NuPig and her Dream ~~

 
 

เหตุผลกับความเชื่อ

น่าแปลกที่คนเรายิ่งมีการศึกษามากก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เรียกว่า "ความเชิ่อ " มันลดลงไปเลย

ทั้งที่ตามตรรกะโดยทั่วไป การศึกษาในแบบสมัยใหม่ มันจะต้องเป็นไปตาม "ความเป็นสมัยใหม่"

ที่ต้องสามารถตอบทุกอย่างได้ด้วยวิทยาศาสตร์และหลักเหตุผล

หรือเป็นเพราะว่า เมื่อเกิดสิ่งหนึ่ง ก็มักจะเกิดสิ่งตรงข้ามเสมอ

หรือเป็นเพราะว่า ศาสตร์จากความเป็นสมัยใหม่ไม่อาจตอบสนองความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวและพึ่งพิงให้กับเราๆ และคนสมัยใหม่ทุกคนได้

หรือเป็นเพราะว่า มนุษย์ต้องมี "ความเชื่อ" อยู่แล้ว ความเชื่อเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรม

หรือเป็นเพราะว่า "เหตุผล" มันก็คือ "ความเชื่อ" อย่างหนึ่ง ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา และเรียกมันว่า เหตุผล เหตุผลเป็นแค่วาทกรรมเท่านั้นหรือ



สำหรับเรา เราคิดว่า เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์หรือเรื่องราวหนึ่งเรื่องราวสามารถอธิบายสาเหตุได้เป็นร้อยเป็นพัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ "เลือก" คิด หรือเลือกพูดถึงสาเหตุไหน

และไม่ว่าจะเป็นสาเหตุ หรือ เหตุผลใด มันก็ไม่มีเหตุผลไหนถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี

มนุษย์มักใช้ "เหตุผล" ก็แค่เพื่อสร้างความชอบธรรมในสิ่งที่ตัวเองทำเท่านั้นแหละ



เหตุผลกับความเชื่อ ถูกจับให้แยกกันในโลกสมัยใหม่ ทั้งที่มันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้

 

Create Date : 30 สิงหาคม 2552
Last Update : 30 สิงหาคม 2552 23:45:58 น.  


ฉันคงเป็นนางมาไม่ได้หรอกนะ

ส่วนตัวแล้วชอบดูละครเรื่องผู้ใหญ่ลีฯมากๆ

มันทำให้รู้สึกดีและก็เหมือนมันเป็นความฝันว่าได้อยู่กับชีวิตที่สงบสุข

รู้สึกว่านางมาโชคดีเหลือเกินที่ได้ไปอยู่กับธรรมชาติและท้องทุ่ง

และที่สำคัญชาวทุ่งหมาหอนยังมีผู้นำท้องถิ่นที่ใส่ใจบริการ และรักษาความเป็นท้องถิ่นได้ดี

ก็อยากจะเป็นนางมา ของผู้ใหญ่ลีบ้าง

ดูนางมามีความสุขจริงๆกับการเกี่ยวข้าว ทำไรไถนา ขี่ควาย



พอมาดูความคิดเห็นในเวบไซต์ชื่อดังหลายๆแห่ง ก็มีเสียงชื่นชมตอบรับอย่างน่าอัศจรรย์

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่ทุกคนปรารถนาที่จะ back to basic

และใช้ชีวิตอย่าง "พอเพียง" ขนาดนั้นเชียวหรือ

ชนชั้นกลางในกรุง ชาวปัญญาชนทั้งหลายในโลกไซเบอร์ ต่างร่วมกันใฝ่หาสิ่งที่ตนหลีกหนีมาหรือ

เมื่อเทียบกับตัวชั้น .... ชั้นมันก็ชนชั้นกลางดีๆ ทั่วไป นี่เองนะ

ก็ได้แต่พรำเพ้อพรรณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งนา ว่ามันเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องสุดยอดตามอุดมคติ

เอาเข้าจริงจะกลับไปทำแบบนั้นได้หรือป่าว ก็คงไม่ได้



" ฉันคงจะเป็นนางมาไม่ได้ "

นางมา ..ตัวแทนจากชนชั้นกลางระดับสูงในเมืองกรุง

ได้เข้าไปใช้ชีวิตในท้องทุ่งภายหลังจากที่คุณยายเสียชีวิตและมอบมรดกเป็นผืนนา

นางมาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคุณยายถึงเลือกจะทิ้งชีวิตในเมืองเข้ามา

และเมื่อเธอได้สัมผัสกับ ชีวิตชาวนา ชุมชนคลองหมาหอน และความรักจากผู้ใหญ่ลี

ทำไมเธอได้รุ้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่นี่ ...



บทวิเคราะห์ด้วยนามธรรมล้วนๆ
((จะไม่ feel good แน่ หากได้อ่านอะไรหลังจากนี้
ฉะนั้นท่านใดไม่อยากเสียอรรถรส กรุณาอย่าอ่าน
แต่หากท่านใดปรับอารมณ์และความคิดได้ทุกสถานการณ์อย่างดิฉัน เชิญอ่านได้ค่ะ))

เมื่อมองละครเรื่องนี้ในแง่ของหลักปรัชญาอย่างนึง

บางทีมันเป็นเรื่องของคุณค่าของปรัชญาที่แฝงในละคร

หลักปรัชญาที่ทุกคน "เชื่อ" ว่าเป็นแนวทางที่เยี่ยมยอด

และก็แสวงหาที่จะดำเนินเดินทางตามแบบนั้นไป

แต่เนื่องจากในชีวิตจริงของชนชั้นกลางเมืองกรุง แทบจะเหินห่างกับการกระทำ

จึงทำได้แค่คิด และก็แอบรุ้สึกสับสนในใจว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร

เพราะหลักปรัชญานั้นดูเหมือนว่าจะทำได้เป็นรุปธรรมเพียงแต่ในท้องทุ่ง

แม้จริงๆ หลักปรัชญานี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกรูปแบบก็ตาม

แต่รูปแบบที่ชัดเจนและเป็นอุดมคติ เป็นที่สุดของสุดยอด มันคือรุปแบบตามที่ปรากฏในละครเรื่องนี้

ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นแนวทางที่ตนกำลังใฝ่หา และเชื่อว่าดี

และการมีจุดร่วมอารมณ์ความรู้สึกไปกับนางมา การที่รู้สึกว่าตนก็คือ นางมา คนหนึ่ง

มันก็คือการบรรเทา"ความแปลกแยก"ภายในใจ ระหว่างหลักการนี้กับการดำเนินชีวิตของตน

การชื่นชม และเห็นดีเห็นงาม ได้ทำให้ตัวเอง "เชื่อ" ในตัวเองว่า ตนได้บรรลุถึงหลักการในระดับนึงแล้ว



พลวัตรของชนชั้น

การเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นที่ปรากฏกับตัวละคร นางมา

นับได้ว่ามีพลวัตรที่น่าสนใจ และซับซ้อนมากกว่าที่จะบอกว่ามันก็การเคลื่อนที่ลงสู่ชนชั้นที่ต่ำกว่า

หากมองผิวเผินจะเห็นได้ว่า นางมาเปลี่ยนตัวเองจากคนกรุงหรูเลิศมาเป็นสาวชาวนา

ซึ่งทำให้ถูกโยงใยไปถึงความเป็น "คนดี" "เสียสละ" จากการเป็นคนกรุงสุขสบายต้องมาลำบากตรากตรำ

แต่จริงๆแล้ว การที่นางมาใช้ชีวิตอยุ่ในชนบท อาจจะเป็นการเลื่อนชนชั้นตนให้สูงขึ้นก็ได้

จากชนชั้นกลางระดับสูงทั่วไป มีรสนิยมแบบคนกรุง แบบดารานางแบบทั่วไป

ก็ได้มาเป็นชนชั้นชาวนารวย เป็นชนชั้นนำในชนบท ที่เป็นจุดศูนย์กลางจุดเด่นของชาวบ้าน

มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าในทุกๆด้าน ทั้งความรู้ หน้าตา ความร่ำรวย และ บทบาทการเป็นภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน

การใช้ชีวิตของนางมาในชนบท ท้องนาท้องไร่ จึงไม่ใช่ความลำบากตรากตรำ หรือถูกกดขี่ใดๆ

นางมา จึงก็อาจจะไม่ได้เป็นนางมาที่สามารถสละชีวิตสบาย มาเคียงคู่เป็นชนชั้นชาวนาทั่วไปได้

แต่นางมา ก็เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางในเมืองกรุง หากมองในลักษณะนี้

นางมาก็คงเหมือน คนกรุงที่บั้นปลายชีวิตอยากจะมีชีวิตที่สงบ สร้างบ้านพักอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ชนบท ท้องทุ่ง ชาวนา ชาวไร่ จึงเป็นได้เพียงแค่ตัวส่งเสริมให้รู้สึกร่วมไปถึงหลักปรัชญาดังที่กล่าวไว้



ชุมชนเข้มแข็ง

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของละครเรื่องนี้ คือ ความเป็น "ชุมชน" ในอุดมคติ

ชุมชนเข้มแข็ง ต่อต้านทุนนิยม
และมีความเป็น "ท้องถิ่นภิวัฒน์"
(เห็นได้จากตัวอย่างที่วันนี้ชาวบ้านยกเลิกการซื้อ"ควายเหล็ก" หันมา ลงแขกแทน)

แต่ทั้งหมด ก็คือการรักษา"ตน" ภายใต้นามของ"ชุมชน" ให้อยู่รอดใน"ระบบ"ที่ยังไงก็โค่นล้มมันไม่ได้

การลงแขก ....เพื่อลดต้นทุนการผลิต ....เพื่อกำไร

การที่ชาวบ้านรวมตัวกัน ....เพื่อต่อรองกับพ่อค้าคนกลางไม่ให้กดราคาข้าว

ดังนั้นการที่เข้าใจว่าหลักปรัชญานี้และประเด็นเรื่องชุมชนเข้มแข็ง

คือกระบวนการต่อต้านทุนนิยม จึงเป็นความคิดที่ดูจะผิวเผินเกินไป

ถ้าจะพูดให้ดูน่ารักๆ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็น "ทุนนิยมทางสายกลาง"

ทุนนิยมที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม เยี่ยมจริงๆ (พูดจากใจ เพราะเราชอบทางสายกลาง)



รวมๆแล้ว ละครเรื่องนี้ เลยมีแก่นไม่ต่างจากภาพยนตร์ ความสุขของกะทิ ซักเท่าไหร่

เพียงแต่รายละเอียดของละครเรื่องนี้ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู และเข้ากับหลักการที่ทุกคนในสังคม

รวมไปถึงชนชั้นนำทางการเมืองทั้งหลายเห็นว่าดีที่จะเชื่อและทำ





ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ได้มีส่วนไหนบอกเลยนะว่า ละครเรื่องนี้ไม่ดี

เพราะเรารักละครเรื่องนี้มากๆ ก็มันทำให้เรารู้สึกดีได้จริงๆนะ

และเอาจริงๆ มันก็สอนอะไรหลายๆอย่าง ที่คนเราห่างหายไปมาก

โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม และการย้อนมองดูตัวเราเอง

ถ้าคิดมาก ก็จะเป็นแบบข้างบนนี้ มันก็จะทำเอาไม่มีความสุขไปซะเลย

เราเลยต้องมีทางสายกลางทางความคิด

เพียงแต่บางทีดูละครต้องย้อนดูตัวมันไม่พอหรอก

มันต้องย้อนมองไปถึงมโนสำนึกส่วนตัวด้วยเลยเอ้า !!!

และอีกอย่าง จริงๆ เราเชื่อว่าละครเรื่องนี้ ต้องการ "เตือนสติ"

มากกว่าจะให้ใครๆ สติเลื่อนลอยอยู่กับความฝันนะ (เอาไว้เตือนตัวเราดีกว่ามั้ย 555+)



(ต่อไปนี้โปรดทำสำเนียงทุ่งหมาหอน)

แต่ถึงยังไง ถึงฉันอยากจะเป็นคุณมาในอุดมคติที่เสียสละ ละทิ้งชีวิตเพื่อสิ่งต่างๆ มากแค่ไหน

ฉันก็คงทำไม่ได้หรอกนะ

และยิ่ง มีลุกชายแบบไอ่ปิ๊ด มีสามีดีๆ แบบผู้ใหญ่ลี

โอ้โห ....ฉันยิ่งทำไม่ได้ใหญ่เลยจ้า ฮ่าๆๆๆ
(ปรารถนาอันหลังสุดก็ควรจะประกาศไปบ้างอะไรบ้าง 555+)



 

Create Date : 30 สิงหาคม 2552
Last Update : 30 สิงหาคม 2552 23:45:07 น.  


ความคิด สู่ วิธีการ

เคารพทุกๆความคิดทางการเมือง

แต่ไม่ชอบวิธีการของคนบางพวกก็เท่านั้น

ความคิดหนึ่ง มีวิธีการบรรลุเป้าหมายมากมาย




************************************************

ถ้าถามว่าตัวเราอยากจะล้มล้างอะไรที่เป็นอยู่หรือป่าว ตัวเราจริงๆ นั้นคงไม่ แต่ถ้าสังคมเรียกร้อง ก็เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง

แต่วิธีของการเปลี่ยนแปลงมันต้องมีขั้นมีตอน ใช้เวลา ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทั้งสถาบันที่เป็นรูปธรรม และโครงสร้างทางความคิดของผู้คนในสังคมด้วย

ไม่ใช่นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนแบบ ระบอบ(ที่คิดว่า)ประชาธิปไตยไทย

พอ 2475 อยู่ดีๆก็เปลี่ยนแล้วผลที่เกิดขึ้นมันคืออะไร คนไทยจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้สัมผัส และไม่รู้จัก ปชต.ที่แท้จริง

เอาแต่มองเรื่องเลือกตั้งๆ เรื่องเสียงข้างมาก สิทธิเสรีภาพที่เป็นกันอยู่ก็ขาดๆเกินๆ ไม่มีพอดี

2475 ที่เกิดขึ้น มันจึงเป็นแค่ ผลของ"ความขัดแย้งทางการเมือง" แทนที่จะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ส่วนความขัดแย้งทางการเมือง 2475 มันเป็นอย่างไร และส่งผลต่อการเมืองไทยช่วงก่อน 2500 อย่างไรบ้าง คงบอกในนี้ไม่ได้ (บางทีก็กลัวเป็น แม้จะมาจากงานวิชาการก็เถอะ) ที่แน่ๆ ก็ลองพินิจดู ความแตกต่างทางการเมือง ระหว่างก่อนและหลังปี 2500 (หลังรัฐประหารจอมพลสฤษดิ์)

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นดังฉะนี้ เป็นดังวงเวียนแห่งพันธมิตรและความขัดแย้งทางการเมือง

จนถึงตอนนี้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดก็มีเรื่องของผลประโยชน์ของทุนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การโจมตีต่างๆนานาที่เกิดขึ้นก็มีลักษณะของการเล่นประเด็นชนชั้น และทุนนิยม

สรุปการเมืองจะเป็นเรื่องของ "อำนาจ" กระนั้นหรือ!!!


โอเค สังคมเปลี่ยนแปลงรัฐได้ รัฐเปลี่ยนแปลงสังคมได้

แต่ก็ต้องมีวิถีทางและเวลา บวกกับความหนักแน่นในหลักการ

มิฉะนั้น อะไรๆ ก็จะตลบแตลงไปมา คลำหาทางกันไม่ได้เสียที

หรือไม่ก็ จะเกิดเหตุการณ์ปะแหล่งๆแบบที่ผ่านมา ที่ชวนตั้งคำถามมากมาย

 

Create Date : 15 เมษายน 2552
Last Update : 15 เมษายน 2552 14:00:33 น.  


ถึง คุณคนมีสี

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ...
หลายคนเข้ามาคุยบอกว่า นั่นมันคือการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
.... คุณแน่ใจแล้วหรือ ...
ว่าคุณไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน
โอเคแหละ ชั้นเชื่อในความเชื่อของคุณ
และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง
คุณอยากจะล้มอำมาตยาธิปไตย เพื่อประชาธิปไตยอะไร
นั่นก็เป็นความคิดทางการเมืองของคุณ ซึ่งชั้นไม่คิดว่าผิดนะ

แต่ก็อยากให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่ "พวกของคุณ" ทำกับประเทศชาติด้วย
ต้องยอมรับนะว่า การชุมนุม ทำให้ถูกปั่นหัวและอะไรๆกรอกหูได้ง่าย
คุณอาจจะบอกว่า รัฐบาลบิดเบือนข่าวสาร
และคุณเอาอะไรมาเป็นหลักประกันล่ะ ว่าแกนนำคุณไม่บิดเบือน
โดยเฉพาะ"คุณคนนั้น" คุณว่าเค้าไม่ต้องการอะไรเลยหรอ
เค้าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆหรอ

ชั้นอยากจะบ้าตาย ตอนที่ได้คุยกับเสื้อแดงบางคน
แล้วเค้าบอกว่า "คุณคนนั้น" เป็นคนที่เสียสละและรักประชาชนจริงๆ
เอาใจใส่ประชาชน สร้างนโยบายเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน
เวลาคุยกับคนรากหญ้าทุกคนก็ประสานเสียงเดียวว่า
"คุณคนนั้น" นี่แหละ ที่เป็นผู้นำที่เค้าจะยอมทำทุกอย่างให้ได้
"คุณคนนั้น" นี่แหละ จะมาปลดปล่อยพวกเขาออกจากความยากจน

ชั้นมีความเชื่ออย่างนึงนะ
ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย
ไม่มีหรอก ไอ่คำว่าเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ไม่มีหรอก อุดมการณ์ทางการเมืองที่บริสุทธิ์
สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็น "ความขัดแย้งทางการเมือง"
นั่นก็คือการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการครอบครองอำนาจของคนไม่กี่คน
ใครเป็นศัตรูใคร ใครเป็นพันธมิตรกับใคร มันก็แค่นั้น
แม้แต่ "....." ก็ถือว่าอยู่ในระบบของความขัดแย้งและพันธมิตรทางการเมือง
พูดง่ายๆคือ การเมือง มันยังเป็นเรื่องของ Elitism

แม้แต่การชุมนุมภาคประชาชน ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร
หรือไม่ว่าจะเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องไหนๆ
เราก็ไม่อาจจะเห็นว่า มันเป็นสิ่งบริสุทธิ์จากคนส่วนกลางและล่างได้เลย
แน่ล่ะ มันก็มีคนบางส่วนที่เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ มีคนที่รักชาติจริงๆ
แต่ทุกครั้งก็มักจะมี Elite ทางการเมือง / ศก. เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเสมอ

การชุมนุมจึงไม่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของแรงศรัทธาของประชาชนเพียงอย่างเดียวไปได้
มันมีเรื่องของการจัดตั้ง และการใช้สิ่งนี้มาเป็นเครื่องมือของ
"ความขัดแย้งทางการเมือง" หรือ "พันธมิตรทางการเมือง"

แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเราๆ ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง
จะต้องต่อกรยอมแพ้ต่อพวก Elite แต่อย่างใด
ทางที่ดีที่สุดก็คือ การไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้กับใครง่ายๆ
โอเคล่ะ ยอมรับว่า พวกเราไม่อาจพ้นจากการโฆษณาชวนเชื่อ
หรือการล็อบบี้ทางอ้อมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่การอยู่อย่างมีสติที่สุด รับฟังความหลายด้าน
ให้วิจารณญาณตัดสินให้ดีที่สุด มันก็จะนำมาซึ่ง
"ธรรมประชาธิปไตย" อันเป็นการปกครองที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้
ไม่ใช่ "ประชาธิปไตย" ที่เป็นอยู่ ที่พวกมากลากไป และคิดแต่เอาประโยชน์ของพวกตน

จากระบบที่เป็นอยู่และกำลังถูกท้าทายจากขั้วการเมืองอีกขั้วหนึ่งนั้น
โดยส่วนตัวคิดว่า นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องถูกโค่นลง
ตราบใดที่ขั้วการเมืองอีกขั้ว เป็น "คนชั่ว" คนหนึ่ง
ในเมื่อการเมืองยังต้องอาศัยElite มาปกครองและบริหารประเทศ
เราก็ควรจะเลือก Elite ที่ดี และปกปักรักษาEliteที่เป็นอยู่ไว้

สุดท้ายจึงอยากตั้งคำถามกลับไปยังเพื่อนๆ ที่เป็นเสื้อแดงว่า
คุณเอาอะไรมารับประกันได้ว่า
"คุณคนนั้น" จะไม่มาทำตัวครอบงำและสูบผลประโยชน์จากประเทศไทยของเรา
หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่พวกคุณต้องการ ...

หรือคุณจะยอม ยอมให้ประเทศพังต่อหน้า
ยอมให้ประเทศชิบ หา
ย ยอมให้ทุกคนต้องก้มกราบคารวะ "คุณคนนั้น"
คุณถึงจะพอใจ ......






เอาเป็นว่า ถ้าใครบางคน มีอุดมการณ์ดีๆ (ซึ่งมีเยอะ)
และตอนนี้กำลังอยู่ในวังวนบ้าบอนั่น
ขอบอกว่า คุณออกมาเหอะ
ชั้นเสียดายพวกคุณว่ะ อย่าทำให้ตัวเองเปื้อนเปรอะเลยนะ

มาตั้งกลุ่มใหม่ข้างนอก หรือจะรณรงค์เรียกร้องยังไงก็ได้
ชุมนุมอย่างสันติตามวิถีทาง
ไม่ใช่มาทำให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนชิบหายตายกันอย่าง

 

Create Date : 15 เมษายน 2552
Last Update : 15 เมษายน 2552 0:16:12 น.  


กีฬาและชาตินิยม

เวลาคุณดูกีฬาโอลิมปิกแล้วรู้สึกอะไร

รู้สึกว่าอยากให้นักกีฬาไทยชนะ
รู้สึกเกลียดหรือหงุดหงิดอีกฝ่าย
รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าในกรณีแพ้
รู้สึกว่าคนไทยเก่งที่สุดในโลก เมื่อเวลาชนะ
.
.
รู้สึกดั่งเหมือนกับเลือดรักชาติมันสูบฉีด
.
.
นั่นก็แปลว่า คุณกำลังตกอยุ่ในความรู้สึก "ชาตินิยม"และคุณ กำลังเกี่ยวข้องกับคำว่า "ความเมือง" (The political)


[ ขอขยายคำว่า the political ..ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า"ความเมือง" ..ความเมืองนั้นแตกต่างจาก"การเมือง" เพราะ การเมือง (Politics) คือเรื่องของสถาบัน การบริหาร การปกครอง ระบอบต่างๆ ในขณะที่ ความเมือง จะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวคุณอย่างมาก เพียงแค่คุณรู้สึกว่า คุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือในที่นี้คือ "ชาติ" รู้สึกถึงความแตกต่าง และความเป็นปรปักษ์ (ไม่ใช่ศัตรู) คุณก็เกี่ยวข้องกับ "ความเมือง" แล้ว เพราะความเมือง คือความสำนึกในการเป็นชุมชนทางการเมือง การได้รู้สึกถึงการมีส่วนร่วม ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งนั่นเอง ]

เสียงเฮลั่น ที่ดังสนั่น
การรวมตัวของคนในละแวกเดียวกัน
การยืนจ้องหน้าจอทีวีเครื่องเดียวกัน ทั้งที่อาจจะไม่รู้จักกัน
การร่วมแสดงความรู้สึก ดีใจ เสียใจ ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน

นี่แหละเป็น "กระบวนการสร้างชาติ" อย่างนึง


กีฬาที่แข่งระหว่างประเทศ มันทำให้คุณตระหนักรู้ถึงคำว่า "ไทย"
รุ้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ ความมี identity
และนักกีฬ่า ก็ได้ขึ้นชื่อว่า "ผู้รับใช้ชาติ" ...

คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ก็เพราะว่า การแข่งกีฬาระหว่างประเทศ เป็นการทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความมีตัวตนของชาติตนเองในโลก รุ้สึกถึงความแตกต่าง ระหว่าง ชาติของตน กับ ชาติอื่นๆ
อีกทั้งยังเป็นการรับประกันความมีอธิปัตย์ ทางนึง แม้จะไม่ทั้งหมด
(กรณี ของไต้หวัน จะเห็นได้ว่า แม้เขาจะได้เข้าแข่งในโอลิมปิก แต่ก็ใช้คำว่า "จีนไทเป")
ที่สำคัญคือ ในสังเวียนหรือสนามการแข่งขัน ก็เหมือนกับการแข่งขันระหว่างชาติต่างๆในโลก เสมือนเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของการแข่งขันระหว่างประเทศ ที่มักจะแย่งชิงสิ่งที่ดี หรือต่อสู้กันเพื่อให้รัฐของตนเจริญรุ่งเรือง

เมื่อนักกีฬาไปทำหน้าที่เข้าสู่สนามกีฬา จึงเป็นการทำหน้าที่ดังทหารที่เข้าสู่สนามรบ ชัยชนะที่ได้มา ก็เป็น"เกียรติ" (ขอquote เนื่องจาก คำนี้ค่อนข้างเป็นมายาคติ) เป็นศรีของชาติ เป็นการได้ครอบครองสิ่งที่ดี

และการเป็นผู้ครองเหรียญจำนวนมากๆ ก็สะท้อนถึงระดับการพัฒนาในประเทศหรือการครองอำนาจในโลกทางหนึ่งเช่นกัน (แต่ไม่ทั้งหมด ..กรณีนี้ ขอเน้นไปที่ ประเทศอันดับต้นๆ ที่เป็นประเทศอุตฯ หรือ ประเทศมหาอำนาจ)


ย้อนกลับมาเรื่อง the political หรือ ความเมือง ...
กีฬาทำให้เกิดพื้นที่ของการมีส่วนร่วม (ในกรณีนี้คือการได้เชียร์ การมีจิตสำนึกร่วม) และยังทำให้คุณได้รุ้จักกับคำว่า "เขา" และ "เรา" ตราบใกก็ตามที่กีฬา ทำให้เกิดสิ่งนี้ คุณก็อยู่ในความเมืองนั่นเอง ...หรือจริงๆ ถ้าพูดแบบที่เราพูดกันทั่วๆไป ก็บอกว่า กีฬาคือเรื่องการเมือง (ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่า เป็นเรื่องความเมืองต่างหาก) ...เอาเป็นว่า ไม่จำเป็นต้องยึดถือในการใช้คำ แต่ขอให้เข้าใจความหมายไปในทางเดียวกันก็พอ ...


หมายเหตุ

ส่วนเรื่องที่จีนเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน บทความนี้ ขอไม่พูดถึง เพราะมีคนพูดถึงเยอะแล้ว ขี้เกียจกล่าวถึงซ้ำ

หากผู้เขียนยังมองประเด็นนี้ไม่ทะลุพอ ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากเขียนไปด้วยอารมณ์อยากเขียนมาก เพราะเพิ่งดูกีฬาจบแล้วความรู้สึกค้าง ไม่ได้มี outline ในหัว ไม่ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น จึงอาจบกพร่อง

ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านชาตินิยม เพียงต้องการนำเสนอว่าการเชียร์+การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศเป็น ideology อย่างนึง เนื่องจากเต็มไปด้วย"ชาตินิยม"

และขอกล่าวไว้เลยว่า ไม่ได้มีแค่ "ชาตินิยม" ที่แฝงฝังอยู่ ยังมีอะไรอีกมาก ..และในความเป็นชาตินิยมจากการแข่งขันกีฬานี้ก็ยังมีความเป็น ideology อยู่เช่นกัน เพราะก็แฝงฝังกันซับซ้อนมากมาย

อย่างไรก็ดี รู้สึกดีใจกับทัพนักกีฬาไทยของเราจริงๆ
ดูกีฬา แล้วรักชาติจริงๆ
ฟังเพลงชาติอย่างภาคภูมิใจ

(และนี่คือความเชื่อที่ถูกทำให้เชื่อโดยเชื่อกันว่ามีความเชื่อนี้ จึงเชื่อกันตลอดมา)

ขอบคุณค่ะ

รักชาติไทยเสมอ
...NuPig ...


 

Create Date : 20 สิงหาคม 2551
Last Update : 20 สิงหาคม 2551 21:53:49 น.  


1  2  
puppyyo
 

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

ก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จักโตเสียที
[Add puppyyo's blog to your weblog]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com