Happy Morning : ยิ้มกว้างรับยามเช้า
space
space
space
space

เวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน#3 : ดานัง,เว้ - เที่ยววัด นั่งเรือมังกร


#ขออภัย รูปไม่ชัด



เช้านี้ตื่นมาที่เมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม ตึกรามเยอะแยะ แต่โรงแรมที่เรานอนเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ศูนย์กลางความจอแจ ก็เลยดูเงียบๆ


วันนี้เราจะไปเที่ยวที่วัดลิงอึ๋ง ที่แปลว่าสมหวังกัน จากอินเตอร์เน็ตเค้าบอกว่า "วัดลิงอื๊ง-บ๊ายบุต อยู่บนคาบสมุทร เซินจ่า ห่างจากนครดานังไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ10กิโลเมตร มีทำเลดีและมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์" วัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่หันหน้าออกทะเล เป็น Landmark เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้มีขนาใหญ่ที่สุดในเวียดนามและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เค้าว่ามางั้นนะ  บริเวณลานวัดมีหินแกะสลักรูป 18 อรหันต์ ทำท่าทางต่างกันนั่งบนม้า ซุ้มประตูแกะสลักเราคิดว่าน่าจะเป็นตำนานไซอิ๋ว เพราะเห็นมีไซอิ๋วยืนอยู่บนซุ้ม ชายหาดที่นี้มีลักษณะเป็นอ่าว เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเวียดนามเลย ดูรูปกันรัวๆ เลย..


หันหน้าออกทะเล เจ้าแม่จะได้คุ้มครองชาวประมงและนักเดินเรือ


วัดพุทธ นิกายจีนมหายาน สร้างได้ละเอียด งดงาม ผู้สร้างมีศรัทธาแรงกล้ามาก มาสร้างไว้บนเขา















มีภาพแกะสลักพุทธประวัติอยู่บนฝา





มี 18 อรหันต์ ขี่ม้าอยู่บนลาน




ส่องจากข้างหลัง


ส่องจากข้างๆ

พอออกจากวัด พี่ไกด์ก็พาเรานั่งรถไปช๊อบที่ตลาดดองบา เราไม่แน่ใจว่าตลาดนี้อยู่ในเขตเว้ หรือว่าดานัง แต่มั่นใจอยู่อย่างว่าคนไทยมาเยอะมากจริงๆ เพราะแม่ค้าพูดไทยได้คล่องแถมรับเงินไทยอีกต่างหาก แต่เฉพาะในส่วนตลาดด้านในเท่านั้นนะ ส่วนรอบนอกแม่ค้าพูดเวียดนามทำเอาคุยจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็พาเข้าพักผ่อนในโรงแรมที่เว้ ริมแม่น้ำหอม และนัดอีกทีตอนเย็น เราก็เลยมีเวลาพักใหญ่คนอื่นพักเอาแรงกัน แต่เราก็ใช้เวลานั้นแหละเดินเที่ยว บริเวณโรงแรมที่เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง เราพยายามเข้าร้านท้องถิ่นและสื่อสารภาษาเวียดนามแบบงูๆ ปลาๆ ของเราเพื่อหาของกินเล่น อุตส่าห์สื่อสารรู้เรื่องแล้วนะแต่ขอโทษที รับแต่เงินด่อง ซึ่งเราไม่มีเพราะพี่ไกด์บอกว่าใช้เงินไทยได้ตลอดเลยไม่ได้แลกมา
พอถึงเวลานัด พี่ไกด์พาเราไปริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามโรงแรมเพื่อไปนั่งเรือมังกรล่องแม่น้ำหอม บนเรือมีการแสดงร้องเพลงโบราณ เมื่อก่อนมีเฉพาะคนในวังเท่านั้นที่ได้ดู เครื่องดนตรีก็เป็นเฉพาะของเวียดนามเท่านั้น และสังเกตได้ว่าสาวๆ ใส่ชุดอ๋าวหย่ายนั้นใส่หมวกแบนๆ ไม่เหมือนกับที่คนไทยส่วนใหญ่เคยเห็น ที่จะเป็นทรงแหลมแบบงอบ เค้าก็อธิบายว่า ถ้าเป็นไฮโซต้องใส่หมวกแบน ถ้าพวกชนชั้นแรงงานใส่หมวกงอบ อ้าว!งั้นที่ซื้อๆ มากันเนี่ยพวกโลโซอ่ะดิ

เรือมังกร เราจะไปดูโชว์บนเรือนี่แหละ


นักดนตรีเล่นเครื่องดนตรีคล้ายๆ จะเข้ กับซอ


ต้องใส่หมวกอย่างนี้นะ ถึงจะเป็นไฮโซ

หลังจากดูโชว์เสร็จ เราก็เข้าที่พัก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่อยู่ในเวียดนามแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราก็เดินทางกลับบ้าน เป็นอันสิ้นสุดทริปชาวเกาะในครั้งนี้ มาเวียดนามครั้งนี้ก็ยังประทับใจและตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม




 

Create Date : 07 มีนาคม 2560   
Last Update : 11 มีนาคม 2560 20:15:37 น.   
Counter : 259 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
space
space
เวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน#2 : เว้ - ถล่มวัง พังวัด ระเบิดสะพาน

10 ต.ค. 2557,7.00 a.m.
เช้านี้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวบุกวังแต่เช้า พอได้เวลาก็ไปตุนพลังงานกันก่อนที่ห้องอาหารโรงแรมหลังจากนั้นเราก็ข้ามแม่น้ำเหืองไปฝั่งวังโบราณที่เป็นวังของพระเจ้าเบ๋าได๋แห่งราชวงศ์เหงียน ราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม ชื่อวังได่โหน่ย เป็นมรดกโลกด้วย มีกำแพงรอบนอกป้องกันตัวพระราชวังแล้วมีน้ำล้อมรอบอีกชั้น ออกแบบเลียนแบบวังหลวงของจีนในสมัยนั้น ช่วงที่เราไปมีการซ่อมหน้าวังพอดี เลยมีผ้าปิดถ่ายรูปไม่ได้ แต่น่าจะสวยมาก


ก่อนเจอวังต้องเจอป้อมก่อน


ขอโดดหน่อย


ต้องลอดประตูเมืองนี้เพื่อเข้าวัง


เข้ามาเป็นทางเดินกว้าง สุดทางเป็นซุ้มประตูมีพระอาทิตย์อยู่ข้างบน


เข้ามาก็เจอตำหนักนี้ก่อนเลย ข้างในไม่มีอะไร ก็เลยไม่ได้แวะ


เมื่อก่อนตำหนักเยอะและอลังการมาก

แต่ปัจจุบันเหลือน้อยแล้ว

..ดูวิวรัวๆละกัน..





กำแพงแบ่งส่วนหน้ากับส่วนใน ยาวมากกกก




โล่ง..


โล๊ง โล่ง




ไว้ใส่น้ำเผื่อตอนไฟไหม้




ทางเดินไปตำหนักต่างๆ


มีตำหนักเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป


ป้ายตำหนักเป็นภาษาจีนดั้งเดิม


ซุ้มประตูหรูมาก

พื้นที่กว้างขวาง เดินเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย พออกจากวังเราก็ไปวัดเทียนมู่ เป็นวัดพุทธแบบจีนนิกายมหายาน มีเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมและเต่าแบกศิลาบันทึกรายชื่อของจอหงวนไว้แสดงถึงเกียรติยศอย่างสูง ที่วัดนี้มีรถออสตินของอดีตเจ้าอาวาสที่เผาตัวเองที่ไซ่ง่อนประท้วงไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาในสมัยสงครามด้วย เป็นสิ่งของสำคัญทางประวัติและการเมืองของประเทศเวียดนามเลยทีเดียว


เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น


มีเจดีย์ต้องมีโพสต์


โพสต์ด้วย


"ฉันแบกรายชื่อจอหงวนอยู่จ้ะ" เต่าบอก


ทวารบาลโดนถูจนมันแว๊บ


พระประธานในศาลา


เจ้าอาวาสเผาตัวเองในรถคันนี้


บริเวณรอบๆ

หลังจากออกมาจากวัดเราก็นั่งพักเหนื่อยในรถพร้อมๆ กับชมวิวทะเลตามทางไปดานังเพื่อผ่านไปฮอยอัน การไปฮอยอัน เราต้องลอดอุโมงค์ที่เจาะทะลุเขา อุโมงค์นี้ชื่อไหวาน ไกด์บอกว่าคนเวียดนามเรียกอุโมงค์ว่า หำ พอได้ยินอย่างนี้ คนก็ฮากันทั้งรถ นั่งไปอีกแป๊บ ก็พาลงยืดเส้นยืดสายที่ร้านขายหินอ่อน ซึ่งเป็นของขึ้นชื่ออีกอย่างของเมืองดานังที่เป็นเมืองริมทะเลนอกเหนือจากไข่มุกกับซีฟู๊ด


หินอ่อนแกะเป็นสาวๆ เหมือนคนมาก


แต่ละชิ้น ใหญ่อลังการงานละเอียดมาก


ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ฮอยอัน เมืองมรดกโลก..

ฮอยอันเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายชาติรวมกันเพราะมีคนหลายเชื้อชาติอยู่ด้วยกัน ทั้งคนท้องถิ่น คนจีน คนญี่ปุ่น แล้วยังมีสถาปัตยกรรมที่ได้มาจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอีกด้วย ทำให้เมืองนี้ มีบ้านเรือนและการจัดผังเมืองที่รวมความสวยงามของหลายๆ เชื้อชาติไว้ได้อย่างลงตัว




สะพานญี่ปุ่น Landmark ฮอยอัน เชื่อมฝั่งจีนกับฝั่งญี่ปุ่น ข้างบนเป็นศาลเจ้า


คนล้านแปด เห็นแค่ป้ายศาลเจ้า ถ่ายข้างในไม่เห็น


บนคานก็มีตัวอักษรเขียนไว้


หัวสะพานจะมีรูปปั้นลิงกับหมา แสดงให้เห็นว่าเริ่มสร้างปีลิง สร้างเสร็จปีหมา

ข้ามสะพานมาก็เป็นถนนช๊อปปิ้ง ทุกร้านแต่งร้านได้อย่างน่ารักมาก เรามาถึงฮอยอันก็เย็นมากแล้ว เลยต้องรีบๆ เที่ยว เราเดินตามถนนนี้ไปเรื่อย ก็เจอวัดจีนแฝงตัวอยู่ แล้วพอออกมาจากวัดเราก็เดินต่อไปเที่ยวบ้านโบราณที่เปิดให้เข้าไปเที่ยวชม บ้านนี้อายุร้อยกว่าปี สร้างแบบจีนโบราณ มีเปิดหลังคาโล่ง ตรงกลางบ้าน เพื่อรับพลังหยินหยาง หลังจากนั้นเราก็เดินเที่ยวไปเรื่อย พอมืดพี่ไกด์ก็พากลับไปนอนที่ดานัง ทำให้เราอดเสียดายไม่ได้ว่าทำไมไม่ให้นอนที่ฮอยอันจะได้ออกไปท่องราตรี



บ้านสไตล์จีนโบราณ ขายของประเภทงานศิลป์ งานประดิษฐ์


ในวัด มีบูชาพระด้วยธูปที่เป็นวงๆ วนขึ้นไป




ตอนเข้าไม่ได้ถ่าย ถ่ายตอนออกก็ได้


ในบ้านตกแต่งด้วยเครื่องเรือนโบราณ และมีคำมงคลเขียนไว้เป็นตัวจีนโบราณ


ตกแต่งบ้านด้วยงานปั้น ปราณีตสุดๆ


ดานัง ที่นอนคืนนี้..






 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2560   
Last Update : 6 มีนาคม 2560 10:08:01 น.   
Counter : 330 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
space
space
เวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน #1 : Ta Con สนามบินสมัยสงคราม

#ขออภัย รูปไม่ชัด

8 ต.ค. 2557,5.30 p.m.


ทริปนี้เราเป็นผู้อาศัย เพราะท่านพ่อจะไปเที่ยวกับเดอะแก๊งค์ แต่เรายัดเยียดตัวเองไปกะเค้าด้วย ทริป นี้เดินทางโดยทางรถ ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ให้กับเราเลย เพราะครั้งที่ผ่านๆ มา ไปเวียดนามทางอากาศมาตลอด เดินทางสบายๆ ไม่มีข้อมูลอะไรเลยเพราะเกาะเค้าไป

เราเริ่มการเดินทางครั้งนี้ที่หน้าบ้าน โดยไปกับทัวร์ และเรามีสิทธิพิเศษคือรถมารับถึงหน้าบ้านเพราะบ้านเราเป็นทางผ่านพอดี (เห็นมะแค่เริ่มก็ VIP แล้ว) นั่งรถคืนนึง เช้าถึงมุกดาหารพอดี



แสงตอนเย็นกำลังสวยเลย
ป.ล. บ้านไม่ได้อยู่หลังเขานะ แค่เขามาอยู่หน้าบ้านเฉยๆ



9 ต.ค. 2557,7.00 p.m.


ทริปนี้เราจะไปเวียดนามกลาง โดยออกจากประเทศทางด่านมุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 แล้วจะเข้าเขตของประเทศลาวทางเมืองสะหวันนะเขต นั่งไปเรื่อยๆ ตามทาง เข้าเวียดนามทางด่านลาวบาว นั่งต่อไปถึงเมืองเว้ เมืองโบราณที่ยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก นี่คือข้อมูลคร่าวๆ ที่ไกด์บอก


ข้ามแดนมาแล้วก็รอขึ้นรถ ทะเบียนนอกซะด้วย


ส่วนใหญ่ก็รับจ้างขนของเข้าเมือง

ถ้าไม่มีรถมารอ ก็มีรถรับจ้างเข้าไปเที่ยวในเมืองนะจ๊ะ


ดูวิวรอบๆ ซะหน่อย


ถ้ามาลาวแล้วยังไม่ได้แลกเงิน ก็แลกได้ที่ด่านเลย


รณรงค์ให้ชาตินิยมสุดๆ งั้นก็อดตังเราไปเพราะไม่มีเงินกีบ


ขึ้นรถแล้ว ดูวิวไปเรื่อย สงบดีแท้


ถึงเมืองพิน ได้เวลาลงรถ กินข้าว


ถึงด่านลาวบาวจ้า ขอโพสต์ซะหน่อย


แล้วเราก็เอามั่ง


พอออกจากมุกดาหารเราก็ข้ามแดนมายังสะหวันนะเขต นั่งรถมาตามทางหลวงหมายเลข 9 มีพักกินข้าวที่เมืองพิน ระหว่างทางไกด์ก็แนะนำประวัติศาสตร์การสู้รบสมัยสงครามเวียดนามเป็นระยะตามทางที่ผ่าน พอถึงด่านลาวบาวที่เป็นด่านลาว-เวียดนาม เราต้องลงเดินข้ามด่าน ไม่ต้องเอากระเป๋าลงมาเพราะเรามากับทัวร์รถจะพากระเป๋าเราไปรอข้ามหน้า และพี่ไกด์จะเอาพาสปอร์ตเราไปสแตมป์ให้ เดินข้ามไปตัวเปล่าๆ เลย ก็พอได้พักยืดเส้นยืดสายและถ่ายรูป หุหุ
วันที่เรามา ด่านนี้มีคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวข้ามน้อยมาก แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลหรือช่วงหยุดยาวของไทยเห็นว่าคนเข้ามาเที่ยวกันเยอะทีเดียว ขึ้นรถอีกครั้งก็นั่งยาวมาถึงเมืองเว้ก็เข้าเที่ยวที่แรกเลย เป็นสนามบินเก่าตอนสงคราม ชื่อ Ta Con Airport ถ่ายรูปกับเครื่องบินจนหนำใจ ประหนึ่งว่ามาเที่ยววันเด็ก แล้วเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวช่วงสงครามเวียดนาม เครื่องมือเครื่องใช้และชีวิตความเป็นอยู่ แต่ไม่ให้ถ่ายรูปข้างใน เลยได้แต่ภาพข้างหน้า



ถึงแหล่ว อ่านได้แค่ว่า Ta Con อยู่จังหวัด กว่างตรี


มีเครื่องบินรบและระเบิดที่ถอดดินปืนออกแล้ว กอดจูบลูบคลำได้ตามสบาย


ปีนได้เลยจ้า


ภาพนูนต่ำแสดงเรื่องราว อยู่หน้าพิพิธภัณฑ์



พอออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เราก็เข้าที่พักที่อยู่ในเขตตัวเมืองเว้ฝั่งที่ไม่ใช่วังโบราณ เมืองเว้มีแม่น้ำเหือง(คนไทยเรียกว่าแม่น้ำหอม)ไหลผ่านกลางเมือง วันนี้เราเป็นลูกเมียน้อยต้องพักนอกเมืองก่อน พรุ่งนี้ถึงจะได้เข้าวัง หลังจากเก็บของเข้าที่พัก เราก็ออกมาเดินเที่ยวแถวๆ นั้น เมืองฝั่งนี้ก็เหมือนอีกหลายๆ เมืองของเวียดนาม การจราจรทางรถ(จักรยาน)ยนต์คับคั่ง บีบแตรกันปริ๊นแปร๊นทั่วเมือง เดินกันจนมืดก็ขึ้นไปพักผ่อนเตรียมเที่ยวพรุ่งนี้ต่อ





ถ่ายเจ๊ให้สวยๆ นะยะ อุตส่าห์โพสต์


นี่ ชื่อร้านเจ๊เค้า


เจอแล้ว บั๋นหมี่ มาถึงที่แล้วต้องไม่พลาด







 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2560   
Last Update : 3 มีนาคม 2560 21:37:39 น.   
Counter : 176 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
space
space
China ณ. วันที่หนาวยิ่งกว่าจุดเยือกแข็ง #6 : กว่าจะถึงกวางโจว
#ขออภัย รูปไม่ชัด / รีวิวนี้เป็นส่วนรอบนอกของเมืองกวางโจว



12 Jan 2016 , 05:00 AM ,-27 °c
เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน มีฉุกละหุกนิดหน่อยตอนคืนห้องนี่แหละ เพราะเราจะคืนห้องแต่เค้าไม่ยอมเปิดประตู ทำให้คืนคีย์การ์ดไม่ได้ ไอ้เราก็กังวลว่าจะถึงเวลานัดแท็กซี่ กะจะเขียนข้อความและเสียบกุญแจไว้หน้าห้อง ก็มีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มมาเพื่อเข้าพักที่นี่เหมือนกัน ก็พยายามกดจนเจ้าของมาเปิด เราก็เลยได้คืนห้องแล้วลง ไปรอพี่แท็กซี่หน้าที่พักกัน พี่เค้าตรงเวลามากมาย งวดนี้พี่เค้ายอมกดมิเตอร์ แต่ทำไมเริ่มที่ 30 หยวนก็ไม่รู้ แท็กซี่ที่นี่จะขับรถไปคุยโทรศัพท์ไป (Wechat) เค้าต้องรายงานกันด้วยว่ารับคนชาติไหน อย่างไร จะไปไหน แต่ที่ต่างจากรีวิวที่อ่านมาคือไม่เห็นรับผู้โดยสารอื่นร่วมทางเลย ระหว่างทางไปสนามบินที่อยู่ไกลออกไหนอกเมืองซักหน่อย วิวข้างทาง หลังคาบ้าน ต้นไม้และสิ่งต่างๆ ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ เมื่อทำการเช็คอินโหลดกระเป๋า ก็นั่งรอขึ้นเครื่องไปกวางโจวกัน ตอนเช็คอินเหมือนข้อมูลของเราจะมีปัญหา แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้แต่ก็ทำให้รอนาน ก็เข้าใจอยู่นะเพราะเราเลือกสายการบินที่ส่วนใหญ่เป็นคนจีน เพราะสายการบินนี้ มีทรานสิทกวางโจว หวังผลจะไปเที่ยวกวางโจวตอนทรานสิทอีกครึ่งวันก่อนกลับบ้าน Smiley อาหารบนเครื่องรสชาดจีนมาก



เปลี่ยนเครื่องที่หนานหนิง อยากจะออกไปเหยีบแผ่นดินใจจะขาด

พอถึงกวางโจว (ไม่หนาวล่ะ อารมณ์ประมาณหน้าหนาวตอนอยู่กรุงเทพฯ) เราก็แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินว่าเรารอทรานสิทพรุ่งนี้ เค้าก็ดำเนินการเรื่องที่พักฟรีให้เลยไม่รอถาม ประมาณ 5 โมงเย็นก็พาไปที่พัก โรงแรมอยู่ไกลจากสนามบินมากเลย เมื่อเทียบกับในแผนที่ที่แอบดูมาก่อน และตัวเมืองก็อยู่ไกลออกไปอีก พอเราเช็คอิน เก็บของแล้วเตรียมถามข้อมูลสำหรับเดินเที่ยวพรุ่งนี้ก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย ปรากฏว่าโรงแรมที่เราพักนั่นอยู่นอกเมืองมาก ไม่มีรถเข้าเมืองตอนนี้เพราะมันห่างออกไปตั้ง 30 กิโล งั้นก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรมละกันเดินเที่ยวเมืองแถวนั้นและกินข้าวร้านข้างทางร้านนึงซึ่งมีคนจีนนั่งเยอะ อาหารอร่อยมากเลย กินเสร็จเดินเที่ยวอีกสักพักก็กลับที่พัก



กินอะไรสั่งได้เลยจ้า



ได้มาด้วยการจิ้ม Smiley


อร่อยสุดๆ


13 Jan 2016 , 05:00 AM ,15 °c
ตื่นเช้ามาเราก็เอาบัตรอาหารเช้าไปห้องอาหาร แหม สายการบินนี้ดีจริงๆ อิ่มแล้วเราก็ออกเที่ยวกันแถวๆ นั้น เมืองกวางโจวส่วนที่เราอยู่นั้นเป็นรอบนอกของเมือง มีการก่อสร้างตึกใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน และเมืองจะเริ่มมีคนก็เมื่อเย็นไปจนถึงดึก ตอนเช้าๆ ร้านค้าจึงยังไม่ค่อยเปิด ก็เลยเดินเที่ยวไปเรื่อย ๆ ถึงโรงเรียน ไปดูเด็กเข้าโรงเรียนกัน หลังจากนั้นก็กลับมานอนเล่นที่โรงแรมกัน ตอนแรกว่าจะออกมาเดินเที่ยวอีกครั้งเมื่อร้านต่างๆ เปิดแต่ปรากฏว่ายิ่งสาย เมืองก็ยิ่งเงียบ ดังนั้นเก้าโมง เราก็เลยออกเดินมันทั้งเมืองเงียบๆ นั่นหละ ตอนแรกอยากจะไปเดินหาตลาดสดที่คนจีนเค้าไปกันแบบในปักกิ่งแต่หาไม่เจอ และไม่อยากไปไกลจากแถวๆ นั้นด้วย คนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้จักรยานไฟฟ้า ไม่งั้นก็ใช้รถยนต์ไปเลย มอเตอร์ไซค์มีน้อยมาก และเมืองเค้าก็ยังขยายเรื่อยๆ มีการก่อสร้างอยู่ทั่วๆ เมือง พอเดินกลับมาถึงโรงแรม พักอีกแป๊บก็มี call เรียกให้เตรียมตัวไปสนามบิน และขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย



โล่งซะ..


มี เซเว่นด้วย


ดูโปรซะหน่อย ขนมจีบน่ากินเนอะ


ได้นมเปรี้ยวมา อร่อยสุดๆ




มุงกันใหญ่


ห้างนี้มีทั่วประเทศ


ใกล้ตรุษจีน ร้านทองจัดโปรโมชั่น


ดีไซน์ไม่ค่อยเหมือนทางบ้านเราเนอะ


รถเมล์มีเป็นเวลา


จักรยานไฟฟ้าทั้งน้าน.. มอเตอร์ไซค์มีน้อยมาก


น่ากิน แต่ยังไม่เปิด


ศูนย์การค้าอย่างนี้ มีทั่วเมือง


ตึกทั้งนั้น


กำลังสร้างอีกเพียบ



ทุกอย่าง อลังการ..









 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2560   
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2560 13:06:43 น.   
Counter : 318 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
space
space
China ณ. วันที่หนาวยิ่งกว่าจุดเยือกแข็ง #5 : ฮาร์บิ้น โบสถ์ งานโคมน้ำแข็ง

#ขออภัย รูปไม่ชัด แถมรูปน้อยเพราะหนาวมากกก (ยังจะแก้ตัวได้อีก)





"ฮาร์บิ้นเป็นเมืองชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อากาศหนาวเย็น อยู่ติดกับวลาดิวอสต๊อกของรัสเซีย เลยมีทั้งคนจีน คนรัสเซียและลูกครึ่งอยู่กันทั้งเมือง มีอาหารและวัฒนธรรมที่ผสมกันอย่างลงตัวด้วย" เพราะอ่านเจอประโยคนี้ พวกเราก็เลยต้องมา

11 Jan 2016 , 07:40 AM ,-26 ํc


8 โมงเช้า มาถึงแล้วฮาร์บิ้น สถานีรถไฟที่นี่เงียบๆ ผิดคาดเพราะเราคิดว่าเส้นทางนี้เป็นรถไฟสาย ทรานส-แมนจูเลีย เชื่อต่อกับรัสเซีย น่าจะมีคนเยอะแต่กลับไม่ค่อยมีคน ความรู้สึกแรกที่ออกมาคือหนาว น่าจะหนาวกว่าวันแรกที่มาถึงปักกิ่งแต่ความรู้สึกคือทนได้เพราะคราวนี้อุปกรณ์พร้อม เมื่อออกจากสถานีรถไฟ ก็มีคนมาเสนอขายที่พักกันยกใหญ่ ที่นี่มีโรงแรมที่พักเยอะเลย ถ้ามาช่วงนี้ที่เป็นช่วงเริ่มของเทศกาลโคมน้ำแข็ง คนจะยังไม่มาก คงไม่จำเป็นต้องจองที่พักมาเดินหาเอาก็ได้ แต่ถ้ามาตอนช่วงตรุษจีนคงต้องแย่งชิงกันหน่อย หลังจากเดินหาแท๊กซี่กันอยู่นานก็ได้พี่แท๊กซี่ใจดีช่วยพามาส่งถึงที่ พูดถึงตัวที่พัก เราไม่ได้เลือกพักกับโรงแรมฮิตอย่าง Ibis แต่เลือกพักแบบคนในท้องถิ่นเปิดให้เช่า ภายนอกดูน่ากลัวมากมาย เหมือนตึกร้างแต่จริงๆ แล้วที่เค้าต้องใช้พลาสติกปิดประตูเพื่อกันหนาว (ให้นึกถึงเวลาเปิดห้องเย็น แล้วมีพลาสติกหนาๆ ติดไว้ตรงประตูเปิดปิดกันความเย็นออก) ตามที่อยู่ให้ขึ้นไปชั้น 8 หาพนักงานต้อนรับเพื่อพาไปห้อง เธอบอกว่าเพราะเราเข้าเช้าเกินไป ห้องยังไม่ได้ทำ ทุกทีจะให้เข้าเที่ยง เราก็บอกว่าไม่เป็นไรเราแค่ขอเอาของไปไว้แล้วก็ถามไว้เลยว่าพรุ่งนี้คืนห้องหกโมงเช้าเลยได้มั๊ย เจ้าหล่อนก็บอกว่าไม่มีปัญหา เราก็วางใจละ ไม่ตกเครื่องแน่ พอไปถึงและเห็นห้องครั้งแรก มันหรูผิดข้างนอกมากมาย มีอุปกรณ์ครบครัน เหมือนเอาคอนโดมาทำเป็นโรงแรม แม้ว่าจะพูดได้แต่จีนก็เหอะ ลุงที่ทำห้องแกก็อัธยาศัยดีมาก เซอร์วิสมายด์เป็นเยี่ยม พยายามชวนคุยแต่เราไม่เชี่ยวพอ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็เมื่อยกันมากมาย เราให้ 4 ดาวเลย อีกดาวเก็บไว้เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง


นี่คือคำยืนยัน -26 ํc จริงๆ

พักซักแป๊บเราพร้อมตะลุยแล้ว ก่อนอื่น หาทางไปโบสถ์ที่ดังๆ ของฮาร์บิ้น หลังงมอยู่นาน ข้ามถนนผิดไปมา สรุปคือจากที่พักเราเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาแล้วเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเข้าซอยผิด ไปเจอร้านอาหารร้านนึงเลยแวะเข้าไปกินกัน ก่อนออกจากร้านก็ถามทางเพื่อความชัวร์ (อีกละ ถามจริงพวกแกมีอะไรที่ไม่มั่วมั่งเนี่ย) แต่ก็ไปไม่ถูกอยู่ดี เดินไปซักพักก็ถามทางคนแถวนั้น เค้าก็ชี้ไปไหนก็ไม่รู้ แล้วก็พูดจับใจความได้ว่า "...สั่วเฟยย่า ๆ .." อะไรฟระ พูดแต่คำนี้ ไม่เข้าใจ ก็เลยเดินมั่วกันต่อไป หลังจากนั้นเราก็ข้ามถนนไปทางห้าง ระหว่างทางข้ามสะพานลอย บนนั้นมีป้าขายอุปกรณ์กันหนาวแวะซื้อถุงมือกันคนละคู่ ถูกมากในความคิดเรา ที่เมืองไทยขายตั้งแพง เป็นแบบถุงมือที่ใส่เล่นสกี มันเขียนบอกไว้ด้วยนะ -20 ก็เอาอยู่ บนถุงมือ ป้าแกบอก คู่ละ 18 หยวน เราเลยต่อ 2 คู่ 30 ป้าแกให้ ก็เลยเสร็จเราคนละคู่ (หรือเราเสร็จแกหว่า) เจอละ ถ่ายรูปกันนิดหน่อย หนาวค่ะ เดินเข้าห้างกันดีกว่า เพราะเห็นในรีวิวว่ามีห้างหลังโบสถ์ อาจจะเป็นห้างนี้ก็ได้นะ (มั่วอีกละ) เดินเข้าไปเจอของกินมากมาย อดเสียดายไม่ได้ไม่น่ากินข้าวกันมาเร็วเลย มาหาที่นี่ละลานตามาก ส่วนใหญ่ขายพวกขนมปังหลากชนิด เบเกอรี่ ถั่วต่างๆและช๊อกโกแลต มีร้านโจ๊กและข้าวราดแกงด้วย ที่นี่ขายของชิ้นใหญ่มาก เลยทดลองซื้อขนมไข่ ก็งั้นๆ หลังจากนั้นก็หาทางไปโบสถ์กันต่อ เราเดินออกมาทะลุห้างก็เจอเลย โบสถ์เซนต์โซเฟีย (ดันจำชื่อไม่ได้ มารู้ตอนกลับมาถึงเมืองไทยว่าโบสถ์ชื่อนี้) คนฮาร์บิ้นเรียกว่า สั่วเฟยย่า ถึงบางอ้อเลย ว่าคนเมื่อกี้ชี้ทางให้ มาง่ายมากด้วยแต่พวกแกไม่เข้าใจเอง




นี่แหละ สั่วเฟยย่า



นกพิราบเพียบ




มีโครงวิหารอยู่หน้าโบสถ์ด้วย


ซูมดูยอดซะหน่อย สถาปัตยกรรมแบบรัสเซีย

เอาละปฏิบัติภารกิจให้มันลุล่วงซะ ถ่ายรูปกันอย่างเมามันส์ สักแป๊บเราก็แวะลงตลาดใต้ดิน เราได้สัมผัสกับการกินไอติมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายครั้งแรกที่ฮาร์บิ้นนี่แหละSmiley เพราะไอติมอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิภายนอก ทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น หง่ะ! พอพักกันจนพอแล้วพวกเราก็เดินช๊อบและกลับที่พักเตรียมตัวลุยงานแกะสลักน้ำแข็งและงานโคมน้ำแข็งต่อ

หลังจากเก็บความอบอุ่นพอแล้วก็ออกมาอีกทีเพื่อไปสวนเส้าหลิน (พยายามถามคนที่นี่อยู่เหมือนกันแต่ไม่มีใครรู้จัก เพราะคนที่นี่เรียกว่าสวนโจวหลิน 555) เดินหากันอยู่นิดหน่อย ถ่ายรูปข้างหน้าสวนแล้วกัน มองเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีอะไรเลยคิดว่าจะเดินไปทางแม่น้ำซงหัว แต่เดินไม่ถึงซักที ไม่รู้มาถูกรึเปล่าเราเลยหารถเมล์ไปเกาะพระอาทิตย์ดีกว่า




นี่แหละ สวนโจวหลิน

พวกเราเดินมาดูป้ายรถ ในจีนนี่ดีอย่างว่าระบบรถสาธารณะเค้าดี แม้ว่าจะอยู่เมืองชายแดนอย่างฮาร์บิ้นนี่ก็ตาม แล้วเห็นว่ามี 126 สายเดียวที่ไปไท่หยางเต่า หรือเกาะพระอาทิตย์ เราสุ่มขึ้นไปเพราะไม่แน่ใจว่าจะใช่ที่เดียวกับที่เราจะไปหรือเปล่า จริงๆที่ตัดสินใจขึ้นมาเพราะขึ้นตามน้องๆ กลุ่มที่ยืนรอรถอยู่ข้างๆด้วย แอบได้ยินว่าจะไปไท่หยางเต่าเหมือนกัน เมื่อขึ้นรถแล้วคนแน่นมาก รถน่าจะขับวนเมืองนะเพราะนานมาก แม้จะแค่ 6 ป้ายก็เหอะ แต่ละป้ายไกลมากเลย หลังจากข้ามแม่น้ำซงหัวที่กว้างมากๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงไท่หยางเต่า เราพร้อมไปดูเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งกันแล้ว รถจอดหน้าทางเข้าเลยแต่ขอโทษ งานจัดไว้ต้องเข้าไปอีกไกลมากไม่รู้ว่ากี่กิโลกันแน่แต่น่าจะมากกว่า 3 km. เห็นหิมะที่เราสามารถสัมผัสได้แล้วหล่ะ เป็นครั้งแรกของการเดินทางในครั้งนี้เลยที่เห็นหิมะตัวเป็นๆ หลังจากที่มีเห็นแต่น้ำแข็งมาตลอด ตามทางเป็นประติมากรรมที่ทำมาจากน้ำแข็งทั้งนั้น เราสองคนเดินย่ำหิมะไป ในขณะที่มีแต่คนเค้าเดินออกกัน


แม่น้ำซงหัว กว้างมากๆ ไม่อยากจะคิดสภาพถ้าต้องเดินข้าม



เดินตามทางที่มีแต่หิมะ


หิมะตัวเป็นๆ



ทำจากหิมะล้วนๆ




ในที่สุดถึงทางเข้า ถ่ายรูปที่ทางเข้าซักหน่อย แล้วเราไปแวะห้องน้ำ ซื้อตั๋วกัน 2 ใบ คนละ 240 หยวน จากรีวิวที่อ่านมาบอกว่า 180 หยวนก็คงจะรีวิวนานแล้วค่าเข้าขึ้นราคา เดินเข้าไป ไม่อยากเอามือออกจากกระเป๋าเลย มันหนาวค่ะ เดินถ่ายรูปงานแกะสลักน้ำแข็งซักพัก หางานของคนไทยไม่เจอเลยเพราะมันกว้างมาก แต่จริงๆ คนไทยได้รางวัลชนะเลิศนะ แถมไม่ได้ไปวังน้ำแข็งที่อยู่เข้าไปด้านในอีกต่างหากเพราะเดี๋ยวไปงานโคมน้ำแข็งไม่ทัน หลังจากออกมาแล้ว นั่งพักเก็บความอุ่นซักพักก็ตกลงกันว่าจะขึ้นแท็กซี่ไปงานกัน




เฮ้อ.. กว่าจะมาถึง



รูปน้อยไปนิด เพราะหยิบกล้องมาถ่ายแต่ละทีมันหนาววววว..









เมื่อมาถึงงานโคมน้ำแข็ง ก็ซื้อตั๋วเลย 2 ใบ 600 หยวน ตอนก่อนซื้อดูป้าย เขียน ว่า นักท่องเที่ยว คนละ 330 หยวน ถ้าเป็นบุคคลในพื้นที่ใกล้เคียงและเด็กนักเรียน แค่ 120 หยวนเองซึ่งแน่นอนต้องโชว์บัตรประชาชน ในที่สุดก็ได้เข้างานแล้ว ในงานจะเป็นแกะสลักน้ำแข็งเป็นสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งด้วยไฟสี เราสามารถ สัมผัส กอดจูบลูบคลำได้ แม้กระทั่งเลียก็ทำได้ถ้ากล้าพอ กว้างใช้ได้เลย



ถึงงานแล้วจ้า


พื้นที่ใหญ่มาก
























กำแพงเมืองจีนก็ปีนได้ที่นี่นะ



เบียร์ดังของเมืองนี้










อยู่กันซักประมาณ 3 ชั่วโมง พอสองทุ่ม คนเริ่มออกกันเยอะ มีรถเมล์มาถึงนี่สายเดียวคือสาย 29 ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแต่น่าจะเข้าเมือง แต่มืดแล้วและเหลือรถเมล์เที่ยวสุดท้าย เราเลยนั่งแท๊กซี่ ตอนแรกแท็กซี่เกือบไม่ยอมไปเพราะเราพูดจีนไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ของงานไม่ยอม เหมือนบังคับกลายๆ ว่าไม่มีสิทธิ์เลือกผู้โดยสารแต่พอขึ้นมา เค้าก็ชวนคุยนะ สุดท้ายเราเห็นตรงหัวมุมถนนถึงเพิ่งรู้ว่า 126 มันก็ผ่านใกล้ๆ ที่พักเรานี่นา แอบเศร้า อุตส่าห์เดินอ้อมไปซะไกล แถมรถเมล์ก็พานั่งอ้อมกลับมาที่หัวถนนอีกต่างหาก ตอนแรกที่นั่งรถผ่านเห็นป้ายถนนเดียวกับที่พักเราตั้งอยู่นึกว่าถนนยาวมาก เพราะรถเมล์วิ่งเกือบชั่วโมง ที่เสียดายคือ ลืมไปเก็บภาพโบสถ์ตอนกลางคืน และมาคราวนี้กล้องเราถ่ายไม่ชัดเลย พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า







 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2560   
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2560 17:26:08 น.   
Counter : 326 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
space
space
1  2  

HappyMorning
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add HappyMorning's blog to your web]
space
space
space
space
space