มีความสุขไปกับการพานพบสิ่งใหม่ใหม่ ประทับใจไปกับสิ่งที่เห็น นั่นแหละคือการเดินทางท่องเที่ยวที่เป็นอยู่
 
 

The Story About PhetChaBoon # 1 ("เขาค้อ"และ"ภูทับเบิก) 3 วัน 2 คืน Part 2

สวัสดีครับเพื่อนเพื่อนชาวgang ทุกท่าน ครั้งที่แล้วได้รีวิวการไปเยือน"เขาค้อ"แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จ.เพชรบูรณ์ วันนี้จะเป็นภาคต่อเนื่องของการเยือนในครั้งนั้น หลังจากที่วันแรกพวกเราได้ไปถึง"เขาค้อ" หาที่พักแล้วก็ได้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างต่างของ"เขาค้อ" อาทิ พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก - น้ำตกศรีดิษฐ์ ฯลฯ

วันนี้ก็เลยมารีวิวต่อสำหรับวันที่ 2 และ 3 ในการเดินทาง (แต่ไม่รู้ว่าจะจบหรือป่าว..อิอิ) ไปเที่ยวกันดีกว่ามัวแต่พร่ามนอกเรื่องไปเรื่อย วันที่ 2 ผมตื่นแต่เช้าหวังว่าจะได้ยลทะเลหมอกสวยสวย หนาหนา แต่พอเปิดผ้าม่านมองออกไปด้านนอก มองซ้ายแลขวาไม่เห็นสายหมอกแต่อย่างใด อดเสียดายไม่ได้ถึงแม้ว่าจะทำใจมาบ้างแล้วส่วนหนึ่งเพราะนี่เป็นการมาเที่ยวหน้าฝน การจะได้เห็นทะเลหมอกสวยสวยนั่นก็ขึ้นกับจังหวะและเวลาด้วยเช่นกัน


วันที่ 2 ผมแหกตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้า หวังว่าวันนี้จะเป็นโชคของพวกเรา ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปแง้มผ้าม่าน แอบหวังอยู่เล็กเล็กว่าพอเปิดผ้าม่านออกมาแล้ว ภาพที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นม่านทะเลหมอกที่ลอยเด่นเต็มไปหมดทั่วพื้นที่ แต่แล้วความหวังก็หายเหือดเมื่อภาพที่ปรากฎด้านนอกเป็นเพียงภาพทิวทัศน์เดิมเดิมที่เห็นเมื่อวันวาน ไร้ซึ่งทะเลหมอกที่อยากเห็น


แต่ไหนไหนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว จะให้ล้มตัวลงไปนอนอีกก็ใช่ที่ ผมก็เลยตัดสินใจหยิบกุญแจรถแล้วก็แอบย่องเงียบไปตามหา"ทะเลหมอก"เพียงคนเดียว (จริงจริงแล้วอยากจะปลุกคุณผู้หญิงและเพื่อนเหมือนกันแต่ก็เกรงใจ กลัวว่าชวนไปแล้วไม่เจอทะเลหมอกก็จะเซ็งกันป่าวป่าว)

หลังจากที่ขึ้นรถแล้วก็ขับรถออกจากรีสอร์ท มุ่งหน้าสู่"หอสมุดนานาชาติ เขาค้อ" อีกจุดชมทะเลหมอกที่ขึ้นชื่อของที่นี่


ที่หอสมุดนานาชาติเขาค้อ จะอยู่ห่างจากรีสอร์ทประมาณ 2-3 กิโลเมตร ตอนที่ไปคงจะยังเช้าอยู่ประตูหอสมุดฯ ก็เลยยังไม่เปิด ด้านข้างหอสมุดฯ จะมีเจดีย์องค์งามประดิษฐานอยู่


แต่ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อชมหอสมุดฯ แต่มาตามหาทะเลหมอก ผมเดินอ้อมไปด้านหลังหอสมุดฯ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ปรากฎ"ทะเลหมอก"ให้ได้ยลแต่อย่างใด เศร้าจริงจริง


แล้วจะไปไหนต่อดีล่ะ เดินกลับมาขึ้นรถแล้วก็ขับรถออกจากหอสมุดฯ แล้วสายตาก็พลันไปเจอกับป้ายบอกทางไปยัง"ฐานอิทธิ" เป็นฐานสูงที่ตั้งอยู่บนยอดเขา แล้วความคิดแวบหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองว่าถ้าขึ้นไปที่สูงสูงน่าจะได้เห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ 360 องศา น่าจะเห็นทะเลหมอกได้ง่ายกว่าถ้ามีให้เห็น ว่าแล้วผมก็รีบบึ่งรถไปตามทางขึ้นไปยัง"ฐานอิทธิ" ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ"ฐานอิทธิ"


ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถ เงียบและเปล่าเปลี่ยวจังยามเช้าแบบเนี้ย แถมมีหมอกปกคลุมไปทั่วยอดเขาแบบนี้ยิ่งเพิ่มความวังเวงขึ้นไปอีก


ตอนแรกว่าจะเข้าไปใน"ฐานอิทธิ"แต่เห็นว่ายังเช้าอยู่ เกรงใจพี่พี่ทหารที่อยู่ภายในฐานฯ ก็เลยขอบายกะว่าจะขึ้นมาอีกกับคุณผู้หญิงและเพื่อนในตอนสาย ด้านนอกฐานฯ จะมีจุดชมวิวที่สร้างเป็นเพิงไม้ไผ่ยื่นออกไปจากพื้นดิน สามารถเห็นวิวได้โดยรอบ วิวสวยมากมากแต่ก็ยังหาทะเลหมอกไม่เจออยู่ดีสำหรับมุมนี้




เดินเท้ามาอีกฝั่ง ผ่านศาลพระนเรศวรและศาลเจ้าที่เจ้าทาง เพื่อไปชมวิวอีกฝั่ง


ซึ่งด้านนี้ก็เหมือนกันซึ่งปราศจาก"ทะเลหมอก"ให้ได้ชมเลยสักนิด




ผมอินกับบรรยากาศเหงาเหงาอยู่สักพักแล้วก็ขับรถลงจากฐานอิทธิ ผ่าน"อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ เขาค้อ" แวะสักหน่อยเผื่อได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น


เอารถไปจอดบริเวณบันไดทางขึ้นอนุสาวรีย์ฯ ลงจากรถมองเห็นถนนลงไปด้านล่าง มองจากตรงนี้สวยได้ใจจริงจริง


หมอกยังคงหนาปกคลุมไปทั่ว แถมลมยังแรงขึ้นเรื่อยเรื่อย พร้อมฝนเม็ดเล็กเล็กที่ปรอยปรายลงมาเรื่อยเรื่อย


เดินถัดจากอนุสาวรีย์ฯ ไปยัง"ฐานกรุงเทพฯ" ที่ตั้งของทหารไทยเมื่อครั้งในอดีตที่สู้รบกับ ผกค. แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของที่นี่




วิวพาโนรามาพร้อมม่านหมอก


ซูมซูมให้เห็น"พระบรมธาตุเจดีย์ฯ"กันชัดชัด


พอลมพัดหมอกไปก็ได้เห็น"อ่างเก็บน้ำอัศนัย"อย่างชัดเจน


บังเกอร์หลบภัยและเป็นที่สังเกตการณ์ของทหารหาญยามศึก ปัจจุบันเป็นพร๊อบให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นอย่างดี


จากนั้นก็ถึงเวลาเดินทางกลับที่พัก ก่อนกลับขอถ่ายรูปกุหลาบสวยสวยเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย


หลังจากที่ลงมาจาก"ฐานอิทธิ" อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ไปกินข้าว พร้อมฟังคำสวดเล็กน้อยจากเพื่อนและคุณผู้หญิงที่แอบไปคนเดียว...หุหุ




กินข้าวกันเสร็จพวกเราก็พร้อมออกเดินทาง เช็คเอาท์แล้วล้อรถก็เคลื่อน จุดหมายปลายทางแรกสำหรับวันนี้ก็คือ ร้านกาแฟสุดฮิตของ"เขาค้อ"ตอนนี้ "Route12"




ที่นี่มีมุมถ่ายรูปมากมาย เพื่อนเพื่อนที่มีโอกาสไปเที่ยว"เขาค้อ"อย่าได้พลาดเชียวครับ (ร้านอยู่บนถนนสาย 12 มุ่งหน้าไปยังพิษณุโลก)




ออกจาก "Route 12" ผมก็ขับรถย้อนกลับไปทางสามแยกแค้มป์สน ซึ่งบริเวณสามแยกนี้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่ง ณ.เวลานี้ อีกทั้งยังเป็นพุทธสถานที่สวยงามอีกด้วย ใช่แล้วล่ะครับสถานที่แห่งนี้ก็คือ"วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว"นั่นเอง






คิดว่าหลายหลายคนที่เคยไปที่"เขาค้อ"คงเคยไปที่วัดแห่งนี้มาแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยไปถือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปตอนพระอาทิตย์เกือบอัสดงยิ่งสวยมากมายจริงจริงครับ (เอาภาพมาให้ชมพอประมาณนะครับ อยากให้ไปยลด้วยสายตาตัวเองมากกว่าจริงจริง)


ออกจาก"วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว" ผมก็ขับรถผ่านท้องนาเขียวขจี


จุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้คือ"ภูทับเบิก"นั่นเอง


เส้นทางขับรถสู่"ภูทับเบิก" ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรจากตีนเขา ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยเรื่อย ซึ่งตอนที่ขับรถขึ้นไปมีหมอกปกคลุมไปตามทางอย่างหนาแน่น ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่อย่างมาก กว่าจะถึงที่พักที่ผมจองได้ก็ปาเข้าไปเกือบชั่วโมง


ที่พักที่ผมจองเอาไว้คือ"ภูซากุระ" ที่ผมเคยอ่านรีวิวของคุณ Dog Hall ซึ่งต้องขอขอบคุณจริงจริงครับ


ห้องพักเป็นหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน สนนราคาอยู่ที่คืนละ 1,000 บาท พักได้ 3 คน


เก็บสัมภาระแล้วก็ออกไปเดินเล่นกัน ไปชมวิวกันไม่อยากบรรยายแล้ว เอาภาพเป็นตัวเล่าเรื่องล่ะกัน






ยิ่งฟ้าลงแสงลงยิ่งสวย สวยจากแสงไฟที่เปิดขึ้นทั้งจากท้องถนนและบ้านเรือนด้านล่าง


ยิ่งมืดยิ่งหนาว ได้เวลาเดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อนแล้ว เป็นอันจบวันที่แสนสุขไปอีกหนึ่งวัน และเป็นการจบรีวิวสำหรับวันนี้แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้านะครับ สำหรับวันนี้โชคดีราตรีสวัสดิ์ครับ




 

Create Date : 21 กันยายน 2556   
Last Update : 10 ตุลาคม 2556 22:14:17 น.   
Counter : 1611 Pageviews.  


The Story About PhetChaBoon # 1 ("เขาค้อ"และ"ภูทับเบิก) 3 วัน 2 คืน Part 1

สวัสดีครับเพื่อนเพื่อนชาวgang วันนี้จะพาไปเที่ยวเมืองมะขามหวา จ.เพชรบูรณ์ พอดีมีเวลาว่างช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็เลย จัดโปรแกรมไปเที่ยวหน้าฝนที่ "เขาค้อ"และ"ภูทับเบิก" 3 วัน 2 คืน โดยมีเพื่อนสมาชิกมาเพิ่มอีก 1 หลังจากที่คุ้นเคยไปกัน 2 ต่อ 2 โปรแกรมท่องเที่ยวไม่ได้กำหนดแต่อย่างใด อยากไปไหนก็ไปแล้วแต่จะคิดออก

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 8 โมงเช้า ใช้เส้นทางมุ่งหน้าสู่ จ.สระบุรี แวะกินข้าวเช้าที่ "ข้าวแกงบ้านสวน1" หลังจากกินอาหารเสร็จก็เดินทางต่อผ่าน จ.สระบุรี -ลำนารายณ์-วิเชียรบุรี -ตัวเมืองเพชรบูรณ์ และมาถึง อ.เขาค้อ ในเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง อันดับแรกก็ต้องหาที่ซุกหัวนอนกันก่อน พวกเราขับรถเอื่อยเอื่อย มองหารีสอร์ทที่อยู่ในทำเลที่ถูกใจและราคาไม่แพงมากนัก จอดแวะลงไปชมตั้งหลายรีสอร์ทแล้วสุดท้ายก็มาจบลงที่"เขาค้อทะเลหมอกรีสอร์ท" รีสอร์ทสวยที่อยู่ในทำเลมองเห็นอ่างเก็บน้ำรัตนัยอย่างชัดเจน สนนราคาค่าห้อง 1.500 บาทรวมอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์




วิวที่เห็นงดงามอย่างยิ่ง


จริงหรือป่าว ที่พักที่เขาค้อ 1 คืนอายุยืน 1 ปี เดี๋ยวจะไปพักสัก 3 เดือน


หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่ห้องพักแล้วพวกเราก็ออกไปเที่ยวกัน ที่แรกก็ต้องไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่นกันก่อน "พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก"


ระฆังเรียงรายอยู่ด้านลานจอดรถ


ภายในพระบรมธาตุเจดีย์ฯ มีพระพุทธรูปอยู่เป็นจำนวนมาก






พระพุทธมหาธรรมราชาองค์เล็ก ที่เป็นพระประจำจังหวัดเพชรบูรณ์


หลังจากที่ไหว้พระที่พระบรมธาตุเจดีย์ฯ แล้วก็มุ่งหน้าไปเที่ยวกันต่อที่ "น้ำตกศรีดิษฐ์" ซึ่งอยู่ห่างจากพระบรมธาตุเจดีย์ฯ ประมาณ 9-10 กิโลเมตร


จากลานจอดรถต้องเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกศรีดิษฐ์ประมาณ 2-300 เมตรก็ได้เจอกับ"น้ำตกศรีดิษฐ์"แล้ว


เดินลงไปถ่ายรูปด้านล่าง ได้มุมที่สวยไปอีกแบบที่แตกต่างจากด้านบน


ออกจาก"น้ำตกศรีดิษฐ์"ก็เริ่มเย็นแล้ว กลับไปกินข้าวเย็นกันที่รีสอร์ทเป็นอันจบวันแรกของทริปนี้ แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้านะครับ




 

Create Date : 13 กันยายน 2556   
Last Update : 13 กันยายน 2556 21:03:14 น.   
Counter : 1545 Pageviews.  


ทริปสั้นสั้น วันมันส์มันส์ของพวกเรา ณ เขาค้อ จ.เพชรบูรี 2 วัน 1 คืน

สวัสดีครับเพื่อนเพื่อนชาว gang วันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเที่ยว"เขาค้อ"กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ เลยอยากพาเพื่อนเพื่อนไปเที่ยวด้วยกัน

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่าน สระบุรี-ลำนารายณ์-วิเชียรบุรี จนเข้าเขต จ.เพชรบูรณ์ ในเวลาประมาณบ่ายโมง จากนั้นก็แวะไปกิน"ขนมจีนเส้นสด เจ๊แร่"ที่ อ.หล่มสัก จากนั้นก็ไปทำธุระของเพื่อนที่บริเวณ"เขาค้อ"

ระหว่างรอก็นั่งเล่นรับลมเย็นเย็นกันไปเรื่อยเปื่อย



ทริปนี้ไปกันทั้งหมด 9 คน เด็ก 2 ผู้ใหญ่ 7 คน รถ 2 คัน หาที่จอดได้ เพื่อนก็ลงไปทำธุระ ส่วนคนที่เหลือก็ถ่ายรูปเล่นกันไปเรื่อยเรื่อย



งานเสร็จก็ไปเพิ่ม"คาเฟอีน"กันที่นี่



วิวดี กาแฟอร่อย ใครมีโอกาสวิ่งเส้น"พิษณุโลก-หล่มสัก"ลองแวะไปชิมได้นะครับ "Cafe' at hill"



พนักงานต้อนรับของร้านฯ หน้าตาแบ๊วมากเลย



ยืนยันความอร่อย



จากนั้นพวกเราก็ไปไหว้พระกันที่ "วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว" กัน ตั้งแถวเรียงเดี่ยวถ่ายรูปกันสักรูป



พี่น้องคู่ซ่า



ถึงแล้วครับ"วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว" สวยงามและอลังการมากครับ



ยิ่งใกล้ยิ่งสวย



เข้าไปกราบ"พระบรมสารีริกธาตุ"กันสักหน่อย



ใช้"จานเบญจรงค์"เป็นงานศิลปะประดับตามฝาผนัง



งดงาม



ขึ้นไปชมวิวบนชั้นบนขององค์พระธาตุฯ



วิว 360 องศา





เห็นพระจันทร์เลยอ่ะ



ภาพสุดท้ายของ"วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว"ก่อนพระอาทิตย์ลาลับและพวกเราลากลับ



ท้องเริ่มร้อง แวะกินข้าวเย็นกันที่"ร้านครัวนายต๋อย"



ช่วงรออาหารลง เด็กเด็กเริ่มหิวกันแล้ว อากาศก็หนาวลดเรื่อยเรื่อย



อาหารรสชาติพอใช้ได้ ราคาก็โอเคกันอยู่ หลังจากอาหารลงโต๊ะไม่นานก็หมดทุกอย่าง จากนั้นพวกเราก็เดินทางมุ่งหน้าสู่ที่พัก"สาม ส ทะเลหมอก"รีสอร์ท ซึ่งเป็นรีสอร์ทเล็กเล็กอยู่เส้นทางไป"พระตำหนักเขาค้อ"และเลยไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

พวกเราจองห้องพัก 2 ห้อง และก็กางเต็นท์เพิ่มอีก 2 หลัง สนนราคาห้องละ 2000 บาท พร้อมกาแฟและขนมยามเช้า

ช่วงที่ไปถึงรีสอร์ทมืดแล้วก็เลยไม่ได้เห็นวิวรอบรอบรีสอร์ท รีบกางเต็นท์และอาบน้ำ จากนั้นก็มานั่งดื่มกันบริเวณสนามหญ้า





ตื่นขึ้นมายามเช้า ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้เจอ"ทะเลหมอก"เพราะน้องที่ดูแลรีสอร์ทบอกว่าไม่ได้เห็นทะเลหมอกมาประมาณ1 อาทิตย์น่าจะได้แล้ว เพราะลมพัดแรง แต่วันนั้นโชคดีได้เห็น"น้องหมอก"บางบาง





ดีใจจัง รีบวิ่งคว้ากล้องออกไปด้านนอก



ถ่ายรูปคู่กันไป 2-3 รูปแล้วก็รีบวิ่งไปปลุกเพื่อนเพื่อนให้มาชมความงามยามเช้า



จากนั้นก็ทะยอยกันมาทีละคนสองคน



จนเกือบครบองค์ประชุม



ใครมีความประสงค์ที่จะไปเที่ยวเขาค้อ เก็บ"สาม ส ทะเลหมอก"ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะครับ เงียบสงบและบรรยากาศดีจริงจริงครับ



หลังจากนั้นพวกเราก็แวะไปเที่ยว"พระตำหนักเขาค้อ"-"ฐานอิทธิ"-Route12 แล้วค่อยเดินทางกลับบ้านอย่างสวัสดิภาพ (ไว้จะนำภาพมาฝากในโอกาสต่อไป)

สำหรับวันนี้โชคดีราตรีสวัสดิ์นะครับ




 

Create Date : 23 มกราคม 2556   
Last Update : 23 มกราคม 2556 18:52:54 น.   
Counter : 6148 Pageviews.  


วันแรกของทริปเชียงใหม่กับครอบครัวใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Gang วันนี้อยากนำภาพและความสุขเล็กๆ ที่ได้ไปเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่"เชียงใหม่"มาให้ชมกัน ถือว่าเป็นการแบ่งปันความสุขที่มันล้นอยู่ในอกกันไปเชยชมบ้างนะครับ

ทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้า "แอร์เอเชีย"ไม่คลอดโปรฯ ดีดีออกมาเมื่อต้นปี 2555 ทำให้ครอบครัวของเราได้มีโอกาสบินไปสัมผัสความสวยงามของถิ่นล้านนาเชียงใหม่ในครั้งนี้ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

มาเริ่มทริปวันแรกของพวกเราดีกว่า ทริปนี้เป็นทริปแรกของผมที่ได้มาเยือนสนามบินดอนเมือง หลังจากห่างหายไปนานพอสมควร ก็เลยขอเปิดตัวด้วยภาพพระฉายาลักษณ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่"สนามบินดอนเมือง"เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและพี่น้องพ้องไทยล่ะกันนะครับ



บรรยากาศเก่าเก่าที่คุ้นเคย



สมาชิกพร้อมก็เลยขอถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกสักหน่อย



หลังจากผ่านพิธีการต่างๆ เรียบร้อย พวกเราก็ค่อยค่อยเดินไปยังประตูทางขึ้นเครื่องซึ่งค่อนข้างอยู่ไกลพอสมควร



คุณผู้หญิงแอบไป"ญี่ปุ่น" ด้วยเครื่องฉายภาพที่ติดตั้งระหว่างเส้นทางเดินไปยัง Gate



ชอบสีสันของ "Nok Air" จังเลย



Nok Air ยินดีต้อนรับค่ะ



วันที่ไปท้องฟ้าใสอากาศปลอดโปร่ง



แล้วคณะของพวกเราก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง จากนั้นก็เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่"เชียงใหม่" ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วพวกเราก็มาถึงสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ด้วยความปลอดภัย จากนั้นก็มานั่งรอรถเช่าที่จองไว้ล่วงหน้า ระหว่างรอก็ถ่ายรูปบริเวณล๊อบบี้สนามบินเชียงใหม่ไปเรื่อยเปื่อย



ประมาณครึ่งชั่วโมง พนักงานบริษัทรถเช่ากันนำรถมายังที่จอดรถ คณะของพวกเราเช่ารถไว้ 2 คัน คันหนึ่งเป็น Ford Festa ส่วนอีกคันหนึ่งเป็น Toyoto Vios



หลังจากเช็คความเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อไปหาอาหารมื้อแรกกินกัน จุดหมายปลายทางอยู่ที่นี่เลยครับ "เฮือนเพ็ญ" ร้านอาหารพื้นเมืองเหนือที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น



ข้าวซอยไก่ รสชาติจัดจ้าน



หลังจากอิ่มหน่ำสำราญไปกับอาหารมื้อแรกในเชียงใหม่กันแล้ว พวกเราก็ยกโขยงพากันไปที่พักที่ "B2 Green" โรงแรมเล็กๆ น่ารักๆ ราคาน่าคบ




พวกเราจองห้องพักไว้ทั้งหมด 5 ห้อง 2 วัน หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็เตรียมตัวนำสัมภาระเข้าไปเก็บในห้อง ผมได้ห้องนี้ครับ "209" ไม่ได้ใบ้หวยนะแต่ใครจะซื้อก็ไม่ห้าม..อิอิ



เสียบคีย์การ์ดแล้วเข้าไปชมภายในห้องกัน



เป็นห้องเตียงคู่ เหมาะสำหรับคู่รักที่รักกันมานานแล้ว (เอ๊ะยังงัยกันหว่า)



มีภาพวาดสีน้ำมันประดับไว้บนหัวเตียง ไม่ให้ห้องดูโล้นจนเกินไป



ตรงกันข้างกับเตียงนอนจะมี Lcd ขนาดเล็กติดไว้บนฝาผนัง ใกล้ใกล้กันเป็นส่วนทำงานขนาดกำลังพอดี



โคมไฟเล็กๆ สีเขียงอ่อน เข้ากันได้ดีกับผนังห้องปูนเปลือย



ส่วนอีกด้านเป็นที่ตั้งของ ตู้เย็น และที่แขวนเสื้อผ้า



ส่วนของห้องน้ำมีการแบ่งการใช้งานได้อย่างลงตัว



ของใช้ในห้องน้ำก็มีให้อย่างครบครันนะครับ



เก็บสัมภาระแล้วก็ล้างหน้าล้างตากันแล้ว ก็เริ่มรวมตัวที่ล๊อบบี้เพื่อเริ่มต้นท่องเที่ยวเชียงใหม่ในวันแรกนี้



สถานที่แรกที่จะไปเที่ยวกันคือ "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" สถานที่ที่ใช้จัดงานพืชสวนโลกนั่นเอง






ถ่ายรูปหมู่กันสักหน่อยนะครับ



บริเวณประตูทางเข้าอุทยานฯ มีทั้ง"ช้าง"และ"พญานาค"



เสียค่าเข้าคนละ 50 บาท วันที่พวกเราไปนักท่องเที่ยวน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของอุทยานฯ หลังจากที่เข้าไปด้านในแล้วพวกเราก็เดินไปชม กล้วยไม้ต่างๆ ที่ Ochid Pavilion กันก่อน




ภายใน Pavilion มีการจัดวางกล้วยไม้ตามจุดต่างๆ แต่ตอนที่พวกเราไปยังมีการตกแต่งที่ยังไม่เสร็จก็เลยโล่งโล่ง มีกล้วยไม้แทรกอยู่เป็นหย่อมหย่อม



กล้วยไม้บางชนิดที่อยู่ภายใน Pavilion





ออกจาก Pavilion แล้วพวกเราก็ไปนั่งรถรางชมสวนกัน ค่าโดยสารคนละ 20 บาท จะมีสถานีจอดรับ-ส่งตามจุดสำคัญต่างๆ ภายในอุทยานฯ ประมาณ 4-5 จุด



นั่งรถรางผ่าน "สวนถวายพระพร"



ผ่านด้านหน้าของ"หอคำหลวง" จุดนี้เป็นจุดสุดท้ายที่รถรางจะมาจอดรับ-ส่งนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้ชมความงามของ"หอคำหลวง"จากระยะไกล



จุดแรกที่รถรางจอดให้นักท่องเที่ยวลงไปเที่ยวชมกัน เป็นบริเวณสวนนานาชาติ หลังจากที่ลงจากรถกันแล้วสวนแรกที่พวกเราเข้าไปชมกันคือสวนของประเทศ"ภูฎาน"



กำแพงของสวนภูฎาน ก่อด้วยกำแพงหินที่นำมาวางซ้อนกันอย่างสวยงาม



ศิลปะต่างๆ ของ"ภูฎาน" สวยงาม งดงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงจริง






ถัดจาก"ภูฎาน" ก็เป็นสวนของประเทศ"เบลเยี่ยม" ซึ่งมี"อุโมงค์ต้นไม้"เป็นไฮไลต์





กับ"เจ้าชายตัวน้อยแห่งทริปนี้"



ถัดไปเป็นสวนของประเทศจีน





สวนสุดท้ายที่ได้เดินผ่านก็คือ "สวนของประเทศแอฟริกาใต้"





ระหว่างรอรถรางมารับ แอบไปถ่ายรูปด้านหน้าของ"หอคำหลวง"เล็กน้อย






แล้วรถรางก็มารับแล้วมาส่งพวกเราที่จุดที่ 2 บริเวณด้านข้างของ"หอคำหลวง"



คูน้ำด้านข้างหอคำหลวง



เดินขึ้นไปชมความงามของ"หอคำหลวง"กัน




เดินเลาะมาทางด้านหน้า



แล้วก็เดินมาถึงด้านหน้าของ"หอคำหลวง"



บรรยากาศด้านหน้าหอคำหลวง เป็นเส้นทางเดินที่สวยงามมาก



"หอคำหลวง" งดงามมากครับ







ไปชมความงามภายในของ"หอคำหลวง"กันบ้าง





ภาพ"หอคำหลวง"ด้านข้าง



หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถรางไปยังจุดท่องเที่ยวที่ 3 "เรือนร่มไม้"





ภายใน"เรือนร่มไม้"







จากนั้นพวกเราก็นั่งรถรางเดินทางกลับมายังจุดจอดรถ ผ่านสวนต่างๆ ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ





ภาพสุดท้าย ณ "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" เป็นสวนที่สวยงามมากครับ



หลังจากออกจาก"อุทยานหลวงราชพฤกษ์" แล้ว พวกเราก็เดินทางไปหาอาหารเย็นกินกันแล้วก็กลับเข้าที่พัก เป็นอันจบวันแรกของทริปท่องเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ แล้วมาพบกันใหม่ในรีวิวหน้าตอน 2 นะครับ สำหรับวันนี้โชคดี ไม่เจ็บไม่จนนะครับ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2555   
Last Update : 15 ธันวาคม 2555 11:25:11 น.   
Counter : 4800 Pageviews.  


สุโขทัย-กรุงเทพฯ (วันที่ 13 ของทริปท่องเที่ยว 13 วัน 12 คืน ท่องเที่ยวภาคเหนือ)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว gang เป็นอันถึงเวลาสิ้นสุดเสียทีสำหรับการรีวิวอันยาวนานของผมในทริปท่องเที่ยวภาคเหนือ 13 วัน 12 คืนอันแสนสนุกสนานบันเทิงใจ จากรีวิวครั้งแล้วผมได้ไปพักค้างแรมที่ จ.สุโขทัย ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความที่นี่เป็นครั้งแรกในการเดินทางมาท่องเที่ยว จ.สุโขทัย และไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนการท่องเที่ยวใดๆ ทั้งสิ้น ก็เลยตัดสินใจไปเที่ยวที่ "อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย" เพียงแห่งเดียว








ผมออกเดินทางจากที่พักไปยังอุทยานฯ ในเวลาประมาณ 9.00 น.





เจดีย์โบราณที่ยังคงสภาพความสมบูรณ์อย่างยิ่ง





แผนผังภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย





จากนั้นก็เดินทางเข้าไปเยี่ยมชมความอลังการและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรไทยโบราณ


สถานที่แรกได้ไปเยี่ยมชม "วัดมหาธาตุ"









ชมภาพไปเรื่อยๆ นะครับ ไม่มีข้อมูลจริงๆ เลยไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ขอโทษด้วยนะครับ













จากนั้นก็ไป "วัดศรีสวาย"





แล้วก็ "วัดตระพังเงิน"







"วัดสระศรี"





"วัดช้างรอบ"





และไฮไลต์ที่ผมต้องการไปเยี่ยมชมและสักการะ "วัดศรีชุม"





"พระอจนะ" พระประธานที่วัดศรีชุม













และที่สุดท้ายก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ผมแวะเข้าห้องน้ำและขอเอกสารที่ "ศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย"









ยังไม่อิ่มเอมกับการเที่ยวชม "อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย" สักเท่ารัย แต่จำใจต้องเดินทางกลับไว้โอกาสหน้าค่อยมาเที่ยวแบบเจาะลึกให้จุใจกันไปเลย


หลังจากนั้นก็ออกเดินจากจังหวัดสุโขทัย ใช้เส้นทางผ่าน จ.พิษณุโลก - จ.พิจิตร - จ.นครสวรรค์ - จ.ชัยนาท - จ.สุพรรณบุรี และก็ถึงกรุงเทพมหานครในเวลาประมาณสามทุ่ม ด้วยความปลอดภัยและสวัสดิภาพ เป็นอันจบการรีวิวอันยาวนาน..น๊าน..นาน..ของผมเสียทีนะครับ ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามชมกันมาตั้งแต่วันแรกที่เดินทางจนมาถึงวันนี้ที่ผมได้กลับบ้านด้วยความปลอดภัย บุญกุศลใดที่ได้ทำระหว่างที่เดินทางในครั้งนี้ขอให้ได้ถึงแก่เพื่อนๆ พี่น้องทุกคนนะครับ หากการรีวิวและข้อมูลใดๆ มีข้อผิดพลาดพลั้งเผลอ กระผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


ขอน้อมระลึกถึงคุณบิดามารดาที่ได้ลาลับไปแล้ว ที่ได้ให้กำเนิดกระผมเพื่อให้ได้มีวันนี้ที่ได้เดินทางไปในทุกๆ ที่


แล้วพบกับรีวิวท่องเที่ยวในภาคต่อๆ ไป สำหรับวันนี้นอนหลับฝันดีราตรีสวัสดิ์นะครับ


...จบบริบูรณ์...




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2553   
Last Update : 4 สิงหาคม 2553 18:55:56 น.   
Counter : 1041 Pageviews.  


1  2  3  4  5  6  

noiwanwannoi
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ชอบท่องเที่ยวมากมาย กับธรรมชาติสวย สวยครับ เมืองน่าน...ครั้งแรกในชีวิตและตั้งใจที่จะไปมาก
New Comments
[Add noiwanwannoi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com