|
|
|
ปายไหนปายกัน ภาคสองตอนสอง
หลังจาก 4 ชั่วโมงผ่านไป บนทางขึ้นลงเขาที่แสนจะคดเคี้ยว บนรถประจำทางแน่นเอี๊ยด อวลไปด้วยกลิ่นสารพัด และอบเพราะทุกคนพร้อมใจกันปิดหน้าต่างเพื่อกันสายฝนที่ตกปรอยๆ ไปตลอดทาง มาครั้งนี้สังเกตเห็นว่าบนรถประจำทางมีถุงพลาสติกผูกติดไว้กับราวจับเรียงกันไป เอาไว้ใช้ประโยชน์หากใครแพ้ทางคดเคี้ยว และต้องการเอาของเก่าออก บริการเทียบเท่าสายการบินเชียวนะเนี่ย

เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เราก็หอบสังขารโทรมๆ ลงจากรถ ปายก็ต้อนรับเราด้วยสายฝน รู้สึกเหมือนกับปีที่แล้ว ปายก็รับเราด้วยสายฝนอย่างนี้เหมือนกัน เราฝ่าละอองฝนที่โปรยปรายเดินไปเช่ามอร์เตอร์ไซค์ที่ร้าน AYA แล้วก็ขี่ตระเวนหาที่พักของเรา
ที่แรกที่เราเลือก ก็คือ ปายราไดซ์ เพราะเห็นรูปในเว็บสวยมาก แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเต็ม ต้องลองหาใหม่ แล้วก็ไปได้ที่ ปายยาราม ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น สวนหม่อนเกสต์เฮ้าส์ อันนี้ก็เลือกเพราะรูปจากเว็บเหมือนกัน
ห้องพักที่นี่ราคา 350 บาท (ถ้าเอาทีวี 400 บาท) แต่ถ้าอยากนอนดูทีวี เราคงนอนดูอยู่กรุงเทพ ดีกว่าถ่อมาดูถึงที่ปายมั้ง
ที่นี่จริงๆ แล้วน่าจะชื่อสวนมะม่วงเกสต์เฮ้าส์มากกว่า ช่วงที่เราไปกำลังออกลูกดกทีเดียว เจ้าของที่นี่น่ารักมากอนุญาตให้เราเก็บมะม่วงมากินได้ เราก็หมายมาด เลือกลูกที่จะสำเร็จโทษไว้ในใจ แต่สุดท้าย เราก็ไม่ได้ลองลิ้มสมความตั้งใจ และที่น่าเสียดายอีกอย่างคือ หลังจากมาเลือกรูปจะมาอวด ปรากฏว่าเราแทบไม่ได้ถ่ายรูปจากที่นี่เลยนอกจากถ่ายจากโทรศัพท์ แถมรูปที่ชัดๆ ก็ดันถ่ายติดหน้านายแบบโทรมๆ กันสุดฤทธิ์ติดอยู่ทุกรูป เลยไม่ผ่านเซ็นเซอร์ให้ออกอากาศครับ
หลังจากเก็บข้าวของ และอาบน้ำแต่งตัวให้เข้ากับบรรยากาศเรียบร้อย ก็ได้ฤกษ์ไปดูเมืองปายกันแล้ว
ที่แรกก็คือน้องเบียร์ ที่เราพลาดไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราตั้งใจคิดเมนูกันตั้งแต่อยู่ที่บ้าน แต่เมื่อไปถึงที่ร้าน จะด้วยดวงเราไม่ถูกกับร้านนี้หรืออย่างไร มาครั้งนี้ ไม่มีอาหารสด ทำให้ไม่มีอาหารตามสั่ง เมนูที่ตั้งใจเป็นอันพับไปก่อน เหลือเฉพาะข้าวซอย ซึ่งเราก็เลยกินไป 2 ชามด้วยความแค้น
แล้วก็ถึงภาคบังคับ เราไปกินกาแฟที่ร้าน all about coffee ฝนที่นี่อาจจะเกลียดเราเป็นการส่วนตัว เพราะตอนนั่งอยู่ที่ร้านน้องเบียร์ก็ตกเพียงปรอยๆ แต่พอเรามาที่มอเตอร์ไซค์ ฝนดันกระหน่ำลงมาเหมือนจะลงโทษคนชั่ว ซึ่งก็คือเจ้า 3 ตัวนี้นั่นเอง แต่เราก็พาร่างเปียกปอนมาถึงหน้าร้านกาแฟชื่อดัง พอตั้งรถได้ ฝนที่กระหน่ำลงมาเมื่อกี้ ก็หมดแรงเหลือเพียงฝนปรอยๆ เท่านั้นเอง
หลังจากสั่งกาแฟกันแล้ว ก็ขาดไม่ได้ที่ต้องสั่ง Binoffi Pai ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็น OTOP ของที่นี่ได้แล้วมั้ง เพราะโด่งดังขึ้นชื่อคู่กันมากับชื่อร้านเลย หลายๆ คนที่ได้ลองชิมมาแล้วคงเห็นตรงกัน โดยไม่ต้องรอทั้งแม่ช้อย ทั้งหมึกแดง หรืออาจารย์ยิ่งศักดิ์มาการันตีแต่อย่างใด แต่เพื่อไม่ให้ขนมชนิดอื่นๆ น้อยใจ เราก็เลยลองสั่ง บราวนี่ กับ เค้กแครอทมาลองบ้าง แต่ก็คงต้องบอกว่า Binoffi Pai อร่อยกว่าจริงๆ ครับ

ใครที่เคยไปร้านนี้อาจจะเคยเห็นเด็กชายบางกอก ครั้งนี้มามาดมือปืน เห็นเราปั๊บก็ทักทายด้วยการยิงปืนใส่ พอเรายิงกลับ บอกว่าเค้าไม่เป็นอะไรเพราะเค้ามีเข็มขัดป้องกันได้ ทั้งกระสุน และอัด เอากับเค้าซี่ หลังจากเล่นกันได้สักพัก ตามประสานางงามรักเด็ก ก็ได้เวลากลับออกมา ยังได้ยินเสียงเด็กน้อยตะโกนไล่หลังมาว่าพรุ่งนี้มาใหม่นะ อาจจะเป็นเพราะเสียงนี้มั้ง ที่ทำให้เราต้องไปทุกวันที่อยู่ที่นี่
แล้วจะออกจากร้านนี้มาเฉยๆ เห็นจะไม่ได้ เพราะยังมีเพื่อนเก่าอยู่อีกคนที่ต้องทักทาย เราก็ข้ามฟากมาร้านมิตรไทย เจ้าของร้านจำได้ด้วย ดีใจจัง เลยซื้อเสื้อจากร้านนี้ 2 ตัว สีเขียว กับน้ำตาล ถึงจะไม่ใช่สีที่เราชอบก็ตาม แต่กลายเป็นเสื้อที่เราชอบมาก ถึงขั้นใส่ติดกันสองอาทิตย์ตั้งแต่กลับมาจากปาย
หลังจากนั้นเราก็ไปแวะที่กระท่อมริมปาย ตั้งใจจะไปทักทายเจ้าของคนสวย แต่น้องเอ๋ พนักงานบอกว่าเธอนอนอยู่ แต่ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านก็คือ น้องเอ๋เธอจำได้ว่าเราเคยมาพักเมื่อปีที่แล้ว ที่เรือนแฝด แถมจำชื่อได้ด้วยซ้ำ จนเราเริ่มชักไม่แน่ใจว่าครั้งที่แล้ว เราทำอะไรที่น่าอายจนถึงขั้นเป็นที่น่าจดจำกันขนาดนี้หรือเปล่า
| Create Date : 04 สิงหาคม 2548 | | |
| Last Update : 4 สิงหาคม 2548 22:54:57 น. |
| Counter : 285 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ปายไหนปายกัน ภาคสอง 21-25 ก.ค. 48
ผมเพิ่งกลับจากปาย เป็นครั้งที่สอง ตั้งใจไว้แต่แรกว่า เมื่อกลับมาจะต้องมีบันทึกการเดินทางที่สวยงาม ไว้อวดใครๆ ตามประสาเพื่อนที่ชอบเยาะเย้ยมนุษย์บ้างานทั้งหลาย ที่ไม่ยอมปลีกตัว หาเวลาไปเที่ยวหาความสุขใส่ตัวบ้างเลย
แต่เอาเข้าจริงๆ ลึก ๆในใจ ผมถามตัวเองเหมือนกันว่าเอาเหรอ จะกลับไปเที่ยวในที่ที่เคยเที่ยวมาแล้ว แถมเป็นเมืองเล็ก ๆอย่างปาย ที่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง หนาหูเหลือเกินว่าปายเปลี่ยนไป ผมก็ค่อนข้างลังเล ประกอบกับในช่วงที่ผมไปนั้น เป็นช่วงของวันหยุดยาว โทรไปจองที่พักก็ได้ความว่าเต็มบ้าง ปิดบ้าง เพราะเป็นหน้าฝน ทำเอาเกือบๆ จะยกเลิกไปหลายครั้ง
แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยชอบฝืนอะไรของผม นั่นก็คือขี้เกียจปฏิเสธเพื่อน เพราะตกปากรับคำว่าจะไป ก็เลยเลยตามเลย ไปก็ไป ก็กำหนดวันที่ และการเดินทางไว้ ส่วนที่พัก ไปหาเอาข้างหน้า เพราะเชื่อจากคำเล่าลือว่าปายมีที่พักเปิดใหม่เยอะมาก
ในช่วงแรกของการเดินทาง เริ่มมีขลุกขลักด้วยเหตุส่วนตัว ทำให้เกือบไม่ได้ไป จนกระทั่งถึงหมอชิต 2 ตามกำหนดคือเราจะออกเดินทางโดยรถทัวร์ของนครชัยแอร์ ซึ่งจะออกจากหมอชิต 2 ชานชาลาที่ 102 เวลา 19.00 น. และแล้วนั้นก็คือความขลุกขลักอย่างแรกคือ หลังจากรอนานพอควร เราก็ตัดสินใจโทรไปถามว่าทำไมนานจัง ผู้หญิงรับแล้วบอกว่ารถออกไปแล้ว รถอาจจะติด ก่อนจะโอนสายให้กับพนักงานชายอีกคนที่บอกง่ายๆ ว่า รถนครชัยแอร์ไม่เข้าไปหมอชิตในวันนี้
ซึ่งไม่ว่าเราจะโวยวายมากมาย ถามหาความรับผิดชอบของบริษัทมากแค่ไหน พนักงานก็ตอบนิ่งๆ เรียบๆ ว่า พี่คงต้องเข้ามาที่นครชัยแอร์ แล้วเราจะจัดรถให้ไปคันอื่น ยังไงก็ได้ไปแน่ๆ
เราก็ควันออกหู เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางเลือก ต้องไปกับนครชัยแอร์แน่ๆ ไม่งั้นตั๋วนกแอร์เที่ยวกลับก็จะต้องเสียเปล่า นั่งแท็กซี่ไปนครชัยแอร์ แต่ไม่ว่าจะโวยวายยังไง ที่นี่ก็ยังตอบว่ารอ แล้วจะจัดรถไปให้ เที่ยวสุดท้ายที่ได้ไปแน่ๆ คือ 4 ทุ่ม แต่อาจจะได้ก่อนหน้านั้น แต่ก็รอไปก่อน
แล้วเราก็ได้ไปก่อนจริงๆ คือตอน 2 ทุ่ม แต่เป็นการเดินทางแยกกลุ่มกันไป เพราะอีกคนต้องไปเที่ยว 2 ทุ่ม 45 นาที ก็ไปถึงไล่ๆ กัน
ระหว่างเดินทางบนรถ ก็มีเรื่องให้หงุดหงิดคือ สุภาพสตรีที่นั่งเบาะข้างหน้า คงเคยชินกับการนอนเตียงที่ต้องแผ่ได้ 180 องศาขนานกับพื้นโลก เธอก็ไม่ต้องมีความคิดเกรงใจอะไรทั้งนั้น เบาะเอนได้แค่ไหน เธอก็เอนให้เต็มที่ ข้าวของ ได้แก่ ขนมน้ำ และหมวกก็กดทับลงบนขาของผม แม้จะแกล้งโวยวายเสียงดังนิดหน่อยว่า อยากนอนเตียง ก็ลงไปนอนบนทางเดินซิแม่คุณ เธอก็ทำหูทวนลม แล้วก็นอนหลับไป ด้วยความคั่งแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้ เลยหันแอร์ ให้พัดลงกระหม่อมของเธอ แต่ดูท่าเธอไม่สะทกสะท้าน เพราะเอาผ้าห่มคลุ่มหัวหลับไป ปล่อยให้ให้คนนั่งหลัง รู้สึกเหมือนนอนอยู่ในโลงศพ เพราะขยับตัวไม่ได้ต่อไป จนมาถึงเชียงใหม่ตอนประมาณ 7 โมงกว่านิดหน่อย รออีกสักครู่ เพื่อนก็มาสมทบ แต่รถเที่ยวแรกที่จะไปปายหมดแล้ว ต้องรอตอน 9 โมง จริงๆ ก็คิดว่าจะไปรถตู้ดีไหม เพราะประหยัดเวลาไปมากอยู่ แต่หันไปดูราคา 250 บาท จากเดิม 150 เลยถอดใจ ทนรอต่อไปดีกว่า เพราะค่ารถเมล์ที่เราจะไปรถพัดลม 68 บาทเท่านั้นเอง

เดี๋ยวมาต่อนะครับ
| Create Date : 02 สิงหาคม 2548 | | |
| Last Update : 2 สิงหาคม 2548 23:15:06 น. |
| Counter : 309 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
| |
|
|