Bloggang.com : weblog for you and your gang

สีน้ำบนผืนผ้าใบ

Location :

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Group Blog

 
 
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
6 พฤศจิกายน 2551

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add สีน้ำบนผืนผ้าใบ's blog to your weblog]
Links
 

 

เพราะอะไร...

ขอท้าวความไปก่อนหน้านี้ ราวๆมีนาปี 2551
บ้านแตกเจ้าค่าเอ้ย ... บ้านแตก
และแม่คิดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้ากันดั้มน้อยๆของแม่แปลงร่างเป็นปิศาจตัวน้อยๆก็ได้

จะเริ่มเล่าเรื่องบ้านแตกไปเลยก็ดูจะไม่มีที่มาที่ไปนัก
เกิดใครมาอ่าน อาจจะตัดสินอะไรไม่ค่อยเป็นกลาง
คือ จะบอกว่าที่บ้านแตก ไม่มีใครดี และเลวร้ายปานนั้นนัก

ครอบครัวเจ้าปัญหาของเรา เริ่มต้นไม่สวยสดงดงามสักเท่าไหร่ เพราะทั้งพ่อและแม่ตอนเริ่มมีลูก ยังไม่พร้อมอะไรทั้งนั้น
เรื่องการใช้ชีวิต ปากท้อง ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก
อาจเพราะความโชคดีของเราสองคนที่ยังมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมค้ำจุนอยู่
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือ เราจะใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้อย่างไร
จะปรับตัวและใจอย่างไร ถึงจะเป็นพ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะมากพอ

ตอนนั้นความจริงเราสองคนก็อายุไม่น้อยแล้ว 22 กับ 24 แล้ว
แต่เรายังเด็กกันมาก ด้วยการเลี้ยงดูมาแบบไม่ได้รับความลำบากอะไรเลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องกังวลกับการใช้ชีวิตอะไรมากมายนัก
ดังนั้นพอมีลูก ชีวิตเหมือนโดนฟ้าผ่า เปรี้ยง ...

แต่ถ้าหากยังไม่ปรับใจ ปรับความคิด ลูกจะเป็นอะไรสำหรับพวกเราล่ะ ...
ภาระ หน้าที่ที่แสนหนักหน่วง น่ารำคาญ ส่วนเกินในชีวิต หรืออะไรก็ตามทีในทางลบ แต่แม่ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลย แม่อยากให้ลูกของแม่เป็นสิ่งดีดีที่เข้ามาในชีวิตนี้

แม่ใช้เวลาปรับตัว เรียกว่ากลับตัวกลับใจไม่นานนัก
ด้วยพลังความรักที่ลูกเลือกแม่ให้เป็นแม่ของหนูล่ะมั้ง
แม่เลยรับความจริง และต่อสู้ได้เร็วกว่าพ่อ

สำหรับพ่อในช่วงแรก ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรดีเลยในชีวิตครอบครัวของเรา
พ่อไปทำงานด้วยวุฒิที่พอจะทำงานได้แล้ว แต่ทำได้เพียงไม่นานก็ลาออก บอกว่าจะมาเรียนต่อให้จบในระดับปริญญาตรี ส่วนแม่ก็ยังคงเรียนอยู่จนจบ

ช่วงชีวิตระหว่างนั้น พวกเราอาศัยร่มใบบุญของย่าหนู
ในบ้านของย่า มีพ่อ แม่ กันดั้ม ย่า และลุงฝาแฝดของพ่อ
ชีวิตครอบครัวของเราไม่ราบรื่นนัก
จากการมาเป็นสะใภ้ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ซึ่งการแต่งงานและความเหมาะสม
ทำให้แม่ห่างเหินกับย่าหนูมากๆ และสร้างทัศนคติในทางลบกับย่าของหนูเสมอ หรือจะเรียกว่า "วัวสันหลังหวะ" ก็ได้

ส่วนตัวพ่อเอง ก็ยังไม่มีความเป็นพ่อและผู้นำนัก ชีวิตวนเวียนแค่กิน นอน เล่นเกม และไปเรียนในวันเสาร์ อาทิตย์
ส่วนแม่ ก็เรียนที่มหาวิทยาลัยตามปกติ จนจบ
ก็ไม่น่าแปลกที่ว่าทำไมฝั่งทางพ่อถึงไม่ลงรอยกับแม่นัก
ดูเหมือนว่าแม่จะไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ทางนั้นเลย
หนำซ้ำยังผลักภาระในการเลี้ยงดูรับผิดชอบหนูเสียอีก เพราะทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย และหน้าที่ในการดูแลหนูอยู่กับย่าทั้งหมด

ระหว่างนั้นพ่อกับแม่เองก็มักมีปากเสียงกันเป็นประจำ และเป็นสิ่งที่รุนแรงขั้นวิกฤต มีการลงไม้ลงมือกัน เรื่องคำด่าทอไม่ต้องพูดถึง เล่าตรงนี้ไม่ได้ เซ็นเซอร์อย่างเดียว ในเนื้อความจับใจนั้นมีเพียงเรื่องเดียวว่า เมื่อไหร่พ่อจะเป็นหลักในการดูแลครอบครัวเสียที และมันก็ยังคงวนซ้ำๆแบบนั้นเรื่อยมา

จนปีที่ 3 ในชีวิตของหนู แม่เริ่มถอดใจจากพ่อแล้ว
อยากที่จะกลับมาเริ่มต้นกับตัวเองใหม่
เบื่อที่จะต้องทะเลาะกันรุนแรงกับพ่อหนูอีก
และทุกครั้งก็เรื่องเดิมๆ หางานสิ ทำไมไม่มีอะไรดีขึ้น ทำไมไม่มีอนาคต ฯลฯ
และนี่ก็เป็นอีกเหตุนึงที่สร้างความน่ารำคาญให้กับย่าของหนู
เราจะทะเลาะกันเสียงดัง และรุนแรงถึงขั้นทำร้ายกันเสมอ
โดยเฉพาะต่อหน้าลูก ซึ่งมันไม่ดีเอาเสียเลย

บางครั้งพ่อเองก็ระงับตัวเองไม่ได้ มีมาลงกับลูกบ้างเหมือนกัน
และแม่ก็จำฝังใจ จนถึงขั้นเกลียดพ่อทีเดียว

แม่เริ่มกลับมาอยู่กับคุณยายต้อยบ่อยขึ้น
และพาลูกมานอนค้าง มันเป็นแผนของแม่เอง
หากลูกมานอนค้างที่บ้านแม่ได้
แม่จะแยกตัวออกมาจากที่นั่นทันที
และแม่ก็ทำสำเร็จ หนูสามารถอยู่ในบ้านของแม่ได้
แม่กังวลว่า บ้านที่ไม่มีแอร์ ไม่มีอะไรแบบที่บ้านย่าของหนูมีจะทำให้หนูลำบาก
แต่ไม่เลย หนูมีความสุขกับแม่ กับคุณยายต้อย

เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อก็มารับหนูกลับบ้าน
แม่กะเวลาให้พอดีกัน แล้วโทรหา เช็คความปลอดภัยว่า ถึงบ้านแล้วโดยสวัสดิภาพ
แต่กลับติดต่อพ่อไม่ได้ เมื่อติดต่อได้แล้ว กลับมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น
" โทรมาทำ_เฮีย_อะไร" ปลายสายตอบแม่กลับมาแบบนี้
แม่ตกใจปะปนความงงงวย "ใคร..." หรือสายพันกัน
แต่แล้วกับติดต่อพ่อไม่ได้อีกเลย

จนราวตี 3 พ่อติดต่อมาเอง รายงานข่าวว่าลูกถึงบ้านปลอดภัยดี และนอนหลับอยู่กับย่า ส่วนพ่อมีปากเสียงกับลุงฝาแฝดของหนู โดยเนื้อความว่า พ่อไม่ทำงาน เกาะย่ากิน เปลืองค่าไฟ เค้าเลยตัดไฟสายที่ต่อเข้าห้องนอนของพ่อ เลยเป้นชนวนเหตุให้เกิดการตีกันใหญ่โต

เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ห่วงหนูจับใจ ด้วยเหตุที่ว่า มีครั้งนึงแม่เห็นคน คนนั้นด่าทอลูกของแม่ ทั้งๆที่ลูกไม่ได้ทำอะไรให้เลย ด่าเพื่อระบายอารมณ์ ขำขำ สำหรับเค้า แต่สำหรับแม่ และหนู แม่ว่ามันไม่ขำเลยสักนิด
พอแม่ไปถึงบ้านพ่อ หนูไปกับย่าไม่อยู่ที่บ้าน และจะกลับมาในตอนเย็น แม่ตัดสินใจอยู่รอหนู และคิดว่าจะนอนค้างที่นี่สักคืน

พอลูกกลับมาแล้วแม่ชวนหนูไป 7-11 หน้าปากซอย คิดถึงลูกมากๆ แม้จะแค่คืนเดียว แต่เป็นค่ำคืนที่ยาวนานแสนนานสำหรับแม่ ที่เป็นห่วงหนู และติดต่อใครไม่ได้แบบนั้น เรากลับจาก 7-11 ด้วยความร่าเริง แต่ก็เพียงชั่ววูบ เมื่อคน คนนั้นกลับมาถึงบ้านแล้ว และมีท่าทางไม่สู้จะเป็นมิตร แววตาขวาง เขวี้ยงข้าวของ ส่อให้เห็นถึงอารมณ์ขุ่นมัวที่ไม่ธรรมดา

แม่ทิ้งหนูไว้ข้างล่างกัลย่า ด้วยกลัว่าคน คนนั้นจะมาหาเรื่องอะไรกับแม่ ซึ่งแม่ระลึกเสมอว่า เราเป็นคนอื่น หากมีเรื่องกันไป มันจบไม่สวย และไม่มีโอกาสที่จะต่อกันติดเป็นแน่ แม่เลยปลีกตัวขึ้นข้างบน ไม่นานนัก หนูก็เดินขึ้นมา พร้อมด้วยเสียงร้องไห้จ้า แม่ถามได้ความว่า คน คนนั้นด่าทอหนู " ไปไกลๆไม่ต้องมายุ่ง"

ประโยคง่ายๆที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ใครรู้บ้างว่ามันทำร้าย ทำลายจิตใจของลูกแม่มากแค่ไหน คนที่ขึ้นชื่อว่าลุง วันอื่นๆกวักมือเรียกหา ยิ้มแย้มอารมณ์ดี มาวันนี้เหตุใด ไล่ลูกแม่อย่างหมูหมาก็มิปาน

อารมณ์พายุขุ่นมัวพัดกระหน่ำในใจแม่ ภาพเก่าๆยามเมื่อลูก 7 เดือน ย้อนรอยฉายซ้ำ แม่จำวันนั้นได้ดี วันที่คน คนนั้นกลับมาที่บ้าน แล้วหนูดีใจ คลานต้วมเตี้ยมเข้าไปหา มันพูดใส่หน้าลูกของแม่ว่า " ไปไกลๆตีนkuเลยไอ้เด็ก_เฮีย_" แม่จำวันนั้นได้ดี พร้อมๆกับรอยของความโกรธเคืองที่ทำอะไรไม่ได้

หากแม่โวยวายไป ย่าของหนูต้องไม่เข้าข้างแน่ และคงเกิดเรื่องราวใหญ่โต แม่จะทำอย่างไรได้เล่า ได้แต่บ่มเพาะเมล็ดพันธ์ที่แสนขุ่มเคืองนี้จนหนู 3 ขวบ และมันมาอีกแล้วเหรอ สิ่งที่แม่ขุ่นเคืองนัก

แม่หันไปถามพ่อว่า พ่อจะว่าอย่างไรกับเรื่องนี้ แม่ไม่อยากยอมอีกแล้ว แม่พอแล้วกับการยินยอมทุกอย่าง โดยเฉพาะยอมให้คนอื่นทำร้ายลูกของแม่ แม้ว่าจะได้โดนกระทำทางกาย แต่ใจลูกแม่เล่า

พ่อทำอะไรไม่ได้ คนไม่มีงาน ไม่มีเงิน ยืนบนขาตัวเองไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง แม่พอเข้าใจ แม่เลยใช้หน้าแรกhi5เป้นเครื่องมือระบายความแค้นที่สั่งสม และก็เป้นเรื่อง เจ้าตัวรู้ตัวดีว่าแม่ด่าทอ รีบมาไล่พวกเราออกจากบ้าน
และนั่นก็เป็นเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของลูก

หนูจึงเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตในบ้านของคุณยายต้อย อยู่กับแม่และพ่อ ต่อมาพ่อกลับไปอยู่บ้านตัวเอง สายเลือดสายใยของเค้า แต่เราแม่ลูกยังคงอยู่ในบ้านแห่งสายใยของเรา แม่เองก็เริ่มทำงาน เวลาของเราแม่ลูกเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ลูกมีแต่คุณยายต้อยในวงงเวียนของทุกวัน

และหลายๆสิ่งภายในตัวลูกของแม่เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน จากที่ลูกพูดไม่เยอะ ไม่ได้เป็นเจ้าหนูจำไม ไม่ใช่เด็กดื้อแพ่ง ไม่ใช่เด็กที่แสดงออกทางอารมณ์ขนาดนี้ หนูก็เป็น จนสร้างความวุ่นวายใจให้แม่กับคุณยายต้อยมาก

วันหนึ่งหนูพูดกับแม่ว่า " ไม่ให้แม่ไปทำงานแล้ว ให้(ชื่อเจ้านายแม่)ทำเองไปเลย" หรือแม้กระทั่งว่า " แม่ไม่รักน้องกันต์แล้ว แม่เบื่อน้องกันต์" เมื่อแม่ถามว่า หนูรู้ได้ไง หนูชี้ที่หัว พร้อมๆกับตอบแม่ว่า " น้องกันต์มีสมอง" คำตอบจากปากของเด็ก 4 ขวบ ทำเอาแม่อึ้ง และต้องกลับมาพิจารณาตัวเองให้ดี เราเป้นแม่ที่ทำหน้าที่แม่พอเพียงกับความต้องการของแล้วหรือ ...

ลูกเราเป็นอะไร อะไรที่หมอเค้าว่า หรือเพียงต้องการให้เราสนใจ ใส่ใจมากกว่านี้

แม่เริ่มคิดไตร่ตรองมากมาย จะทำอย่างไรดีให้ชีวิตของพวกเราลงตัว โชคดีที่คนบนฟ้ายังเห็นใจพวกเรา พ่อได้งานทำ เป้นงานที่ดี มีโอกาสก้าวหน้า และมั่นคงในระดับหนึ่ง แต่ในการเดินเตาะแตะเริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบเต็มตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับผิดชอบ และบริหารทุกสิ่งให้เป้นได้ดังใจของทุกคน

ถ้าแม่ให้เวลากับหนูมากขึ้น งานก็คงทำไม่ได้ เพราะงานที่แม่ทำอยู่ในตอนนี้ไม่ได้หยุดในวันที่หนูหยุด และเดินทางไกลจากบ้านของเรามาก จนแทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกเลย

ในวันนี้แม่คงต้องเลือก ลูกกับงาน หรือจะว่าง่ายๆให้ชัดๆ ลูกกับเงิน และความมั่นคงของชีวิต

 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2551 21:59:38 น.
2 comments
Counter : Pageviews.

 

มาเป็นกำลังใจให้แม่น้องกันต์จ๊ะ

 

โดย: แบ๊น แบน 28 เมษายน 2552 21:35:26 น.  

 

มีความสุขมากๆ ทั้ง แม่และเด็ก เลยนะคะ

 

โดย: Aussie angel 3 ตุลาคม 2552 22:42:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.