|
|
| | 1 |
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
รักกันนั้นง่าย แต่ใช้ชีวิตร่วมกันสิยากกว่า
หนีงานอันยุ่งเยิ่ง การเรียนที่เยิงยุ่งกว่า การเมืองกักขะและวุ่นวาย เศรษฐกิจที่จะเริ่มตกสะเก็ด
กลับมาเขียนบลอคดีกว่า
ต้องเซไฮย์ หวัดดีเพื่อนบลอคที่ผมจาก ....หายไปนาน
หวัดดีทุกคนครับ
เจ้าชาย ป้าอ้วน น้องตุ๊กตา พี่ไก่ พี่ฟา พี่แอสตัน และทุกๆคน
วันนี้หยิบบทวิพากษ์สารคดีหนังสั้น จากพี่ชาย filmsickมาฝาก
เป็นสารคดีเรื่องสั้นที่ว่าด้วยคนสองคนรักกัน แต่บังเอิญที่สองคนนี้ต่างศาสนา(ต่างวัฒนธรรมไปด้วยสิ) ซึ่งมันคล้ายกับชีวิตจริงของเพื่อนผมมาก ที่มันเป็นคนอิสลาม ต้องมารักกับสาวไทยพุทธ แล้วยังไมรู้เลยว่าจะบอกแม่ว่าอย่างไร และพาแฟนไปแล้วทางบ้านจะว่าไง แฟนจะยอมรับกฎกติการอันแสนเคร่งครัด จากศาสนาของตนได้มากน้อยแค่ไหน
นี่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลในการครองคู่ ยังมีปัจจัยอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น แนวคิด ค่านิยม รสนิยม วัฒนธรรมพื้นฐาน ของบุคคล และครอบครัวแต่ละฝ่าย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้อัตราการหย่าร้างในปัจจุบันสูงขึ้นนั้นเอง แต่จะว่าไปแล้วปัจจัยหลักของประเทศไทยที่ทำให้เกิดการหย่าร้างคือ ชายไทยยังคงคิดว่าตนเหนือเพศหญิง กดขี่เพศหญิง นอกใจ มีเมียน้อย ไม่ให้เกียตร ในอัตราเท่าเดิม แต่ผู้หญิงไทยมีศักยภาพ มีความคิด ทำงานเก่งมากขึ้น และไม่ยอมถูกกดขี่เหมือนสมัยก่อนแล้ว การสวนทางของความเป็นไปข้างตนนี้แหละที่ทำให้เกิดการหย่าร้างสูงตัวจริง
สิ่งที่จะบอกคู่ครองสมัยใหม่ให้ก้าวผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ก็คือ การปรับตัว การหนักแน่นของทั้งสองคน ความเข้าใจที่เขาเป็น และสิ่งสำคัญมากๆ คือการอดทน (พูดเหมือนกับแต่งงานมาแล้วนับสิบครั้ง หรือแก่ประสบการณ์เหลือเกิน)
การหยิบยกเอาศาสนา มานั้นเพราะเป็นภาพใหญ่ ที่จะเห้นภาพของการต้องปรับตัวเข้าหากันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่มีผลต่อการครองชีวิตคู่นั้นมียิบย่อยนัก บ้างคนถึงกับพูดว่าแค่รสนิยมการใช้ของบางอย่างก็ทำให้เลิกกันได้
หวังว่าบทความข้างล่างนี้คงให้แง่คิดไม่มากก้น้อย
จาก filmsick ใน onopen
มูอัลลัฟ : ชีวิตรักของสองเรา
นี่คือสารคดีที่เริ่มต้นจากการตั้งธงเกี่ยวกับจูน หญิงสาวชาวไทยพุทธ ที่กำลังจะแต่งงานกับเอก หนุ่มมุสลิม ซึ่งหมายความว่าเธอต้องกลายเป็น มูอัลลัฟ อันหมายถึงคนศาสนาอื่นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ขณะเดียวกัน หลังแต่งงานเธอจะต้องย้ายตามเอกลงไปอยู่จังหวัดสตูล ใช้ชีวิตแบบใหม่ในครอบครัวใหม่และศาสนาใหม่ หนังพาเราเดินทางไปร่วมเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเธอด้วยดวงตาอารี และเป็นมิตร
หนังเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนวันแต่งงาน ย้อนไปหาความสัมพันธ์แบบรวดเร็วของคนทั้งคู่ แล้วติตดามทั้งคู่ลงไปยังจังหวัดสตูล ไปยังเกาะหลีเป๊ะ ก่อนจะวกกลับมาที่อ่างทองบ้านเกิดของจูน จากสาวท่าทางทะมัดทะแมงมั่นใจที่ทำงานนิตยสาร ไปสู่ความเป็นเมีย ความเป็นมุสลิม และความเป็นแม่

ภายใต้ความเป็นมุสลิมอันลึกลับ (สำหรับตัวผู้เขียน) หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สารคดีแฉชีวิตเคร่งศาสนา หรือเป็นหนังเชิดชูศาสนา หนังไม่ได้มานั่งแจกแจงว่าการข้ามศาสนานั้นเป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไร และผลที่ตามมานั้นเป็นเช่นไร เพราะจูนกับเอกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของศาสนาสองฝั่ง หากพวกเขาเป็นได้เพียงตัวแทนของคนธรรมดาท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาลของชีวิต โดยมีศาสนาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น หนังที่เริ่มต้นจากธงทางศาสนานี้จึงค่อยๆ คลี่คลายตัวเองออกไปสู่การเป็น ชีวิตรักของสองเรา ซึ่งในทางหนึ่งมันอาจเป็นสารคดีที่ล้มเหลวในการจับประเด็นศาสนา แต่ในอีกทางหนึ่งมันกลับตอบคำถามซึ่งสำคัญกว่าและตอบออกมาได้อย่างนุ่มนวล หนังแสดงให้เห็นว่าจูนไม่ได้มีปัญหามากนักกับการเปลี่ยนศาสนา เธอค่อยๆ ศึกษาพระคัมภีร์ แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เธอยินดีจะคลุมฮิญาบ ใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงมุสลิม ค่อยๆ เรียนรู้ภาษา พิธีกรรม อย่างอดทน ใครจะเชื่อว่าเธอโกรธเอกอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องที่เขาบวชแตกในช่วงถือบวช ในขณะเดียวกันเธอก็ยังเป็นหญิงที่เติบโตมากับสังคมไทยพุทธ หนังเปิดให้เห็นความจริงของเธอในข้อนี้ในฉากที่เธอกลับไปงานบวชของเพื่อนที่อ่างทอง สำหรับบางคน ฉากนี้อาจคือการละเมิดข้อห้ามของศาสนา แต่ในขณะเดียวกันมันก็แสดงภาพความเป็นมนุษย์ของผู้คนซึ่งไม่ได้แข็งเกร็งและเป็นตัวแทนทื่อทึ่มของสัญญะใดๆ แต่ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงภาพความกระอักกระอ่วนของการใช้ชีวิตข้ามศาสนา โดยเฉพาะในฉากที่เอกต้องนั่งดูจูน (ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนศาสนา) เล่นกับสุนัข หรือในช่วงหลังที่เอกยืนอยู่นอกวงเหล้าของญาติพี่น้อง หรือการที่จูนเองก็ยังผูกพันกับครอบครัว อยากกลับบ้านมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แม้จะคลุมฮิญาบแล้วก็ตาม
การที่หนังติดตามตัวละครไป ทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่ยากลำบากกว่าการเปลี่ยนศาสนาคือเรื่องของชีวิตคู่ต่างหาก เอกพาจูนไปตั้งต้นทำธุรกิจขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะ พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อม ละทิ้งตัวตนที่เคยเป็นมาในซึ่งเป็นสิ่งยากลำบากสำหรับทั้งคู่มากกว่าอื่นใด หนังเล่าฉากช่วงนี้ไม่นานนักและไม่ได้พยายามขับเน้นในประเด็นนี้ แต่ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งคือหลังจากที่จูนโกรธเอกเรื่องกองขยะหลังบ้าน เธอหายตัวไป และเอกออกตามหา พบเธอนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ริมหาด ฉากนี้จบลงที่คนทั้งคู่จูงมือกันเดินลงไปในทะเล
อย่างไรก็ตาม หนังยังคงเว้นระยะในการเข้าถึงตัวเจ้าของเรื่องอยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะความใจดีของผู้กำกับ (หรือคนทำสารคดีควรใจร้ายกับเจ้าของเรื่อง เพื่อดึงเอาส่วนที่ลึกลงไปกว่าฉากหน้ากล้องออกมาให้ได้?) หนังจึงไม่ได้เป็นการติดตามแบบตามติดชิดใกล้ ในทางหนึ่ง มันทำให้พลังของการเล่าลดลง ยิ่งการที่หนังไม่มีฉากสำคัญใดๆ เกิดขึ้นต่อหน้ากล้องมากมายนัก (มันมักมาในรูปของคำบอกเล่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วมากกว่า) ในฐานะสารคดีศาสนา หนังอาจเป็นเพียงโครงร่างที่ไม่ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น
แต่ในอีกทางหนึ่ง นี่กลับเป็นสารคดีที่มีน้ำเนื้อของชีวิตค่อนข้างเข้มข้น การคลี่คลายชีวิตของคนทั้งคู่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีเรื่องต้องกังวล มีแรงกดในชีวิตที่สาหัสกว่าเพียงเรื่องการนับถือศาสนามากมายนัก หนังจบลงที่การไปขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะนั้นล้มเหลว จูนเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน (ในความรู้สึกของผู้เขียน นี่คือการขอเวลานอกของเธอเพื่อลดแรงกดที่มีของชีวิต) ก่อนที่หนังจะจบด้วยการที่ทั้งคู่กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพราะปัญหาศาสนาหรือทัศนคติ หากเป็นปัญหาปากท้องซึ่งสาหัสกว่าปัญหาต่างศาสนาหลายร้อยเท่า ภาพสุดท้ายของหนังคือจูนในขณะที่กำลังจะเป็นแม่คน นั่งเงียบๆ ในห้องทำงาน ปัญหาของชีวิตคู่ยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องแก้ไขมากกว่าเพียงการจะเป็นมุสลิมหรือพุทธ มนุษย์ในศตวรรษปัจจุบันยังต้องผเชิญกับแรงกดมหาศาลจากทุกทิศทางเกินกว่าที่จะลดรูปให้เขาและเธอเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
มูอัลลัฟ ไม่ใช่สารคดีสมานฉันน์ ไม่ใช่หนังที่ทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างมุสลิมกับพุทธ (หรือศาสนาอื่นๆ) ซ้ำยิ่งไม่ใช่สารคดีเชิดชูศาสนา หากมันจะเชิดชูอะไรอยู่บ้าง ย่อมคือการเชิดชูมนุษย์ตัวเล็กๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาล
หมายเหตุ สารคดีเรื่องนี้จะฉายที่ลิโด้ ควบกับ SUDDENLY, LAST WINTER วันที่ 13 พ.ย. นี้ครับ
ติดตามงานของพี่ filmsick ได้ใน onopen อ่านแล้วมีอะไรดี เหมือนตัวแกนั้นแหละ
| Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 19:34:34 น. |
| |
11 comments
|
|
|
|
| | |
โดย: อุ้มสี 16 พฤศจิกายน 2551 15:42:01 น. |
|
|
|
| | |
โดย: kai (aitai ) 16 พฤศจิกายน 2551 16:16:32 น. |
|
|
|
| | |
โดย: redclick 16 พฤศจิกายน 2551 21:30:01 น. |
|
|
|
| | |
โดย: UniCity ยูนิซิตี้ (mlmboy ) 6 ธันวาคม 2551 2:54:24 น. |
|
|
|
| | |
โดย: Oriflame ออริเฟลม (mlmboy ) 20 ธันวาคม 2551 7:02:03 น. |
|
|
|
| | |
โดย: อมฤตาลัย 21 กุมภาพันธ์ 2552 21:10:05 น. |
|
|
|
| | |
โดย: GNAP 1 มีนาคม 2552 23:53:31 น. |
|
|
|
|
|
|
|
ขอบคุณที่นำหนังดีดีฝาก
ธีมเรื่องน่าสนใจดีจังเลยล่ะ