|
 |
 |
 |
 |
|
Rain Theory

เม็ดฝนแตกซ่านเป็นละอองของฝอยแทรกเสียดตัวอยู่ในอากาศยามค่ำคืนอันยะเยือก เสียงลมหวีดหวิวเป็นช่วงสอดรับกับเสียงน้ำหยดลงพื้นแฉะนองเป็นจังหวะถี่ ๆ ไฟสีส้มบนท้องถนนส่องให้เห็นวงน้ำกระจายเป็นหย่อมสลับกับรอยกรีดยางลงบนแผ่นน้ำตื้นของรถราที่วิ่งผ่านนานๆครั้ง รอยแยกของน้ำนั้นแผ่ออกเป็นทางกว้าง เกิดคลื่นน้อยไล่เลียงกันขยายออกและลดความแรงจนหายไปกับแผ่นน้ำในที่สุด
ละอองฝนเดือนมิถุนายังทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้แก่คำก่นด่าของผู้คนที่อยู่ใต้ฟ้าแต่กลัวฝน ภาวะผันแปรของภูมิอากาศโลกทำให้ปีนี้หน้าฝนมาเร็วและพาไอร้อนมาพร้อมกันด้วยอย่างผิดปกติ คล้ายต้องการบอกใบ้ถึงวันอวสาน ท้องถนนค่ำนี้ดูช่างว่างเปล่า นอกจากสายฝนและหนทางเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบโยนกันและกัน ท่ามกลางแสงไปสีเหลืองส้มสลัวราง
หญิงสาวละสายตาจากภาพริมหน้าต่างกลับมายังหนังสือในมือที่เธอเปิดค้างหน้าเดิมมาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ตัวหนังสือมากมายเรียงตัวสวยงามอยู่บนหน้ากระดาษ หากเหตุใดใจเธอจึงว่างเปล่า หรือเพราะตัวหนังสือดีแต่บอกเล่า หากไม่เคยรับฟัง
แก้วกาแฟที่วางเยื้องไปทางขอบโต๊ะด้านขวาไม่มีทีท่าว่าจะถูกยกขึ้นมา รอบแก้วกระดาษไขสีขรึมมีหยดน้ำเม็ดใสเกาะพราว บางส่วนค่อยๆรวมตัวกันไหลเรี่ยขอบก้นแก้วเป็นวง กว้างขึ้น กว้างขึ้น และกว้างขึ้น ราวกับจะเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของที่ละเลยมันมาหลายนาทีแล้ว
การดำเนินเรื่องที่เป็นแกนกลางของ Triste Tropico
คือการเสริมเติมการบรรยายแบบเส้นตรงที่ไร้จุดด่างพร้อย
ข้อความเดิมบนหน้ากระดาษถูกอ่านทวนซ้ำเป็นครั้งที่สิบจากผู้อ่านคนเดิม
ไร้จุดด่างพร้อย ไร้จุดด่างพร้อย ไร้...
มีสิ่งใดในโลกใบนี้ที่ไร้จุดด่างพร้อยด้วยหรือ? หล่อนถกเถียงกับปฐกถาจากทฤษฎีอะไรสักอย่างที่ไม่เคยคิดจะสนใจเชื่อฟังมันอย่างแท้จริง ความคิดที่ว่าแทรกขึ้นมาทำลายสมาธิ เป็นธุระให้ต้องกลับมาทวนข้อความเดิมกันอีกเป็นรอบที่สิบเอ็ด
แต่ยังไม่ทันจบประโยคเดิม เธอก็ตัดสินใจปิดหนังสือ แล้วหันไปให้ความสนใจกับสายฝนอย่างจริงจัง
หนังสือปกแดงวางลงใกล้ๆกับแก้วกาแฟในท่าทางที่ถูกละเลยไม่แพ้กัน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศทำให้วงน้ำก้นแก้วกระจายขอบออกไปอย่างไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด คงเหมือนกันกับใจของเธอเวลานี้ ที่ล่องลอยไปอย่างไม่มีท่าทีจะสุดสิ้น ผ้าม่านสีขาวสลับฟ้าสะบัดปลายเบาๆตามแรงลม ละอองฝนกระทบแก้มขาวนวล หากมันไม่ได้รับความสนใจ นัยตาแววหม่นเหม่อลอยไปยังหยาดเม็ดฝน...หยาดแล้วหยดเล่า ราวกับต้องการจะหาคำตอบบางประการผ่านเม็ดฝนเหล่านั้น

ไอน้ำลอยขึ้นไปบนฟ้า รวมกันเป็นก้อนเมฆแล้วเกิดการควบแน่นหลั่งมาเป็นฝน
อัตถาธิบายทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
โลกนี้จะดำรงอยู่นานเท่าไร จะสร้างสรรค์คำอธิบายและทฤษฎีกันมากมายทำไม ในเมื่อต่อไปโลกก็ต้องพินาศลง ไม่หลงเหลือสิ่งใด ไม่ว่าหยาดฝน... หรือหนทาง คนเราเกิดมาเพื่อทำใจยอมรับความตาย จะเรียนรู้กันไปเพื่อเหตุใด เมื่อสุดท้ายก็ต้องแตกดับไปมิใช่หรือ
เม็ดฝนไม่เอ่ยเฉลยตอบ หากยังคงไหลลงจากฟากฟ้าสู่พื้นคอนกรีต เพื่อรอวันลอยขึ้นไปเป็นก้อนเมฆและควบแน่นตกกระจายลงมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง และอีกครั้ง
ครั้งแล้ว ครั้งเล่า บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก
จะเกิดขึ้นเพื่ออันใด ในเมื่อไม่ช้าต้องแตกดับ
ทายซิ...วัฏจักรวงจรสอนอะไรให้เรา
น้ำแข็งในแก้วกระดาษไขละลายรวมกับน้ำสีข้นจนเจือจาง คล้ายจะประกาศให้โลกรู้ว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ถึงก่อนหน้านี้จะแตกต่างกันด้วยรูปแบบสสาร แต่น้ำก็ยังคงเป็นน้ำ เหมือนที่วาทกรรมทำให้มนุษย์แตกต่าง หากมนุษย์ย่อมเป็นได้เพียงมนุษย์ มิอาจประเสริฐสุดเกินกว่าเผ่าพันธุ์ แม้จะแทงยอดขึ้นสูงเสียดฟ้า หรือต่ำเรี่ยหญ้าเพียงใด วาระสุดท้ายย่อมกลับมาหลอมรวมกับผืนดิน แผ่นน้ำ คนแล้ว คนเล่า ...
เหมือนฝน ... เธอคิด
ขึ้นไปเพื่อลงมา มีเพื่อไม่มี ปรากฏเพื่อสูญหาย สุดท้ายคือความว่างเปล่า
เกิดขึ้น แตกดับ ชีวิตเป็นเช่นนั้นนิรันดร์สมัย
หรือแม้นโลก คนเรา และสรรพสิ่ง ก็อาจบัญญัติง่ายๆ ได้ด้วยอัตถาธิบายแห่งทฤษฎีนี้
............
ฝนเม็ดสุดท้ายหยาดลงไปรวมกับน้ำเจิ่งนองบนถนน หญิงสาวผินหลังจากหน้าต่างขอบไม้ ก่อนจะนั่งลงเปิดหน้าคำนำของหนังสือสีแดงขึ้นอ่าน
ประโยคแรกในหน้ากระดาษนั้น ระบุไว้
อนึ่ง...ว่ากันว่าทฤษฎี มักสร้างขึ้นเพื่อถูกล้มล้าง...
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<
Create Date : 01 กรกฎาคม 2550 | | |
Last Update : 1 กรกฎาคม 2550 21:40:48 น. |
Counter : 1289 Pageviews. |
| |
|
|
|
|
About the mountain...

Create Date : 09 ตุลาคม 2549 | | |
Last Update : 9 ตุลาคม 2549 1:53:24 น. |
Counter : 535 Pageviews. |
| |
|
|
|
|
In America 5 (Anna and the king)

ชีวิตในอเมริกาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่บีบคั้น ทำให้ผลงานแต่ละบทออกมาถูกใจ Dr.T พอสมควร เวลาที่เหลือจากการทำงานก็ได้ใช้ไปกับการพักผ่อน และการเรียนรู้สิ่งรอบตัวด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยเวลา 24 ชั่วโมงของที่นี่ก็ถูกพร่าผลาญไปอย่างไม่ไร้คุณค่า
การเลือก หนังดีๆ มาดู ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนการวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ ไพล่ไปถึงบทละครอันนับเนื่องเป็นวรรณกรรมแขนงหนึ่งได้ดี อีกทั้งห้องเรียนนี้ยังเปิดกว้างทางทัศนะโดยไม่ถูกจำกัดขีดเส้นทางทฤษฎีใดๆ จะมีทบทวนถึงมันบ้างก็คงไม่มากเท่ากับการใช้ความรู้สึกฐานะ ผู้ชม เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ฐานะผู้วิจารณ์ที่ต้องเตรียมหางานไปส่งอาจารย์อย่างตอนที่อยู่เมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาอังกฤษคือโบนัสเล็กๆน้อยๆที่ได้มาอย่างตกกระไดพลอยโจร

Anna and the king คือ สีสันบนแผ่นฟิล์มชิ้นล่าสุดที่ผ่านตา เมื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ หลายคนคงกำลังนึกถึงมันในฐานะผลงานภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ถูก แบน ไม่ให้ฉายในเมืองไทยด้วยเหตุผลของการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และอาจเอื้อมพระภูมีที่สูงส่ง ประเด็นเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องที่สนใจอีก เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายจนอ่านไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เป็นอีกครั้งที่เลือกภาพยนตร์เรื่องนี้มาเขียน เพราะมีการนำเสนอประเด็นระหว่าง"ตะวันออก และ ตะวันตก ได้คมคายและชัดเจนเอามากๆ
หากจะประเมินค่าภาพยนตร์เรื่องนี้ในนามของ หนัง เรื่องหนึ่ง ก็คงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า 20th century fox สอบผ่านอย่างสวยงาม แม้จะอึดอัดไปบ้างกับภาษาไทยที่ฟังยังไงก็เหมือนภาษาจีน จนต้องมาแปลกันทั้งภาษาอังกฤษภาษาไทยให้วุ่นวายไปหมด แต่ หัวใจ สำคัญของเรื่องที่นำเสนอออกมาจากแนวคิดในฟากเอเชียมากกว่าเวอร์ชั่นห่วยแตกที่เคยมีมาทั้งหมด ก็ดูจะมีความหมายพอที่จะลบล้างข้อด้อยอันไม่เป็นที่แยแสของวงการฮอลลิวูดเหล่านี้ไปได้

In Siam, you have to learn everything has their own time , Everything has their own way
สองประโยคนี้ถูกกล่าวถึงประปรายอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เป็นดั่ง หัวใจ ของรากความคิดแบบไทยๆอันสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนา (ใกล้เคียงกับเรื่องที่ว่าด้วย ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง) ที่นอกจากจะใช้สอนวิธีดำรงชีวิตในเมืองไทยให้แก่แหม่มแอนนาแล้ว มันยังเป็นดุจสาส์นคัดค้านตามวิถีไทยอันแฝงนัยบางประการฝากส่งไปยังอังกฤษ ประเทศจักรวรรดินิยม ซึ่งชื่นชมเพียงวิถีทางของตนจนคิดไปเองว่าเป็นวิถีทางของโลกทั้งโลก และโปรดปรานการล่าอาณานิคมราวกับผีดิบโปรดปรานเลือดอุ่นๆจากมนุษย์ที่ยังหายใจอีกด้วย
และการเรียนรู้ของแอนนาอันนี้ ก็ทำให้เธอตระหนักว่า อังกฤษ ชาติมหาอำนาจทางวัตถุ และวัฒนธรรมของเธอนั้น หาใช่เจ้าของโลกทั้งใบไม่
ในความล้าหลัง ยังมีคุณค่าตามวิถีทางของมันและแง่งามตามธรรมชาติ วิทยาศาสตร์อาจช่วยให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ แต่ทุกสิ่งล้วนถูกจำกัดอยู่ภายใต้เงื่อนไข วิทยาศาสตร์สร้างความเจริญทางวัตถุ ขณะเดียวกันมันก็พาให้เราท่านละเลยคุณค่าทางจิตใจ ดูหมิ่น เบียดเบียน กระทั่งเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ และอำนาจอันเป็นได้เพียงผลิตผลจากมายาคติในท้ายที่สุด

ใต้ฟากฟ้าและผืนแผ่นดินสยามในค่ำคืนที่ดวงดาวพรายฟ้า ชายผู้สูงศักดิ์แห่งสยามประเทศ ตะกองกอดหญิงอันชาวอังกฤษเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขน ทั้งสองเคลื่อนกายตามจังหวะดนตรีสำเนียงตะวันตกอย่างเนิบนาบ ปล่อยให้แสงจันทร์สาดไล้เรือนร่างที่อยู่ในอ้อมแขนกันและกันทั้งที่หวั่นไหว ใบหน้าทั้งสองที่ซบอิงกันอยู่ดูอิ่มเอมหากแฝงเร้นด้วยความโศกเศร้า เขากำมือเธอแนบแน่นไว้กับอก ราวกับจะฉุดรั้งความทรงจำครั้งสุดท้ายระหว่างกันไว้ให้เนิ่นนาน
ก่อนต้องลาจากตามวิถีทางของตน อยากเคียงข้าง แต่มิอาจเคียงคู่ ...
ดุจดอกบัวบานในน้ำย่อมมิอาจปลูกไว้เคียงคู่กุหลาบขาวบนผืนดิน
ตะวันออกและตะวันตก มิอาจอาจหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ฉันใด
จิตวิญญาณและ วัตถุ ก็มิอาจผนวกเข้ากันอย่างแนบสนิทได้ฉันนั้น
***************
Create Date : 17 กันยายน 2549 | | |
Last Update : 17 กันยายน 2549 23:19:31 น. |
Counter : 869 Pageviews. |
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
|