cabin crew, prepare for traveling!!!

gOOd mOrning na NagOya....

นาโกย่า เป็นเมืองๆหนึ่งในญี่ปุ่นที่ผมรู้สึกไม่ค่อยรู้จัก และไม่มีความรู้เกี่ยวกับเมืองนี้เลย (เพื่อนๆ แซว "จริงๆเมืองอื่นเมิงก็ไม่ค่อยรู้หรอกไอ้ไมค์") ทริปนี้พกกล้องพร้อมอุปกรณ์เสริมล่าสุดที่ถอยมาเพื่อทริปนี้ครับ แฟลชแบบต่อภายนอกรุ่น 580EX II ได้ราคาพิเศษสุดๆมาด้วย จาก 17000 เหลือแค่ 11000 เท่านั้น อิๆ (นอกเรื่องแล้วเว้ย) ที่สำคัญทริปนี้จะเป็นทริปแรกที่ผมจะได้ร่วมเดินทางกับตากล้องอีกหนึ่งท่าน โอ้พระเจ้า ตากล้องมือใหม่สองคนไปถ่ายด้วยกัน มันส์พะยะค่ะ จุดหมายของเราในทริปนี้มีสองที่ครับ ที่แรกเราจะไป ปราสาท นาโกย่า แล้วตามไป Recycle Department store ห้างขายของมือสอง เป็นไงเป็นกัน ลุยเลยคร๊าบบบบ


อรุณสวัสดิ์ยามเช้าจากห้องของผม มีหมอกนิดๆแดดหน่อยๆ น่าออกไปสอยภาพที่ซู๊ด


นั่งรถไฟใต้ดินสถานีนาโกย่า สาย Higashiyama ไปสถานี Sakae แล้วเปลี่ยนไปสายสีม่วง ลงสถานี Meijo Koen เดินประมาณ 15 นาทีก็จะถึงปราสาทครับ


เดินชิวๆ อากาศสบายๆประมาณ 12 องศา ว่าแต่ว่าคนญี่ปุ่นมันหาย(หัว)ไปไหนกันน้า


และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น(ให้นึกถึงเสียงพากย์ เจมส์ กับ ปังคุง) ผมได้พบเห็นดอกซากุระ ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกครับ สวยเจงๆเลยยย


รอบๆปราสาทมีสระน้ำอยู๋โดยรอบ เลยได้ไปเก็บคู่รักมารูปสองรูปครับ น่ารักดีครับ


เราได้เจอคุณป้าคนนึงนั่งวาดรูปสีน้ำอยู่ สวยใช่เล่นเลยน้าาา (ยืนเว้ย ไม่ใช่นั่ง)



เห็นปราสาทได้จากถนนที่เราเดินอยู่เลยครับ หาไม่ยากครับ




ค่าเข้า 500 Yen (155บาท) เท่านั้น (เสียงเพื่อน "ที่เข้าสวนหลวง ร9 เสีย40บาทบ่นแล้วบ่นอีกนะเมิง")



เข้ามาก็เจอต้นซากุระเด่นเป็นสง่าเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชักภาพกันถ้วนหน้า พวกผมก็ไม่พลาดเช่นกันครับ


มาแล้วครับฉากเปิดตัวเพื่อนร่วมทริป หน้าคุ้นๆอะดี๊ ชื่อพี่ทัก สจ๊วต 2006 ครับ ลองหาดูได้ในทริปลอยกระทงที่กระบี่ของผมดูครับ แกไปโชว์พลังเสียงมาทีแล้วครับ


คนคุมคนงาน(ผมจำชื่อไม่ได้) เป็นคนคอยสั่งการให้พวกแรงงานลาหินไปสร้างกำแพง สั่งอยู่ได้ มาลากเองมั๊ยละเมิง แสดดดด......


Landscape มุมหากินครับ ปราสาท นาโกย่า เดี๋ยวมาให้อีกชุดนึงเลยครับ ไปชมความยิ่งใหญ่กันครับ







ชั้นแรกก็มีเกี้ยว (เล็กจังใครจะเข้าไปนั่งได้วะ งง) แล้วก็ปลามังกร สัญลักษณ์ของที่นี่ครับ ว่าแตว่าพี่ทักครับ ท่าพี่ถ่ายรูปนี่มัน...ยังไงๆนะครับ


ภาพ Landscape ของเก่าของแท้ อยากได้ๆๆๆๆๆๆๆ



ดาบซามูไร ถอดด้ามไม้ออกไปแล้วครับ เพราะเค้าเชื่อกันว่ามีวิญญาณสิงในด้ามของดาบ....จริงเหรอวะพี่ทัก มั่วปะเนี่ย ???



ยังงี้.....แล้วชุดเกราะไม่มีวิญญาณเหรอวะพี่




มีเครื่องลากหินให้ลองดวยครับ พี่ทักแพ้แรงผมเห็นๆ ของมันชัวร์พี่



นั่งบนหัวปลาดูที รู้สึกดีไหมครับพี่น้อง




วิวจากชั้นบนสุดของปราสาท คุ้มค่าที่ได้มาจริงๆครับ




มีลิฟต์ให้ขึ้นไม่ขึ้น เดินกันขึ้นมา....สูงแค่ไหนลองดูละกันครับ บันไดนะครับบันได

ออกจากปราสาทก็พักดื่มน้ำกันเล็กน้อย มีตู้ให้กดเพียบเลย เลือกตามชอบใจครับ เสร็จแล้วเดินย้อนกลับไปลงรถไฟใต้ดินครับ คราวนี้นั่งสายเดมย้อนกลับไปลง Kamimaezu แล้วนั่งสายสีฟ้าไปลง Osu Kannon ครับ


ขึ้นมาเจอร้านนี้แวะได้เลยครับ ผมลองเสี่ยงทานดูเพราะพวกผมหิวกันมาก เข้าไปมีตู้ให้กดครับ เราเลือกเมนูแล้วก็หยอดเหรียญแล้วกดจะได้ตั๋วมา ไปนั่งโต๊ะแล้วยื่นได้เลยครับ


ผมสั่งเมนูที่ 10 มาครับ ข้ามหน้าเนื้อ ราคา 720 Yen (223 บาท) อร่อยมากกครับ



นั่งกินไม่พูดกับใครเลย สงสัยอร่อยไม่แพ้กันครับ


เดินออกมาจากร้านเลี้ยวซ้าย เลยร้านสะดวกซื้อก็เลี้ยวซ้ายอีกทีครับ จะเห็นวัด เดินตรงผ่านไปเลยครับ จะเจอถนนคนเดิน มีร้านขายของตลอดสองข้างทาง เดินจนเจอแยก ขามถนนไปก็ถึงแล้วครับ Recycle Department store


ร้านขายของตลอดสองข้างทาง


ข้ามถนนไปครับ



ถึงแล้วครับ หน้าห้างสังเกตง่าย สีแดงน้ำเงินชัดเจนครับ


ห้างนี้มี 5 ชั้นครับ ชั้รแรกขายจีเวอรี่ (ไม่แนวผมเลย) ชั้นสองนาฬิกา มีตั้งแต่ คาสิโอ ยัน โรเล็กซ์ครับ มีมือหนึ่ง มือสองให้เลือกตามอัธยาศัย ผมหา Panerai มือสองไม่มีเลย ก็ดีครับไม่เสียตังค์ แต่ได้น้ำหอมไปฝากสาวๆครับ ราคาแพงหรือเปล่าไม่รู้ แต่รุ่นนี้หายากครับ ดูไบไม่มี ต้องซื้อครับ ชั้น 3 - 4 เป็นแฟชั่นและเครื่องหนัง ของแบรนด์ทั้งนั้น ใครขาช๊อปต้องมาครับ แต่ชั้นที่ผมหมายมั่นปั้นมือคือชั้น 5 ครับ แผนกไอที และกล้อง มีของเล่นบ้างเล็กน้อย ความน่าสนใจอยู่ที่มีกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์เสริมมือสอง รุ่นโคตรเก่า โคตรใหม่ โคตรถูก โคตรแพงมีหมดครับ แต่น่าเศร้าที่รุ่นที่ผมเล็งซื้อบ้านเราคุ้มกว่า ผมเล็งเลนส์ Canon รุ่น 17-55 F2.8 ราคามือหนึ่งบ้านเรา 32000 บาท ราคามือสองที่นี่ เกือบๆสามหมื่น กลับไปซื้อบ้านเราดีกว่าครับ (ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้ถ่ายรูปแผนกอื่นมาให่ดู เค้าห้ามถ่ายครับ) คำแนะนำนะครับ ใครอยากได้กล้องในกลุ่มโปร ให้ไปร้าน Tokiwa ที่ถนน นัมบะ เมืองโอซาก้า ครับ บอกเป็นลูกเรือการบินไทย ได้ลดด้วยครับ

รวมภาพบรรยากาศโดยรอบถนนคนเดินที่นี่ครับ ผมขอเรียกว่า ซอยละลายทรัพย์ประจำนาโกย่าแล้วกันครับ






มีร้านสำหรับขอช๊อปแทบจะทุกแนวครับ รองเท้า เสื้อผ้า ขนม ไอที อุปกรณ์ช่าง เยอะมากครับ


เราเดินวนกันรอบเมืองเลยครับ ก่อนจะเดินทางกลับโรงแรม เพื่อไปร้าน BIC camera กันต่อไป ผมไปเสียตังค์ที่โน่นเยอะเลยครับ ซื้อที่ครอบแฟลช ถ่านชาร์จ กรอปรูป ได้ทำบัตรสมาชิกเป็นของตัวเองแล้วครับ อิๆๆ


หลังจากนั้นก็ไปทานข้าวหน้าหมูทอดที่ร้าน หมูซูโม่ ช๊อบชอบ สั่งextra หมูทอด กินกันจุใจเลยครับ ไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ มัวแต่กิน (ซะงั้น)


จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ เราออกเดินทางประมาณ 0900 กลับมาประมาณ 2030 เหนื่อยมากๆ อาบน้ำนอนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์นะครับ นาโกย่า
iMIke@22/03/08;2010




 

Create Date : 22 มีนาคม 2551   
Last Update : 22 มีนาคม 2551 20:18:16 น.   
Counter : 2618 Pageviews.  

เซี่ยงไฮ้ 24 ชั่วโมง

หลังจากเข้าไปอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้พ้นโปรกันซักที ไฟล์ทถัดมาก็ได้ไปในเมืองที่ไม่เคยไป ดีจริงๆเลยครับ เซี่ยงไฮ้ เมืองแห่งความมั่งคั่งและห้องน้ำสุด....เห้อ


ลงมาถึงตอนเช้าประมาณแปดโมงกว่า ยังไม่ได้นอนเลย ก่อนนออกมาขอถ่ายรูปห้องไว้หน่อย






มินิบาร์ มีเครื่องดื่มร้อนเตรียมไว้ให้ อากาศหนาวซะขนาดนี้ บริการฟรีครับ




พี่ตาล เพื่อรร่วมทริปผมกำลังศึกษาเส้นทางครับ วางแผนจะไปอยู่สองสามที่ แน่นอนครับต้องมีช็อปปิ้ง กินและถ่ายรูปตามระเบียบครับ




เรจะต้องนั่งรถเข้าเมืองครับ แล้วไปต่อแท๊กซี่กันเอง ระหว่างรอรถก็ออกไปเดินเล่น เจอเด็ก(อีกแล้ว) หน้าตาท่าทางจ้ำม้ำมากๆ ถ่ายเก็บไว้หน่อยครับ


นึกว่าจะไม่ได้เห็นแล้ว พาหนะคู่ชีพคนจีนครับ จาก กะ ยาน



ตึกบ้านเค้าเริ่มทันสมัยแล้วนะครับ แต่ยังสร้างไม่เสร็จอีกเพียบ เหมือนดูไบเลย รอกันต่อปายยย




ตึกๆหนี่งที่เป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ครับ อะไรเพิร์ลๆนี่แหละ จำชื่อไม่ได้ ใครช่วยบอกมีรางวัลเป็น.....จุ๊บๆ สองที


ถ่ายให้ผมหน่อยครับพี่ตาล


ใต้สะพานนี้จะมีเสาที่มีรูปมังกรพันรอบอยู่ เป็นจุดฮวงจุ้ยสำคัญของเมืองเซียงไฮ้ครับ เพราะเชื่อว่าช่วยดึงพลัง และความเจริญรุ่งเรือง โดยฌแพะด้านการค้า ธุรกิจ ให้กับเมืองๆนี้ครับ ซีเรียสครับพี่ซีเรียส


หลังจากถ่ายรูปก็ต่อแท๊กซี่มาถนน เซี๊ย หยาง ครับ แวะทานข้าวก่อนไปช๊อป สั่งอะไรไม่ค่อยจะรู้เรื่องครับ ขอเมนูภาษาอังกฤษมาแล้วก็จิ้มๆๆ ลูกเดียว


สั่งมาหลายจาน ที่พอกินได้ก็จานนี้ละครับ เนื่อผัดพริกหยวก นอกนั่นไม่ค่อยโอครับ มันเยื้อมเลย



พอทานเสร็จ ออกจากร้านอาหารชื่อ Folk jar มาทางขวา แยกแรกให้เลี้ยวขวา เดินตรงไปจะเจอร้านขายโมเดลรถไฟอยู่ฝั่งตรงข้าม ตึกแถวหลังรถไฟนี้จะเป็นที่ๆลูกเรือชอบมาซื้อกระเป๋าและนาฬิกากันครับ ผมได้ Pannarai มาเรือนนึง สวยมั๊กๆ


เมื่อก่อนบ้านเรามุงร้านโรตีบอย คนที่นี่มุงร้านพายไข่ครับ ภาษาเค้าเรียกว่า ตาลทั๊ด


เดินหาทางไปต่อ จุดหมายต่อไปเราจะไปเดินประตูน้ำของที่นี่กัน เสื้อผ้าเยอะจริงๆ นั่งแท๊กซี่ไปครับ


เฮ้ย ถ่ายตอนไหนเนี่ย



ถึงแล้วครับ ข้างนอกดูดีทีเดียว ไปเดินดูข้างในกันดีกว่า




มีของเยอะมากๆครับ แฟชั่นทั้งชายหญิง แต่น่ารำคาญที่จะมีคนเดินตามตลอด ชวนให้ไปร้านมัน ก็ตรูจะเดินของตรู เมิงจะมายุ่งรายว้าเนี่ยยย



ปิดท้ายครับ นั่งรถเมล์ไปแถวโณงแรมเก่า พอรีเควสขอไปทาน Hooster ร้านปีกไก่ที่เด็กเสิร์ฟจะบึ้มๆนุ่งน้อยห่มน้อย แต่จะเอาอะไรกับคนจีนละเนอะ


จานใหญ่ยักษ์นี่ของผม


นี่ก็ด้วย สรุปของผมหมดเลย พี่ตาลสั่งสลัดมา แบ่งปีกไก่ผมไปนิดหน่อย ไม่ยอมแบ่งความอ้วนกันเลยนะพี่คร๊าบบบบ


ถ่ายรูปรวมกับสาวๆ คิดถึงเด็กๆแถวสยามบ้านเราจัง สวยกว่าเย๊อะ (เป็นกิริยาช่องที่สี่ของคำว่าเยอะ แสดงถึงความมากกว่าแบบมากๆ)





กลับมาชมเพิร์ลฮาเบอร์ (ก็มันจำชื่อไม่ได้นี่หว่า) ตอนกลางคืนกันครับ สวยมากๆ แต่ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป มือเปล่าๆก็ได้แค่นี้ละครับ


ปิดท้ายด้วยภาพจากตากล้องสมัครเล่นที่บังเอิญ(เดินหาทางกลับไปขึ้นรถไม่ถูก)ถ่ายภาพเหตุการณ์ไฟไหม้สถานที่ก่อสร้างสำคัญของเซี่ยงไฮ้ได้ เห็นว่าเสียหายหลายล้านหยวน (มั้ง พูดไปงั้นอะ จะไปรู้ได้ไงฟะ)

สรุปทริปนี้สนุกและเหนื่อยมาก เพราะต่อรถกันหลายต่อ ไม่ได้นอนมาก่อนด้วย ได้ทานขนมอร่อยๆ บวกนาฬิกาเรือนงามมาหนึ่งเรือน ขอขอบคุณพี่ตาล เอร์ 2003 คนสวยด้วยนะคร๊าบ แล้วเจอกันอีกนะครับพี่น้องครับ




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 19 มีนาคม 2551 0:21:54 น.   
Counter : 316 Pageviews.  

ตะลุยดูไบ เมืองทะเลทรายกับ Desert safari

สวัสดีเพื่อนๆทุกคนครับ ทริปนี้เป็นทริปบาวในดูไบครั้งแรกของผม อยู่กันประมาณ 3-4 วันได้ ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะไป shopping แล้วไปดูโรงแรม Burl Al Arab (เบิร์จ อาล อาหรับ) ตามด้วยทัวร์ทะเลทราย แต่ด้วยสภาพการจราจร ก็ต้องงดโปรแกรมไปชมโรงแรม 7 ดาวของที่นี่ไป เห็นพี่ๆหลายคนบอกไม่สนุก ผมมันไม่เชื่อใครง่ายๆ....ไปลุยกันเลยครับ



ที่ City Center เริ่มตกแต่งห้างต้อนรับเทศกาลฮาลาวีนกันแล้วครับ เอ้ย คริสมาสต์เว้ย ไปอยู่ไหนมาวะ


ไปเดินซื้อของกัน 4 คนครับ มีผม พี่ปุ้ม 2003 แล้วก็ กุลและรุจน์ 2007 ครับ



ระหว่างเดินซื้อของในซุปเปอร์ก็เจอ แชมป์และแป้งเพื่อนเก่า แนะนำให้ซื้อไอ้นี่กลับบ้านครับ เอาไปฝากพ่อกับแม่ และนายเก่าดีกว่า




ภาพวิวสวยๆ อาจจะเบี้ยวๆหน่อยนะครับ ถ่ายในรถไม่ค่อยถนัด เมืองนี้ตึกโดยส่วนใหญ่มีการออกแบบแปลกๆครับ คนออกแบบก็ช่างคิดเนอะ



เพื่อนร่วมทริปครับ มีผม แป้ง ติ๊บ แชมป์ กุล และรุจน์ 2007 ทั้งหมดครับ นั่งรถ Land cruiser ค่าทัวร์คนละ 180 Ham หรือ 50 เหรียญ US ครับ



สถานที่แรกที่แวะเป็นร้านขายของชำครับ ซื้อน้ำ ไอติม และอื่นๆก่อนออกเดินทาง จะเข้าห้องน้ำก่อนก็ดีครับ เดี๋ยวไปราดบนรถ มันไม่งาม


นี่แค่เริ่มต้นนะครับ เพื่อนแป้งออกอาการหัวเราะไม่หยุดเลย เทคยามาหรือไงจ๊ะน้องสาว




แวะถ่ายรูปรมกันที่จุดพักจุดแรกครับ


ซึ่งจุดนี้จะมีที่ให้เช่ารถ Scooter ให้ขับเล่นกันค่าเสียหาย 10 นาที 50 Ham ครับ(ประมาณ 400 บาทไทยครับ)




ไม่มีใครเล่นด้วย เล่นคนเดียวก็ได้


ต้องมีทุกทริปซิหน่า ไอ้ช็อตกระโดดเนี่ย


โชเฟอร์ของเราครับ Mr. Brahim ขับมา 3 ปีแล้ว แกคุยว่าแกเป็น King of desert จริงไม่จริงเดี๋ยวก็รู้


เริ่มตะลุยกันแล้วครับ


ขับตามกันเป็นขบวน แต่พี่บราฮิมแกชอบแตกแถว เอาฮาอยู่เรื่อย ยัยแป้งแกก็ขำไม่หยุด พี่บราฮิมแกยิ่งเอาใหญ่เลยครับ



ดูท่าพี่แกซะก่อน


แล้วดูหน้าเพื่อนเราซะก่อน


ไอ้เราก็ยังไม่ได้คาดเข็มขัดเลย ชิบ....แล้วตรู


ขับรถเล่นอยู่พักใหญ่เรียกเสียงเฮฮาของชาวลูกเรือได้พอสมควรก็มาแวะที่จุดพักสุดท้ายครับ เราก็จะได้ลองนั่งอุฐฟรีกันคนละรอบ แล้วค่อยไปทานข้าวกัน โปรแกรมสุดท้ายนี่ฟรีหมดครับ เว้นแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล อันนี้จ่ายกันเองครับ






สูงเหมือนกันนะเนี่ย


นี่ๆ ไอ้รุจน์โชว์ปล่อยมือ เก๋าๆ


โบลต แบค เทาเท้นท์ หุบเขาร้อนซ่อนรัก อึ๊ย....สยอง


เสร็จแล้วพวกเราก็มานั่งที่ลานครับ มีโต๊ะให้เลือกจับจองได้ตามสบาย เดี๋ยวจะมีระบำหน้าท้องให้ชม ผมขอโคโยตี้แทนได้ปะ




เหนื่อยแทนจริงๆเลยป้า ยอมแพ้ๆ


มีชวนนักท่องเที่ยวไปเต้นด้วย แหม เสียดายสาวๆก๊วนเราใจไม่ถึง ไม่งั้น มีฮา (สจ๊วตฮากันเอง)


ชมการแสดงเสร็จก็ไปรับอาหารมาทานกันดีกว่า เอ้ คนตักหน้ามันคุ้นๆเว้ย


อาหารได้คนละ 1 ชุดครับ ในชุดประกอบไปด้วย ข้าวหมก, นาน(แป้งโรตี), แกะย่าง,ไก่ย่าง, ผัก, ขนมหวานหนึ่งก้อน(คล้ายๆท๊อฟฟี่แต่เคี้ยวได้ อร่อยดีครับ) ยังไม่อิ่มเลย เลยไปไถแกะชาวบ้านมาอีกสองไม้ ค่อยยังชั่ว

กินเสร็จก็เดินทางกลับครับ ขากลับยังมีทิ้งทวนโชว์เสียวให้พวกเราได้โยกหัวกันอีกรอบสองรอบ ก่อนจะนั่งสลบกันกลับที่พัก ก็ถือเป็นอันจบทริป ผมอยากแนะนำเพื่อนๆที่จะไปทัวร์ทะเลทรายว่า หาเพื่อนรุ่นๆดเียวกันซัก 5-7 คน แล้วไปจองทัวร์ ขอคนขับที่ชื่อ Brahim คนนี้ขับสนุกครับ เพราะคนอื่นๆจะขับแบบบ้านๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่สนุกหรอก (ขับดีแบบนี้ รับทิปไป 10 เหรียญยูเอส) ถามว่าจองที่ไหน ก็ที่เคาเตอร์ที่โรงแรมนั่นละครับ เค้าจะมารับเราตอน 1530 และมาส่งราประมาณ 2130 เวลาท้องถิ่นนะครับ




ขอปิดทริปนี้ด้วยถาพเด็กรัสเซียเล่นกองทราย น่ารักดีครับ
iMike3663@ 14/12/2007; 0230PM...




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550   
Last Update : 14 ธันวาคม 2550 14:31:06 น.   
Counter : 1569 Pageviews.  

นาระ เมืองกวางน้อย, วัดใหญ่โทไดจิ, เมืองอิเลตโรนิคและของเล่น นัมบะ

ไฟล์ทนี้เป็นที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อของผมมาก เพราะได้นัดรุ่นพี่2006คนนึง (ดันอายุน้อยกว่าเราซะงั้น) ว่าจะไปตะลอนทัวร์ที่นัมบะกัน โดยเป้าหมายหลักของผมคือการไปซื้อกล้อง และเลนส์ตัวใหม่ (ฝีมือห่วยเหมือนเดิม แหะๆ) ไฟล์ทออกกลางคืนครับ ไปถึงตอนเช้าประมาณ 0700 ของที่โน่น (เวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าเรา 2 ชม.) นัดแนะกันว่านอนกันคนละ 2 ชม.แล้วจะออกเลย สรุปก็ไม่ได้นอนครับ นั่งศึกษาแผนที่อยู่ที่ห้อง เพราะเราวางแผนกันว่าจะไปเมืองนาระกันก่อน แล้วค่อยมานัมบะ อยากไปกันหรือยังครับ ตามมาเล๊ย CAbin crew prepare for traveling.


ห้องผมอยู่ชั้น 10 ครับ วิวก็อย่างที่เห็นครับ บ้านนอกดีครับ


เป็าหมายแรกคือเมือง นาระ นี่ก็พี่เอก 2006 เพื่อนร่วมทริปเพียงผู้เดียวของผมครับ เราต้องนั่งรถไปลงสถานี เทนโนจิ กันก่อนครับ


แล้วก้ไปต่อสาย คินเท็ตซี เพื่อไปลงสถานี นาระ ครับ แต่แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับ ไมค์คุง และเอกจนได้ !!!!


นั่งเลยสถานีไปสามสี่สถานีเลยครับ สังเกตได้ว่าเริ่มบ้านนอกๆชอบกล สุดท้ายก็ต้องนั่งกลับ เสียเวลาไปพอสมควรครับ


เซ็ง...!!! ตรูละเซ็ง

เมื่อมาลงสถานี นาระ เรียบร้อย พวกเราก็นั่งรถเมล์หน้าสถานีเพื่อไปลง วัดโทไดจิ ครับ ค่ารถก็ 180 Yen ต่อคน พอมาถึงก็สังเกตเห็นได้ว่ากวางเยอะมากครับ ซื้อขนมป้อนกวางแบบใกล้ชิดสุดๆ ระวังด้วยนะครับ กวางตัวใหญ่ชอบรังแกกวางตัวเล็ก และถ้าเราไม่ให้มันๆก็จะเอาหัวมาชนเรา บางทีมันกัดเลยนะครับ เจ็บเหมือนกันน้าไม่ใช่ไม่เจ็บ





เห็นน่ารักอย่างเนี่ย กัดเจ็บ Chip



ตลอดริมทางเดินจนถึงวัดจะมีขนม และของที่ระลึกเช่น เสื้อยืด โปสการ์ด ดาบซามูไร ตุ๊กตากวาง พวงกุญแจ ผ้าเช็ดหน้า แม๊กเน็ต ฯลฯ ในราคาไม่แพงนัก ราคาๆพอกัน ผมว่าไว้ตอนกลับออกมาค่อยซื้อก้ได้ ไม่ต้องแบกไปเป็นภาระครับ (ในวัดก็มีขาย ซื้อจากในวัดก้ได้ครับ)






ถึงแล้วครับ วัดโทไดจิ


ด้านซ้ายของวัด (ด้านขวาของเรา) จะมีบ่อน้ำที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาดื่ม ล้างมือ ล้างหน้าเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ แต่ผมไม่ได้กิน ซะงั้น


พระพุมธรูปองค์นี้เชื่อกันว่า ถ้าใครที่กราบไหว้และได้สัมผัสท่านแล้ว อาการปวดเมื่อยต่างๆจะดีขึ้นครับ



ใหญ่โตจริงๆครับพระประธานประจำวัด วิธีการกราบไหว้ให้เราเดินวนตามเข็มนาฬิกานะครับ ก็เริ่มจากไหว้พระประธานก่อน


แล้วก็ไปตีระฆัง (ใช่ระฆังป่าววะ เรียกไม่ถูก)



แล้วก็ไหว้เจ้าแม่กวนอิม


ยักษ์สองตนนี้เท่ห์จริงๆครับ ชอบมากๆ คงเป็นยักษ์เฝ้าวัดคล้ายๆยักษ์วัดโพธิ์ กับยักษ์วัดแจ้งบ้านเรา (มั้ง)


ที่วัดจะมีเสาต้นนึงที่มีช่องให้ลอด โดยเชื่อว่าใครที่ลอดช่องนี่จะมีสติปัญญาดี แต่ผมคงปล่อยให้เด็กๆลอดกันดีกว่าครับ หัวผมอย่างเดียวยังไม่รู้จะผ่านไปได้หรือเปล่า



ร้านขายของที่ระลึกครับ มีเครื่องรางด้วย ประมาณว่า พกเพื่อป้องกันโรคภัย ร่ำรวย มีอันนึงเด็ดครับ พกเพื่อเสริมเสน่ห์ให้กับตัวเอง ขุนแผนนี่หว่า


ทริปนี่ฮาครับ พอเจอสาว นักท่องเที่ยวหนุ่มคู่นี้ก็จะทำเป็นไม่รู้ทาง เดินไปถามทางสาวๆและขอถ่ายรูปด้วยซะงั้น ภาพนี้เป็นหนึ่งในหลายๆภาพครับ




พอมาถึงสี่แยกเดิมที่เราลงจากรถเมล์ในตอนแรก หิวกันมากๆครับ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ไอ้ผมก็นั่งรอรถไปตาเอกแกก้ไปซื้อมันเผา อารมณ์อยากลองบวกหิวจนตาลาย ไม่ทันมองว่ามันเผาราคาเท่าไหร่ พี่น้องครับ ลูกละ 300 บาท แม่เจ้า กินเสร็จห้ามขี้ไปอาทิตย์นึงเลยครับ


ใจดีแบ่งกวางกินด้วย ยังกำชับกวางไปด้วยวะ ห้ามขี้ไปอาทิตย์นึงเลยนะมรึง


รอไม่นานรถก็มาครับ ค่ารถกลับเท่าเดิม 180 เยน ลงสถานีนาระ เจอลุงเคนตั๊กกี้ใส่ชุดซานต้าตลกดี ถ่ายรูปคู่ไว้หน่อย

เป้าหมายต่อไปคือย่านนัมบะ หรือว่า เดน เดน ทาวน์ครับ เป็นย่านอิเลคทรอนิค ของเล่น และหนัง... วางขายกันแบบโจ่งแจ้ง รีบไปดูกันดีกว่า อะจึ๊ย



ถึงแล้วครับ ให้เรานั่งรถไฟมาลงสถานี ชิน อิมามิยะ (Shin-Imamiya) ครับ


เดินตรงมาสี่แยกก็จะเจอสวนสนุกลอยฟ้าหน้าตาแบบนี้ แต่ไม่เห็นมีใครมาเล่นเลย เจ๊งไปแล้วเหรอเนี่ย??


ให้เราเลี้ยวซ้ายท่แยกที่มีสวนสนุกนั่นละครับ เดินตรงมาก็จะมีร้านอาหารระหว่างทาง แวะทานตามใจชอบ ผมขอแวะร้านข้าวหน้าเนื้อก่อนละครับ


หน้าตาดี รสชาติเยี่ยม ราคาแค่ 380 เยน เจ้าจอร์จ ประทับใจมาก ใครที่ไม่ทานเนื้อ หมูก็มีครับ ใครที่เนื้อก็ไม่ทาน หมูก็ไม่เอา ไปร้านอื่นเถอะครับ



จุดแรกที่สังเกตได้ง่ายและเราจะแวะซื้ของกันก็คือ Kids land ห้างขายของเล่นขนาดใหญ่ แต่ละชั้นจะขายของเล่นแต่ละแนว เช่นชั้นแรกขายโมเดล ชั้นที่สองขายรถบังคับวิทยุและอุปกรณ์ ชั้นสามขายปืน BB Gun (ปืนอัดแก๊สที่เค้าเอาไปวิ่งไล่ยิงกันในสนามคล้ายๆ Paint ball ละครับ) ราคาปืนที่นี่ถูกกว่าบ้านเราประมาณครึ่งๆ แต่ไม่ได้ซื้อครับ เพราะเอาใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องไม่ได้ เศร้า ส่วนพี่เอกต้องไป kids land อีกสาขานึงซึ่งจะขายของเล่นที่เกี่ยวกับ Gundum เท่านั้น ก็ไปสอยได้ตามระเบียบครับ ส่วนผมก็โชคดี ระหว่างทางเจอร้าน Hardware ไปได้ RAM 2GB ในราคาเพียง 2xxx บาท ถูกโคตรๆ คราวนี้ MAC BOOK ของผมก็จะมีแรมเป็น 2.5 GB แว้ววว

สุดท้ายเราก็ไปแวะร้านกล้องกันครับ เดินตรงไปตามทาง ร้านนี้จะอยู่หัวมุมถนน ชื่อร้าน TOKIWA เป็นร้านที่ลูกเรือชอบไปกันครับ ราคาถูก แถมถ้ามี Passport กับ Shore pass ไปจะได้รับส่วนลดเพิ่มครับ เบ็ดเสร็จถอย 40D พร้อมเลนส์ รวมถึงอุปกรณ์ที่เพื่อนฝากซื้อก็สองแสนกว่าเยน ซื้อบ้านเราไม่ได้ราคานี้แน่ๆครับ




ซื้อกล้องกันเรียบร้อยก็เย็นแล้วครับ เหนื่อยมาทั้งวันกะจะถ่ายรูปยามค่ำคืนเหมือนที่ใครๆชอบกัน ป้ายกูลิโกะ ปูยักษ์ ตุ๊กตาตีกลอง ก็ไว้งวดหน้าละกัน เหนื่อยแว้ว พวกเราก็เดินมาสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้กับร้านกล้องครับ สถานีนี้มีร้านขายของเยอะมากกกก ย้ำว่าเยอะมาก แล้วเราก็ได้ทานซูชิสุดอร่อยกันที่นี่ครับ จำหน้าร้านไว้นะครับ ตาลุงคนปั้นแกเต้นตลอดเวลา ไม่รู้คึกอะไรหนักหนา สรุปผมสั่งข้าวปั้นหน้าปลาซาลมอน 4 หน้าไข่ปลาซาลมอน 4 และหน้าไข่หวานอีก 2 ค่าเสียหาย 2600 Yen ไม่ถูกไม่แพงครับ แต่เชื่อผมเถอะ อร่อยกว่าทุกร้านในเมืองไทยที่มี สาหร่ายกรอบ หอมสุดๆ ข้าวนิ่ม ปลาหวาน ไข่หวานก็หอม....หิวแล้วอะดี๊


อั้ม....พัชราภา เอ้ย ไม่ใช่

เสร็จก็นั่งรถไฟกลับกันมาครับ คนแน่นมากถึงมากที่สุด บีทีเอสบ้านเราว่าแน่นๆชิดซ้ายไปเลย กว่าจะถึงโรงแรมเล่นเอาแย่เลย กลับมาถึงก็เก็บของแล้วก็ไปซื้อไข่ปลาซาลมอน กับขนมที่จัสโก้ ก่อนที่จะเข้า Crew room กันครับ เฮฮาปาร์ตี้ กับฝีมือกี้ตาร์เทพอีกหนึ่งท่านครับ


พี่ตั้ว Co-pilot ของเรา ร้องกันจนหมดแรง ขอบคุณมากมายครับ


วงของผมในค่ำคืนนั้นครับ


ไฟล์ทนี้ได้เจอ "โต๊ด" เพื่อนร่วมห้องด้วย (จริงๆก็ร่วมมหาลัยด้วย เด็กธรรมศาสตร์เหมือนกันครับ)
ก็จบทริปนี้ในเวลาเที่ยงคืนพอดีเป๊ะ พรุ่งนี้ตอ้งบินเช้านี่นา ขอไปนอนก่อนนะครับพี่ๆ ไฟล์ทหน้าเจอกันคร๊าบ
ปล.ขอบคุณพี่เอก (น้องเอก) ที่พาทัวร์กันในทริปนี้นะคร๊าบ




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2550   
Last Update : 6 ธันวาคม 2550 12:40:55 น.   
Counter : 5473 Pageviews.  

ตะลุยหม่บ้านแดจังกิม (ไม่เคยดูแล้วจะรู้เรื่องมั๊ยเนี่ยเรา!!)

หลังจากกลับจากโอซาก้าก็รู้สึกสนุกกับการถ่ายภาพขึ้นมาอีกระดับนึง เลยกะว่าไปเกาหลีคราวนี้ต้องหาที่ถ่ายรูปให้ได้ คุยกับเพื่อนๆในไฟล์ทก็ตกลงกันได้ว่าจะไปหมู่บ้านแดจังกึม เริ่มต้นการเดินทางด้วยการนั่งรถโรงแรมเข้าเมือง ต่อด้วยรถไฟใต้บิน(จำชื่อสถานีไม่ได้ จะได้แต่ว่าให้ไปลงที่สถานีเบอร์ 109 ) แล้วไปต่อด้วยรถเมล์สาย 30 หรือ 108 ก็ได้ครับ แต่ต้องถามเค้ด้วยว่าจอดให้หรือเปล่าครับ


เดินชมกันประมาณ ชม กว่าๆ พอ 1700น.ก็ปิดแล้วครับ เดินออกมาปากทางที่ตอนแรกเรานั่งเท็กซี่ แต่ตอนนี้ไม่มี หนาวสุด เจอร้านอาหารที่ดูไม่ออกว่าจะขายอาหารแนวไหน ขอเป็นท่พักพึงแก้หิวและแก้หนาวก่อนละครับ



ตึกรามบ้านช่องสวยงามเหมือนที่ญี่ปุ่นเลยครับ


เพื่อนร่วมทริป พี่ต่าย co pilot และพลอย แอร์สาวรุ่น 2007ครับ


เวลาขึ้นรถไฟที่นี่จะมีคนมาขายของบนรถด้วย เหมือน TV Direct เลยครับ



ได้เลนส์ถ่าย Portrait มาเลยลองซะหน่อย สวยดีเหมือนกันแหะ


ลงรถไฟมารอรถเมล์ต่อ รอนานมากครับ พอดีอยู่หน้า 7-11 เลยเอาเครื่องดื่มชูกำลังมาแก้ง่วงครับ เฮ้อ ไม่ได้ผล.....



นั่งมาไกลพอสมควร ลงตรง4แยกแห่งหนึ่งชานเมือง มีสวนผักดูบ้านๆดี ถ่ายมาฝากครับ

จริงๆถ้ารถเมล์ที่ถูกสายจริงๆจะมาส่งถึงหน้าหมู่บ้าน แต่เราขี้เกียจรอนาน สายที่นั่งมาๆส่งตรงสี่แยก ซึ่งเราต้องนั่ง Taxi เข้าไป ประมาณ 2000วอนเองครับ อ้อ ค่ารถเมล์คนละ 1000วอนครับ



ได้ฟิวเกาหลีมากๆๆ


ใครดูคงจำได้ ที่พระเอกชอบมาโยนลูกดอกลงไปที่ฐาน ยากโคตร โยนตั้งนาน ไม่ใกล้เคียงเลยแหะ


วิวสวยมากๆครับ เป็นมุมแรกที่สังเกตเห็นได้จากทางเข้า ชอบๆๆ


คู่พระนางที่โด่งดังมากๆที่เกาหลีครับ



รูปทางเข้าหน้าวัง ดีที่มาถึงค่อนข้างเย็นแล้วครับ คนน้อย ถ่ายรูปง่ายดี เอ้อว่าแต่ว่า อากาศหนาวมากกกนะครับ ใครมีไปช่วงนี้เสื้อหนาวตัวหนาๆเลยจะดีมากครับ




ที่นั่งงฮ่องเต้นะ เธอไปนั่งได้ไงเนี่ย


ที่โบยนักโทษ มานี่มา ขอป๋าตีทีนึงน้าาาาา


ภายในมีฉากสำคัญต่างๆมากมาย เห็นพลอยบอกว่าของจริงดูเล็กกว่าในหนังมากครับ เออลืมสนิทเลย ค่าเข้าชมคนละ 5000 วอนครับ


อากาศหนาว ดื่มกันซักจอกแล้วกันนะฝ่าบาท


ห้องอ่านหนังสือ เป็นส่วนที่ผมชอบมากที่สุด เพราะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก และนั่งสบายมากๆครับ


ส่วนนี้เป็นอักฉากที่สำคัญและใช้บ่อยครับ ที่เตรียมอาหาร เป็นแากเดียวที่ผมคุ้นตาครับ


บ้านชาวบ้านนอกวังครับ อันนี้ฐานะไม่ค่อยดี


อันนี้มีฐานะดี แต่เห็นว่าเป็นตัวร้ายตัวนึงครับ








ที่แท้ก็....ร้านหมูย่างอีกแล้ว รถชาติเหมือนๆกับที่ข้างโรงแรมของเรา ราคาพอกัน ไม่พูดพล่ำทำเพลง ส่ังแล้วกินละครับ (ร้านนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อาศัยชี้ๆเอาครับ)




หลังทานเสร็จก็เดินทางกลับครับ นั่งรถเมล์สายเดิมในจุดตรงข้ามกับที่เราขึ้นเพื่อไปลงสถานีรถไฟ คราวนี้นั่งต่อไปเรื่อยๆจนถึงสนามบินอินชอนเลยครับ เพราะกลับไปไม่ทันรถโรงแรมรอบสุดท้าย กว่าจะถึงปาเข้าไปเที่ยงคืน พรุ่งนี้ตื่นเช้าด้วย จะไหวมั๊ยเนี่ย ยังไงก็ขอบคุณพี่ต่ายที่ดูแลผมและพลอยตลอดทริป และขอบคุณเพือนๆที่ติดตามชมครับ ทริปหน้าไปเดลี จะได้ไปทัชมาฮาลมั๊ยเนี่ย อยากไปๆๆๆ




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 13:03:50 น.   
Counter : 574 Pageviews.  

1  2  3  4  

Mai Logan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ชีวิตมันคือการเดินทางไปพร้อมๆกับเวลา เวลาที่ยาวนานอาจทำให้ความทรงจำดีๆบางอย่างเลือนลางไป ผมจะขอใช้พื้นที่เล็กๆตรงนี้ เป็นที่บันทึกความทรงจำและการเดินทางของผม รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวของการเดินทางให้กับเพื่อนๆได้รับรู้ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม และเข้ามามีความรู้สึกที่ดีร่วมกัน
ผมหวังว่าบันทึกการเดินทางของผมในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆแรงบันดาลใจของการเดินทางไปกับกาลเวลาของทุกคน
[Add Mai Logan's blog to your web]