Group Blog
 
All blogs
 

เจแปนไม่รู้เบื่อ ตอนที่ 5 ฉุยฉายในเกียวโต กับรีวิวที่พักย่าน Nippombashi

สวัสดีกลางเดือนพย.ค่ะ พรุ่งนี้หวยออกพอดี 555 หายหน้าไป 1เดือนเต็ม คราวก่อนเลือกรูปไว้ว่าจะอัพบล็อคแต่ยุ่งๆนิดหน่อยเกี่ยวกับสาวน้อยที่บ้านค่ะ วันนี้มาพอมีเวลา ค่อยๆ จับรูปมาใส่ในบล็อควันละนิดวันหน่อย เดี๋ยวก็ครบตอนพอดีเนอะ ฮี่ๆ

คราวก่อนบล็อคที่แล้วไปเที่ยวอาราชิยาม่าแล้ว เช้าวันต่อมาตามแพลนเราจะต้องตื่นเช้าแล้วออกเดินทางไปโอซาก้าค่ะ แต่ทีนี้มาเกียวโตแป๊บๆ ยังเที่ยวไม่ทั่วเลยจะไปต่อเสียแล้ว เราจึงตกลงกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะว่า เช้าวันนี้จะเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แต่จะฝากกระเป๋าไว้ก่อน เราเลือกจะฝากกระเป๋าใบเล็กค่ะ ส่วนใบใหญ่เราจะส่งไปที่พักข้างหน้า เราจะได้สะดวก ไปเที่ยวไหนต่อไหนกันได้ ที่ๆเราจะไปเช้าวันนี้เราโหวตกันแล้วค่ะว่าจะไปเดินเล่นใส่กิโมโนเก๋ๆ เดินเล่นฉุยฉายในเกียวโตค่ะ อากาศกำลังดีเย็นสบาย ไม่มีแดด ฝนอาจมีประปรายแต่เราก็บ่หยั้นค่ะ ลุย!!!

ฝากโรงแรมของเราให้ส่งกระเป๋าไปให้เรียบร้อยแล้วโดยบางส่วนส่งไปสนามบินเลย และบางส่วนก็ส่งไปโรงแรมข้างหน้าค่ะ เวลาส่งกระเป๋าถ้าไปสนามบินเพื่อนๆจะต้องบอกไฟล์ทที่เราจะกลับกับทางโรงแรมด้วยค่ะ ให้เค้ากรอกให้ หรือจะกรอกเองก็ได้ค่ะ เผื่อเวลาไว้สัก 2 วันล่วงหน้าด้วยนะคะ เดี๋ยวมาเล่าตอนหน้านะว่ามันเกิดไรขึ้น ^^

เดินออกจากโรงแรมมาแล้วก็มุ่งตรงมาที่ด้านหน้าเอกิค่ะ จะมี TERMINAL ฺBUS เค้าจะมีป้ายบอกค่ะ ว่ารถคันไหนไปไหนบ้าง เราสามารถนั่งรถบัสสาย 100,202,206,207 ลงป้าย Kiyomizu - michi วันนี้้คนเยอะพอสมควรคะ เกียวโตพูดเลยเป็นเมืองที่คนชอบมาเที่ยวกันค่ะ ยิ่งเสาร์อาทิตย์เนี่ยรถติดเอาเรื่องทีเดียว เราทั้ง 8 ยืนต่อคิวรถรอสักพักใหญ่ๆ รถก็มา แรกๆ คิดว่าจะไม่ได้ขึ้นซะแล้วคันเนี่ย แต่ในที่สุดเราทั้ง 8 ก็ได้ขึ้นค่ะ

จากเอกิไปวัดคิโยมิสึ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะขาไปคนเยอะแต่รถยังไม่ติดเท่าไหร่ก็เพราะว่าเช้าอยู่ เราก็รีบที่จะไปเช้าๆด้วยคะ เพราะว่าจะได้ไปแต่งตัวกัน พอถึงที่หมายลงจากรถแล้ว ให้เลี้ยวไปทางซ้ายมือค่ะเดินไปที่หัวมุม แล้วข้ามถนนไป เดินเลี้ยวซ้ายเดินขึ้นเนินไปค่ะ เดินไปเรื่อยๆ เราก็เจอร้านกิโมโนร้านแรกเลย บอกไวก่อนร้านนี้ไม่ใช้ร้านเป้าหมายที่เราต้องการ แต่ด้วยความที่เห็นคนเยอะ เราชะโงกถามที่ร้านนี้ว่าเรามากัน 8 คน จะรับเรามั๊ย ทางร้านก็วุ่นวายพอสมควร สักแป๊บเดียวก็ตอบตกลงพร้อมกับเคลียพื้นที่ให้พวกเราค่ะ


เข้าร้านไปแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่นำถุงผ้าใบใหญ่ๆ ใหญ่แค่ไหนลองนึกเอาค่ะ เค้าเอากระเป๋าใส่รองเท้าเรา เสื้อผ้ากระเป๋าและทุกสิ่งที่เราถือมาจับยัดลงไปในนั้นทั้งหมดค่ะ แล้วก็นำไปเก็บให้เรา ระหว่างนี้เราก็สนุกสนานตามประสาสาวๆค่ะ เลือกชุดกันใหญ่ หยิบเข้าหยิบออก ทาบไปทาบมา บ้างก็ว่าสีนี้ไม่ดี ชุดนี้ไม่งาม แบ่งไปใส่ชุดแบบผู้ชายกันบ้างสำหรับคนที่ผมสั้นจะได้ดูเท่ห์มีหลากหลายกันบ้าง น้องๆ สองคนก็ไม่ปฎิเสธไหนๆ ก็มาแล้วร่วมเล่นกับเราให้สนุกไปเลยค่ะ


เลือกชุดไปสักพักใหญ่ที่ทางร้านเค้าเคลียคนที่มาก่อนเราออกไปชุดนึงก็ถึงคิวเราค่ะ เค้าให้เราถอดชุดที่ใส่มาแล้วใส่ลองจอหน์แบบเนื้อบางค่ะเพราะเกียวโตยามนี้ยังหนาวอยู่แม้จะไม่มากพอใส่ชุดชั้นแรกเรียบร้อยแล้วก็มายืนค่ะ เซนเซจะเป็นคนดูหน่วยก้านของแต่ละคนแล้วก็ส่งให้ช่างหรือลูกศิษย์แต่ละคนแต่งตัวให้เราคะ่ แอนได้เซนเซพอดีเลย เซนเซถามว่าฟังยี่ปุ่นรู้เรื่อง แอนก็ว่าพอไหวค่ะ ว่าแล้วก็หัวเราะ เซนเซว่าเวลาแต่งตัวให้ยืนเฉยๆนะ ห้ามหันซ้ายหันขวา หน้ามองตรงแล้วก็กางแขน ทำตามที่บอก แอนก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แต่หน้าก็ยังหันซ้ายหันขวา ในที่สุดก็โดนดุค่ะ เพราะอะไรรู้มั๊ยเพื่อนๆถามค่ะว่าเค้าว่าไร พอเราหันไปบอกก็โดนดุซะงั้นแต่เราไม่โกรธหรอกคะ สนุก ลั้นลา 555

พูดถึงเรื่องชุดกิโมโนกันก่อนดีกว่าค่ะ เกิดมาไม่เคยใส่คะ่ มีชุดของแม่อยู่หลายชุดเลยแม่เคยบอกมีสีเขียวแอนเอากลับไปใส่สิ ป๊าดดด!! แล้วแอนจะเอาไปใส่ไปไหนหว่าในเมืองไทย ถ้าใส่ในบ้านไปรษณีย์มาพอดีวิ่งออกไปรับของ เค้าคงว่าอีนี่บ้าแน่นอน 555 แถมก็ใส่ไม่เป็นอีก เลยบอกแม่ว่า ม๊าเอาเก็บไว้ใส่เองเถอะค่ะหนูใส่ไม่เป็น เยอะสิ่ง ใส่เล่นๆ วันนี้สนุกกับเพื่อนๆ เป็นสีสันสนุกกว่า ชุดกิโมโนที่เพื่อนๆ เห็นจะบอกว่า ใครไม่รู้คิดว่าง่ายๆนะ เค้ามีหลายชั้นเลยค่ะ แถมรัดซะแน่นด้วย ทั้งดึงและมัดเราเหมือนแหนมเลยค่ะ เพื่อนที่ไปด้วยหลายคนบ่นอุบ ข้าวก็ยังไม่กิน มาโดนมัดแบบนี้เดินไป 10 ก้าวคงเป็นลมหมดแรงไปตรงนั้น 555 วิธีการก็คือ เวลาโดนมัดโดนดึงให้เราพยายามทำพุงเราให้ป่องที่สุดจะได้ไม่อึดอัดค่ะ ไม่งั้นตายแน่ๆ เดี๋ยวจะหาว่าแอนไม่เตือนนะค่ะ

แต่งตัวกันเสร็จแล้ว ก็ไปทำผมค่ะ ทางร้านมีดอกไม้ให้เลือกประดับ ชอบแบบไหนก็เลือกเอาได้เลยค่ะ คนที่ผมยาวถ้าทำแบบเรียบๆ คิด 500 เยน ถ้าทำแบบสวยหน่อยเค้าจะมีแบบในชาร์ตให้เลือกค่ะ ก็คิดเพิ่มเป็น 1080 เยนค่ะ ทำผมเสร็จเรียบร้อยก็ไปรอข้างนอกค่ะ ระหว่างรอเพื่อนคนที่เหลือเห็นพี่ๆ เลือกผ้าคลุมไหล่เราก็ไปเลือกบ้าง พอไปคิดเงินเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อเลยค่ะ ตอนแรกที่เค้าคุยไว้มันไม่รวมค่าผ้าคลุมและกระเป๋าค่ะ คิดเงินเสร็จเรียบร้อยแอนโดนไป 6,804 เยนค่ะ ที่เพิ่มมาเป็นค่ากระเป๋าและผ้าคุลมไหล่กะทำผมค่ะ เวลาเพื่อนๆจะไปใส่กิโมโนต้องถามแต่ละร้านให้ละเอียดนะค่ะ



แต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ ออกมายืนหน้าร้าน เก็บภาพกันสักรูป ทางร้านถ่ายให้คะ ครบคนเชียว เรียบร้อยแล้วก็เดินขึ้นเนินไปค่ะ เดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะไปวัดคิโยมิสึกัน เดินช้ากันนิดโหน่ยค่ะ เดินลำบากไม่ถนัดเบย ตอนนี้เริ่มหิวกันหมดแล้วเราจะไปหาอะไรทานกันก่อนค่ะ







เดินไปเรื่อย สังเกตุป้ายร้านอันไหนก็น่าทานไปหมด เห็นร้านนี้มีเมนูอยู่ด้านล่างหน้าทานมากค่ะ เราก็รีบตรงปรี่ขึ้นไปชั้นสองเลยค่ะ ในรูปได้ที่นั่งแล้วค่ะ มาม่าซังมากะยากูซ่าคอยคุ้มครองตามนั้นค่ะ^^





สั่งอาหารเรียบร้อยอาหารมาแล้วเหมือนเดิมแยกโต๊ะกันค่ะ โต๊ะเนื้อ โต๊ะหมู





อันนี้ของแอนค่ะ ถ้าจำไม่ผิด 1500 เยนค่ะจ่ายรวมค่าน้ำด้วย





อันนี้ของอีกโต๊ะนึง มันน่าทานมากค่ะ รีบวิ่งไปเก็บภาพก่อนเดี๋ยวไม่งาม ^^




อันนี้อาหารของโต๊ะเนื้อเค้าค่ะ สั่งมาไม่ยั้ง หิวนี่นา




ขอบอกว่าโต๊ะนี้ทานจุค่ะ มาหลายคนหยิบคนละชิ้นแป๊บเดียวก็หมด




เห็นในรูปแบบนี้ทานไปแป๊บเดียว ได้ยินเสียงสมาชิกบ่นว่าอิ่มแล้ว555 ข้าวญ๊่ปุ่นมันแน่นค่ะ





ทานเสร็จเรียบร้อย รอสาวๆ เข้าห้องน้ำ พี่สาวเราก็ถ่ายรูปเล่นค่ะ




เราจะไปชมวิว ชมวัดกันค่ะ



ค่อยๆเดินขึ้นนะค่ะ วัดคิโยมิสึ หรือคิโยมิสึเดระ เป็นวัดที่ดังที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเกียวโต สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 1341 แต่ศาลาอาคารต่างๆ ที่เห็นในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีการบูรณะขึ้นแล้วครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2174 เมื่อเราเข้ามาถึงบริเวณวัดจุดที่สังเกตุได้ใหญ่ๆ คือซุ้มประตูทางเข้าวัดสีแดง ถัดไปจะเป็นเจดีย์ 3 ชั้นชื่อ "ซันจุโนะโตะ "




ก็แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะค่ะ สนุกค่ะ อากาศดีมาก ฟินเว่อร์ ^^




วัดคิโยมิสึ ชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อว่า "วัดน้ำใส" ตามภาษาญ๊่ปุ่น คิโยมิสึ แปลว่า "น้ำบริสุทธิ์ "





เห็นมั๊ยวันนี้คนมากันเยอะน๊าป้ายขอพรเพียบเลย แต่ในรูปไม่มีคนแอนรอจังหวะคนน้อยค่อยถ่ายภาพค่า




ส่วนอันนี้เป็นหลักฐานว่าเยอะจริงๆค่ะ





เข้าไปด้านในไปชมศาลาหลังใหญ่ Hon-do กันเสียเงินค่าเข้านะค่ะผู้ใหญ่ 300 เยนค่ะ เด็ก 200 เยน Hon-do ตั้งอยู่บนไหล่เขาโดยมีระเบียบไม้ยื่นออกไปเหนือหุบเหวเบื้องล่าง วิวตรงนี้มองไปสวยมากค่ะ







ถ่ายรูปกันหนำใจก็ลงไปด้านล่างกันค่ะ




ถึงตรงนี้ใครไม่เคยมาก็ไปยืนต่อแถวดื่มน้ำจากแม่น้ำ 3 สาย เป็นน้ำจากธรรมชาติที่ไหลมาจากยอดเขาค่ะ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าถ้าได้ดื่มน้ำจากแม่น้ำ 3 สายนี้ จะทำให้ประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษา ความรัก และ มีสุขภาพดีด้วยแบบนี้แล้วแอนน่าจะรองน้ำกลับไปทานที่บ้านเนอะจะได้สุขภาพดีเลิศเลย 555แอนไม่เข้าคิวค่ะเพราะเคยมาแล้วรออยู่ฝั่งตรงข้ามคอยถ่ายรูปให้ดีกว่าค่ะ





เรือนทำจากไม้ทั้งหมดสวย เก่าแก่ แต่มีเสน่ห์ค่ะ




น้องๆ กับพี่สาวเข้าคิว คิวยาวพอประมาณ รอไหวค่ะ





ถึงคิวแล้วก็ถ่ายรูปตามระเบียบ





เสร็จแล้วก็เดินตรงไปตามทางไปยังด้านล่าง





มีโชว์แห่มังกรด้วยค่ะ




เค้าเริ่มเดิมมาตามเราแล้ว จังหวะดีกระมังค่ะ เพราะไม่เคยเห็น แบบนี้




หัวอยู่นี่ค่ะ




ขบวนไปแล้วเราก็เดินตามๆ กันไป เจอนักบวช พี่สาวใจบุญช่วยทำบุญด้วยค่ะ






ทิ้งระยะพอประมาณ แต่ขบวนมังกรมาหยุดอยู่ข้างหน้า คนก็เลยออกัน เคลื่อนตัวไหด้ช้ามากค่ะ




เดินไปเรื่อยๆ มองทางซ้ายเจอโตโตโร่ พลาดได้ไง แว๊ปเข้าไปกันหน่อยค่ะ มาแล้ว




ด้านข้างทางเข้า




มาถึงด้านในหน้าร้านถ่ายรูปได้ แต่ด้านในไม่ได้ถ่าย ที่นี่มีของเยอะใช้ได้เลยน้องสาวสาวกโตโตโร่ก็ไม่พลาดสอยติดไม้ติดมือมาเช่นเคย





กลับออกมาอีกครั้ง ค่อยๆ เดินเล่นกินหนมไปเรื่อยๆ ก็ตกลงกันว่าจะกลับไปที่ร้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเอาชุดกิโมโนคืนเค้าเพราะดูเวลาแล้วสมควรจะต้องไปแล้วค่ะ




หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเรียบร้อยคืนของครบก็เดินไปขึ้นรถบัสกลับไปยังสถานีเกียวโตค่ะ รถติดพอสมควร อากาศก็เหมือนเดิมค่ะขมุกขะมัวทั้งวัน




เดินไปเอากระเป๋ากันเรียบร้อยก็กลับมาขึ้นรถไฟไปโอซาก้ากันค่ะ ราคาโดยสารไปโอซาก้า 560 เยนค่ะ จากเกียวโตนั่งไปไม่นานสัก 15 นาทีก็มาถึงสถานี Shin Osaka เราก็นั่งOsaka City Subway Midosuji Lineใช้เวลา 14 นาที ก็ไปถึง Numbaค่ะจากนั้นก็นั่ง Osaka City Subway Sennichimae Line ใช้เวลา 1นาทีเราก็ไปลงที่ Nippombashi ค่าโดยสาร 280 เยนค่ะ


จุดหมายของเราต่อไปคือไปที่พักค่ะ ถึงตอนนี้เราไม่ได้นอนโรงแรมกันแล้วนะค่ะ เราเลือกใช้บริการของ AIR BNB ค่ะ ด้วยเหตุผลเรามากันหลายคน โรงแรมที่เราจองล่วงหน้า มันมีไม่เพียงพอกับจำนวนสมาชิกค่ะ 8 คนค่ะ อยู่ได้แค่โรงแรมละ 4-5 คนเท่านั้น แถมเดินไกลกันอีกเราจึงเลือกลองใช้บริการกับ AIR BNB ค่ะ เหมือนเดิมคนเลือกคือแอน แต่ก่อนจะเลือกก็ตกลงกับเพื่อนร่วมทีมค่ะ ว่าโอเคมั๊ย ทุกคนก็โอเคค่ะ อยากนอนด้วยกัน มีห้องตรงกลางมานั่งคุยเล่น ใครง่วงก็เข้าไปนอนก่อนได้เลย



ถึงสถานีนิปปอมบาชิแล้ว ที่นี่ตามลายแทงที่เราติดต่อให้เราขึ้นไปออฟฟิศเพื่อไปรับกุญแจแล้วค่อยไปที่ห้องพักค่ะ เค้าให้ออกทางออกที่ 5 หรือ 10 ก็ได้ เราก็จัดการไปตามแผนที่ที่เค้าให้ค่ะ รับกุญแจเรียบร้อยก็เดินไปหาที่พักกัน กว่าจะหาที่พักได้เราเอาซะเหงื่อแตก ต้องเปิดแผนทีกันระวิง ประกอบกับเริ่มมืดแล้วด้วยค่ะ กว่าจะหาเจอเล่นเอาเหนื่อยเลย เพื่อนๆที่ใช้บริการ AIR BNB ก็อย่ามาถึงมืดจนเกินไปนะค่ะ เกรงว่าจะหาที่พักลำบากค่ะ




ถึงที่พักแล้วค่ะเปิดประตูเข้ามาด้านในเป็นแบบนี้ มีตู้เก็บรองเท้า ส่วนร่มของเราค่ะ ซื้อมาตั้งแต่ทาคายาม่าหอบมาจนถึงโอซาก้า











มีตู้เย็นห้องครัว ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว เตาแก๊ส จานชาม กาน้ำร้อนพร้อมค่ะ





โต๊ะทานข้าวค่ะ





อันนี้ส่วนของโซฟานั่งเล่น กับ โซฟาเบดปรับเป็นเตียงนอนได้ค่ะ





ห้องนอนนี้ นอนกัน 4 คน



ห้องนี้นอนอีก 2 คนเป็นแบบเสื่อทาทามิ เลือกกันได้ตามใจชอบ อยากนอนแบบไหนก็จัดไปค่ะ




อันนี้อ่างล้างหน้าอยู่ติดกับเครื่องซักผ้าค่ะ มีผงซักผ้าพร้อม แต่ ไม่แขวนมีน้อย มีแต่ซักนะค่ะปั่นแห้งเลยไม่มี ได้แค่ปั่นหมาด ถ้านอนหลายคืนก็แห้งอยู่ค่ะ ดูสภาพอากาศด้วยถ้าคิดจะซักผ้า




มุมนี่บ้างจะได้เห็นโนะ




ห้องอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัวพร้อม 8 ผืนค่ะ


เก็บของเรียบร้อย เริ่มหิวโซ เดินออกไปหาอะไรทานกันดีกว่า จากที่พักเราเดินไปนัมบะสัก 10 นาทีได้ค่ะไม่ไกล ระหว่างทางมีร้านอิซากายะหลายร้าน ทาโกะยากิก็หลายร้านเช่นกัน ในละแวกนี้ของกินมากมาย เดินทางสะดวกดี ยี่ปุ่นปลอดภัยด้วยไม่ต้องกังวลค่ะ ขอเพียงรู้เส้นทางก็พอ




เดินมาเรื่อยๆ ริมถนนก็มาเจอ BIG CAMERA เราเลี้ยวเข้าถนนนี้เลยเดินตรงไป แสงสีระยิบระยับ มีร้านอาหารเพียบแอนเดินคุยกับคนยี่ปุ่นไปเรื่อยๆ เค้าแนะนำและพามาทานร้านนี้ค่ะ เค้าว่าไม่แพง และอร่อย เราลองเชื่อเค้าดูก็พบว่าไม่ผิดหวัง อร่อยและไม่แพงจริงๆค่ะ เป็นร้านซูชิจานเวียนถูกใจกันถ้วนหน้าค่ะ ทานเสร็จเรียบร้อยเดินเล่น BIG CAMERA กันต่อช้อปปิ้งของเล่นถูกใจอีกแล้วค่ะ


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ทิ้งท้ายกับความคิดเห็นของที่พักจาก AIRBNB ค่ะ

1.จากรถไฟเดินทางไปที่พักไม่ไกลค่ะ แต่แผนที่ทำงง รูปภาพที่ทางเจ้าของที่พักทำมาไม่ค่อยดี เราเดินหากันนาน

2.ค่าที่พักไม่แพงค่ะ 8 คน 4 คืนราคาเฉลี่ยคุ้มค่าค่ะ
3.ความสะอาดห้อง เรียบร้อยสะอาดดี แต่ฮีทเตอร์ที่ห้องนั่งเล่นส่วนกลางไม่ทำงาน น้องสาวเราสองคนนอนหนาวไป ดีที่มีผ้าห่มแต่ไม่หนามากเท่าไหร่ค่ะ ต้องอาศัยอีทเตอร์จากห้องนอนทั้งสองห้องเปิดแรงๆเอาค่ะ
4. ที่เป่าผมไม่มี ต้องโทรไปแจ้งผู้ให้เช่า เช้าวันจันทร์ถึงได้เอามาให้ได้ เพราะติดวันหยุดค่ะ
5.การคืนกุญแจภายหลังไม่ค่อยสะดวก ถ้าหากเป็นเวลาที่เร่งด่วนเราต้องรีบไปกันแต่เช้าทางออฟฟิศเค้ายังไม่เปิด เราต้องส่งข้อความและอีเมลล์ให้ว่าเราหย่อนกุญแจไว้ที่ตู้จดหมายแล้วให้เค้ามาเก็บไป ลุ้นจะโดนค่าปรับกันไปค่ะ

สรุปทิ้งท้าย ควรเลือกห้องที่มีการคืนกุญแจแบบใส่รหัสดีกว่าสะดวกสบาย เราเช็คเอ๊าท์ออก ก่อน 10 โมงก็ทำได้ง่ายดายค่ะ และหากต้องการนอน AIR BNB เราควรเลือกนอนวันแรกจะดีกว่า ส่วนวันที่ใกล้จะเดินทางกลับเปลี่ยนเป็นนอนโรงแรม แอนว่าสบายกว่าส่งกระเป๋าก็สะดวกค่ะ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2558 13:12:17 น.
Counter : 942 Pageviews.  

เจแปนไม่รู้เบื่อ ตอนที่ 4 ตะลุยเกียวโตเที่ยว FUSHIMI INARI & ARASHIYAMA

สวัสดีประจำกลางเดือนตุลาคมค่ะ หายหน้าไปนานนิดนุงรอบนี้ มัวแต่ยุ่งทำชุดตุ๊กตาอยู่ค่ะ ตอนนี้เคลียงานหมดแล้วค่ะ แอนเลยแว๊บมาอัพเรื่องเที่ยวในญี่ปุ่นกันสักหน่อยค่ะ หายไปนานจะอัพไม่เสร็จเดี๋ยวจะได้ดองเค็มกันอีกละค่ะ  

หลังจากที่เรามาถึงเกียวโตเรียบร้อยและเดินเล่นพักผ่อนซื้อของกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ตามแพลนที่แอนทำไว้เราจะไปเที่ยว FUSHIMI INARI แล้วตามต่อด้วย Arashiyama กันค่ะ


เช้าวันที่ 13 /3/58 วันนี้เราตื่นนอนกันประมาณ 7.30 โมงค่ะรีบกุลีกุจออาบน้ำกัน แล้วมารวมพลด้านล่างหน้าLobbyของโรงแรมแล้วออกเดินทางไป Fushimi Inari Shrine เราจะไปทานข้าวที่โน่นกันค่ะ เหตุเพราะพี่สาวของเราคนนึงบอกว่าที่โน่นมีร้านข้าวหน้าปลาไหลอร่อย ให้หิ้วท้องรอ เค้าจะเปิดประมาณ 11 โมง เราก็ไปถึงโน่นแล้วไปชมศาลเจ้าเสร็จแล้วก็ค่อยไปทานกันก็น่าจะพอดีค่ะ รวมพลกันครบแล้ว 8 คนค่ะเราออกเดินทางกันเลย

9.18น.จาก Kyoto Track9>>>JRnara Line Local(3 นาที)>>> Tofukuji9.21/9.26 Keihan Main Line Sub-EXP (3นาที) >>>ถึง Inari 9.29 น. ค่าโดยสาร 270 เยน

***เวลาเพื่อนๆหาจาก Hyperdia จุดหมายที่เราต้องลงก็คือ Inari นะค่ะ


ถึงฟูชิมิอินาริ ออกมาด้านหน้าจะเจอศาลเจ้า ดี๊ดีไม่ต้องเดินไกลเราเดินเล่นโต๋เต๋กันด้านหน้าสักพักค่ะ เพราะแอนนัดเพื่อนไว้ เพื่อนสาวจะมาเที่ยวด้วย นางอุตส่าห์นั่งรถมาจากโตเกียวเชียว แอนงี้ดีใจสุดๆ เพราะตอนแรกที่บอกเพื่อนว่าจะไปญี่ปุ่น แรกๆ เลยวางแผนว่าจะเข้าโตเกียวด้วย แต่เพื่อนสมาชิกร่วมแก๊งค์ว่า เหนื่อยเกินไปเราไปไม่กี่วันเอง เที่ยวในละแวกนี้ก็พอ แค่นาโงย่า เกียวโต โอซาก้าก็พอแระ เพื่อนสาวของแอนได้ยินดังนั้นนางเลยว่าจะมาโอซาก้านอนบ้านแม่แฟน  แล้วจะมาแจมในบางวัน แถมนางจะมาคนเดียว แอนก็ห่วงน่าดูค่ะ





ในรุปเห็นแบบนี้แสดงว่าเรามาถึงแล้ว  ของจริงแต่ยังไม่เข้าไปนะ รอแป๊บเพื่อนสาวกำลังมา รอได้สักอึดใจเดียว 5 นาที แอนเหลือบไปมองทางซ้ายทีขวาที  ก็เห็นหน้าขาวๆ ตัวยาวๆ กิึ่งวิ่งกิ่งเดินเห็นมาแต่ไกลแอนเลยวิ่งไปรับ  กลัวไม่ใช่ว่ามาถึงเป็นลมล้มพับไปแอนจะแย่ อุ้มนางไม่ไหว  นางยิ่งผอมๆ อยู่ค่ะ





พอสมาชิกครบแล้วก็แนะนำตัวกันก่อนใครเป็นใครบ้างเพื่อนแอนยังไม่รู้จักกับเพื่อนในแก๊งค์ที่มา แนะนำตัวกันเรียบร้อยก็พร้อมออกเที่ยวกันเลยค่ะ ลั้นลาสุดๆ อากาศก็ดี๊ดี ไม่ถึงกับหนาวมากเท่าทาคายาม่า แต่ก็ไม่ร้อนค่ะ




น้องสาวเกือบเล็กสุด เก็บภาพหมู เอ้ย ภาพหมู่ทั้ง 9 คนไว้ได้ ชอบจังภาพนี้





ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ หรือศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว 

สถานที่ตั้ง  :  อยู่ทางใต้ของสถานีเกียวโต 
วิธีเดินทาง :  นั่งรถไฟ JR Nara Line จากสถานี KYOTO มาลงที่สถานี INARI ใช้เวลาไม่นานค่ะแค่ 2 สถานีเอง ใครที่ไม่มี JR Pass เสียเงินค่าโดยสารประมาณ 270 เยนคะ
ค่าเข้าชม :  ฟรี


ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่มีความเก่าแก่มาก เป็นศาลเจ้าหลักบนภูเขาอินาริด้วยค่ะ จุดเด่นก็คือเป็นศาลเจ้าที่มีเสาโทริอิให้ดูเป็นจำนวนมาก เรียงรายกลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิหลากหลายขนาด รวมกันแล้วน่าจะประมาณ 4 กิโลเมตรได้ มีเรื่องเล่าว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวนาเพื่อบูชาสุนัขจิ้งจอก ที่เชื่อว่าเป็นทูตส่งสารของเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว พื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำ ปลูกข้าวได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ จึงเป็นแหล่งที่ผลิตสาเกชั้นเยี่ยมด้วยเช่นกัน 
TRIP : การเดินไปกลับตลอดอุโมงค์โทริอิ ใช้เวลาประมาณ 2 -3 ชั่วโมง
เดินทางจนถึงจุดชมวิวYotsutsuji ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที และเดินทางกลับอีก 30 นาที 




เรื่มเคลี่อนพลกันแล้วค่ะ เดินเข้าไปด้านในล้างมือกันก่อนค่ะ





เก็บภาพชาวแก๊งค์กันโหน่ยค่ะ 




ผ่านมาถึงตรงนี้แล้วเราจะเห็นรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกค่ะ เค้าว่าเป็นผุ้นำสารค่ะ สังเกตดูสีหน้า เข้มเชียวแถมคิ้วขมวดด้วย  คราวก่อนนะที่มาญี่ปุ่นยาวๆมาหาแม่   แอนหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะมาค่ะ   แต่เนื่องคราวก่อนแอนเที่ยวจากฮอกไกโดแวะมาเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงโอซาก้าก็เหลือวันที่จะใช้ JR pass ได้แค่วันเดียวเท่านั้นคือวันที่มาถึงค่ะ ที่นี่จะถ้ามาเที่ยวที่นี่ก็ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม คุณพ่อบ้านก็ไม่ยอม มาหลายคนก็หลายสตางค์อยู่ เลยต้องเบนเข็มไปเที่ยวช้อปปิ้งในเมืองแทนเป็นผลให้อดมาเที่ยวที่นี่ค่ะ  ดังนั้นจึงตั้งใจว่าถ้ามาญี่ปุ่นคราวหน้าอีก จะมาที่นี่ให้ได้จะไม่พลาดแน่นอน สวยออกอย่างนี้ค่ะ เพื่อนๆ ท่านไหนที่ยังไม่ได้มา แนะนำว่าต้องมา ห้ามพลาดคะ




เข้ามาด้านในเรียบร้อยแล้วค่ะ ใครไม่รู้จะไปทางไหนก็ เดินๆ ตามเค้าไปแหละ ^^





เข้ามาด้านในปุ๊บจะเจอซุ้มขายของค่ะจะเป็นของที่ระลึกแบบต่างๆ มากมายระหว่างที่รอเพื่อนๆ ในแก๊งค์ซื้อของที่ระลึก แอนหมุนไปหมุนมาเห็นด้านหลังเห็นไม่มีคนเข้ามาเลยเก็บภาพมาได้ 1 ใบค่ะแหมวันนี้ช่างอากาศดีจริๆ  ท้องฟ้าสีฟ้าสวยสด ตัดกับสีส้มๆของศาลเจ้าเลย เด่นมากค่ะ 





นี่เป็นป้ายโทริอิ ไว้เขียนขอพร ราคา 800 เยน




อันนี้คาดว่าจะเป็นเซียมซีค่ะ (ไม่แน่ใจนะ เดาเอาค่ะ ) เห็นวางไว้ แอนไม่ได้จับแค่ถ่ายรูปมาเฉยๆค่ะ




ผ่านซุ้มขายของๆทางศาลเจ้ามา กำลังจะเดินขึ้นไปด้านบนค่ะ รอบนี้อย่างที่บอกเป็นแก๊งค์ตุ๊กตาค่ะ แอนก็เป็นคนนึงที่ชอบตุ๊กตาค่ะรอบนี้พาน้องคนนี้ ชื่อลิกกะจัง พามาจากบ้านค่ะเลยควักออกมาถ่ายรูปด้วย ตัวคนหน่ะ ถ่ายรูปน้อยมากค่ะ 555 บ้าว่างั้น







แผนที่รูปวาดด้านในทางขึ้น สวยค่ะ สีก็สวย เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ น่ารักจัง





เห็นแล้วเสาโทริอิมากมาย เพื่อนๆในแก๊งค์ก็ถามกันใหญ่ งั้นงู้นงี้ แอนโบ้ยให้เพื่อนสาวตอบเลยค่ะ ส่วนตัวเองถ่ายแต่รูปตุ๊กตา 555  ความจริงโทริอิที่เห็นมากมายแบบนี้เป็นการบริจาคเงินจากผู้ที่แวะเวียนมาขอพรค่ะ  อย่างที่บอกเค้าว่ากันว่าที่นี่เป็นเทพเจ้าที่ให้โชคลาภทางเกษตรกรรมและธุรกิจ  บริษัทห้างร้านที่มาขอพรมักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ให้ผลดีมั่งคั่ง กิจการเจริญก้าวหน้า เลยทำให้มีผู้บริจาคกันเยอะ ทางศาลเจ้าก็เลยสร้างเสาโทริอิขึ้นมาพร้อมกับติดชื่อผู้บริจาคอยู่ด้านหลังค่ะ  คิดดูนะว่าศักดิ์สิทธิ์กันแค่ไหน ให้สังเกตจากเสาโทริอิทั้ง 40,000 ต้นค่ะ ใครมีโอกาสได้มาลองขอพรดูสิค่ะ แอนเองก็ขอไปแล้วค่ะ  ^^





นี่ค่ะ เสาแต่ละต้นพร้อมชื่อของผู้บริจาคค่ะ  ลืมบอกไปเสาโทริอิแต่ละต้นมีราคาอยู่ที่ 4 แสนเยน- 1 ล้านเยนเชียวค่ะ   




ภาพมุมต่ำบ้างค่ะ




มาแล้วไม่ถ่ายรูปได้ไงเนอะ




ผ่านมา 1 สเต็ปแล้วจะเจอที่ทำบุญซื้อแผ่นป้ายขอพร เก๋มากค่ะเป็นรูปจิ้งจอก





ส่วนใหญ่ก็จะเขียนชื่อตัวเองและครอบครัว พร้อมกับแต่งเติมหน้าในแบบที่ตัวเองต้องการค่ะ เสร็จแล้วจึงนำไปแขวนไว้แบบนี้ พี่สาวคนโตของเราจัดไป 1 ป้ายขอให้กิจการเจริญรุ่งเรืองค่ะ






ใกล้ๆกันมีบ่อน้ำอีกแต่คนไม่เยอะเท่าด้านล่างค่ะ




ภาพมุมกว้างๆ บ้าง ถ่ายจากไอ 6 ค่ะ




นี่ก็เหมือนกัน ไอ6 เค้าจัดค่ะ





จากจุดนี้ไปเดินมาก็จะมีทางเดินเสาโทริโอไปทางซ้ายอีกมากมายค่ะ รอบนี้เรามากับผู้สูงวัยทั้งหลาย พี่ๆก็ว่าไม่เดินแล้ว เดินไปก็มีแต่เสาโทริโอ ลงๆ กันเถอะไปกินข้าว อ้าวเป็นซะงั้นไป หลายเสียงว่าไม่เดินก็ต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี อาจเพราะเริ่มหิวก็เป็นได้ค่ะ ไว้มีโอกาสมาคราวหน้าแอนจะเดินตะลุยไปให้สุดเลยอยากเห็นปลายทางเป็นอย่างไรค่ะ รอบนี้เอาตามใจพี่ๆ กันก่อนก็แล้วกัน




จะกลับออกไปแล้วระหว่างทางกลับก็ เก็บภาพไว้อีกเหมือนเคยค่ะเรามากันเยอะอย่างกับมาทัวร์หน่ะค่ะ 555




เดินออกจากศาลเจ้ามาด้านข้างเดินตรงมาเรื่อยๆ ไปทางขวา





ข้ามถนนเล็กตรงหน้าแล้วมองซ้ายจะเจอร้านขายข้าวหน้าปลาไหลชื่อดัง พี่สาวเราเค้าว่างั้น คราวที่แล้วนางมากับลูกแล้วมากิน นางบอกอร่อยติดใจเลยแนะนำให้พวกเรามาทานกันค่ะ




คนยังไม่เยอะค่ะ โชคดีไม่ต้องรอคิว เข้าไปได้นั่งเลย น้องสาว2 คนหายไปไหนไม่รู้เดียวไปตามค่ะ




ครบองค์ประชุมทั้ง 9 แล้ว เอ้า ถ่ายได้ค่ะ ^^




มาแล้วค่ะ ข้าวหน้าปลาไหลชื่อดัง ลองชิมดูแล้วก็เหมือนกันค่ะ เจ้าไหนแอนว่าก็เหมือนกันค่ะ กลิ่นคาวมีนิดหน่อยไม่มาก แต่ราคานี่สิค่ะทานไปแล้วสะอึกกันทีเดียวแอนว่าแพงค่ะ แต่มาแล้วก็เพื่อส่วนรวมค่ะ เอาตามข้างมากไว้ก่อน


ทานอาหารเรียบร้อยแล้วเราจะไปที่ต่อไปค่ะคือ Arashiyama ค่าโดยสารคนละ 240 เยน วิธีเดินทางก็กลับไปที่สถานีเดิมค่ะ 12.19 Inari>>>JR nara Line Local ( 5 นาที)>>> Kyoto 12.24 Track 9 / 12.37 Track 32 JR Sagano Line (16 นาที) >>>Saga Arashiyama 12.53น.





อันนี้เป็นแผนที่เส้นทางเดินรถไฟนะค่ะ แปะไว้ให้เพื่อนๆ ดูประกอบการทำแผนการเดินทางค่ะ





ถึงอาราชิยาม่าแล้วแต่ลืมถ่ายป้ายค่ะ เราเดินออกมาจากสถานีกันแล้ว เดินไปอีกหน่อยจะเห็นภาพหัวรถไฟในภาพถัดไปค่ะ ให้เราเข้าไปด้านในไปซื้อตั๋วกัน เราจะนั่งรถไฟจาก ซากะ-โทร็อคโกะ ไป โทร็อคโกะ คาเมโอกะกัน




Saga Arashiyama อาราชิยาม่า ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกียวโต สามารถนั่งรถไฟ Sagano Romantic Train or Sagano Torokko รถไฟจะผ่านแม่น้ำ Hozugawa ระหว่าง arashiyama กับ Kameoka .ใช้เวลา 25 นาที ระยะทาง 7 กิโลเมตร ต้องจองที่นั่งด้วย ค่าโดยสาร 620 เยน ระหว่าง Torokko Saga and Torokko Kameoka Station




ซื้อตั๋วมาแล้วค่ะ รอรถไฟมา





มาแล้วรถเรามาแล้ว เค้าปล่อยให้เราเข้าไปแล้วเย้ เราโชคดีค่ะ ได้นั่งตรงนี้ติดกับหัวรถไฟ รถไฟขบวนนี้เป็นแบบย้อนยุคค่ะ เราได้นั่งแบบหลังคาเปิดโล่ง เราจะได้เห็นทัศนียภาพอันสดชื่น พร้อมวิวข้างทางอย่างใกล้ชิด




ถ่ายป้ายหน่อยเดี๋ยวไม่รู้ว่ามาเที่ยวที่ไหนกันบ้าง




นั่งเรียบร้อย รอรถไฟออก




รถไฟจะวิ่งผ่านแม่น้ำHozugawa น้ำใสนะค่ะ แต่ถ่ายรูปออกมาเป็นสีเขียวอ่อนเลย





สะอาดค่ะ ลมเย็นๆ พัดสบายๆ ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง สนุกสุขใจค่ะ




ระหว่างรถไฟแล่นไปชมวิวไป ก็ถ่ายภาพไป ถ้ามีโอกาสได้มาตอนซากุระบานพอดีหรือใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยมากค่ะ นั่นๆ แปลว่าจะมาอีกค่ะ 555





ใกล้ถึงจุดหมายเราแล้ว kameoka


นิดนึงค่ะ เราสามารถนั่งรถราง Randen จากกลางเมืองเกียวโตที่ Shijo Omiya มาลง Arashiyama Keifuku Railway Arashiyama (Randen Station)
และมีรถไฟ Hankyu ที่มาลงสถานี Arashiyama ได้เลยค่ะ





เอาแผนที่อย่างย่อมาให้ดูด้วยจะได้เห็นภาพประกอบค่ะ


สถานที่ท่องเที่ยวที่อาราชิยาม่าที่น่าสนใจและพลาดไม่ได้มีดังนี้ค่ะ

-สะพาน Togetsukyo หรือสะพานข้ามจันทร์ ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Arashiyama ตั้งตาชื่อตามคำพูดของจักรพรรดิ์ Kameyama
พิกัด : เดินขึ้นเหนือจากสถานี Hankyu Arashiyama ประมาณ 8 นาที ( 600 เมตร)หรือเดินลงใต้จาก Keifuku Arashiyama ประมาณ 2 นาที

-วัด Tenryu-Ji และป่าไผ่ พิกัด : ให้เดินไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 12 นาที จากสถานีรถไฟ Hankyu Arashiyama หรือเดินไปทางเหนือจากสถานีรถราง Keifuku Arashiyama ประมาณ 1 นาที ทางเข้าวัดอยู่ทางซ้ายมือ หรือเดินไปทางฝั่งตะวันตกจากสถานี JR Saga ประมาณ 5-10 นาที หากเดินทางมาด้วยรถบัส ให้ลงที่ป้ายหน้าวัดเทนริวจิที่อยู่เกือบติดทางเข้าวัด ส่วนป่าไผ่ อยู่ติดกับทางออกทางเหนือของวัดเทนริวจิ

-ศาลเจ้า Nonomiya เป็นศาลเจ้าที่ช่วยให้สมหวังในเรื่องความรักและการแต่งงาน ,มี Shirafuku Inari เทพเจ้าที่เชื่อว่าจะช่วยให้คลอดบุตรให้ปลอดภัย บริเวณวัดมี Okame-ishi หินเต่า ซึ่งเชื่อกันว่าหากมาเคาะหินขอพร จะทำให้สมหวังภายใน 1ปี จุดที่น่าสนใจอื่นก็มี Torii เป็นต้นไม้โอ๊ดที่ใช้โดยไม่ลอกเปลือกไม้ออก มาทำเป็น โทริอิ ลักษณะนี้เรียกว่า Kuroki Torii ถือว่าเป็นแบบที่เก่าแก่ที่สุด

-บ้านพัก Okochi Sansou ที่มีสวนสวยและบริเวณสถานี Keifuku Railway Arashiyama เป็นแหล่งขายอาหารและของที่ระลึก




ถึงสถานีปลายทางคาเมโอกะกันแล้วก็ลงไปด้านล่างค่ะ แล้วก็เดินไปตามป้ายเราจะไปป่าไผ่กันค่ะ ระยาะทางหลายร้อยเมตรอยู่ค่ะ แต่อากาศเย็นเดินกันไปเพลินๆ คุยกันไปเรื่อยก็ไม่เบื่อค่ะ หลายคนหลายเสียงคุยไปขำไปสนุกดีค่ะ ในรูปผ่านดอกไม้อะไรไม่ทราบ สวยแปลกตา ถ่ายมาเก็บไว้เหมือนเดิมค่ะ





เดินไปเรื่อยๆ ตามทางจะมีร้านค้าชุมชนบ้างประปรายค่ะ







ทางเข้าวัดค่ะแต่เรายังไม่เข้าค่ะ เดินเลยไปก่อน น้องๆ ว่าจะไปหาขนมทานก็ตามนั้นเลยค่ะ




เดินผ่านป่าไผ่มาแล้วค่ะ มีร้านรวงขายของกันเยอะทีเดียว ในละแวกนี้เรียกว่าอะไรดีหล่ะ คล้ายๆ Community Mall บ้านเราเลยค่ะตรงนี้คนเยอะมากค่ะเพราะเป็นสถานีรถไฟอีกอันนึงค่ะ





มาถึงตรงนี้แล้วน้องสาว2คนเล็กบอกจะไปหาอะไรทานพวกของหวานแล้วจะไปวัดทองกับวัดเงิน พี่ๆ ก็อยากไปด้วย เพื่อนสาวว่าถ้าแอนจะไปกับเพื่อน ตัวเค้าจะอยู่เที่ยวที่นี่คนเดียวแอนเห็นไม่ได้การ ใครจะทิ้งเพื่อนหล่ะ อุตส่าห์มาหาจากโตเกียวแถมมาคนเดียว แค่นี้ก็ซึ้งแล้วได้ใจชั้นไปเต็มๆ ใครจะยอมก็ยอมไปแต่ช้านไม่ยอม เมื่อเห็นเป็นดังนี้เลยต้องไปตกลงเจรจาว่าแอนจะขอแยกตัวไปเที่ยวกับเพื่อน ซึ่งพี่ๆ ก็ยอมให้แอนแยกออกมาโดยดี ดีใจสุดๆ เลยค่ะ ความจริงแอนก็แอบเป็นห่วงอยู่ ทำอย่างกับตัวเองเก่งซะอย่างนั้น 555 แต่ความจริงวันนั้นเอ๋อค่ะนอนน้อย นอนไม่หลับอาจเพราะตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อน( มีลางสังหรณ์มาว่าจะต้องร้อนในแน่ๆงวดนี้ ) เมื่อแยกตัวเองออกมาได้แล้ว เราก็เดินข้ามมาฝั่งตรงข้ามสถานี แวะมาหาซื้อไรทานบ้าง เห็นร้านไอติมชาเขียวน่าทานดี แวะซื้อมนั่งทานหน่อยอร่อยดี รสชาติชาเขียวจริงๆเลยค่ะ มี่ภาพของจริงกับโมเดลให้ดูเปรียบเทียบด้วยค่ะ ไม่ได้โม้วววนะ 555




ทานไอติมกันเสร็จเรียบร้อยเราก็เดินเล่นสำรวจดูค่ะ เราจะเดินเลาะๆไปป่าไผ่กัน เดินไปคุยไปก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆค่ะ มีตุ๊กตาเป็นนางแบบแทนคนนะค่ะเปลี่ยนบรรยากาศจะได้ไม่น่าเบื่อ ^^





ถ่ายสลับกับสถานที่บ้างไรบ้างค่ะ




เดินเข้ามาบริเวณวัดค่ะ ภายในวัดสวย ร่มรื่น เงียบสงบค่ะ





ดอกบ๊วยเริ่มบานแล้ว เรามาเร็วไปหน่อยค่ะ ตามพยากรณ์ว่าปลายเดือนมีนาคมซากุระจะบาน เรามาเร็วกันไปสัปดาห์นึงค่ะ ไม่งั้นจะได้เห็นดอกซากุระบานสะพรั่งสวยกว่านี้อีก




ตุ๊กตาที่พกมา แอนเอาจากบ้านมา 2 ตัวค่ะ ส่วนอีก 2 ตัวก็เป็นของเพื่อนสาว นัดแนะกันจากบ้านมาดิบดีจะมาเล่นตุ๊กตาค่ะ 555




ถัดจากวัดไปเราก็ไปป่าไผ่ค่ะ ( อยู่ติดกันค่ะ ) สองข้างทางก็เต็มไปด้วยไผ่สูงค่ะ เดินไปเรื่อยๆ เดินไปสักพักใหญ่เราก็คุยกันว่าพอเถอะไม่เดินแระ มีแต่ไผ่ ยังเดินไม่สุดเลย เริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวเรากลับกันดีกว่าไปเดินเล่นแถวที่พักในเกียวโตต่อ




ออกจากป่าไผ่จะกลับไปสถานีรถไฟ แต่เราเดินผ่านของดังขึ้นชื่อของเมืองเกียวโต เป็นร้านขายเครื่องสำอางค์ประทินผิว โลโก้เป็นรูปหน้าสาวญี่ปุ่นเค้าว่ากันว่าดี แอนเป็นคนแพ้ง่าย ไม่ค่อยใช้อะไรที่มันแปลกไปจากเดิม คนเยอะพอสมควรก็เดินวน2รอบดูไปดูมาก็ไม่ได้อะไรติดมือ เพราะไม่รู้จะใช้อะไรก่อนดี เอาเป็นว่ายังไม่ซื้อแล้วกัน ฮี่ๆ





ออกจากร้านเครื่องสำอางค์ฝั่งตรงข้ามก็มีมาเจอตั้งร้านขายลูกพลับ สองสาวของเราก็จัดไป ความจริงแอนชอบมากนะค่ะลูกพลับแต่ขี้เกียจแบกขี้เกียจขน ไว้มาซื้อเยาวราชบ้านเราก็ได้เหมือนกันแหละแอนว่า ^^




เดินเรื่อยๆ จนกลับมาที่สถานีรถไฟเดิม แวะถ่ายรูปด้านหน้ากันให้หนำใจสักหน่อย




รูปหัวรถไฟโบราณ ใครไปใครมาก็ต้องถ่าย ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ด้วยค่ะ เอากับเค้าซะหน่อย 1 ภาพ เดี่ยวจะหาว่ามาไม่ถึง ^^




พึ่งสังเกตเห็นมีรูปปั้นนี้อยู่ด้วยค่ะ




กลับมาถึงเกียวโตเรียบร้อยแล้วที่หอคอยเกียวโตจะมีร้านค้ามากมายขายของที่ระลึกค่ะ เราก็เดินเล่นแถวนั้นและในละแวกนี้ ตัวหอคอยสูง 131 เมตร ภายในมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ถ้าต้องการขึ้นไปเยี่ยมชมวิว ค่าบริการ 770 เยน เปิด 9.00-21.00 น. ทุกวัน นิดนึงใครที่นอนโรงแรมเดียวกับแอนเค้ามีคูปองแจกเป็นส่วนลดในการขึ้นไปเที่ยวชมหอคอยค่ะ






เดินเล่นซื้อของนิดหน่อยท้องก็เริ่มหิว มองเวลาก็หลายโมงอยู่นะ หาข้าวกินกันดีกว่าเราแวะร้านนี้กัน FUGETSU ค่ะขายโอโคโนมิยากิชื่อดัง มีหลายสาขา เราเลยเลือกทานที่นี่ค่ะ สนนราคาก็ไม่แพง ทานไปคุยไปหัวเหม็นด้วยกันดี 555




ภาพประกอบเป็นหลักฐานค่ะ มาทานจริงๆ แต่ไม่ได้ค่าโฆษณา





ทานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังพอมีเวลาก่อนที่เพื่อนสาวจะกลับไปโอซาก้า เราแวะไปดูผ้ากัน รอบนี้ดูอย่างเดียว ความจริงอยากได้ผ้าลิเบอร์ตี้แต่ราคาแพงจับใจไม่กล้าซื้อ ถึงตอนนี้กลับมาเมืองไทยแล้ว ร่ำๆ อยากจะได้ คราวหน้าไปจะกัดฟันซื้อเลยค่ะ ทีอย่างอื่นล่ะซื้อได้



ดูผ้า ดูร้าน 100 เยน ร้านค้าก็ใกล้จะปิด เห็นแฟนเพื่อนสาวโทรมาหา คงว่าภรรยาตัวเองอยู่ไหนแล้ว นางนั่งคุยสักพักแอนเลยเกลี้ยกล่อมให้นอนกับแอนอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง นอนด้วยกันแล้วพรุ่งนี้ไปเที่ยวด้วยกัน แต่นางไม่ยอมจะกลับบ้านท่าเดียว เลยต้องพาไปส่งขึ้นรถไฟ นี่ถ้าแอนมี JR PASS นะ แอนไปส่งถึงบ้านเลย แต่นี่ไม่มีนางเลยไม่ยอม เลยได้แต่โม้อย่างเดียว ฮี่ๆ จบ 1 วันของเกียวโตค่ะ คืนนี้ยังคงนอนที่เกียวโตเหมือนเดิ่ม พรุ่งนี้จะไปไหน โปรดติดตามค่ะ แพลนที่ทำไว้มีเปลี่ยนอีกแล้วครัช 555 แก๊งค์ตามใจฉันก็งี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2558    
Last Update : 15 ตุลาคม 2558 23:51:40 น.
Counter : 615 Pageviews.  

เจแปนไม่รู้เบื่อ ตอนที่ 3 ช้อปปิ้งส่งท้ายก่อนอำลาtakayamaแล้วมุ่งหน้าสู่เกียวโตนอนKyoto Dai-Ni Tower

สวัสดีเช้าวันจันทร์ค่ะ แหมวันนี้ตื่นมาก็ท้องฟ้ามืดครึ้มเลย นอนสบายกันเลยทีเดียวแต่เหลือบมองนาฬิกามันไม่เช้าแล้วนี่นา ท้องฟ้าดำทะมึนมากขึ้นเรื่อยๆ สายฝนก็โปรยกระหน่ำลงมาอย่างแรง หลังฝนเทได้สักครึ่งชั่วโมง ฟ้าก็เปิดแดดก็ออก วันนีงจะมีกี่ฤดู รักษาสุขภาพกันด้วยนะค่ะ แบบนี้จะพาลไม่สบายเอาค่ะ

กลับมาต่อกันเรื่องของทริปญี่ปุ่น กรุงเทพ - นาโกยา - ทาคายาม่า -เกียวโต

เช้าวันที่ 13 มีนา แพลนวันนี้ที่วางไว้ คือตื่นนอนแล้วก็ลงมาทานข้าวให้เรียบร้อย ที่เรียวกังมีอาหารให้ทาน 2 แบบค่ะ สามารถเลือกได้ ป้าจะมาถามเราว่าต้องการอาหารเช้าแบบอเมริกันหรือแบบญี่ปุ่น ใครชอบแบบไหนก็บอกได้ไม่มีเสียเงินเพิ่มแต่อย่างใดค่ะ



มาแล้วแบบแรกอาหารแบบญี่ปุ่นค่ะ เมนูก็แบบในรูปค่ะ จะมีเพิ่มก็เป็นเห็ดเข็มทองย่างใส่ซอสบนใบโฮบะ แอนเองไม่ชอบเลยขอเปลี่ยนเป็นอาหารอเมกันบ้าง




ส่วนอันนี้เป็นอาหารอเมริกันค่ะ หน้าตาดูจุ๋มจิ๋มจังค่ะ ว่ามั๊ย แอบคิดในใจตัวเขมือบอย่างแอนจะอิ่มมั๊ย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวถ้าหิว ก่อนขึ้นรถไฟ จะแวะซื้อของกินไปทานบนรถไฟ เพราะใช้เวลานานโขกว่าจะถึงเกียวโตค่ะ



โฟกัสกันใกล้ๆ หน่อยสำหรับของตัวเองอาหารแบบอเมริกัน ซ้ายมือบนเป็นสลัด ซ้ายมือล่างเป็นน้ำซุปหัวหอม ทานร้อนๆ ขอบอกว่าอร่อยค่ะ หวานหอมซะด้วย ส่วนขวามือบนเป็ฯของหวานค่ะ เชอรี่แอนไม่ทานเลยยกให้พี่สาวไป เรื่องรสชาติถามไถ่มาด้วยว่าโอเครมั๊ย พี่สาวก็ว่าโอเคเลยค่ะ ส่วนขวามือล่างก็เบสิคค่ะ ไส้กรอกที่ขาดไม่ได้ถ้าทานแบบฝรั่ง





ชื่่นมื่่นกันสุดๆ สนุกสนาน เฮฮากันแต่เช้า เรียกว่าแทบทั้งวัน





ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบไปเก็บกระเป๋าลงมาฝากด้านล่างค่ะ เรามีแพลนเสริมตอนแรกว่าจะไปเกียวโตเร็วๆ แต่ดูพยากรณ์อากาศแล้วพบว่าที่เกียวโตฝนตกอันนี้ดูตั้งแต่ก่อนที่เราจะจองรถไฟตอนเมื่อวานนะคะ่ เราจึงเปลี่ยนแผนเป็นเราจะไปเดินเล่นช้อปปิ้งก่อนที่ย่านเมืองเก่า San-machi กันอีกครั้งเนื่องด้วยวันก่อนเราเดินกันไปไม่มีอะไรเลย ฉะนั้นเช้าวันนี้จะขอแวะเดินเล่นซื้อของที่ระลึกกันด้วยค่ะ หิมะตก ดีกว่าฝนตกนะคะ่ เราคิดกันแบบนั้น ออกจากเรียวกังเราหิมะก็ยังคงตกอยู่ต่อไป แหม อยากได้หนาว สัมผัสก็เอาเลยสนองเรากันให้หนาวและหายอยาก 555



ถนนลื่น รถขับลำบาก จึงเพิ่มความปลอดภัยโดยการใส่โซ่ที่ล้อ ซื่งอันที่จริงตอนเรามาเดือน 3 เปอร์เซ็นต์ที่หิมะจะตกน้อยมากแล้ว แต่ปีนี้ผิดคาดค่ะ








พี่สาวในกลุ่มอยากทานขนมดังโงะ เช้านี้เลยมาตามล่าค่ะ




ส่วนน้องสาวสองพี่น้อง โงะอะไรไม่สน เจออะไรกินดะ ชิมหมดค่ะ




ถึงแล้วค่ะ ซานมัตจิ




ต้นไม้ที่เดินผ่านเมื่อวานก็ยังเหมือนเดิม หิมะเกาะเต็มเบย




ของเก่ายังไม่ละลาย ของใหม่ก็ตกลงมาทับทม




เจอร้านโอมิยาเกะเปิดแล้ว เป้าหมายมีไวพุ่งชน พับร่มไว้ด้านนอกแล้วเริ่มลุยกันคะ่ ^^




เข้าไปด้านในก็ร้อง ว้าวๆๆ กันใหญ่ สาวกตุ๊กตามา ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาแบบไหนก็ชอบหมดค่ะ




นาทีนี้แยกย้ายค่ะ ต่างคนต่างดู ต่างคนต่างเลือกส่วนแอนเหมือนเคย ไม่ซื้อ ถ่ายรูปมาฝากก็ประทับใจแล้ว




ถ่ายไปถ่ายมาเหลือบไปเห็นเจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้สบสายตากัน มองดูเหมือนอ้อนวอนขอตามไปอยู่บ้านด้วย แต่แอนไม่ใจอ่อนแม้จะน่ารักมากมายแต่ก็ไม่ซื้อค่ะ 555




เลือกกันเมามันส์ วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาม ซื้อบ้างมาเล็กน้อยพอประมาณค่ะ




ญี่ปุ่นนี้พิถีพิถันทุกสิ่งอย่าง น่ารักไปหมด ใครใจไม่แข็งแรงพอ อาจมีrลาดท่ากันได้ค่ะ




พูดไม่ทันไรพี่สาวคนโตก็จัดเซ็ตย่อมๆ มา 1 เซ็ต โดยเหตุผลที่น่าสนใจคือ ซื้อไปประดับโชว์รูมพี่สาวนั่นเอง น้านนนมีเหตุผล ก็ได้ ยอม !






ฝั่งตรงข้ามของร้านนี้มีตุ๊กตานั่งคำนับอยู่ ในมือจะถือกล่องอยู่ หากสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าอาหารที่อยู่ในกล่องด้านล่างเปลี่ยนไปค่ะ ยืนมองกันอยู่นานค่ะ เก๋ดี





เข้ามาอีกร้านนึง ร้านนี้ใหญ่พอสมควร ขายพวกเครื่องดินเผาหรือเรซินไม่แน่ใจแต่สีสันสวยมากค่ะ




อันนี้ไม่ใช่เครื่องดินเผาแต่เป็นไม้คะ สวยไม่แพ้กัน




อันนี้น่าสนใจเชียว นอนเขนกสบายใจเฉิบ




ร้านที่ว่าเข้าไปด้านในจะเห็นวิวแบบนี้ในร้าน สวยมากเลยค่ะ ชอบจัง ร้านนี้ใหญ่มากค่ะ




สาวกฮูกพลาดไม่ได้น่ารักมาก เอามาตกแต่งบ้าน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร แต่ใครจะแบบหล่ะ ใหญ่นะเนี่ย



ราคาพอสูงไหวถ้าชอบจริงอยากซื้อ ป้ายราคาอยู่ด้านข้าง แต่เรายังต้องเดินทางกันต่อไป ก็ขอบายไว้ก่อน




ร้านเริ่มเปิดเยอะขึ้น




ส่วนร้านเปิดหรือยังไม่แน่ใจ ไม่ได้เข้าค่ะ 555









เดินเล่นพอประมาณได้ของติดไม้ติดมือกันมานิดหน่อยพอสังเขบก็เตือนกันให้รีบกลับเรียวกังไปเอากระเป๋า เพราะเราต้องไปแวะซื้อของที่ 7/11 ก่อนด้วย เดี๋ยวไม่มีอะไรทานในรถไฟ ในรูปหนุ่มสาวโอตาคุแวะมาเที่ยวทาคายาม่า น้องสาวอยากถ่ายรูปกับเค้า ต้องเข้าไปขอ เค้าก็ยอมให้ถ่ายนะ ใจดีและดีใจมากๆ




รถไฟยังไม่มาก็เข้ามานั่งรอก่อน คนเยอะมาก เพราะข้างในอุ่นแต่ด้านนอกหนาว





ดูหน้าจออีกสักพักรถไฟรอบของเราจะมาแล้วต้องออกไปยืนตั้งแถวรอค่ะ คนไม่น้อยเลย



ขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้ว หิวๆ ก็งัดอาหารที่ซื้อจากมินิมาร์ทมาทาน




พี่สาวชอบอุดหนุนสินค้าโอท๊อปแถมทานเนื้อเลยจัดเมนูนี้มา มีเฉพาะเนื้อ ใครทานไม่ได้อดไป แอนเลยขอถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆ ดูว่าน่าทานมั๊ย เผื่อจะอยากทานจะได้ชั่งใจเอาว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ





วิวสองข้างทางระหว่างทาคายาม่าและนาโกย่า






อย่างหนาเลยทีเดียว




ถึงเกียวโตแล้ว




ให้ออกทางที่ด้านหน้าเจอหอคอยโตเกียวทาวเวอร์ค่ะ แล้วเดินไปทางขวามือจนสุดทาง




ผ่านหน้าตาแบบในรูปตรงขึ้นไปค่ะ




ถึงที่พักเราแล้ว ร่วม 4 โมงเย็น เดินตามมาเลยค่ะ วันนี้เราจะนอนกันที่ Kyoto Dai-Ni TOWER HOTEL




ห้องนอนแบบ นอน 2/2/2/2 ราคาไม่รวมอาหารเช้า ยอดรวม 2 คืนสำหรับ 8 คน ราคา 64,000 เยน check in 14.00 น.

ความคุ้มค้า โรงแรมนี้ดีค่ะ เดินทางสะดวก ราคาไม่แพง ห้องเล็กไปหน่อยแต่ไม่เป็นอุปสรรค สะอาดสะอ้านดีด้วยค่ะ




ห้องไม่ใหญ่เล็ก คล้ายๆกับโตโยโกะอินท์ สะดวกสบายใกล้สถานีรถไฟดีค่ะ




จากประตูเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียง เอากระเป๋าใบใหญ่มา ไซส์ 29 ลำบากนิดหน่อยที่ไม่ค่อยจะพอค่ะ ต้องหามุม แอนเลือกที่ติดหน้าต่าง



ส่วนพี่สาวคนสนิทเลือกที่ติดกับโต๊ะเอนกประสงค์อยู่ติดเตียงนอนอีกด้านนึง




เก็บกระเป๋ากันเรียบร้อย พักผ่อนสักแป๊บเราก็นัดรวมตัวที่ด้านล่างกันอีกค่ะ เดี๋ยวจะลงไปเดินเล่นแล้วก็หาอะไรทานกัน น้องสาวในทริปบอกจะไปเดินไปที่สถานีเกียวโต ไปตามล่าหาเสื้อ Comme des garcon ส่วนแอนจะไปเดินดูไข่กาจาปอง และน้องสาวอีกสองคนจะพาพี่สาวไปดูผ้าพันคอ ตกลงเป็นแอนแยกย้าย





บันไดสายรุ้งสีสวยสดใส เด่นมาแต่ไกลคะ ตอนนี้กำลังจะเดินไปหาน้องสาวที่เค้ากำลังซื้อเสื้อค่ะ รอน้องสาวช้อปปิ้งเสร็จเรียบร้อย ก็พากันเดินไปหาอะไรทาน




จุดหมายอาหารเย็นของเราคือที่นี้ค่ะ น้องสาวอีกคนว่าอยากทานทงคัตซึ ได้ๆ ไม่ขัดข้องจัดกันไป รอคิวพอประมาณค่ะ




ร้านนี้เค้าว่าดังกัน แอนเองไม่สันทัดเพราะไม่ได้ชอบทานทงคัตซึสักเท่าไหร่ แอนชอบรางเมงมากกว่า




เห็นป้ายแบบนี้ ใช่เลย ใครที่ชอบไปทานกันนะค่ะ ชามใหญ่ทานอิ่มไปถึงเที่ยงพรุ่งนี้แน่ๆ CF ค่ะ 555




นั่งไปสักพักก็สั่งอาหาร รอไม่นานก็มาเสริฟ อย่างที่บอกเค้าดังเรื่องทงคัตซึพี่สาวเราก็จัดมาเลย




ในรูปดูน้อย แต่ของจริงไม่น้อยนะค่ะ ยืนยันค่ะ




ของแอนมาแล้ว แอนชอบแบบนี้มากกว่า ไม่ชอบแบบกรอบๆ ทานแล้วหิวน้ำ




อร่อยมั๊ย ก็ใช้ได้ค่ะ ทานเสร็จดื่มน้ำไปเป็นลิตร คอแห้งค่ะ 555


หลังจากทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็ออกไปช้อปปิ้งค่ะ ส่วนใหญ่ที่ได้มาจะเป็นไข่กาชาปอง ส่วนของเล่นอื่นๆ มีนิดหน่อย ขากลับแวะมินิมาร์ทอีกเหมือนเคย ซื้อของไว้ทานรองท้องตอนเช้า พรุ่งนี้เราจะไปฟูชิมิอินาริกันค่ะ


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะค่ะ แล้วมาต่อกันคราวหน้า แอนขอไปเย็บผ้าก่อนนะค่ะ ^^


อ้อ เกือบลืม แอนสรุปสถานที่่ท่องเที่ยวในทาคายาม่ามาให้ดูด้วย ใครจะไปจะได้รู้ว่ามีอะไรน่าเที่ยวชมค่ะ ก่อนที่จะแวะต่อไปเที่ยวยังชิราคาวาโกะค่ะ

สถานที่ๆน่าสนใจมีดังนี้ แอนสรุปเอาแบบคร่าวมาให้นะค่ะ

1.เยี่ยมชมชุมชนเมืองเก่า San-machi อยู่ตรงที่ข้ามสะพาน Kajibashi มาทางด้านขวา จะเป็นเรือนไม้เก่าๆ มีถนนขนานกัน 3 เส้น คือ Ichino-machi / Nino-machi/San-machi เป็นบ้านในยุคเอโดะ มีร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร มีขนมดังโงะขายด้วย
2.สะพานแดง Nakabashi Bridge เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำมิยากาวะ แม่น้ำไหลจากยอดเขาผ่าเมืองทาคายาม่า แถวนี้จะเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก และตุ๊กตาของฝาก ซารุโบะโบะ
3.ตลาดเช้า Jinya mae อยู่ใกล้ๆ กับสะพานนากาบาชิ เปิด 6-7.00 น. ตลาดจะวายประมาณ 12.00 น.
4.Takayama Jinya อาคารสำนักงานว่าการเก่า มีอายุเกือบ 200 ปี ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ เสียค่าชม 420 เยน เปิด 9.00-17.00 น. อาคารตั้งอยู่ตรงตลาดเช้าจินยะมาเอะ
5.Miyagawa Morning Market
6.ชมเกี้ยวแห่ได้ที่ Takayama Yaitai Kaikan ค่าเข้าชม 820 เยน
7.Hida No Sato เป็นหมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ ค่าเข้าชม 200 เยน แต่ถ้าซื้อตั๋วไปกับจะรวมค่าเข้าชมด้วยในราคา 900 เยน เปิด 8.30-17.00 น.




 

Create Date : 28 กันยายน 2558    
Last Update : 29 กันยายน 2558 0:56:29 น.
Counter : 701 Pageviews.  

เจแปนไม่รู้เบื่อ ตอนที่ 2 มื้อเช้ากับอาหารท้องถิ่นของTAKAYAMAพร้อมกับฝ่าหิมะเที่ยวชิราคาวาโกะแบบฟินๆ

สวัสดีกับค่ำคืนวันจันทร์ค่ะ หลายวันนี้หายหัวไปค่ะมัวแต่ยุ่งกับภาระกิจในบ้าน พวกทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ถูบ้านนั่นเองค่ะ มีเวลาว่างแต่ละวัน วันละนิดหน่อยก็ไปสาละวนกับการหารูปภาพว่าจะเอารูปไหนมาลงดี นั่งเลือกอยู่เป็นสัปดาห์ในที่สุดก็เลือกได้แล้วค่ะ 555 ทำอย่างกับถ่ายรูปสวย ความจริงไม่ใช่ค่ะ พยายามคัดเลือกรูปที่มีเพื่อนติดอยู่น้อยที่สุด เกรงว่าเพื่อนท่านอื่นๆ เค้าจะไม่ชอบใจที่เอารูปเค้ามาลง แต่จนแล้วจนรอดก็หายได้รอดไม่ มันก็ยังมีติดพ่วงมาอยู่บ้างล่ะค่ะ เอาเป็นว่าก็ทนๆ ดูหน่อยนะค่ะ

เช้าวันที่ 2 ของทาคายาม่าวันนี้เราตื่นนอนกันเช้าพอประมาณค่ะ ตื่นแล้วก็ทยอยกันอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ไปจัดแจงกองกันอยู่ห้องพี่ใหญ่ เพื่อรวมตัวกัน รวมตัวกันได้เรียบร้อยก็เตรียมออกเดินทาง ในเช้าวันนี้เราไม่มีอาหารที่เรียวกังทานค่ะ เราเลือกที่จะไปทานข้างนอกด้วย เห็นว่าเรามาถึงเมืองทาคายาม่ากันแล้ว เสน่ห์อีกอย่างนึงที่เราจะพลาดไม่ได้คือต้องไปเดินเล่นที่ตลาดเช้ากันค่ะ

สถานที่ที่คนส่วนใหญ่จะไปในตอนเช้ามี 2 แห่งค่ะ
แห่งแรกเลยคือ
1.Miyagawa Morning Market อยู่แถวสะพานแดง Nakabashi Bridge เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำมิยากาวะ แม่น้ำไหลจากยอดเขาผ่าเมืองทาคายาม่า แถวนี้จะเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก และตุ๊กตาของฝาก ซารุโบะโบะ
2.ตลาดเช้า Jinya mae อยู่ใกล้ๆ กับสะพานนากาบาชิ เปิด 6-7.00 น. ตลาดจะวายประมาณ 12.00 น.





เมื่อตัวพร้อมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราก็ทยอยกันลงมาด้านล่าง เราคิดว่าเช้าวันนี้หิมะคงจะหยุดตก แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด หิมะยังคงตกอยู่และที่สำคัญมันหนามากขึ้นกว่าเมื่อวานอีกค่ะ


เช้าวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เงี๊ยบ เงียบคนออกจากบ้านน้อยมาก มีแต่เราที่เป็นคนต่างถิ่นออกมากระดี๊กระด้าตามแพลนที่เตรียมมาจากเมืองไทย




เดินผ่านไปหลายๆ บ้านก็จะเจอคุณลุงออกมาโกยหิมะกัน หนุ่มๆ สาวๆ เดี๋ยวนี้เค้าเข้าเมืองไปทำงานกันหมด ตามต่างจังหวัดก็จะเหลือแต่คนแก่ๆ อยู่เฝ้าบ้านค่ะ



น้องสาวกับพี่สาวเดินรั้งท้าย แอนอยู่ตรงกลางเก็บภาพไปเรื่อยๆ




เรากำลังเดินลัดเลาะไปยังด้านหน้า ศาลาประชาคม พี่สาวคนรองกล่าวแบบนั้น ขำกันใหญ่ มันคือ ตลาดเช้า Jinya mae ค่ะ









ถึงแล้วนี่คือตลาด ทำไมมันเงียบงี้หล่ะ เราลงความเห็นว่าหิมะตกหนัก แม่ค้าระดับลุงป้ามาไม่ไหวกระมัง หรือไม่เราก็มาช้าเกินไป ป้ากับลุงเข้ากลับหมดแล้ว เลยตลาดวายว่างั้น







มีร้านอยู่ 2-3 ร้านหล่อมแหล่มจริ๊งๆ น้องสาวร่วมก๊วน ซื้อผลไม้ได้นิดโหน่ย ส่วนแอนถามไถ่คนอยู่ละแวกนั้น เราอยากทานข้าวเช้า มีร้านไหนแนะนำบ้างก็ได้คำตอบว่าเป็นร้านนี้ค่ะ




สาวสวยหน้าตาจิ้มลิ้มคนนึงชวนแอนให้เดินตามเธอไป พาเข้าร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของศาลาประชาคมค่ะ ก่อนจะได้เข้าไป สาวสวยไปเอ่ยถามป้าเจ้าของร้านด้วยว่าร้านพร้อมหรือยัง ป้าว่าเข้ามานั่งรอได้อีกแป๊บนึงจะเสร็จแล้ว แอนเลยได้ทีขอป้าไปเรียกเพื่อนๆมาก่อนค่ะ



สาวๆ ทั้งหลายดีใจกันยกใหญ่ กลัวว่าเช้านี้เราจะไม่ได้ทานข้าวกันเพราะร้านส่วนใหญ่ยังไม่เปิดเช้าแถมหิมะยังตกไม่ขาดสาย มื้อนี้ได้มีโอกาสเข้ามาทานร้านอาหารแบบโบราณแบบนี้เหมือนโรงเตี้ยมเลย ความฟินเลยบังเกิดค่ะ



เข้ามาก็เลือกแบ่งแยกดินแดงกันก่อน ใครใคร่เนื้อให้ไปอีกโต๊ะ ส่วนใครใคร่หมูก็มาอยู่โต๊ะแอนค่ะ




เมนูดูเก่าๆ คาดว่าฝีมือเก๋าๆ แน่นอนไม่งั้นจะอยู่ได้มาจนป่านนี้ ก้มลงเลือกอาหารกันใหญ่ กลิ่นหอมๆ ของอาหารก็ลอยมาแตะจมูกพวกเราทั้ง 8 โอ๊ยยยหิว น้ำลายไหลคะว่าแล้วก็รีบสั่งกันใหญ่



พวกเราเลือกนั่งเก้าอี้กันค่ะ ไม่อยากถอดรองเท้า




บรรยากาศในร้าน ของเยอะมากค่ะ




ตู้กดน้ำพวกเราบริการตัวเองกัน สงสารป้าเจ้าของร้านอายุไม่น้อยแล้วค่ะ




อาหารเรามาแล้ว หอมฉุยๆ จานนี้อร่อยและร้อน ทานแก้หนาวขอบอกมันเริ่ดมาก รสชาดออกเปรี้ยวนิดหน่อยค่ะ




อันนี้ของโต๊ะเรา สั่งมาแบ่งกันซด ร้อนๆ คล่องคอกันดีค่ะ อร่อยกลมกล่อม




อันนี้เครื่องเคียง




ผักดองคาดว่าจะดองเองค่ะ




มาละเมนูเด็ด ปลาหมึกย่างบนใบโฮบะ หอมมากก




คนทานเนื้อเค้าไม่เลือกปลาหมึก เค้าเลือกเนื้อฮิดะนะคะเนื้อฮิดะราคาแพงกว่านะคะ




แอบวิ่งมาดูอีกโต๊ะที่เค้าทานเนื้อกันหน้าตาเป็นไง




1 คน 1 เซ็ตตามรูปนี้ เยอะพอดู ใครทานเก่งทานหมดอิ่มพอดีคะ




ทานเสร็จเรียบร้อยคิดค่าเสียหายค่ะ สำหรับ 4 คนโต๊ะแอน



ทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วยังพอมีเวลา เราออกจากร้านแล้วเดินเลี้ยวขวาไป ใกล้นิดเดียวเราจะเห็นสะพานนากะบาชิ




ไหนๆ แล้วกลัวไม่รู้ว่ามาถึงกัน เก็บภาพเป็นที่ระทึกสักหน่อยค่ะ






หิมะขาวโพลน อย่างหนาเลยค่ะ เดินกันทีเสียง "ซวบ" ดีนะที่รองเท้ามีดอกยางไม่งั้นมีลื่นหัวคะมำค่ะ








หน้าตาเบิกบานค่ะ






เดินมาบนสะพานกันบ้าง




ชะโงกดูแม่น้ำ ลมก็พัดแรง หิมะก็ตกอยู่นั่น จะว่าไปสวยค่ะ





พี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มบอกเป็นเสียงเดียวกัน มาเที่ยวรอบนี้คุ้มนะ สวยด้วย ได้สัมผัสหิมะด้วยทั้งที่ไม่คิดว่าจะเจอค่ะ



ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอเราก็เดินกลับมุ่งหน้าไปยังเอกิค่ะ เดี๋ยวเราจะไปเข้าคิวขึ้นรถกัน เราได้จองตั๋วกันเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้




อันนี้เป็นตั๋วที่เราซื้อไปกลับค่ะ ราคา 4,420 เยน/คน



ตารางเดินรถ อันใหม่เริ่มใช่เดินเมษาค่ะ จากการอ่านป้ายโฆษณา รอบนี้เรามาช้าไปหน่อย เพราะมี LIGHT UP จนถึงก่อนวันที่เรามาแค่ 2 วันเอง เสียดายยิ่งนัก ไว้มีโอกาสเราทุกคนตกลงกันว่าจะไปนอนชิราคาวาโกะเลย เอาให้ได้บรรยากาศแต้ๆ สักหน่อย




รอรถบัสนานพอสมควร เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยรถบัสมาช้า หิมะเป็นอุปสรรคค่ะ การเดินรถจึงลำบาก ในรถที่นั่ง นั่งสบายค่ะ นั่งไปประมาณสัก 1 ชั่วโมงก็ถึงชิราคาวาโกะ




ถึงชิราคาวาโกะแล้วรถจอดเรียบร้อย คนลงจากรถกันแล้ว ก็เดินข้ามถนนมาตามทางเดิน ที่นี่หิมะหนากว่าทาคายาม่าอีก และหนาวกว่าด้วย




วิวสวยถูกใจ อีกหนึ่งบรรยากาศที่พวกเราได้สัมผัส




ถ่ายกับพี่สาวเราบ้าง




นึกว่าคนน้อยที่ไหนได้ ดูๆ บนสะพานไม่น้อยนะค่ะนั่น




ถ่ายย้อนกลับไปยังที่รถจอด




เตรียมตัวข้ามสะพานบ้าง




น้ำเยอะ หิมะก็เยอะ สะพานก็ขย่ม อึ๋ยยย





ถ่ายรูปกันเป็นระยะ




หิมะอย่างหนาและสวย







สนุกสนานกันใหญ่













มองไปทานไหนก็มีแต่หิมะขาวโพลน





ร้านโอมิยาเกะ







ร้านค้าตรงหัวมุม




บ้านนี้เค้าละลายหิมะอยู่ จังหวะดีหิมะกำลังหล่นลงมาโชคดีเก็บภาพไว้ทันด้วยค่ะ




เดินเล่นช้อปปิ้งไม่ไหว นาน เราคาดว่าน่าจะเดินเล่นในนี้ประมาณ 2 ช่วงก็กลับมาขึ้นรถบัสกลับทาคายาม่ากันค่ะ เกือบลืมไป ตอนเราลงจากรถ จะมีI Information เราสามารถบัุ๊คส์ตัวสำรองที่นั่งกลับได้เลย เราแค่มาให้ทันเวลารถออก็พอค่ะ




เข้าห้องน้ำเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ว่ารถกำลัง เราเลยออกมายืนเข้าคิวรอขึ้นรถค่ะ




นั่งรถกลับมาที่ทาคายาม่ากันแล้ว ยังไม่กลับที่พัก เราต้องจองตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางไปเกียวโตกันค่ะ จองเสร็จแล้วก็กลับที่พักกันพักผ่อนและเก็บสัมภาระกันนิดนึงเพราะเราแวะไปที่ไหนก็มีแต่ซื้อค่ะ เอาหลักๆเลยก็ขนมค่ะ ส่วนของที่ระลึกก็มีบ้างค่ะ





พักผ่อนกันพอหายเหนื่อย ประชุมรวมตัวกันออกมาเดินเล่นหาอะไรทานข้าวเย็นกัน แวะซื้อถุงอุ่นกันซักหน่อยที่ซื้อไว้มันหมดประสิทธิภาพแล้ว



เดินเล่นกันไปแวะซื้อหินนำโชคกัน แต่ไม่ได้ถ่ายหน้าร้านมา เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็มาถึงหน้าร้านราเมงที่วันแรกเรามา เราไม่ต้องข้ามสะพานไป แต่เราเดีนเลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆ มองดูร้านที่จะเป็นข้าวเย็นเราในวันนี้ จะเห็นซอยนี้อยู่ทางด้านซ้ายมือค่ะ




หน้าตาร้านก็แบบนี้ตั้งอยู่ริมถนน




เข้าไปหาที่นั่งกันเลย





ร้านนี้อาหารดูดีมาก ราคาก็ไม่แพงมากค่ะปักหลักแล้วจะทานร้านนี้กัน




แต่ละอย่างเป็นเซ็ตๆ เราเน้นสั่งคนละเซ็ตที่ไม่เหมือนกันแล้วมาแบ่งกันชิมค่ะ











ดูในรูปแล้วว่าน้อย แต่ความจริงเยอะนะค่ะ ทานคนนีงอิ่มแปร้ไปเลย





ร้านนี้มีไวไฟด้วย




น้องสาวคนสวยกำลังจะทำข้าวผัดให้ทานกันค่ะ ครึกครื้นจริงๆ




ราเมงก็สั่งค่ะ น่าทานมากกกดูๆ ไข่แบบนี้อร่อยมว๊ากก




อันนี้เซ็ตเนื้อค่ะ


ทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เดินเล่นย่อยแป๊บนึงก็แวะ7/11 ซื้อไอติมทานกันนิดหน่อยก็กลับที่พักไปอาบน้ำมานั่งเล่นรอบกองไฟ เป็นอีกหนึ่งวันดีๆ ที่สนุกสนานค่ะ


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะค่ะ ติดตามกันต่อในบล็อคหน้าวันนี้ฝันดีคะ





 

Create Date : 22 กันยายน 2558    
Last Update : 22 กันยายน 2558 1:29:43 น.
Counter : 616 Pageviews.  

เจแปนไม่รู้เบื่อ ตอนที่ 1 ทาคายาม่าในวันที่หิมะโปรยปราย พักHodakaso Yamanoiori

สวัสดีวันเสาร์ค่ะทุกคน เป็นไงกันบ้างเอ๋ย สัปดาห์นี้บ้านเราอากาศร้อนสลับกับฝนตก เพื่อนๆสบายดีกันหรือเปล่าค่ะ ช่วงนี้อากาศแปรปรวนพกร่มไปไหนมาไหนด้วยนะค่ะ จะได้ไม่เดินตากฝนกัน เดี๋ยวไม่สบายค่ะ


วันนี้มาอัพเดทเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นกันต่อค่ะ บอกกันไปแล้วโนะ ตั้งแต่คราวที่แล้วว่าตอนต่อไปจะเป็นการรีวิวทริปญี่ปุ่นที่เดินทางกันในปีนี้ค่ะทริปนี้จะเป็นการเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนเป็นสมุดบันทึกหล่ะค่ะ ถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่สนุกสนานค่ะ

ทริปแรกของปีนี้ออกเดินทางกับเพื่อนๆ มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องค่ะรวมตัวแอนด้วย 8 คนค่ะ เริ่มจากตอนแรกพี่ๆ มีการพูดถึงว่าปีนี้เราไม่ไปเที่ยวไหนกันเหรอ ปีที่แล้วไปฮ่องกงกันปีนี้น่าจะเปลี่ยนแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า แต่ละคนเลยกุลีกุจอดูแผนงานตารางการทำงานของแต่ละคนว่าจะสะดวกตอนไหน แล้วเราก็สมมติวันขึ้นมา แล้วก็ค่อยขยับปรับเปลี่ยนขยับขึ้นลงเล็กน้อยเพื่อความสะดวกของทุกคน ตอนแรกแอนก็สองจิตสองใจค่ะ ใจนึงก็ไม่อยากไปค่ะ เนื่องด้วยเหตุว่าปีนี้สาวน้อยของแอนอยู่ม.6 แล้ว อีกเหตุผลนึงปีที่แล้วแอนไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนกลุ่มนี้เลย เพราะเอาเวลาหนีไปเที่ยวยุโรปกับเพื่อนอีกกลุ่มนึงแทนแล้ว ไปบ่อยๆ ถี่ๆ สงสารคุณพ่อบ้านที่ต้องดูแลเด็กคนเดียวค่ะ อีกอย่างนึงแอนเองก็ต้องส่งเค้าเรียนพิเศษกลัวปลีกตัวไปไม่ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็สลับสับเปลี่ยนกับคุณพ่อบ้านไหว้วานให้ช่วยดูแลลูกให้หน่อยในช่วงแอนไม่อยู่สัก 10 วันนะค่ะ แรกๆ ก็อ้อนไม่สำเร็จ แต่จังหวะพอเหมาะพอเจาะคุณพ่อบ้านไม่ยุ่งมากแอนเลยได้สิทธิ์นั้นมาค่ะ ฮิ้วท์......

เมื่อลงตัวเกี่ยวกับจำนวนคนแล้วก็วันที่เราจะต้องเดินทาง เราก็ทำการจองตั๋วเครื่องบินกันค่ะ แล้วก็ทำโปรแกรมค่ะ ว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง แต่ละที่นอนกี่คืนกี่คน นอนแบบไหนบ้าง แล้วก็ทำการจองที่พัก แอนทำเสร็จเรียบร้อยก็ไปเสนอให้ทุกคนทราบในที่ประชุม เมื่อตกลงเรียบร้อยที่เหลือก็เตรียมออกเดินทางกันคะ

รอบนี้เราเลือกใช้สายการบินหลักของเราบินกลางคืนไปถึงเช้าของออกอีกวันแอนว่าเป็นเวลาที่ดีนะค่ะ ไม่เสียเวลาดีด้วยโดยเราออกเดินทางวันอังคารที่ 9 มีนาคม 2558 ค่ะ เวลาที่ออกเดินทางก็ 0.05 น.ซึ่งก็คือเช้าของวันที่ 10 มีนาค่ะ แต่เนื่องด้วยสมาชิกมีจำนวนหลายคน 8 ชีวิตประหนึ่งเหมือนทัวร์ย่อมๆ วันที่ 9 เราก็นัดหมายให้มาเจอกันที่สนามบินตอน 3 ทุ่มค่ะ

0.05 น. เตรียมเหินฟ้าสู่ Chubu Central Airport (NGO)
7.00 น. โดยประมาณถึงสนามบินที่นาโกย่าค่ะ เตรียมผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย คนเยอะพอสมควรค่ะ




ระหว่างรอแถวก็ควักไวไฟออกมาค่ะ รอบนี้น้องสาวคนสวยเป็นคนจองไวไฟให้ น่ารักมากแบ่งหน้าที่กัน เช่ามา 3 เครื่องค่ะ เผื่อวันไหนไม่ได้ไปด้วยกัน ก็แบ่งๆ กันไป สามารถติดต่อกันได้ใครอยู่ไหน ที่แน่ๆ แอนได้มาเครื่องนึงค่ะ




ผ่านพิธีเรียบร้อย รับกระเป๋าเรียบร้อย รายการต่อไปเข็นกระเป๋าไปส่งค่ะ ของแอนรอบนี้เอามา 2 ใบใหญ่ ใบแรกเราจะส่งไปเกียวโตค่ะ โดยทริปนี้เราจะนอนทาคายาม่า 2 คืน เราจะเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋าใบเล็กไป เพราะสะดวกกับการเดินทางค่ะ ส่วนใบใหญ่อีกใบนึงเป็นของแม่ค่ะถือไปไหนไม่สะดวกส่งไปเลยค่ะสบายดี ใครส่งของไม่ว่าจะยามาโตะไคฉะ ( แมวดำ) หรือของบริษัทอื่นถ้าข้ามภูมิภาค ใช้เวลา 2 วันถึงนะค่ะ สามารถระบุเวลาได้ค่ะ สะดวกกี่โมงจัดไป ของแอนหลัง 18.00 -20.00 น. แม่กลับมาบ้านแล้วจะได้รอรับของได้เลย




ส่งของเรียบร้อยแล้ว ก็ซื้อตั๋วค่ะ เราจะเข้าเมืองกัน โดยเราจะซื้อตั๋วรถไฟมุ่งหน้าสู่นาโกย่า โดย Meitetsu Line ใช้เวลา 28 นาทีโดยประมาณ ราคา 870 เยน/คน (JR Pass ใช้ไม่ได้ค่ะ ) หน้าตาตู้เป็นแบบนี้ค่ะ อ่านไม่ออก กดจิ้มเลยมุมบนขวาเห็นมั๊ยมีภาษาอังกฤษอยู่ จิ้มแพร่ดเลย จิ้มๆ




กดตั๋วมาเรียบร้อยแล้ว ได้ตั๋วออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ ไปค่ะเราเดินไปตามป้ายไปขึ้นรถไฟกัน




อันนี้แผนที่การการเดินรถไฟเข้าเมืองนาโกย่า เผื่อใครงงค่ะ ดูที่นี่




ถึง Meitetsu Nagoya (Nagoya Line/ Toyokawa Line) เดินออกไปหน้าสถานี(Sakura-dori Exit) จะเห็น JR Nagoya อยู่ข้างๆ ด้านซ้าย ใกล้ แมริออทนาโกย่า ให้เดินไปซื้อตั๋วค่ะ เดินเข้าประตูไป แล้วเดินลงไปด้านล่าง เข้าคิวซื้อตั๋ว JR Hida Limited Express “Wide View Hida.” ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 140 นาที ค่าโดยสาร 5,870 เยน ตั๋วมีทุกชั่วโมงค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆต้องการเดินทางไปด้วย Nouhibus จะใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที ราคาคนละ 2980 เยน ราคาสำหรับเที่ยวเดียว ถ้าไปกลับราคา 5140 เยนค่ะ




รูปรวมนะค่ะ ตอนนี้ขึ้นรถไฟมาละ หน้าตาตั๋วค่ะเป็นแบบนี้ภาพขวาล่างค่ะ เค้าให้มาสองใบ เวลาเสียบบัตรก็เสียบเข้าไปทั้งสองใบเลยค่ะ





วิวระหว่างการเดินทาง สภาพอากาศเย็นดีค่ะประมาณ 10-12 องศาท้องฟ้าครึ้มๆ ไม่มีแดด แต่เราดูพยากรณ์อากาศมาจากเมืองไทยแล้วค่ะ ว่าน่าจะเจอหิมะเดือนมีนา เพราะเรามุ่งหน้าไปทาคายาม่า ก็อย่างที่รู้โนะ เราอยู่ในหุบเขา สาวๆ ก็ตื่นเต้นกันสิค่ะ ^^





ถึงทาคายาม่ากันแล้วค่า ปลุกสาวๆที่หลับใหลให้ตื่นกันก่อนจากนั้นจึงหยิบกระเป๋าใบเล็กที่เราแยกออกมาจากใบใหญ่แล้วไปด้วย เดินออกมาจากเอกิกันแล้ว ปรากฏว่า อึ้งค่ะ หิมะตกค่ะ ตกปรอยๆ รูปบนซ้ายค่ะ ตอนเราเดินออกมาตามทางเดิน ให้มองไปทางซ้ายนะค่ะ จะมี I Information อยู่ที่นี่เราสามารถขอแผนที่ได้ หยิบมาโลดๆ เลย รูปขวาบนเดินผ่านมิตาระชิดังโงะ แวะซื้อกันหน่อยนึงมีพี่ๆ ในกลุ่มอยากทาน จัดไปค่ะ รูปขวาล่าง ซื้อกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินไปตามทางด้านซ้ายค่ะ เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงไฟแดง แล้วข้ามถนนทางขวามือของเรา ข้ามแล้วก็เดินไปทางซ้ายคะเข้าสู่ถนน Kokubunji-street





รูปนี้จากอากู๋ค่ะ ดูคร่าวๆ เส้นทางเดิน ไม่งงเนอะ






เดินตรงไปผ่าน4แยก เดินไปเจอถนนเล็กๆ ทางด้านซ้ายมือให้เดินตรงไป โรงแรมอยู่ทางซ้ายมือ เห็นแล้วค่ะ หน้าตาเป็นแบบนี้




อีกรูปของด้านหน้าที่พักเรา เราอาจจะยังไม่สามารถ Check in ได้ ให้เอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรมก่อนคืนนี้เรานอนที่ Hodakaso Yamanoiori เดี๋ยวเราจะเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรมกันก่อน เดินไม่ไกลจากสถานีมากค่ะ




อันนี้เป็นป้ายด้านหน้าโรงแรมค่ะ สังเกตุเห็นง่ายๆ แต่ถ้ามาถึงตอนมืดแล้วไม่เตรียมการมาดีๆ มีงงนะค่ะ






เก็บภาพหน่อยที่ระลึกมาถึงโรงแรมเราแล้วค่ะ หิมะโปรยปรายกำลังสวยค่ะ เพื่อนๆหลายคนสังเกตุกันมั๊ย ในช่วงหิมะตกเนี่ย มันไม่ค่อยหนาวเท่าตอนที่กำลังจะตกค่ะ




เข้าไปเลยค่าทางเดินเป็นหินก้อนๆ ถึงตรงนี้เราดีใจที่เอาเสื้อผ้าแบ่งใส่กระเป๋ามาค่ะ ใครมาใบใหญ่จะต้องแบกค่ะ ลากมิไหวนา





ถอดรองเท้าเรียบร้อยเก็บเข้าช่อง เค้าจะมีชื่อผู้จองด้วย ป้ายชื่อแอนหราอยู่เลย จากนั้นเราก็แวะเค้าท์เตอร์แป๊บนึงค่ะ เราต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เค้าก่อน ว่าเรามาถึงแล้ว ตอนนี้เค้ายังไม่ให้เราเอากระเป๋าเข้าห้องนะค่ะ แม่บ้านกำลังทำความสะอาดอยู่ ก็เหมือนเคย ฝากไว้ก่อน เดี๋ยวเราเข้าห้องน้ำแล้วก็ไปเดินเล่นกันสิ รออะไรโนะ ระหว่างสาวๆ รอเข้าห้องน้ำกัน ว่าแล้วก็เรี่ยไรสาวๆมาจ่ายค่าห้องไปด้วยคะเค้าให้ชำระก่อนเข้าพักค่ะ




ในรูป บนเค้าเตอร์มีขายซองใส่ทิชชู เป็นรูปชุดกิโมโน น่ารักค่ะ ผ้าก็เป็นผ้าทอสำหรับชุดกิโมโน น่ารักค่ะ พี่สาวของเราชอบ จัดไปกันด้วย ^^




ด้านนอกหิมะกำลังตกเรื่อยๆค่ะ เดี๋ยวเราคงต้องออกไปซื้อร่มกันหน่อยมีบางคนไม่ได้เอาร่มมา บอกกันตั้งแต่แรกก่อนมาแล้วให้พกร่ม แต่หลายๆ คนบอกว่ากลัวอะไรร่มญี่ปุ่นสวย ฝนฟ้าตกก็ซื้อเอากลับบ้านเลย 555 ตามใจเรย ส่วนแอนเอาร่มมาค่ะแต่ลืมถุงมือมาจากเมืองไทย เจ้าร่มใสๆ นี่ถือตอนหิมะตก มองเห็นทางดีค่ะ ที่โรงแรมนี้ความจริงก็มีร่มให้ยืมนะค่ะ แต่ด้วยจำนวนผู้มาเข้าพัก คาดว่าไม่น่าพอค่ะ




ถัดจากเค้าท์เตอร์ไปด้านหลัง มีที่นั่งสุมไฟตอนกลางคืนด้วยเดี๋ยวคืนนี้เราจะมานั่งคุยกันวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ว่าจะทำอะไรกันบ้างค่ะ




ส่วนอันนี้เป็นห้องน้ำค่ะ มืดๆ หน่อย แสงหน่อยไม่พอ หรือกล้องไม่ดีไม่แน่ใจ ไม่ก็ฝีมือแอนห่วย 555




ออกจากที่พักเราก็เดินไปทางขวา ย้อนกลับไปถนนที่เราเข้ามาค่ะ ถึงปากซอยก็เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปแล้วมองทางซ้ายจะเห็นแบบนี้ตามรูป เราจะไปเดินเล่นหาอะไรทานกัน




เดินผ่านร้านกระเป๋าหนัง HAND MADE แวะๆๆๆๆ แต่คนขายไม่อยู่ หนาว ขี้เกียจล่ะมั้งไม่มาเปิดร้านล่ะ ได้แต่ยืนมอง มุงดูกันใหญ่ ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขายโอมิยาเกะ มีตลอดเป็นช่วงๆ ค่ะ ต้องทำการตกลงกันว่าขาไปเดินข้างนี้เดี๋ยวขากลับค่อยเดินข้างโน้น




ยังคงมุ่งดูไปเรื่อยๆ มีหลักฐานเห็นมั๊ย




เดินไปไม่ถึงไหนก็เจอร้านคาเฟ่ค่ะ หน้าตาน่ารัก แวะๆๆๆ 555
ป๊าดดด เปิดเข้ามาเจอแคนดี้ตัวโตของเจ้าของร้านนั่งอยู่ กุลีกุจอสั่งเครื่องดื่มแล้วขอเค้าถ่ายรูปซะเลยค่ะ





รูปซ้ายบนเครื่องดื่มแก้หนาวหรือแก้ง่วงอันนี้ไม่แน่ใจ เป็นแบบร้อนของค่ะ อะไรก็ไม่ทราบได้เพราะไม่ได้เป็นคนสั่ง อันถัดมารูปใหญ่ขวายอดนิยมสั่งกันเยอะ แทบทุกคนเป็นน้ำนมปั่นสตอเบอรี่ค่ะ หอมๆ แต่ไม่ได้อร่อยติดใจมากมาย อาจด้วยเหตุแอนไม่ค่อยชอบเอานมไปปั่นกับผลไม้ แต่ไม่รู้จะเลือกอะไรก็เอาตามๆ กันแล้วกัน ส่วนรูปซ้ายล่างมีตุ๊กตาประกอบเป็นกาแฟใส่มาร์ชเมโล่ค่ะ ตุ๊กตาไม่มีมาเสริฟด้วยนะค่ะตัวนี้ของแอนพามาเที่ยวด้วยค่ะ ลืมบอกไป ไปเที่ยวคราวนี้เป็นแก๊งค์ตุ๊กตาค่ะ ^^ สนุกเลอ





ทานเครื่องดื่มนั่งเล่นแล้วก็ออกเดินทางต่อ ออกจากร้านก็เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆค่ะ หิมะก็ยังคงตกอยู่ไม่ขาดสายแถมหนักขึ้นซะด้วย ในรูปเป็นฝั่งตรงข้ามคือร้านขายเนื้อชื่อดังค่ะ MARUAKI ( 丸明 岐阜県高山市天満町6-8)




เดินไปเรื่อยจนถึงไฟแดงก็ยังเดินตรงไป ข้ามสะพานไปเรื่อยๆ คะ เดี๋ยวจะไปแวะร้านซื้อถุงอุ่นๆ มาแปะตัวกัน อากาศหนาวมากเลย แอนใส่เสื้อแขนยาวตัวเดียวเอง คิดว่าเสื้อกันหนาวด้านนอกจะเอาอยู่ที่ไหนได้ ผ้าวูลยังไม่อยู่ ตอนที่เดินคาดว่าอุณหภูมิคงจะประมาณ 2-3 องศาคะ ต่ำกว่านาโกย่าเยอะเลย ใครเลยจะคิดว่าหิมะสุดท้ายของปีนี้เราจะได้เจอที่ทาคายาม่า ฮิ้วท์ๆๆๆๆ





เดินข้ามสะพานมาแระ เดินตรงเรื่อย จะเห็นป้าขายดังโงะค่ะ ก็เดินผ่านตรงขึ้นไป





เจอร้านโอมิยาเกะขายของจิ๋วๆ อยู่ทางซ้ายมือ แวะกันหมดค่ะ จับๆ ดูๆ มันช่างเหมาะกับการซื้อไปเล่นกับตุ๊กตาของเรายิ่งนัก ราคาไม่น้อยนิดตามของนะค่ะ แต่สวยเนี๊ยบค่ะ


เดินสำรวจเมืองไปมา คาดว่าร้านเค้าจะปิดเร็ว อาจเป็นเพราะความหนาว 4-5 โมงร้านจะปิดกันแว้วว อย่าพึ่งนะ ยังไม่ทานข้าวเลย ว่าแล้วก็รีบหาร้านกันให้ควั่กมื้อแรกในทาคายาม่าวันนี้เราจะเอาใจคนทานเนื้อกัน ได้ข่าวว่าเนื้อฮิดะเป็นที่ยอดฮิต พี่สาวกับน้องสาวอยากทานค่ะ ต้องหาๆๆ ไม่งั้นคืนนี้จะนอนหิวไปแล้วจะต้องพึ่ง FAMILY MART เสียเที่ยว พูดเลย !!!




เดินวกกลับมา ตกลงกันว่าจะทานร้านนี้เพราะมีหมูใส่ในราเมง ส่วนใครใคร่จะทานเนื้อฮิดะก็สามารถจัดได้ ร้านนี้มีครบค่ะ





ภาพชัดๆ ร้านนี้อยู่ตรงหัวมุมถนนนะค่ะ ก่อนข้ามสะพาน ภาพนี้ไม่ใช่ของแอนค่ะ หยิบยืมมาให้ดูหน้าร้านชัดๆ แอนไม่สะดวกถ่ายค่ะ มือนึงถือร่ม อีกมือเอาซุกกระเป๋าเสื้อบอกแล้วว่าลืมถุงมือ ไม่น่าเลยจริงๆ หนาว แห้ง เหี่ยวเลยค่ะ 555




เข้ามาในร้านแล้วเนื่องจากเรามาจำนวนเยอะ อดนั่งด้านนอก เค้าจัดให้เราไปนั่งในคอก เหมือนเป็นห้องไพรเวทไงงั้น ถ่ายรูปก็ไม่ถนัดเลย เสียใจ งิ งิ




เมนูของเรา อยากทานไรก็ดูๆ จำๆ เอา พร้อมแล้วก็กดกริ่งเรียกป้ามารับออร์เดอร์ค่ะ




ทั้งหมดมี 2 หน้า




สั่งเรียบร้อย ซูชิเนื้อฮิดะมาก่อนใคร แอนไม่ทาน แต่ขอรูปก่อน 1 ใบนะคร๊า ^^




อันนี้ก็เนื้อค่ะ ย่างมาแล้ว มีไข่ด้วย แต่เดี๋ยวก่อน ไข่ไม่มีในรายการ อันนี้เราสั่งเพิ่มค่ะ เพราะอยากทาน ดูดีน่ารับทานโนะ





ราเมงสำหรับผู้ทานหมูมาแล้วเหมือนเดิมค่ะ ไข่สั่งเพิ่มเอาไม่มีให้มา กลิ่นหอมหวลชวนชิมค่ะ คนทานเนื้อเค้าไม่สนค่ะ เค้าว่ามาทั้งทีต้องทานเนื้อ เอากะเค้าสิ เราทานแต่หมูเลยได้แต่ทำตาปริบๆ

ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตกลงกันว่าไปเดินเล่นต่อ ไปหาของหวานกิน เลยตัดสินใจเดินเข้าไปชุมชนเมืองเก่า San-machi วิธีไปก็จากร้านที่เราทานราเมงตรงหัวมุมถนนก็เดินข้ามถนนแล้วก็เดินข้ามสะพานKajibashi ไปอีก เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงไฟแดงหน้า ให้เปลี่ยนไปอยู่อีกฝั่งทางด้านขวา แล้วเดินเข้าซอยที่มองดูโบราณๆ ไปเลยคะ่ จะเห็นเรือนไม้เก่าๆ มีถนนขนานกัน 3 เส้น คือ Ichino-machi / Nino-machi/San-machi เป็นบ้านในยุคเอโดะ มีร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร มีขนมดังโงะขายด้วย




เข้าซอยมาแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ




เดินดูเป็นลาดเลาสำหรับวันพรุ่งนี้ก่อน ยังพอมีร้านเปิดบ้างไม่มากค่ะ เค้าทยอยปิดกันแล้ว คนก็ไม่มีหิมะตกมาเรื่อยๆไม่มีเบาทำให้ร้านค้าเงียบมากค่ะ





บรรยากาศย้อนยุคไปแบบโบราณ สาวๆ ทุกคนล้วนชอบคะ มันมีเสน่ห์เหลือล้นประกอบหิมะที่ตกลงมาทำให้ระดับความฟินเพิ่มยิ่งขึ้นค่ะ




แสงฟ้าจากร้านค้าเริ่มส่องสว่างไสว ความมืดเริ่มมาเยือน




เริ่มมีคนบ่นให้กลับเถอะ หนาว บรึ๋ยๆๆๆ หิมะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ค่ะถุงมือก็เอาไม่อยู่ ปลายเท้าก็เริ่มชา




เราเดินไปจนถึงมุมถนน ก็เดินกลับเพราะคิดว่าจะกลับไปร้านขายขนมกันค่ะร้านอื่นๆ เค้าก็ปิดกันหมดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่า กลับไปพักเอาแรงกัน เราพึ่งมาถึงออมๆ แรงกันไว้บ้าง





น้องสาวรีบเดินกลับไปร้านขนมที่เล็งไว้ตอนแรกอย่างว่อง กลัวร้านขายขนมไดฟุคุปิด ในที่สุดก็มาทัน ป้ายังไม่ปิดค่ะ




อันนี้มีนะค่ะ แต่ได้ทานไปคนละคำ เพราะเหลือแค่ 2 อันค่ะ


เราเข้าไปแป๊บเดียว เหมาเค้าหมดร้าน มัวแต่สั่งไปชิมไปอยู่นั่น ขอโทษป้าเค้าไม่รู้กี่รอบ ป้าก็ใจดียิ้มแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร พี่ๆก็ได้ไดฟุคุกลับไปที่พักแบ่งๆกันชิม ถ้าอร่อยพรุ่งนี้ให้รีบมาซื้อใหม่




ซื้อขนมและไอติมแล้ว เดินกลับที่พักได้ แต่ก่อนถึงโรงแรมแวะร้านมินิมาร์ทกันก่อน ซื้อน้ำซื้อนมซื้อหนมตุนไว้ทานคืนนี้




เดินข้ามสะพานกลับมาแล้วแต่คนละฝั่งกับที่เราเดินขามา ให้เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นซุปเปอร์มีผักผลไม้ราคาไม่แพงอยู่ ได้ส้มกับสตอเบอรี่มานั่งทานรอบกองไฟคืนนี้ด้วย






เดินกลับที่พักเรียบร้อยเอากระเป๋าขึ้นไปชั้นสาม ที่นี่ไม่มีลิฟท์นะค่ะ ย้ำไม่มี อย่าได้เอากระเป๋าใบใหญ่มานะ ไม่งั้นจะแบกไม่ไหว ศรีแอนเตือนคุณแล้วนะค่ะ เปิดประตูเข้าห้องมา ขวามือเป็นห้องน้ำ เบื้องหน้าเป็นอย่างภาพที่ปรากฎค่ะ




เดินเข้าไป แอนนอนด้านใน มีเก้าอี้ 2 ตัวให้นั่งพักผ่อน ทางด้านขวามีห้องน้ำเล็กๆ อีกแต่เป็นห้องน้ำแบบใช้ทำธุระเบาๆ เท่านั้น





ส่วนอันนี้เป็นห้องน้ำในห้องเรา ที่อยู่ด้านหน้าติดประตูค่ะ




ใครไม่ต้องการออนเซ็น อาบที่นี่ได้เลยค่ะ




ห้องไม่ใหญ่แต่ก็ไม่อึดอัดค่ะ อาจเพราะเรามีข้าวของไม่มากกระเป๋าใบเล็ก ห้องเป็นแบบเสื่อทาทามิ นั่งจุ้มปุ๊ก จัดกระเป๋าได้สะดวกสะบายค่ะ ในห้องมีฮีทเตอร์ด้วยค่ะ




มีทีวี มีโทรศัพท์ แต่แอนใช้ไม่ได้ ว่าแล้วก็ปล่อยให้พี่สาวอาบน้ำไปก่อน ส่วนแอนวิ่งออกไปด้านนอกโทรศัพท์หาแม่ หากต้องการใช้โทรศัพท์ที่เป็นการ์ดหรือหยอดเหรียญในละแวกนี้ไม่มีตู้โทรศัพท์นะค่ะ จะต้องวิ่งมาโทรที่สถานีค่ะ ไม่ไกลมาก แต่ความหนาวทำให้ขาก้าวไม่ออก ขาแข็งๆ เลยเดินช้าค่ะ

กว่าจะกลับเข้ามาถึงที่พักเพราะมัวแต่นั่งรอเวลาจะโทรหาแม่กลับมาบ้านที่สถานี ก็ล่วงเลยมาถึง 3 ทุ่ม ขากลับแอนเดินแกว่งโอเด้งที่ซื้อมา 1 ชามกะมานั่งซดแก้หนาวในที่พักค่ะ อาบน้ำเสร็จความเหนื่อย+ กับความตื่นเต้นที่ได้มากับเพื่อนๆ ทำให้เมื่อคืนบนเครื่องบินนอนไม่สนิท นั่งได้แป๊บเดียวก็ต้องคลานไปมุดที่นอนอุ่นๆ หลับสลบไป ตื่นมาก็เช้าเลยค่ะ


ก่อนจากไปหลายคนคงสงสัยเนอะ ราคาห้องพักละไม่บอกเหรอ ทุกทีก็บอกวันนี้จะไม่บอกก็ไม่ใช่ละ มาค่ะจะมาแจ้งให้ฟัง

ชื่อที่พัก : Hodakaso Yamanoiori เป็นเรียวกังค่ะ
ลักษณะห้องนอน : นอนห้องแบบญี่ปุ่นห้องสุพีเรียพร้อมเสื่อทาทามิ มีห้องน้ำและสุขาในตัว
จำนวนห้องที่นอน : 3 ห้องค่ะ นอนแต่ละห้องดังนี้ 3/3/2 งงมั๊ยค่ะ
ราคาห้องพัก
คืนที่ 1 ราคาห้องพัก 17,820+17,820+11,880 = 47,520 เยน
คืนที่ 2 ราคาแพงขึ้นเพราะมีอาหารเช้า 19,950+19,950+13,300=53,200 เยน
รวมยอด 2 คืน : 47,520+53,200 = 100,720 หาร 2 คืน = 50,360 เยน หาร 8 คน ตกคนละ 6,295 /คน /คืน

หมายเหตุ : ราคาแพงมั๊ย ไม่รู้ค่ะแต่มีอาหารวันนึงค่ะพี่และน้องๆ ในกรุ๊ปโอเคกับราคานี้ และต้องการพักแบบไม่ใช่โรงแรมเน้นซึมซับบรรยากาศ แม้ห้องพักจะเก่าไปหน่อยเพราะเป็นแบบโบราณสร้างมานานแล้ว แต่ก็สะอาดดีค่ะ มี่ออนเซ็นแยกชายหญิงแต่ขนาดเล็กเข้าไปได้ไม่เกิน 6 คนน่าจะเต็มแล้ว และปิดเวลา 23.00 น.

การบริการ : บริการดี ต้อนรับดีค่ะ

*** แอนจองล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนครึ่งค่ะ

จบหนึ่งวันอันแสนสนุก เดินไปคุยไป กินไปโม้กันไปเพลินดีค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม แล้วมาตามกันต่อนะค่ะ












 

Create Date : 12 กันยายน 2558    
Last Update : 16 กันยายน 2558 23:32:39 น.
Counter : 1799 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

ann_269
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




.. Anne Kamome

Create Your Badge
New Comments
Friends' blogs
[Add ann_269's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.