Happy Morning : ยิ้มกว้างรับยามเช้า
space
space
space
space

China ณ. วันที่หนาวยิ่งกว่าจุดเยือกแข็ง #5 : ฮาร์บิ้น โบสถ์ งานโคมน้ำแข็ง

#ขออภัย รูปไม่ชัด แถมรูปน้อยเพราะหนาวมากกก (ยังจะแก้ตัวได้อีก)





"ฮาร์บิ้นเป็นเมืองชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อากาศหนาวเย็น อยู่ติดกับวลาดิวอสต๊อกของรัสเซีย เลยมีทั้งคนจีน คนรัสเซียและลูกครึ่งอยู่กันทั้งเมือง มีอาหารและวัฒนธรรมที่ผสมกันอย่างลงตัวด้วย" เพราะอ่านเจอประโยคนี้ พวกเราก็เลยต้องมา

11 Jan 2016 , 07:40 AM ,-26 ํc


8 โมงเช้า มาถึงแล้วฮาร์บิ้น สถานีรถไฟที่นี่เงียบๆ ผิดคาดเพราะเราคิดว่าเส้นทางนี้เป็นรถไฟสาย ทรานส-แมนจูเลีย เชื่อต่อกับรัสเซีย น่าจะมีคนเยอะแต่กลับไม่ค่อยมีคน ความรู้สึกแรกที่ออกมาคือหนาว น่าจะหนาวกว่าวันแรกที่มาถึงปักกิ่งแต่ความรู้สึกคือทนได้เพราะคราวนี้อุปกรณ์พร้อม เมื่อออกจากสถานีรถไฟ ก็มีคนมาเสนอขายที่พักกันยกใหญ่ ที่นี่มีโรงแรมที่พักเยอะเลย ถ้ามาช่วงนี้ที่เป็นช่วงเริ่มของเทศกาลโคมน้ำแข็ง คนจะยังไม่มาก คงไม่จำเป็นต้องจองที่พักมาเดินหาเอาก็ได้ แต่ถ้ามาตอนช่วงตรุษจีนคงต้องแย่งชิงกันหน่อย หลังจากเดินหาแท๊กซี่กันอยู่นานก็ได้พี่แท๊กซี่ใจดีช่วยพามาส่งถึงที่ พูดถึงตัวที่พัก เราไม่ได้เลือกพักกับโรงแรมฮิตอย่าง Ibis แต่เลือกพักแบบคนในท้องถิ่นเปิดให้เช่า ภายนอกดูน่ากลัวมากมาย เหมือนตึกร้างแต่จริงๆ แล้วที่เค้าต้องใช้พลาสติกปิดประตูเพื่อกันหนาว (ให้นึกถึงเวลาเปิดห้องเย็น แล้วมีพลาสติกหนาๆ ติดไว้ตรงประตูเปิดปิดกันความเย็นออก) ตามที่อยู่ให้ขึ้นไปชั้น 8 หาพนักงานต้อนรับเพื่อพาไปห้อง เธอบอกว่าเพราะเราเข้าเช้าเกินไป ห้องยังไม่ได้ทำ ทุกทีจะให้เข้าเที่ยง เราก็บอกว่าไม่เป็นไรเราแค่ขอเอาของไปไว้แล้วก็ถามไว้เลยว่าพรุ่งนี้คืนห้องหกโมงเช้าเลยได้มั๊ย เจ้าหล่อนก็บอกว่าไม่มีปัญหา เราก็วางใจละ ไม่ตกเครื่องแน่ พอไปถึงและเห็นห้องครั้งแรก มันหรูผิดข้างนอกมากมาย มีอุปกรณ์ครบครัน เหมือนเอาคอนโดมาทำเป็นโรงแรม แม้ว่าจะพูดได้แต่จีนก็เหอะ ลุงที่ทำห้องแกก็อัธยาศัยดีมาก เซอร์วิสมายด์เป็นเยี่ยม พยายามชวนคุยแต่เราไม่เชี่ยวพอ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็เมื่อยกันมากมาย เราให้ 4 ดาวเลย อีกดาวเก็บไว้เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง


นี่คือคำยืนยัน -26 ํc จริงๆ

พักซักแป๊บเราพร้อมตะลุยแล้ว ก่อนอื่น หาทางไปโบสถ์ที่ดังๆ ของฮาร์บิ้น หลังงมอยู่นาน ข้ามถนนผิดไปมา สรุปคือจากที่พักเราเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาแล้วเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเข้าซอยผิด ไปเจอร้านอาหารร้านนึงเลยแวะเข้าไปกินกัน ก่อนออกจากร้านก็ถามทางเพื่อความชัวร์ (อีกละ ถามจริงพวกแกมีอะไรที่ไม่มั่วมั่งเนี่ย) แต่ก็ไปไม่ถูกอยู่ดี เดินไปซักพักก็ถามทางคนแถวนั้น เค้าก็ชี้ไปไหนก็ไม่รู้ แล้วก็พูดจับใจความได้ว่า "...สั่วเฟยย่า ๆ .." อะไรฟระ พูดแต่คำนี้ ไม่เข้าใจ ก็เลยเดินมั่วกันต่อไป หลังจากนั้นเราก็ข้ามถนนไปทางห้าง ระหว่างทางข้ามสะพานลอย บนนั้นมีป้าขายอุปกรณ์กันหนาวแวะซื้อถุงมือกันคนละคู่ ถูกมากในความคิดเรา ที่เมืองไทยขายตั้งแพง เป็นแบบถุงมือที่ใส่เล่นสกี มันเขียนบอกไว้ด้วยนะ -20 ก็เอาอยู่ บนถุงมือ ป้าแกบอก คู่ละ 18 หยวน เราเลยต่อ 2 คู่ 30 ป้าแกให้ ก็เลยเสร็จเราคนละคู่ (หรือเราเสร็จแกหว่า) เจอละ ถ่ายรูปกันนิดหน่อย หนาวค่ะ เดินเข้าห้างกันดีกว่า เพราะเห็นในรีวิวว่ามีห้างหลังโบสถ์ อาจจะเป็นห้างนี้ก็ได้นะ (มั่วอีกละ) เดินเข้าไปเจอของกินมากมาย อดเสียดายไม่ได้ไม่น่ากินข้าวกันมาเร็วเลย มาหาที่นี่ละลานตามาก ส่วนใหญ่ขายพวกขนมปังหลากชนิด เบเกอรี่ ถั่วต่างๆและช๊อกโกแลต มีร้านโจ๊กและข้าวราดแกงด้วย ที่นี่ขายของชิ้นใหญ่มาก เลยทดลองซื้อขนมไข่ ก็งั้นๆ หลังจากนั้นก็หาทางไปโบสถ์กันต่อ เราเดินออกมาทะลุห้างก็เจอเลย โบสถ์เซนต์โซเฟีย (ดันจำชื่อไม่ได้ มารู้ตอนกลับมาถึงเมืองไทยว่าโบสถ์ชื่อนี้) คนฮาร์บิ้นเรียกว่า สั่วเฟยย่า ถึงบางอ้อเลย ว่าคนเมื่อกี้ชี้ทางให้ มาง่ายมากด้วยแต่พวกแกไม่เข้าใจเอง




นี่แหละ สั่วเฟยย่า



นกพิราบเพียบ




มีโครงวิหารอยู่หน้าโบสถ์ด้วย


ซูมดูยอดซะหน่อย สถาปัตยกรรมแบบรัสเซีย

เอาละปฏิบัติภารกิจให้มันลุล่วงซะ ถ่ายรูปกันอย่างเมามันส์ สักแป๊บเราก็แวะลงตลาดใต้ดิน เราได้สัมผัสกับการกินไอติมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายครั้งแรกที่ฮาร์บิ้นนี่แหละSmiley เพราะไอติมอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิภายนอก ทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น หง่ะ! พอพักกันจนพอแล้วพวกเราก็เดินช๊อบและกลับที่พักเตรียมตัวลุยงานแกะสลักน้ำแข็งและงานโคมน้ำแข็งต่อ

หลังจากเก็บความอบอุ่นพอแล้วก็ออกมาอีกทีเพื่อไปสวนเส้าหลิน (พยายามถามคนที่นี่อยู่เหมือนกันแต่ไม่มีใครรู้จัก เพราะคนที่นี่เรียกว่าสวนโจวหลิน 555) เดินหากันอยู่นิดหน่อย ถ่ายรูปข้างหน้าสวนแล้วกัน มองเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีอะไรเลยคิดว่าจะเดินไปทางแม่น้ำซงหัว แต่เดินไม่ถึงซักที ไม่รู้มาถูกรึเปล่าเราเลยหารถเมล์ไปเกาะพระอาทิตย์ดีกว่า




นี่แหละ สวนโจวหลิน

พวกเราเดินมาดูป้ายรถ ในจีนนี่ดีอย่างว่าระบบรถสาธารณะเค้าดี แม้ว่าจะอยู่เมืองชายแดนอย่างฮาร์บิ้นนี่ก็ตาม แล้วเห็นว่ามี 126 สายเดียวที่ไปไท่หยางเต่า หรือเกาะพระอาทิตย์ เราสุ่มขึ้นไปเพราะไม่แน่ใจว่าจะใช่ที่เดียวกับที่เราจะไปหรือเปล่า จริงๆที่ตัดสินใจขึ้นมาเพราะขึ้นตามน้องๆ กลุ่มที่ยืนรอรถอยู่ข้างๆด้วย แอบได้ยินว่าจะไปไท่หยางเต่าเหมือนกัน เมื่อขึ้นรถแล้วคนแน่นมาก รถน่าจะขับวนเมืองนะเพราะนานมาก แม้จะแค่ 6 ป้ายก็เหอะ แต่ละป้ายไกลมากเลย หลังจากข้ามแม่น้ำซงหัวที่กว้างมากๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงไท่หยางเต่า เราพร้อมไปดูเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งกันแล้ว รถจอดหน้าทางเข้าเลยแต่ขอโทษ งานจัดไว้ต้องเข้าไปอีกไกลมากไม่รู้ว่ากี่กิโลกันแน่แต่น่าจะมากกว่า 3 km. เห็นหิมะที่เราสามารถสัมผัสได้แล้วหล่ะ เป็นครั้งแรกของการเดินทางในครั้งนี้เลยที่เห็นหิมะตัวเป็นๆ หลังจากที่มีเห็นแต่น้ำแข็งมาตลอด ตามทางเป็นประติมากรรมที่ทำมาจากน้ำแข็งทั้งนั้น เราสองคนเดินย่ำหิมะไป ในขณะที่มีแต่คนเค้าเดินออกกัน


แม่น้ำซงหัว กว้างมากๆ ไม่อยากจะคิดสภาพถ้าต้องเดินข้าม



เดินตามทางที่มีแต่หิมะ


หิมะตัวเป็นๆ



ทำจากหิมะล้วนๆ




ในที่สุดถึงทางเข้า ถ่ายรูปที่ทางเข้าซักหน่อย แล้วเราไปแวะห้องน้ำ ซื้อตั๋วกัน 2 ใบ คนละ 240 หยวน จากรีวิวที่อ่านมาบอกว่า 180 หยวนก็คงจะรีวิวนานแล้วค่าเข้าขึ้นราคา เดินเข้าไป ไม่อยากเอามือออกจากกระเป๋าเลย มันหนาวค่ะ เดินถ่ายรูปงานแกะสลักน้ำแข็งซักพัก หางานของคนไทยไม่เจอเลยเพราะมันกว้างมาก แต่จริงๆ คนไทยได้รางวัลชนะเลิศนะ แถมไม่ได้ไปวังน้ำแข็งที่อยู่เข้าไปด้านในอีกต่างหากเพราะเดี๋ยวไปงานโคมน้ำแข็งไม่ทัน หลังจากออกมาแล้ว นั่งพักเก็บความอุ่นซักพักก็ตกลงกันว่าจะขึ้นแท็กซี่ไปงานกัน




เฮ้อ.. กว่าจะมาถึง



รูปน้อยไปนิด เพราะหยิบกล้องมาถ่ายแต่ละทีมันหนาววววว..









เมื่อมาถึงงานโคมน้ำแข็ง ก็ซื้อตั๋วเลย 2 ใบ 600 หยวน ตอนก่อนซื้อดูป้าย เขียน ว่า นักท่องเที่ยว คนละ 330 หยวน ถ้าเป็นบุคคลในพื้นที่ใกล้เคียงและเด็กนักเรียน แค่ 120 หยวนเองซึ่งแน่นอนต้องโชว์บัตรประชาชน ในที่สุดก็ได้เข้างานแล้ว ในงานจะเป็นแกะสลักน้ำแข็งเป็นสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งด้วยไฟสี เราสามารถ สัมผัส กอดจูบลูบคลำได้ แม้กระทั่งเลียก็ทำได้ถ้ากล้าพอ กว้างใช้ได้เลย



ถึงงานแล้วจ้า


พื้นที่ใหญ่มาก
























กำแพงเมืองจีนก็ปีนได้ที่นี่นะ



เบียร์ดังของเมืองนี้










อยู่กันซักประมาณ 3 ชั่วโมง พอสองทุ่ม คนเริ่มออกกันเยอะ มีรถเมล์มาถึงนี่สายเดียวคือสาย 29 ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแต่น่าจะเข้าเมือง แต่มืดแล้วและเหลือรถเมล์เที่ยวสุดท้าย เราเลยนั่งแท๊กซี่ ตอนแรกแท็กซี่เกือบไม่ยอมไปเพราะเราพูดจีนไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ของงานไม่ยอม เหมือนบังคับกลายๆ ว่าไม่มีสิทธิ์เลือกผู้โดยสารแต่พอขึ้นมา เค้าก็ชวนคุยนะ สุดท้ายเราเห็นตรงหัวมุมถนนถึงเพิ่งรู้ว่า 126 มันก็ผ่านใกล้ๆ ที่พักเรานี่นา แอบเศร้า อุตส่าห์เดินอ้อมไปซะไกล แถมรถเมล์ก็พานั่งอ้อมกลับมาที่หัวถนนอีกต่างหาก ตอนแรกที่นั่งรถผ่านเห็นป้ายถนนเดียวกับที่พักเราตั้งอยู่นึกว่าถนนยาวมาก เพราะรถเมล์วิ่งเกือบชั่วโมง ที่เสียดายคือ ลืมไปเก็บภาพโบสถ์ตอนกลางคืน และมาคราวนี้กล้องเราถ่ายไม่ชัดเลย พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า







Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2560 17:26:08 น. 3 comments
Counter : 286 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะว่าก๋า, คุณLetalia


 
สวัสดีครับ

ฮาร์บิ้นยังไม่เคยไปเลย
ผมว่าน่าจะหนาวมากถึงมากที่สุดเลยนะครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:09:56 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับ

โหวต travel blog ครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:6:42:10 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:2:57:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

HappyMorning
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add HappyMorning's blog to your web]
space
space
space
space
space