|
ตอนที่ 29 เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาคอหงส์
ตอนที่ 29 เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาคอหงส์ เขาคอหงส์และเขาบริวาร เช่น เขาน้ำน้อย เขาหลง มีพื้นที่ประมาณ 24,000 ไร่ เฉพาะเขาคอหงส์อย่างเดียวคือ 9,000 ไร่ ภูเขาทั้ง 3 ลูกนี้ อยู่ภายในแนวเทือกเขาก็เดียวกัน และเชื่อมต่อกับ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแหรง ดังนั้นการจะประกาศให้พื้นที่เขาหงส์และเขาบริวาร ให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า อีกแห่ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เนื่องจากเขาคอหงส์และเขาบริวาร เป็นป่าที่อยู่ติดเมืองผืนใหญ่ ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก ในกการที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นแหล่งสันทนาการให้แก่ประชาชน
และการที่เขาคอหงส์ และเขาบริวาร อยู่ใกล้เมืองจึงมีความสำคัญในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติให้แก่ประชาชน จึงเกิดเป็นโครงการที่มีชื่อว่า "ป่าในเมือง" โดยในปัจจุบันมีกลุ่มอนุรักษ์เขาคอหงส์ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 จังหวัดสงขลาได้ดำเนินการสำรวจเส้นทางทางธรรมชาติเพื่อเป็นแนวทางในการจัดตั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาหงส์
แต่ทว่าการจะจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาโกงให้สำเร็จได้นั้น จะต้องเข้าใจพื้นที่ก่อนว่าพื้นที่นี้มีการครอบครองของผู้คนเพื่อทำการเกษตรอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการจะประกาศเขตป่าออกไปจะเป็นการขัดแย้งกับประชาชนผู้ครอบครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรอยู่ก่อนแล้ว. ดังนั้นเราจึงต้องแยกพื้นที่นี้ออกเป็นส่วนๆดังนี้
1 คือพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่ภายใต้ส่วนราชการเช่น สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ มณฑลทหารบกค่ายเสนาณรงค์ ศูนย์วิจัยยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ พื้นที่พวกนี้เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้เขตของศูนย์ราชการ ซึ่งไม่มีการบุกรุกแผ้วฐานเป็นสวนยางพาราหรือสวนเกษตร พื้นที่พวกนี้สามารถถูกรวบรวมให้อยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาโกโหแบบมีเงื่อนไขได้ เนื่องจากพื้นที่ข้างต้นที่กล่าวถึง เป็นพื้นที่ส่วนราชการที่ไม่มีการบุกรุก จึงมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยยะสำคัญ 2 พื้นที่ที่ถูกครอบครองทำการเกษตร ที่ส่วนใหญ่เป็นเอกสารการครอบครองแบบสค 1 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพาราและสวนผลไม้ พื้นที่ในรูปแบบนี้มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 เขาคือเขาน้ำน้อยเขาหลงและเขาคอหงส์ ดังนั้นการจะประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาก็คงได้นั้น จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ครอบครองเพื่อทำการเกษตร โดยเราสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแซมยาง ตามสวนยางพาราและสวนผลไม้ ตามพื้นที่ภูเขาทั้ง 3 ได้ ป่าในภาคใต้คือป่าดิบชื้น ที่จะต้องมีไม้ชั้นบนไม้ชั้นกลางและไม้ชั้นล่างจึงจะนิยามได้ว่าเป็นป่า แต่ทว่าสวนยางพารานั้น ไม่มีไม้ชั้นกลาง เราจึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยาง ปลูกไม้แซมยาง เพื่อให้เป็นไม้ชั้นกลาง จึงจะเข้านิยามของคำว่าป่า อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง และยังช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ให้แก่เกษตรกร
การปลูกพืชแซมยามจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่สวนยางพาราโดยรวม ลดการกัดเซาะหน้าดิน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่น้ำตกโตนหญ้าปล้อง ซึ่งเป็นน้ำตกแห่งเดียวของเทือกเขาคอหงส์ ที่จะสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้
| Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2569 17:02:51 น. |
| Counter : 281 Pageviews. |
|
 |
|