช้เลี้ยงวัวจาก สภาพการณ์เช่นนี้ ผู้เขียนจึงเริ่มเลี้ยงวัวเมื่อปี 2544 โดยซื้อวัวพื้นเมืองมาเลี้ยง ต่อมาก็ผสมกับบราห์มัน ลูกที่ได้มาก็ไม่สวยนักเพราะไม่ได้ใช้สายเลือดแท้ที่ได้จากการผสมเทียมเหมือนที่ทำกันปัจจุบัน การปรับปรุงพันธุ์จึงไปได้อย่างช้าในช่วงแรก ลูกตัวเมียเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ จัดลูกตัวผู้ขายไปเมื่อหย่านมแล้ว ราคาประมาณ 6-8 พันบาทตามขนาด เงินที่ขายได้ก็ซื้อตัวเมียลูกผสมบราห์มันมาใช้เป็นแม่พันธุ์เพิ่ม เริ่มจากซื้อวัวมาเลี้ยงครั้งแรก 12 ตัว ปีต่อมาก็เพิ่มเป็น 20 กว่าตัว จากนั้นได้ไปขอซื้อวัวพ่อพันธุ์ตากจากสถานีผสมเทียมจังหวัดตากมาคุมฝูง เมื่อต้นปี 2546 มีแม่พันธุ์เพิ่มเป็น 20 กว่าตัว ก็ได้ลูกเพิ่มอีก 20 ตัว พอผ่านเข้าปีที่ 4 มีแม่พันธุ์และวัวสาวเพิ่มเป็น 50 ตัว สำหรับลูกวัวตัวผู้ก็ขายออกไปตามราคาตลาดทั่วไปหลังหย่านมแล้วก็ได้ราคาประมาณ 7-8 พันบาทเท่านั้นเอง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน ชื่อฟาร์มโอมพัฒนา ฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ 5-6 ปี เทียบประสบการณ์ก็เพียงชั้นประถม ขณะนี้ได้รักษาจำนวนแม่พันธุ์ไว้อยู่ในระดับ 50 กว่าตัว เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกินความสามารถในการจัดหาอาหารจากพื้นที่ที่มีอยู่ เพราะรวมกับลูกวัวตัวเมียอีก 20 กว่าตัว และพ่อพันธุ์ 2 ตัว พันธุ์ตากหนึ่งตัว กับบราห์มันอีกหนึ่งตัวที่ซื้อมาไว้ผสมกับลูกของพันธุ์ตากไม่ให้สายเลือดชิดส่วนลูกวัวตัวผู้ก็จะขายออกไป ฉะนั้นจำนวนวัวโดยรวมจึงมีเกือบ 80 ตัว นับว่าหนักหนาสาหัสเรื่องอาหารพอสมควรโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในเรื่องการจัดการอาหาร

สายพันธุ์วัวที่เริ่มเลี้ยงนี้ได้ข้อคิดมาจากการศึกษาจากหลายฟาร์มทั้งฟาร์มใหญ่และเล็กมากมาย เพราะเกรงเรื่องปัญหาการเลี้ยงวัวว่าจะยุ่งยากกับสภาพการเลี้ยงซึ่งมีทั้งปล่อยบางช่วงขังบางช่วง ผู้เขียนจึงกังวลว่าเมื่อลงทุนเลี้ยงแล้วไม่ได้เฝ้าดูแลเลี้ยงเองตลอดเวลา สัปดาห์หนึ่งหรือสองสัปดาห์ ถึงจะได้มีโอกาสไปดูแลจัดการครั้งหนึ่ง โดยปกติทำงานอยู่กรุงเทพฯ ฟาร์มอยู่ที่เชียงใหม่ จึงจัดเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเลี้ยงวัวเกือบทุกอย่างให้ลูกจ้างเลี้ยง 2 คน สามี-ภรรยา แต่ยังเกรงว่าจะเกิดปัญหาในการเลี้ยงขึ้น บุญดีที่มีปัญหาบ้างเล็กน้อยไม่รุนแรง ซึ่งก็พอยอมรับได้ ทั้งนี้ก็ได้ปศุสัตว์ในพื้นที่คอยช่วยเหลือให้ความสะดวกตามสภาพ เพราะวัวมีเลือดผสมพื้นเมืองอยู่จึงอดทน สำหรับเรื่องการเจ็บป่วยก็มีบ้างเล็กน้อย แก้ไขให้ทันการณ์ก็ไม่ยุ่งยาก ขอให้ดูแลให้ใกล้ชิด พอเห็นวัวผิดปกติก็รีบเอาใจใส่รักษาให้ถูกหลักก็หาย เจ็บป่วยบ้างเป็นธรรมดาของสัตว์โลก เมื่อได้รับการรักษาก็หายป่วย หากป่วยก็จัดการรักษาให้ทันเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อย่างไรก็ตามคิดว่าการคัดสายพันธุ์วัวและการดูแลนั้นมีความสำคัญไม่น้อยเลยที่เดียว ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ความพร้อมของผู้เลี้ยง สำหรับที่ฟาร์มโอมพัฒนายึดหลักการเลี้ยงวัวเนื้อถือเอาวัวพันธุ์ที่ให้เนื้อมาก เนื้อดีเป็นหลัก อดทนต่อโรค เลี้ยงง่าย กินเก่ง ดังนั้นวัวย่อมอ้วนให้น้ำหนักดี ขายง่าย ส่วนความสวยงามนั้นมาทีหลัง จึงไม่มีปัญาหาการขาดทุนแบบคนที่เลี้ยงวัวสวยงามที่หูยาว ลูกวัวของฟาร์มก็มีผู้มาติดต่อซื้อตลอดเวลา จะขายเมื่อไรก็ขายได้คล่องตามราคาตลาดล่างทั่วไปกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งเราก็จำใจต้องยอมรับราคานี้เพราะเราอยู่ไกลสหกรณ์ผู้เลี้ยงวัวเนื้อพันธุ์กำแพงแสน หรือโพนยางคำ แต่ในอนาคตเมื่อมีความพร้อมจะขุนขายก็คงจะเริ่มขุนวัวขายด้วย เพราะเรามีลูกวัวตัวผู้ของเราเองและการเลี้ยงวัวขุนต้องใช้อาหารข้นช่วยเสริมตลอดเวลา

ปัจจุบันเลี้ยงวัวเพื่อขายลูกจึงเลี้ยงด้วยหญ้า และฟางเป็นหลัก เปลือกข้าวโพดจากโรงงานอาหารกระป๋องบ้างได้บางฤดูกาลบางช่วงก็ต้องผสมอาหารข้นให้กินตามความจำเป็นเพื่อให้วัวอยู่รอด หมายถึงวัวมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์สามารถออกลูกให้ปีละตัว ที่ทำได้ดังนี้เพราะเราไม่เคยปล่อยให้วัวผอมจนโทรมหรือผสมไม่ติด นอกจากนี้เรามีพ่อพันธุ์คุมฝูงจึงมั่นใจว่า เมื่อถึงรอบการเป็นสัด แม่พันธุ์ก็จะได้รับการผสมแน่นอน และแม่วัวของเราทุกตัวก็ให้ลูกทุกปี เรื่องการผสมพันธุ์วัวหากเตรียมการและจัดการให้ลงตัวก็สบายใจได้ เป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้วรวมถึงการจัดการวัคซีนป้องกันโรคก็ขอให้จัดทำตามกำหนดยิ่งปลอดภัยสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ปัญหาการเลี้ยงวัวที่ยุ่งยากที่สุดที่จะอยู่รอดหรือไม่รอด คือเรื่องอาหารวัวในฤดูแล้งซึ่งหมายถึงต้นทุนโดยที่การเลี้ยงวัวปัจจุบันเป็นแบบธุรกิจการเกษตร เฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงแบบขังคอก แล้วหาหญ้าและอาหารมาให้วัวกิน ซึ่งจะต้องใช้พันธุ์วัวที่มีสายเลือดยุโรป อัตราอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวแลกน้ำหนักเนื้อจากการเติบโตที่ได้สูงจึงจะคุ้ม เช่นวัวพันธุ์กำแพงแสน และ วัวพันธุ์ตาก เป็นต้น ซึ่งเป็นลูกผสมยุโรป ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าหาอาหารมาให้กิน ถ้าปล่อยให้แทะเล็มแปลงหญ้าต้นหญ้าก็จะช้ำ ผลผลิตก็น้อยลง ทั้งนี้ฟาร์มโอมพัฒนาจัดแบ่งพื้นที่ 3 ไร่สำหรับกองฟาง ลานทำปุ๋ย ที่พักคนงาน เครื่องมือ และอาคารโรงเก็บอาหาร ทำคอกและโรงเลี้ยง 6 ไร่ใช้ปลูกหญ้า 40 กว่าไร่ ถ้าจัดการไม่ลงตัวก็จะเกิดสภาพ อาหารขาดไม่พอเลี้ยงก็ต้องเพิ่มทุนอีกในฤดูแล้ง โดยเฉพาะกรณีที่จำเป็นจะต้องซื้ออาหารสัตว์ในเวลาเร่งด่วนก็จะต้องซื้อแพง แต่ราคาวัวไม่ได้เพิ่มก็ย่อมขาดทุน อยู่ไม่รอด ค่าอาหารดูดไปหมด ทุนหดกำไรหาย ไหนจะต้องค่าจ้างคนงานอีกทุกเดือน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสึกหรออุปกรณ์ ค่ายักษาโรค ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น

การเลี้ยงวัว ภายใน 1-5 ปีแรก จึงมีแต่จ่ายเงินลงทุนเพิ่มทุนตลอดเวลา พอผ่านปีที่ 5 แล้วค่อยเกือบเสมอตัว ผู้ลงทุนก็จะสบายใจขึ้นมีรายรับสูงขึ้นเกือบทันรายจ่ายถ้าคุมรายจ่ายได้ก็พอมองเห็นกำไร แต่ถ้าคุมรายจ่ายไม่ดีรับรองว่าขาดทุนอยู่ร่ำไป เพราะอาหารวัวแพงขึ้น ราคาวัวก็ยังไม่ขึ้น ราคาวัวยังลดลงกว่ายุคกระแสตื่นเลี้ยงวัว แต่ถ้าใช้ราคาเนื้อเป็นหลักในการเลือกสายพันธุ์วัวมาเลี้ยงหมายถึงเลี้ยงวัวเนื้อต้องเลือกพันธุ์โตเร็วให้เนื้อมากอย่างนี้ก็ยังพออยู่ได้ไม่ขาดทุนเช่นเลี้ยงพันธุ์ผสมสายเลือดยุโรป คือพันธุ์ตากและพันธุ์กำแพงแสน แม้ราคาอาหารสูงขึ้นตลอดในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นยุควิกฤตของคนเลี้ยงวัวนับว่าสถานการณ์ไม่อำนวย ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จึงเลิกล้มขายออกไป บางคนที่ยังรักจะเลี้ยงอยู่ต่อไปก็มีเหมือนกันแต่จำนวนได้ลดลงไปบ้าง แม้จะขาดทุนบ้างหากพยายามปรับตัวก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยก็จะขาดทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ที่ฟาร์มโอมพัฒนารอดมาได้ก็ใช้วิธีซื้อฟางสำรองกองไว้ให้มากที่สุดเป็นแสนบาท แม้จะมีโปรตีนน้อยยังดีกว่าไม่มีอาหารให้วัวกิน รวมทั้งกากน้ำตาลก็สำรองไว้หลายพันลิตร ตอนต้นฤดูผลิต ยอมขาดทุนดีกว่าวัวของเราอดอาหารแล้วผอมหรือโทรมเราเลี้ยงเขาก็ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด เลี้ยงเพราะใจรัก สุดท้ายก็ขาดทุนไม่มากเพราะเราซื้อวัสดุการเกษตรเหลือใช้ที่เป็นอาหารสัตว์ดังกล่าวเก็บไว้ก่อนในช่วงที่ราคาไม่แพงนักหลังฤดูเก็บเกี่ยวที่ราคาพอดีพอหาซื้อได้

ทุนสำรองจำเป็นต้องจัดเตรียมไว้ให้พอดีกับปริมาณอาหารที่จะใช้ให้พอแล้วซื้อเตรียมไว้ให้เรียบร้อย อย่าไปซื้อตอนจำเป็นฉุกเฉินแย่งกันซื้อในฤดูแล้งซึ่งหญ้าไม่งอก อาหารขาด ต้องใช้อาหารข้นเสริม ใครมีวัวมากก็กินมาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง ตลอดเดือนมกราคม – เมษายน โดยมากจะขาดทุนในช่วงเวลานี้ทั้งนั้น จนกระทั้งเริ่มพฤษภาคม หญ้างอกคนเลี้ยงวัวจึงจะยิ้มได้ โดยที่บางคนเตรียมตัวมาไม่ดีพอ พอพ้นเดือนมกราคมเข้ากุมภาพันธ์ ก็เริ่มหวั่นไหวอาหารเริ่มหมดและหายาก ที่มีก็ต้องซื้อแพงทุนรอนก็มีน้อยจึงซื้อได้น้อยไม่พอกิน วัวมีแต่ผอมลงๆ มีนาคมก็ยิ่งทรุดลงไปอีก เมษายนจะอยู่ไหวหรือไม่ ทนไม่ไหวก็ขายไปทั้งที่วัวผอมมากและราคาถูก ยิ่งขายช่วงนี้ย่อมขาดทุนแน่นอนบอบช้ำไปทั้งวัวทั้งคน ฉะนั้นการเตรียมการเรื่องอาหารวัวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอาชีพเลี้ยงวัว จึงขอให้วางแผนให้เรียบร้อยก่อนจะเลี้ยงหรือยังคิดเลี้ยงวัวต่อไปในโอกาสนี้จึงขอ เรียนมาให้ทราบด้วยความรักและหวังดี

ฝ่าวิกฤตการเลี้ยงวัวในฤดูแล้งก้อนแร่ก็มีส่วนสำคัญทำให้เกิดความสมดุลย์ในทางเจริญเติบโตของสัตว์ ความสมบูรณ์พันธุ์ช่วยให้การผสมติดตามกำหนดรอบการเป็นสัด แร่ธาตุต่างๆจะมีอยู่ในหญ้าสดตามธรรมชาติ วัวที่กินหญ้าสดที่อุดมสมบูรณ์ในฤดูฝน ก็จะอ้วนท้วนสมบูรณ์ขนเป็นมัน แต่ในฤดูแล้งวัวควายจะได้หญ้าสดไม่เพียงพอ อาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าแห้งฟางแห้ง จึงจำเป็นต้องจัดก้อนแร่แขวนไว้ให้วัวเลียกินได้ ตลอดเวลาเพราะหากวัวรู้สึกขาดแร่ก็จะกินเอง การเลี้ยงวัวจะประสบความสำเร็จได้กำไรงาม ควรให้ความสำคัญกับเรื่องหญ้าสด ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักสำหรับการเลี้ยงวัว เพราะหญ้าสดเป็นอาหารสำคัญยิ่งที่จะทำให้วัวเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ผู้เลี้ยงวัวคนไหนหรือฟาร์มเลี้ยงวัวใดมีหญ้าสดอุดมสมบูรณ์ไว้เลี้ยงวัว ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นอีก โอกาสได้เงินค่าขายวัวเป็นรายได้จริงๆเต็มๆก็มีมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายอื่นจะน้อยลงเพราะวัวกินหญ้าสดถือว่าดีที่สุด ธรรมชาติที่สุด ดังนั้นจึงควรเตรียมแปลงหญ้าให้พร้อมก่อนเลี้ยงวัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

การจัดการภายในฟาร์มนั้นก็มีส่วนลดการสูญเสียไปได้ส่วนหนึ่ง ตัวอย่างเรื่องอาหารหกหรืออาหารเหลือ ถ้าทำรางอาหารดี ให้อาหารพอดีกับความต้องการปริมาณอาหารที่จะใช้ในการเจริญเติบโตจะได้ไม่สิ้นเปลืองมาก รูปแบบของอาหารการตัดอาหารสัตว์ให้ได้ขนาดพอดีหมายถึงหญ้า ฟาง หรือข้าวโพดสับให้ได้ขนาดพอดีวัวก็จะกินได้หมดลดการสูญเสียลงได้ แต่ผู้เลี้ยงก็จะต้องจัดซื้อหรือหาเครื่องมือเพิ่ม ซึ่งก็หมายถึงต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก หากเลี้ยงระยะยาวหรือจำนวนมากก็นับว่าคุ้ม เรื่องซื้ออาหารมาเลี้ยงวัวในกรณีเลี้ยงขังคอกผู้เลี้ยงก็จะได้เงินคืนมาบ้างจากการขายขี้วัวที่ถ่ายออกมาขายเป็นปุ๋คอกได้กิโลละประมาณ 1-2 บาท ราคาขึ้นลงแล้วแต่จะอยู่ใกล้แหล่งขายหรือตลาดที่ต้องการ ถ้าอาหารกิโลละ 5 บาท ก็จะหักคืนได้เหลือสัก 3-4 บาท หากผู้เลี้ยงมีเวลาก็จัดทำปุ๋ยหมักชีวภาพขายตามความต้องการของผู้ใช้ หากตลาดต้องการปุ๋ยคอกก็บรรจุถุงขายทุกวัน กรณีต้องการปุ๋ยหมัก ผู้เลี้ยงก็สามารถเอาเศษพืชหรือเศษฟาง หรือเศษหญ้ามาหมักกับขี้วัวทำปุ๋ยหมักขายได้ราคาสูงขึ้นอีก เรียกว่าปุ๋ยชีวภาพ ทำการเกษตรแบบเกือบครบวงจร ถ้าปลูกพืชผักขายด้วยก็ใกล้ครบวงจรเข้าไปอีก ที่ฟาร์มโอมพัฒนาเอาน้ำ EM ขยายเชื้อผสมกับกากน้ำตาลและน้ำนำไปผสมน้ำให้วัวกินด้วย ขี้วัวที่ได้จึงไม่มีกลิ่นเหม็นย่อยสลายเร็ว มีผู้มาติดต่อซื้อประจำ ขายราคามิตรภาพเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ปลอดสารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ส่งเสริมเกษตรชีวภาพอย่างเต็มที่ครับ ฉะนั้นที่ฟาร์มก็มีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาจุนเจือด้วย มีรายได้ประจำเข้ามาบ้างไม่ใช่รอขายแต่วัวอย่างเดียว

แม้ว่าจะได้ปรับวิธีการจัดการทุกอย่างแล้ว ก็อยู่ได้เพียงระดับเกือบเสมอทุนหรือเท่าทุนเท่านั้น เพราะราคาวัวไม่ขยับ แต่พืชอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้นตลอดเวลา ที่จำเป็นต้องสู้ต่อไปก็เพราะใจรักที่จะพัฒนาสายพันธุ์วัว สะสมประสบการณ์ และองค์ความรู้ หวังว่าเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นก็คงจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดเท่านั้น ถ้าเป็นวิถีชาวบ้านก็ต้องปล่อยไล่ทุ่งตามธรรมชาติ โดยใช้วิธีการวัวพื้นเมือง หรือลูกผสมบราห์มันเลือดต่ำก็พออยู่ได้นะครับ หากเป็นบาร์หมันสายเลือดสูงก็ต้องได้รับการดูแลเรื่องอาหารอย่างดีเช่นกัน

ปัญหาการเลี้ยงวัวทุกปัญหามีวิธีการแก้ไขได้ทั้งนั้น อยู่ในตำราปศุสัตว์หรือในวารสารอย่างเช่น Thai cowboy วัวควาย โคบาลแมกกาซีน แม้กระทั่ง ในอินเตอร์เนต thaicow.com ก็มี หากสนใจและเอาใจใส่ นำเอาความรู้และเทคโนโลยีมาปรับปรุงใช้กับสภาพแวดล้อมของฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงของเราเองแล้วก็จะได้ประโยชน์จากการบูรณาการองค์ความรู้ดังกล่าวเป็นอย่างดีสามารถเลี้ยงวัวให้สมบูรณ์ได้ คงมีปัญหาเดียวที่ยังมืดมนหาคำตอบได้ยากมากคือเรื่องราคาวัว ราคาวัวชั่งน้ำหนักทั้งตัววัวเป็นราคากิโกรัมละไม่เกิน 50 บาท ชำแหละแล้วขายแยกตามชิ้นส่วนเนื้อแต่ละส่วนก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าคิดราคาเฉลี่ยแล้วก็ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท เมื่อเป็นเนื้อสเต็กแล้วก็จานละอย่างต่ำ 200 บาท ต่อเนื้อประมาณ 100 กรัม ก็หมายถึง กิโลกรัมละ 2,000 บาท หมายถึงขั้นตอนสุดท้ายถึงผู้บริโภคนับว่าแพงน่าดู ซึ่งก็มีผู้นิยมบริโภคกันมากมาย โดยที่ช่วงเวลาผลิตเนื้อวัวจากหญ้าเป็นเนื้อคือคนเลี้ยงวัวใช้เวลา 2 ปี โรงฆ่าสัตว์ชำแหละใช้เวลาหนึ่งวันบ่มประมาณ 10 วัน พ่อครัวปรุงไม่ถึง 1 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าราคาหรือมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตรงช่วงไหน ฉะนั้นคนเลี้ยงวัวควรทำความเข้าใจแล้วแก้ไขข้อเสียเปรียบจากผลประโยชน์ที่ควรได้ทั้งนี้จะต้องรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ทำการชำแหละเองหรือแปรรูปต่อเนื่องไปด้วยหรือไม่จึงจะมีรายได้เพิ่มจนพอที่จะอยู่ได้ หากทำการผลิตไม่ครบวงจรจะอยู่ได้ยาก คำตอบดูเหมือนจะเห็นว่าเป็นไปได้ก็มีอยู่เหมือนกัน คือการรวมกลุ่มกันของผู้เลี้ยงโค ตั้งเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคแล้วทำตลาดเนื้อ แบบสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อโพนยางคำ เป็นตัวอย่างดียิ่ง ควรเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งทั้งสองแห่งผู้เลี้ยงมีความเข้าใจและสามัคคีกันแก้ปัญหาจึงประสบความสำเร็จทุกคนมีรายได้ดี มีความสุขกับอาชีพการเลี้ยงวัวซึ่งผู้เลี้ยงวัวเนื้อทุกจังหวัดจำเป็นจะต้องพึ่งตนเองในการผลิตให้ครบวงจรให้ได้จึงจะอยู่รอดดังกล่าวมาแล้ว

การส่งเสริมจากภาครัฐ ดูเหมือนเป็นความหวังที่เลื่อนลอยสำหรับคนเลี้ยงวัว ทุกรัฐบาลให้ความหวังหรือมีนโยบายที่หวือหวามาก โดยเฉพาะนโยบายโคล้านครอบครัว ซึ่งเสนอมาเป็นยาหอมให้ประชาชน แต่ในด้านการปฏิบัตินั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นนโยบายที่คนไม่เคยเลี้ยงวัวคิดให้คนเลี้ยงวัว คนเลี้ยงวัวจริงไม่ได้เรียกร้องว่าอยากได้วัวตัวที่รัฐนำมาแจก เอามาจากไหนก็ไม่รู้ เรียกว่ายัดเยียดให้ไม่ใช่ของดีอาจเป็นวัวตัวที่คัดออกมาจากฟาร์มที่ไหนก็ไม่รู้ คนเลี้ยงวัวเขาจะเลี้ยงวัวพันธุ์ที่เขาชอบไปเลือกซื้อมาเองจึงจะถูกใจ การจัดให้จึงถูกโจมตีว่าผู้จัดหากำไร ที่จริงควรจะให้เงินกู้ยืมที่ดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ย ปลอดการคืนเงินต้น เป็นเวลาสัก 2 ปี ให้ไปเลือกซื้อวัวเอาเอง เลี้ยงผ่านไปได้ 2 ปีแล้วค่อยผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆให้คนรักจะเลี้ยงวัวไปซื้อเองค่อยเป็นค่อยไปเป็นชุดๆ หรือให้คนเลี้ยงอยู่แล้วเพิ่มจำนวนพันธุ์วัวหรือวัวคุณภาพที่ดีขึ้นมาเลี้ยงหรือคนสนใจจะเลี้ยงใหม่ให้เข้ารับการอบรมก่อน เพื่อเป็นการเตรียมตัวเรื่องความรู้การดูแลจัดสถานที่แปลงหญ้าและอาหารสัตว์ให้พร้อมก่อนที่จะให้ยืมเงินมาซื้อวัวแล้วลงมือปฏิบัติเพื่อโครงการเลี้ยงวัวจะได้เดินไปได้อย่างมั่นคง และไม่ใช่เป็นการแสร้งทำอย่างหวือหวา เมื่อรัฐบาลส่งเสริมอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็จะทำให้ตลาดวัวโตขึ้นตามความเป็นจริงที่ละขั้นตามลำดับ ประชาชนผู้เลี้ยงวัวทั้งประเทศก็จะนิยมชมชื่นกับรัฐบาลแทนที่จะเป็นการหงุดหงิดกับนโยบายดังกล่าวที่มีผู้ได้รับผลกระทบและเสียใจอยู่จำนวนไม่น้อย

อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลควรจะแก้ไขให้โดยเร่งด่วนและไม่ต้องใช้เงินมากคือเขตปลอดโรคซึ่งต้องกักสัตว์กันก่อนข้ามเขตไปมาระหว่างกว่า 50 จังหวัด ที่ควบคุมโรคกับอีกจำนวน 20 กว่าจังหวัดที่ปลอดโรค เกิดความลักหลั่นกันทำให้ราคาสัตว์ต่างกัน ขนย้ายต้องตั้งด่านตรวจจับ เรียกเก็บเงินค่าบริการทั้งในและนอกระบบขอให้เลิกได้แล้วครับขอให้ประกาศประเทศไทยเป็นเขตปลอดโรคทั้งประเทศ เพื่อให้อาหารเนื้อบ้านเราขายไปต่างประเทศจะได้มีราคาดีขึ้น ให้มีการจัดระบบปศุสัตว์ใหม่ทุกตำบลโดยให้ อบต.จ้างปศุสัตว์บริการทุกตำบลตามจำนวนสัตว์เลี้ยงของพื้นที่นั้นๆจะมากน้อยตามความเมหาะสมแล้วให้ทุกท้องถิ่นออกเอกสารรับรองใบประวัติสัตว์เลี้ยงของท้องถิ่นนั้นรับผิดชอบว่าปลอดโรคก่อนให้ขนย้ายออกจากแหล่งผลิตทุกตัวมีเอกสารกำกับให้สามารถขนย้ายไปได้ทั่วประเทศ โดยปศุสัตว์ประจำท้องถิ่นที่เลี้ยงสัตว์รับรองถือว่าใช้ได้เป็นมาตรฐานสากลเหมือนที่ต่างประเทศปฏิบัติกัน

การปฏิบัติงานการป้องกันโรคสัตว์เลี้ยงให้เริ่มต้นโดยใช้นักศึกษาเกษตรทุกพื้นที่ช่วยออกปฏิบัติการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงแบบปูพรม ในช่วงปิดเทอมเดือนเมษายน กับเดือนตุลาคม ให้จ้างนักศึกษาเกษตรออกช่วยทำวัคซีนปูพรมทุกท้องถิ่นของตนเอง ทำให้ทั่วถึงก่อน ปีละ 2 รอบทุกปีเมื่อครบรอบปีแล้วก็ประกาศเป็นเขตปลอดโรคได้ทั้งประเทศ ปศุสัตว์ที่ชอบตั้งด่านก็ให้ไปควบคุมตรวจจับตามชายแดนควบคุมสัตว์จากต่างประเทศก่อนจะเข้ามาในประเทศ อย่างนี้รับรองว่าราคาเนื้อบ้านเราจะดีขึ้น ส่งขายต่างประเทศเป็นอาหารเนื้อปลอดโรคจะได้ราคาดีใครๆก็ต้องการ รัฐบาลก็มีผลงาน ภาระกิจที่จะต้องทำไปพร้อมกันคือการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์แทนวัชพืชที่ขึ้นโดยไม่มีประโยชน์ ด้วยการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ แจกจ่ายให้คนเลี้ยงวัวควายไปปลูกไว้เลี้ยงสัตว์ จัดที่สาธารณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนเลี้ยงวัวควายเช่าปลูกพืชอาหารสัตว์ ก็จะเกิดพื้นที่สีเขียวตามที่สาธารณะเป็นการลดปัญหาโลกร้อน เปลี่ยนสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ ของประชาชนและรัฐบาลก็จะได้ภาษีเพิ่ม พัฒนาเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อาชีพการเลี้ยงวัวก็อยู่รอดปลอดภัยได้อย่างแท้จริง ทุกคนมีความสุขกันทั่วหน้า ผลงานรัฐบาลนี้ก็อยู่ในหัวใจประชาชนตลอดไป

เชิญผู้สนใจติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ได้ที่ฟาร์มโอมพัฒนา เลขที่ 261 หมู่ที่ 7 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จงเชียงใหม่ 053-443017 , 081-5302861
อินสอน บัวเขียว




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2551
12 comments
Last Update : 15 พฤษภาคม 2551 17:53:34 น.
Counter : 4252 Pageviews.

 

ได้อ่านเนื้อหาของพี่แล้วดีมากเลยครับ..ได้อ่านแล้วได้ความรู้มากเลย..ตอนนี้ผมมีวัวอยู่ 4 ตัว คือว่าผมอยากจะเลี้ยงก็เลยซื้อไว้..ให้ทางบ้านเลี้ยงไว้ให้..คือผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ..อนาคตก็อยากจะขยายพันธุ์ให้ได้มากขึ้น..ก่อนที่จะกลับไปดูแลเอง..มีอะไรดีๆ ก็ขอให้ช่วยลงให้คนมือใหม่ได้อ่านหน่อยนะครับจักเป็นพระคุณอย่างสูง..ขอบคุณครับ..

 

โดย: ก้อย IP: 212.23.225.98 21 มิถุนายน 2551 16:40:26 น.  

 

ได้ความรู้ดีที่เดียวครับ ตอนนี้เลี้ยงวัวที่ ตจว เหมือนกัน เป็นวัว พันธ์ผสม มีสิบกว่าตัว ยังศึกษาอีกเยอะ มีอะไรช่วยแนะนำหน่อยนะครับ

 

โดย: bear leader (Bear leader ) 11 กรกฎาคม 2551 1:35:09 น.  

 

ผมกำลังเข้ารับการฝึกอบรมกลุ่มเครือข่าย(คลัดเตอร์)
ผู้ผลิตโคเนื้อกำแพงแสนที่
ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และจะนำแนวความคิดมารวมกลุ่มชาววัวเชียงใหม่และลำพูน ที่ผิดหวังกับการเลี้ยงวัวบราห์มันและวัวฮินดูบราซิล เพราะเลี้ยงไปแล้วไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน(มีแต่ตลาดนัดที่พ่อค้าเนื้อมากดราคาซื้อถูกๆแทบจะผูกคอตาย)การเลี้ยงวัวต้องมีตลาดรับซื้อที่แน่นอนโดยการรวมกลุ่มผลิตวัวพันธุ์เนื้อลูกผสมชาโรเล่ส์ส่งสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนแบบมีสัญญาตกลงซื้อล่วงหน้าตามน้ำหนักวัวเป็นกิโลกรัมซึ่งไม่เอาเปรียบผู้เลี้ยงถ้าชาววัวท่านใดสนใจโครงการที่มีความมั่นคงติดต่อได้ที่ 081-9617975

 

โดย: หนุ่มเมืองเหนือ IP: 118.172.21.220 14 กรกฎาคม 2551 20:17:05 น.  

 

เลี้ยงวัวพื้นเมืองใช้พ่อบราห์มันคุมฝูงอยู่เพชรบุรีครับ
มีผู้จัดการฟาร์มเป็นศิษย์คาวบอยแลนด์รุ่นที่26
ยินดีที่ได้รู้จักและร่วมอุดมการณ์ครับ

 

โดย: วิทยา ชุนหวัฒนา IP: 125.27.145.195 6 สิงหาคม 2551 1:31:57 น.  

 

ดีครับ

 

โดย: ชาญณรงค์ IP: 222.123.221.11 28 ธันวาคม 2551 10:54:08 น.  

 

ผมสนใจเรื่องการเลี้ยงวัวขุนมากครับ แต่ขาดความรู้และประสบการณ์ ตอนนี้มีวัวเป็นพันพื้นเมืองอยู่ 8 ตัวครับอยากรู้วิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องและการตลาดว่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิมครับ

 

โดย: วินิจ เขียวอ่อน IP: 125.24.141.51 23 มกราคม 2552 13:52:06 น.  

 

ดีครับ ได้รับความรู้ในการพิจารณาว่าจะเลี้ยงวัวไปทางไหนจึงจะอยู่รอด เพราะปัจจุบันปัญหาตลาดและหญ้า
ซึ่งจะใช้ในหน้าแล้ง

 

โดย: ศักดิ์ศิริ โสมทอง IP: 118.173.16.203 6 มีนาคม 2552 9:26:34 น.  

 

เลี้ยงวัวอยู่มีปัญหาผสมเทียมมาก

 

โดย: ดอช IP: 113.53.25.7 4 เมษายน 2552 14:10:00 น.  

 

รบกวนช่วยเช็คหลังไมค์ของพันทิบด้วยครับ
nut888@hotmail.com

ขอบคุณครับ

 

โดย: นายทิว IP: 58.9.67.209 30 เมษายน 2552 3:49:50 น.  

 

ขอขอบคุณ ฟาร์มโอมพัฒนา เลขที่ 261 หมู่ที่ 7 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จงเชียงใหม่ 053-443017 , 081-5302861 อินสอน บัวเขียว
ที่ได้ให้ความรู้ในการเลี้ยงเป็นอย่างดีเยี่ยมเลยครับ ผมคิดอยากจะเลี้ยงวัว ทำเป็นฟาร์มมาตรฐาน ที่ จ. นครพนม เนื่องจากนครพนมมี ฟาร์มหมู ที่มีมาตรฐาน อยู่แล้ว ผมจึงคิดอยากเลี้ยงวัวเนื้อ ให้ครบวงจร โดย จำหน่ายลูกวัว , ทำปุ๋ยขาย, ปลูกผัก, ทำก๊าซชีวภาพ และจะผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย ตอนนี้กำลังศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจ ถ้ามีอะไรจะแนะนำผม จะยินดีมากครับ 086-8507586 หรือ senseya_@hotmail.com ครับ ขอบพระคุณมากครับ จาก ไชยยาฯ

 

โดย: อยากลงทุนเลี้ยงวัว IP: 202.151.4.20 9 กรกฎาคม 2552 15:43:52 น.  

 

ผมเห็นด้วยกับความคิดของท่าน โอมพัฒนาที่ให้ความกระจ่างแก่เกษตรกรหน้าใหม่ และหน้าเดิมที่ยังหลงทางเรื่องการเลี้ยงวัวอยู่ พร้อมทั้งทิศทางที่ รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจัง ก่อนที่วัว วัว และ วัวจะทำให้เกษตรกรหมดแรงไปเสียก่อนเวลาอันควร

ขอบคุณอีกครั้ง

 

โดย: DKr Rance IP: 182.93.197.177 17 ธันวาคม 2553 9:58:31 น.  

 

ผมอ่านแล้วอยากกลับมาเลี้ยงวัวอีกครั้งถ้าว่างจะไปเที่ยวที่ฟาร์มนะครับ จากหนุ่มสันป่าตอง

 

โดย: สุริยัน บูญเรือง IP: 118.172.46.241 17 มิถุนายน 2554 23:26:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


ponpansan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ponpansan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.