|
|
 |
 |
 |
 |
| |
|
สัญญาณและอาการของคนติดเชื้อไข้หวัดหมู 2009
สัญญาณและอาการของคนที่ติดเชื้อไข้หวัดหมู
อาการของไข้หวัดหมูในคนนั้นมีอาการคล้ายกันกับอาการของคนที่เป็นหวัดปกติ และมีอาการต่อไปนี้คือ มีไข้ ท้องเสีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปว ด ศ ี รษะ หนาว และ ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนล้า ร่วมด้วย ในบางคนมีอาการท้องเสียร่วมกับอาเจียน และในอดีตมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นปอดบวม และ ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด เช่นเดียวกันกับหวัด ที่ไข้หวัดหมูอาจจะแย่ลงจนต้องมีสภาพการเรื้อรัง ผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดหมูควรได้รับการพิจารณาถึงศักยภาพในการติดเชื้อ ระยะเวลาความยาวนานของการฟักเชื้อจนมีอาการ และความเป็นไปได้ของอาการป่วยที่ยาวนานถึง 7 วัน เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับเชื้อเป็นเวลานาน สัญญานเตือนภัยที่จะบ่งบอกถึงการต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ต้องสังเกตมีดังนี้ ในเด็ก หากเด็กมีอาการหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก ผิวหนังเป็นจ้ำสีน้ำเงิน ดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอ ปลุกไม่ตื่น หรือไม่มีอาการตอบสนอง มีอาการงอแงไม่ยอมให้อุ้ม มีไข้เฉียบพลัน หรือมีอาหารหวัด ไออย่างรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบเข้ารับการรักษาทันที ในผู้ใหญ่ สัญญานเตือนภัยที่จะต้องรีบรักษาเช่นกันคือ อาการหายใจลำบาก หรือหายใจถี่ เจ็บ แน่นหน้าอกหรือช่องท้อง วิงเวียน หน้ามืด และอาเจียนอย่างรุนแรง หรืออาเจียนเป็นเลือด หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วน
การกระจายและการติดเชื้อของเชื้อไข้หวัดหมูมี 2 ทาง คือ ทางแรก เกิดจาการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ หรือการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ทางที่สอง การเกิดจากสัมผัสระหว่างคนกับคนที่ติดเชื้อ การกระจายและติดเชื้อระหว่างคนสู่คนนั้นได้มีการมีบันทึกไว้ และ ถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูที่มีไข้หวัดระบาด (Seasonal flu) สาเหตุให้ที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายจากคนสู่คนถือการไอ หรือจาม ของผู้ติดเชื้อ จะรักษาอย่างไร? ยาที่จะใช้รักษาอาการไข้หวัดหมูนั้น CDC แนะนำให้ใช้ตัวยา oseltamivir หรือ zanamivir (ทางที่ดีอย่าซื้อกินเอง ควรไปพบแพทย์ค่ะ...ผู้เขียน) สำหรับการบำบัดรักษา การป้องกันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสนี้ ยาต้านไวรัส (Antivirus drug) ตามคำสั่งยาของแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาน้ำ หรือ ยาชนิดสูดดม ที่มีฤทธิ์ต้านหวัดช่วยได้โดยการป้องกันการเจริญและพิ่มจำนวนในร่างกาย (ยังคงมีไวสหลงเหลือในร่างกาย) ถ้าหากมีอาการป่วย ยาต้านไวรัสเหล่านี้สามารถทำให้อาการป่วยลดลงและสามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นเร็วขึ้น และอาจใช้ป้องกันอาการหวัดที่รุนแรงได้ สำหรับการรักษานั้นยาต้านไวรัสทำงานได้ดีที่สุดถ้าใช้ตั้งแต่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 2 วันแรกที่มีอาการเหมือนเชื้อหวัด..ไม่มีวัคซีนในการรักษา อย่างไรก็ตามหากการกระทำใดๆในชีวิตประจำวันที่ผู้คนสามารถใช้ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจได้ก็สามารถนำมาใช้ป้องกันเชื้อไขหวัดหมูนี้ได้ ข้อแนะนำตามขั้นตอนพึงปฏิบัติเป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องสุขภาพของตัวคุณเอง ดังต่อไปนี้ 1. ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปากของคุณเมื่อไอ หรือจาม และทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดหลังการใช้ทันที 2. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือล้างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ (เช่นเจลล้างมือ) บ่อย ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลค่ะ แคกๆๆๆ
| Create Date : 25 พฤษภาคม 2552 | | |
| Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 16:50:49 น. |
| Counter : 765 Pageviews. |
| |
|
|
|
|
|
การปลูกถ่ายไขกระดูก
การปลูกถ่ายไขกระดูก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20 การปลูกถ่ายไขกระดูก โดย นายแพทย์ปริญญา สากิยลักษณ์ และคนอื่นๆ
การปลูกถ่ายอวัยวะ นับเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตยืนยาวขึ้น หรืออาจหายขาดจากโรคได้ ในกรณีที่เกิดโรคหรือมีพยาธิสภาพในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งซึ่งจะทำให้อวัยวะนั้นเสื่อมสภาพ และไม่สามารถทำหน้าที่ได้เป็นปกติ ตัวอย่างเช่น ไตวายหรือไตพิการ หัวใจล้มเหลว สามารถรักษาให้หายด้วยการเปลี่ยนไต และเปลี่ยนหัวใจ ไขกระดูกเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอวัยวะหนึ่ง ถ้าไขกระดูกไม่ทำงานหรือมีความผิดปกติ จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ทางโลหิตวิทยาขึ้น การปลูกถ่ายไขกระดูกให้แก่ผู้ป่วยที่มีโรคของไขกระดูกจะทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้ นอกจากนี้ได้มีผู้นำการปลูกถ่ายไขกระดูก มาใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคที่มีความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันต่างๆในปัจจุบันวิทยาการเกี่ยวกับการปลูกถ่ายไขกระดูก ได้มีความก้าวหน้าไปเป็นอันมาก จนถือเป็นวิธีการรักษาที่สำคัญวิธีหนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ศาสตราจารย์นายแพทย์ อี ดอนแนล โทมัส (E Donnall Thomas) แห่งศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสัน (Fred Hutchinson Cancer Research Center) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นครั้งแรก จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ได้รับเกียรติให้เป็นผู้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ศาสตราจารย์นายแพย์อี ดอนแนล โทมัส ผู้ริเริ่มและบุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกถ่ายไขกระดูกขณะรับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์และสรีรวิทยาในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ จากกษัตริย์คาร์ลกุสตาฟแห่งสวีเดน ถาม???? ไขกระดูกอยู่ที่ไหน มีความสำคัญอย่างไร การปลูกถ่ายไขกระดูกจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคใดบ้าง การปลูกถ่ายไขกระดูกทำกันอย่างไร การดูแลผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายไขกระดูก ไขกระดูกอยู่ที่ไหน มีความสำคัญอย่างไร
ไขกระดูกเป็นอวัยวะที่รู้จักกันน้อย ไม่เหมือนหัวใจ ไต และตับ แต่ไขกระดูกก็เป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่ง มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด เลือดของคนเราประกอบด้วยเม็ดเลือดและพลาสมาเม็ดเลือดมี ๓ ชนิด คือ เม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดงเป็นเม็ดเลือดส่วนใหญ่ที่มีในเลือดทำให้เลือดมีสีแดงเม็ดเลือดแดงมีเฮโมโกลบินเป็นส่วนประกอบ ทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ กลับไปทิ้งยังปอด เม็ดเลือดอีก ๒ ชนิด ซึ่งมีในเลือดในปริมาณที่น้อยกว่า คือเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ป้องกัน ต่อสู้ และทำลายเชื้อโรค ส่วนเกล็ดเลือดมีหน้าที่ป้องกันเลือดออก โดยทำให้เลือดแข็งตัว เม็ดเลือดต่างๆ เหล่านี้ถ้ามีปริมาณที่พอเหมาะและมีหน้าที่ปกติ จะทำให้การทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติสุข แต่ถ้ามีปริมาณน้อยลงหรือมีหน้าที่ผิดปกติ จะมีความผิดปกติและเกิดเป็นโรคขึ้น เช่น ถ้าเม็ดเลือดแดงน้อยลงจะมีโลหิตจาง เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากอาจมีภาวะหัวใจวาย เม็ดเลือดขาวน้อยทำให้มีไข้ เป็นโรคติดเชื้อ เกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกผิดปกติ
เม็ดเลือดทั้งสามชนิดนั้น มีแหล่งกำเนิด ในไขกระดูกซึ่งอยู่ในโพรงกระดูก ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในไขกระดูก เช่น ไขกระดูกไม่ทำงานหรือเป็นมะเร็งของไขกระดูก จะทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ปกติ เกิดอาการต่างๆ อันเป็นผลจากมีจำนวนเม็ดเลือด ปกติทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดลดลง จึงมีโลหิตจาง มีโรคติดเชื้อ และมีเลือดออกผิดปกติได้ ไขกระดูกจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ไขกระดูกของคนปกติ พบเซลล์เม็ดเลือดทั้งตัวแก่และตัวอ่อน
การปลูกถ่ายไขกระดูกจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคใดบ้าง
โรคที่รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ผลดี ได้แก่ โรคของกระดูก เช่น โรคโลหิตจางอะพลาสติก โรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย โรคที่มีภาวะพร่องภูมิคุ้มกัน และโรคมะเร็งของไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย และมัลติเพิลมิโลมา (multiple myeloma) และโรคมะเร็งอื่นๆ
โรคโลหิตจาง อะพลาสติกหรือโรคไขกระดูก เป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย มักสัมพันธ์กับการใช้ยาและสารเคมีบางชนิด เช่น คลอแรมเฟนิคอล ซัลฟา ยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด และยาฆ่าแมลง เป็นต้น ไขกระดูกของผู้ป่วยโรคนี้ไม่สร้างเม็ดเลือด จึงมีจำนวนเม็ดเลือดต่ำลง ทำให้มีอาการของโลหิตจาง มีไข้ มีโรคติดเชื้อ และมีภาวะเลือดออกผิดปกติ การรักษาโรคนี้อาจใช้ฮอร์โมนเพศชายกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูก แต่การรักษาไม่ได้ผลดี การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกให้ผลดีกว่า
โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากมีการสร้างสายโกลบินน้อยลง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย มีโลหิตจางเหลือง มีการเจริญเติบโตไม่สมอายุ เหนื่อยง่ายหัวใจวาย ตับม้ามโต มีเหล็กคั่ง โรคธาลัสซีเมียมีหลายชนิด บางชนิดมีอาการรุนแรง บางชนิดมีอาการน้อย ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากมักมีอายุสั้น การรักษาโรคธาลัสซีเมียทำได้โดยการให้เลือดและให้ยาขับเหล็ก การรักษาที่ทำให้หายขาดมีวิธีเดียว คือการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูก ต้องทำลายเม็ดเลือดที่ผิดปกติเสียก่อน แล้วนำไขกระดูกที่ปกติปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลิวคีเมีย เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในไขกระดูก โดยมีเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนที่ผิดปกติจำนวนมากในไขกระดูกซึ่งจะขัดขวางการสร้างเม็ดเลือดปกติในไขกระดูกทำให้มีอาการของโลหิตจาง มีไข้ มีโรคติดเชื้อและเลือดออกผิดปกติ เซลล์ลิวคีเมียหรือเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนนี้จะออกมาในเลือด และแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม และระบบประสาท ทำให้มีต่อมน้ำเหลือง ตับม้ามโต และมีความผิดปกติของระบบประสาทได้
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว แบ่งได้เป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรังชนิดเฉียบพลันมักมีอาการเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงผู้ป่วยมักถึงแก่กรรมในระยะเวลาอันสั้น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นระยะหนึ่ง ต่อมาโรคมักกลับมาเป็นอีกและรักษาไม่ได้ผล สำหรับชนิดเรื้อรังมักมีอาการไม่รุนแรง และมีการดำเนินโรคช้า ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการของมีก้อนในท้องจากการที่มีม้ามโต การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีอยู่นานเฉลี่ยราว ๓ ปี แล้วมักเปลี่ยนเป็นชนิดเฉียบพลัน ซึ่งรักษาไม่ได้ผล การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกทำให้ผู้ป่วยหายขาดและมีชีวิตรอด ในอัตราที่สูงกว่าการให้ยาเคมีบำบัด
โรคมะเร็งอื่นๆ ที่รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ผลดี ได้แก่ มะเร็งของต่อมน้ำ-เหลืองหรือลิมโฟมา เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลือง ม้าม และต่อมธัยมัส อาจมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองโต ตับ ม้ามโต การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษามักให้ผลดีแก่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจให้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งได้ผลดี
นอกจากโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองแล้วโรคมะเร็งอื่นๆ ที่รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ผลดี ได้แก่ มะเร็งเต้านม และนิวโรบลาสโทมา (neuroblastoma) เป็นต้น
การปลูกถ่ายไขกระดูกมิได้ช่วยรักษาโรคมะเร็งโดยตรง แต่เอื้ออำนวยให้สามารถให้ยารักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ ในการรักษามะเร็งนั้นต้องใช้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาแต่มักมีภาวะแทรกซ้อนจากการที่ไขกระดูกถูกกดและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ทำให้ไม่สามารถบริหารยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาในขนาดสูง ที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดสิ้นไปจากร่างกายและไม่ทำให้โรคมะเร็งกลับมาเป็นใหม่ได้อีก แต่ถ้าให้ยาเคมีบำบัด หรือรังสีรักษาในปริมาณสูงร่วมกับการปลูกถ่ายไขกระดูก จะทำให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้หมด ขณะเดียวกันระยะเวลาที่ไขกระดูกถูกกดจะสั้น ไขกระดูกที่ปลูกถ่ายให้จะเริ่มทำงานและทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้
การปลูกถ่ายไขกระดูกทำกันอย่างไร
ในการที่จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นผู้ป่วยที่จะรับไขกระดูก เรียกว่า ผู้รับ และผู้ที่จะให้ไขกระดูก เรียกว่า ผู้ให้ การเลือกที่จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกจำเป็นต้องประเมินผู้ป่วยเสียก่อน ทั้งในด้านโรคที่ผู้ป่วยเป็น สภาพร่าง-กายและจิตใจ แพทย์จะต้องคำนึงถึงผลได้และผลเสียในการปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยแต่ละราย
การเลือกผู้ให้ ผู้ให้ที่ดีที่สุดควรเป็นคู่แฝดไข่ใบเดียวกันซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกอย่างร่างกายผู้ป่วยก็จะรับไขกระดูกโดยที่ไม่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่โอกาสที่ผู้ป่วยจะมีคู่แฝดไข่ใบเดียวกันมีน้อย ดังนั้น ในการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยทั่วไป มักใช้ไขกระดูกจากพี่น้องท้องเดียวกัน โดยตรวจลักษณะทางพันธุกรรม ที่เรียกว่า เอช แอล เอ แอนติเจนซึ่งถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง จะเลือกใช้ผู้ให้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมดังกล่าวเหมือนกัน ซึ่งมีโอกาสร้อยละ ๒๕ ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง อาจใช้ไขกระดูกของตัวเองเจาะเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -๑๙๖?ซ. โดยมีไดเมธิล ซัลฟอกไซด์ เก็บไว้ให้กับผู้ป่วยหลังให้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาในขนาดสูง
การเตรียมผู้ป่วยก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ป่วยที่จะรับการปลูกถ่ายไขกระดูก ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น การที่ร่างกายผู้ป่วยไม่ยอมรับไขกระดูก การเกิดปฏิกิริยาของไขกระดูกที่ให้เข้าไปต่อร่างกายของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยเป็นมะเร็งจำเป็นต้องได้รับเคมีหรือรังสีรักษาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกายก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูก มิฉะนั้นมะเร็งจะกลับมาเป็นอีก
วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก การปลูกถ่ายไขกระดูกง่ายกว่าการปลูกถ่ายอวัยวะอื่นมาก ทำได้โดยดูดไขกระดูกจากกระดูกบริเวณก้นกบของผู้ให้ นำไขกระดูกที่ได้ไปกรอง และให้ผู้ป่วยโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ผู้ให้จะมีอาการเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่เจาะเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น จะไม่มีอันตรายอย่างอื่นเลยการปลูกถ่ายไขกระดูกต่างจากการปลูกถ่ายอวัยวะอื่น เช่น การปลูกถ่ายไต ผู้ให้จะต้องเสียไตออกไปข้างหนึ่ง และแพทย์จะต้องทำการผ่าตัดนำไตที่จะเปลี่ยนเข้าไปอยู่ในตัวผู้ป่วย แต่การปลูกถ่ายไขกระดูกผู้ให้ถูกดูดไขกระดูกออกไปแต่ร่างกายจะสามารถสร้างไขกระดูกขึ้นมาชดเชยได้ ผู้ให้มิได้เสียอวัยวะของตนเองเหมือนกับการบริจาคอวัยวะอื่น การบริจาคไขกระดูกจึงเปรียบเสมือนกับการบริจาคเลือดเท่านั้น ไม่มีอันตรายต่อผู้ให้เลย ในการเจาะไขกระดูก เนื่องจากต้องการไขกระดูกจำนวนมาก ใช้เวลาเจาะนาน จึงมักดมยาสลบผู้ให้ก่อน
การดูแลผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายไขกระดูก
เนื่องจากต้องเตรียมผู้ป่วยก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูก ด้วยการให้ยากดภูมิคุ้มกัน เคมีบำบัด และรังสีรักษา ซึ่งจะมีผลทำให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอลง ดังนั้นในระยะ ๒-๔ สัปดาห์ก่อนที่ไขกระดูกที่ให้เข้าไปใหม่จะเริ่มสร้างเม็ดเลือดจำเป็นจะต้องดูแลผู้ป่วยเป็นพิเศษ ระวังอันตรายที่จะเกิดจากโรคติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติ ให้เลือดและเกล็ดเลือดทดแทนให้อาหารทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานได้น้อยไม่เพียงพอ
ผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โรคติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติ และปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน เป็นผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลา ๒-๔ สัปดาห์ หลังการปลูกถ่ายไขกระดูก เม็ดเลือดขาวที่ต่ำจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อทั้งจากแบค-ทีเรีย เชื้อรา และไวรัส ได้บ่อย นอกจากนี้ยังมีเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งทำให้เลือดออกผิดปกติปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ปฏิกิริยาของร่างกายผู้ป่วยไม่ยอมรับไขกระดูกจากผู้ให้ พบได้ไม่บ่อย แต่ที่พบบ่อยกว่าคือปฏิกิริยาของไขกระดูกต่อผู้รับ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีผื่นที่ผิวหนัง ตัวเหลืองท้องเสีย ซึ่งถ้ารักษาไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายได้
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิวัฒนาการของการรักษาโรคต่างๆ ที่การรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดี การปลูกถ่ายไขกระดูกให้ผลการรักษาดีกว่าวิธีการรักษาวิธีอื่น แต่การปลูกถ่ายไขกระดูกก็อาจทำให้เกิดความพิการ และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายไขกระดูกค่อนข้างแพงการใช้วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเหล่านี้ดีขึ้น 
| Create Date : 02 กรกฎาคม 2550 | | |
| Last Update : 31 สิงหาคม 2550 13:41:12 น. |
| Counter : 2758 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ผิวหน้าเต่งตึงปราศจากรอยตีนกา
ตำลึง สรรพคุณ ครีมพอกหน้าอย่างดี ผิวหน้าเต่งตึง ปราศจากรอยตีนกาวิธีใช้ วิธีใช้นำยอดตำลึงและใบอ่อนมาปั่นรวมกับน้ำผึ้งแท้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าที่ล้างสะอาดแล้วในเวลาก่อนนอน พอกทิ้งไว้ 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำประจำ ผิวหน้าจะเต่งตึง นุ่มนวล ปราศจากรอยตีนกา

| Create Date : 11 กันยายน 2549 | | |
| Last Update : 11 กันยายน 2549 9:54:58 น. |
| Counter : 1135 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ใบหน้านวลเนียน
ว่านหางจระเข้ สรรพคุณ ช่วยให้ วิธีใช้ นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาด ปอกเปลือกเอาแต่สุ้นใสๆมาล้างน้ำ หั่นให้ละเอียดและปั่นรวมกัน ใส่ไข่ไก่ลงไป 1 ฟอง ปั่นให้เป็นครีมเหนียวและข้น เสร็จแล้วนำมาพอกหน้าที่ทำความสะอาด ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ ผิวหน้าจะนวลเนียนใสสะอาด

| Create Date : 11 กันยายน 2549 | | |
| Last Update : 11 กันยายน 2549 9:54:31 น. |
| Counter : 554 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ใบหน้าชุ่มชื่นผ่องใส
แตงกวา สรรพคุณ ทำให้ใบหน้าชุ่มชื่น ผ่องใส วิธีใช้ นำแตงกวามาล้างน้ำให้สะอาด นำไปปั่นให้ละเอียด (โดยไม่ต้องปอกเปลือก) แล้วทาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำทุกวัน วันละครั้ง ผิวหน้าจะชุ่มชื่น ผ่องใสเป็นยองใย

| Create Date : 11 กันยายน 2549 | | |
| Last Update : 11 กันยายน 2549 9:52:57 น. |
| Counter : 596 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
|
| |
|
 |
 |
 |
 |
|
|