|
|
|
ทริปดองเค็ม - "Chuc mung num maui " # Vietnam Ep.8 เก็บตก ฮานอย
8 มกราคม 2550 วันสุดท้ายในฮานอย พร้อมโบกมืออำลา
ต้องขอเตือนเพื่อนๆให้เก็บตั๋วรถไฟไว้ให้ดีเพราะตอนเช้าที่ออกจากสถานีรถไฟก็จะมีการขอตรวจตั๋วอีกครั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าจะปรับให้จ่ายเงินเพิ่มหรือเปล่า แต่ตอนที่เรากำลังหาตั๋วอยู่มีคนมาบอกว่ามีตั๋วรึเปล่าถ้าไม่มีจ่ายเค้าเท่านั้นเท่านี้ เดี๋ยวเค้าพาออกไปให้ ซึ่งเราก็งงๆ อยู่ ดีแต่เราหาตั๋วเจอเลยไม่มีอะไรออกมาได้ ออกมาก็ต้องผจญกับเหล่าแท็กซี่ที่โขกราคากันสุดฤทธิ์เพราะเป็นเวลาแค่ตีสี่ เราสองคนถามแท็กซี่แล้วราคาโหดมากเลยใช้บริการมอเตอร์ไซต์คันนึงเพราะของเราไม่มากด้วย ให้ไปส่งที่โรงแรม
ไปถึงเนื่องจากในซอยยังมืดอยู่เราเลยไม่กล้าเข้าไปได้แต่ยืนรอที่แสงไฟปากซอย พอเห็นเริ่มมีคนเข้าออกก็เข้าไป แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเรียกคนในโรงแรม ซึ่งที่จริงแล้วสามารถเรียกเจ้าหน้าที่ได้เลย ก็พอดีป้ากะลุงข้างๆ บ้านเค้าออกมาแล้ว เห็นเรายืนอยู่ไม่กล้าเรียกก็เลยช่วยเรียกให้ แต่ลักษณะการเรียกของเค้ารุนแรงไปหน่อยสำหรับพวกเรา เราเลยอดเกรงว่าคนอื่นที่ผ่านไปผ่านมากะคนในโรงแรมเค้าจะด่า แต่ไงก็ต้องขอบคุณป้ากะลุงแกที่ทำให้เราไม่ต้องรอเก้อหน้าโรงแรม ที่จริงวันนี้กะจะไปทัวร์ฮาลองบกแต่เนื่องจากกลัวว่าทัวร์จะเลทและเราจะกลับมาไม่ทันกลับไฟท์ตอนสามทุ่มก็เลย ขอยกเลิกไปโดยเสียค่ามัดจำคนละสองเหรียญจากราคาทัวร์ 12 เหรียญ ซึ่งโรงแรมก็เข้าใจแถมยังให้เราฝากของไว้ได้

เราก็เลยออกไปตระเวณเที่ยวเก็บตกในฮานอยแทนคือไปโบสถ์ St Joseph Cathedral ซึ่งอยู่มาทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เป็นโบสถ์คริสต์ที่สวยงามมากและที่สำคัญคือเค้าว่าเป็นหนึ่งในโลเคชั่นที่สำคัญของละครเรื่อง ฮอยอันฉันรักเธอ ตอนที่เค้ามาบอกรักกันหน่ะ แล้วก็แวะกินมื้อเช้าที่ MOCA Café ซึ่งเป็นสภากาแฟที่อยู่ใกล้ๆ เสร็จแล้วเราก็ไม่ลืมที่จะไปจองตั๋วชมโชว์หุ่นกระบอกน้ำกันพลาด (พลาดไปเสียดายแน่) เมื่อ ได้ตั๋วแล้วก็นั่งรถเมล์ไปวัดหมั่นเหมียว กลับจากวัดหมั่นเหมียวมาเกือบบ่ายก็แวะช๊อปของฝากแถวๆ ร้านค้ารอบๆ ทะเลสาบ แนะนำร้านค้าที่อยู่ฝั่งไปโบสถ์สำหรับของพวกโคมไฟ หรือหัตถกรรมไม้ ได้ราคาถูกกว่าใกล้ๆโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ แต่ถ้าเป็นเป้หรือขนมกับของอื่นๆก็เดินหาซื้อแถวๆ โรงละครได้เลย โดยเฉพาะหมวกต่อราคาไปโลดเลย เราซื้อหมวดแก๊บปักธงเวียตมาโหลๆกว่าๆ ได้ตกใบละไม่ถึง 60 บาทอ่ะ

โชคดีเมื่อพวกเราซื้อของกันเสร็จก็มาแวะลองกินเฝอร้านริมถนนเลยทำให้ได้เจอพี่ๆ คนไทยอีกสองคน ซึ่งไปขอนั่งด้วยกัน ถามได้ความว่าพี่เค้าจะกลับกรุงเทพไฟท์เดียวกับเราพอดี เลยนัดแนะไปแท็กซี่พร้อมกัน ขึ้นรถตอนทุ่มนึง ทำให้ประหยัดค่าแท็กซี่แถมได้รู้จักพี่ๆ ที่น่ารักเพิ่มขึ้นอีก
แม้ไฟท์จะดีเลย์ไปเกือบสามชั่วโมงแต่ก็ทำให้เป็นช่วงเวลาที่มิตรภาพดีดีได้ก่อตัวขึ้นส่งท้ายการเดินทาง
ทริปนี้ทรหดโหดมันฮาและหนาวมากได้ใจจริงๆ แต่ถ้าให้ไปเวียดนามอีกรอบก็ขอคิดหนักอ่ะนะ แบบว่าแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว 5555+++
| Create Date : 14 ตุลาคม 2552 | | |
| Last Update : 14 ตุลาคม 2552 20:03:38 น. |
| Counter : 536 Pageviews. |
| |
|
|
|
|
|
ทริปดองเค็ม - "Chuc mung num maui " # Vietnam Ep.7 ตลาดบัคฮา
7 มกราคม 2550 ตลาดบัคฮา-ลาวไก
ตื่นเช้าไปเก็บบรรยากาศช่วงเช้าบริเวณตลาดซาปากันก่อนเดินแวะหาอะไรรองท้องและส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์
โรงแรมนัดให้ทัวร์ไปตลาดบัคฮา ซึ่งเป็นตลาดวันเสาร์รถมารับตอน แปดโมง ทัวร์ทริปนี้ใช้รถตู้เหมือนไปฮาลองเบย์มีเพื่อนร่วมคณะประมาณ 7-8 คน เป็นฝรั่งทั้งหมด โดยมีครอบครัวน่ารักๆ หนึ่งครอบครัว คู่เพื่อนอีกสี่คน และคุณปู่คุณย่าที่น่ารักอีกหนึ่งคู่ ไกด์ชาวเวียตนามต้องยอมรับว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดี กล้าพูดกล้าคุย ที่สำคัญเค้าภูมิใจมากที่จะนำเสนอพวกโรงเรียนหรือสถานศึกษามากๆ โดยเมื่อได้เห็นโรงเรียนที่สร้างเหมือนสถานที่ราชการสำคัญๆ ก็ต้องยอมรับว่าประเทศนี้เค้าให้ความสำคัญกับการศึกษามากจริงๆ ทัวร์เริ่มออกจากซาปามุ่งหน้าสู่ตลาดบัคฮาซึ่งอยู่ติดกับชายแดนประเทศจีนชนิดที่ข้ามแม่น้ำไปก็เป็นเมืองจีนแล้ว ระหว่างทางเป็นถนนเลียบสันเขาที่ต้องอาศัยความระมัดระวังและความชำนาญเป็นอย่างมากของคนขับในการวิ่งสวนกัน ซึ่งสร้างความหวาดเสียวให้เราเป็นระยะๆ ยิ่งสูงยิ่งเสียวแต่วิวก็ยิ่งสวย
สักประมาณ 11 โมงก็มาถึงบริเวณตลาดบัคฮา ซึ่งจะเห็นชาวเขาของเวียตนามเต็มพื้นที่ไปหมด ไกด์แวะให้ลงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วปล่อยให้เราเที่ยวชมอิสระก่อนมาพบกันอีกทีที่ร้านอาหารแห่งนี้ตอนบ่ายสองโมง

พอเดินเข้าไปตลาดจะเป็นลักษณะวงกลมคือเดินได้รอบแล้ววนมาที่ร้านอาหารได้อีก สินค้าที่ขายในตลาดก็มีมากมายทั้งของกินของใช้ ก็คล้ายๆ กับตลาดนัดบ้านเรา เดินถ่ายรูปดูโน่นดูนี่หาขนมกินได้สักพักใหญ่ ก็ตัดสินใจกลับมากินข้าวที่ร้านที่ไกด์นัดไว้ เนื่องจากเป็นร้านที่ดูดีที่สุดแล้ว เพราะในตลาดจะเป็นนั่งยองๆ กินและคนพลุกพล่านเกินไป อาหารร้านนี้ก็โอเคธรรมดาๆ ราคาก็ไม่แพง ระหว่างนั่งรอก็ต้องร่วมขบวนการผิงไฟ เพิ่งเข้าใจชีวิตของคนเมืองหนาวที่เค้าชอบนั่งล้อมวงผิงไฟกันก็คราวนี้เองว่ามันอุ่นจิงๆ พอรอจนคณะมากันจนครบก็ออกเดินทาง

แวะไปสัมผัสชีวิตชาวเขาเวียดนาม จริงๆที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เห็นบ้านดินที่เห็นบ่อยๆ ทางทีวี แถมเด็กๆ แถวนี้ก็เล่นลูกข่างกันเก่งมากๆ จนฝรั่งต้องหยุดดูกันพักใหญ่

โดยที่ต่อมาก็มาแวะที่จุดผ่านแดนระหว่างลาวไกกับจีนให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนจะพาไปส่งยังออฟฟิคของบริษัทหน้าสถานีรถไฟลาวไกเพื่อแยกลูกทัวร์ที่ต้องการรอขึ้นรถไฟกลับฮานอย กับคนที่จะเดินทางกลับไปซาปา ซึ่งพวกเราก็ได้เอาสัมภาระรอขึ้นรถไฟที่นี่ โดยที่นี่เค้าก็จะบริการห้องน้ำให้ฟรี นั่งรอจนกว่าจะไปขึ้นรถไฟก็ได้ ถ้าไม่ขี้เกรงใจอย่างเรา
เนื่องจากพวกเราไม่อยากเกรงใจด้วยการสั่งอาหารมากินฆ่าเวลารอ เลยนั่งอยู่สักพักแล้วก็เดินสำรวจๆ รอบๆ ก่อนที่จะเอาของไปรอขึ้นรถไฟดีกว่า ซึ่งการที่ไม่ได้ไปพร้อมคนอื่นๆ ทำให้เราไม่รู้ว่าตั๋วรถที่เรามีอยู่ในมือที่แม้จะระบุตู้และที่นั่งแต่ก็เป็นแค่ Voucher ที่บริษัททัวร์เค้าออกมาให้ซึ่งเราจะต้องเอา Voucher นี้ไปรับตั๋วรถไฟก่อนขึ้นรถ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่พนักงานตรวจตั๋วหน้าตู้รถไฟบอก จึงต้องรีบวิ่งตาลีตาเหลือกกลับไปหาเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์เพื่อรับตั๋ว เนื่องจากมันจวนเจียนเวลารถออกมากแล้ว และระยะทางจากตู้ไปที่หน้าสถานีก็ไม่ได้ใกล้ๆ เลย เจ้าหน้าที่ที่รับเปลี่ยนตั๋วเป็นผู้ชายคนนึงซึ่งจะถือกระเป๋าบรรจุตั๋วของบริษัททัวร์ต่างๆ ไว้ อยู่บริเวณหน้าสถานี โดยเราต้องยื่น Voucher ให้เค้าหาตั๋วมาให้อีกที ได้ตั๋วมาขึ้นรถอย่างทุลักทุเลทั้งๆ ที่เอาเวลาไปนอนรอได้ถมเถ ขึ้นมาบนรถไฟก็สุดจะดีใจเมื่อพบกับเพื่อนร่วมเดินทางคู่เดิม จึงมีเรื่องราวแลกเปลี่ยนประสบการณ์อวดรูปถ่ายและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันพอสมควร
| Create Date : 14 ตุลาคม 2552 | | |
| Last Update : 14 ตุลาคม 2552 20:03:17 น. |
| Counter : 666 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ทริปดองเค็ม - "Chuc mung num maui " # Vietnam Ep.6 ลาวไก-ซาปา
6 มกราคม 2550 ลาวไก-ซาปา
ประมาณตีสี่ก็มาถึงลาวไก ซึ่งก็มีพนักงานรถไฟคอยมาปลุก พอตื่นก็เก็บสัมภาระปลุกเพื่อนร่วมทางที่หลับลึกกันพอสมควร เก็บของเสร็จก็ได้ยินเสียงจากสถานีและคนทยอมเริ่มลงจากขบวนรถ ก็เดินตามกันไป 4 คน เพื่อหารถจากลาวไกเข้าซาปา ซึ่งโชคดีที่เรามีข้อมูลมาก่อน จึงซื้อตั๋วรถที่ทางออกจากสถานีเป็นรถตู้ในราคาคนละ 2 USD ก่อนจะไปรอที่รถให้คนเต็ม เพราะมีฝรั่งที่ไม่ได้ซื้อตั๋วมาขึ้นรถพอถึงซาปาโดนเรียกค่าโดยสารคนละ 2.5 USD ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับความตุกติกนี้ในสายตาผู้โดยสารคนอื่นๆไม่น้อย
ระหว่างทางไปซาปาเป็นถนนแคบซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในการขับขี่และเส้นทางเป็นอย่างมาก หมอกลงหนาจนแทบจะมองไม่เห็นข้างหน้าทำให้ต้องบีบแตรในทุกๆ โค้งของถนน สร้างความตื่นตัวให้คนโดยสารอย่างเราตลอดเวลา แต่เมื่อเริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ที่ยิ่งสูงยิ่งหนาวและยิ่งสวยก็ทำให้พอทำใจไปได้ พอถึงซาปารถก็จะพาไปแวะเพื่อแนะนำโรงแรมที่เค้ามีคอนแท็คกันไว้ ซึ่งทำให้เพื่อนชาวแคนาดาของเราเลือกพักที่นั่น แต่เราจองที่พักไว้แล้วจึงให้รถพาไปส่งที่โรงแรมแทน โรงแรมที่เราพักคือ Mountain View Hotel ราคาคืนละ 10 USD เป็นโรงแรมที่เห็นวิวได้สวยแห่งหนึ่งของซาปาห้องพักน่ารักและอยู่ในแถบตลาดเดินเที่ยวเองได้สะดวก

มาถึงเช็คอินตอน 7 โมงเช้าเนื่องจากแขกยังไม่เช็คเอ้าท์ทำให้เราต้องไปทานอาหารเช้ารอในห้องอาหาร ซึ่งอาหารเช้าที่รวมกับค่าห้องคือขนมปังกับไข่เจียวแบบบ้านเราไม่ช่ายออมเลทนะ ซึ่งถ้าได้ข้าวสวยร้อนๆสักถ้วยคงดีพิลึก

สักประมาณ 8 โมงก็ได้เข้าห้องเนื่องจากอากาศหนาวมากจากหมอกที่ลงจัด ทำให้ไม่อยากที่จะขยับตัวไปอาบน้ำ (นอนเกี่ยงกันอยู่ตั้งนาน) แต่พอได้ไปอาบน้ำอุ่นกลับไม่อยากออกจากห้องน้ำ (ก็มันโครตหนาวเลยหนิ) ออกมาถามพนักงานที่เค้าเตอร์ว่าวันนี้กี่องศา เค้าบอกว่า 4 องศา เราก็โหย สอบถามเรื่องทัวร์ที่จะไปตลาดบัคฮาพรุ่งนี้ด้วย ได้ในราคาคนละ 10 USD ซึ่งเค้าจะแวะไปส่งที่ลาวไกเพื่อให้ขึ้นรถไฟกลับเลย แต่ปัญหาคือเงินดอลล่าร์ก็เหลือแค่ยี่สิบกว่าเหรียญรวมกับเงินดองที่มี ถ้าจ่ายค่าโรงแรมกับค่าทัวร์ก็เหลืออีกนิดหน่อยแต่ไม่ได้กินอะไรสบายๆ ที่สำคัญกะจะไปเช่ามอร์เตอร์ไซต์ขับเที่ยวด้วย ประกอบกับวันนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งแบงค์ที่ซาปาปิดและที่โรงแรมก็ไม่รับแลกเงินไทย เลยเกิดอาการมึน เพราะตอนแรกตั้งใจจะแลกที่ฮานอยแต่ก็กลับมาไม่ทันได้แลก เลยลองเอาบัตรไปกดเอทีเอ็ม ทีนี้ปรากฏว่าบัตรที่เราเอาไปมันเป็นบัตรเอทีเอ็มธรรมดาไม่ได้ทำวีซ่าหรือมาสเตอร์ไว้มันจึงกดไม่ได้ (นึกว่าเอาที่มีตังส์มากๆ มาแล้วเชียว) แล้วรหัสเอทีเอ็มของบัตรเครดิตที่เอาไปก็จำไม่ได้ หมดปัญญาก็เลยกลับไปขอรูดบัตรเครดิตที่โรงแรม ปรากฏว่าเค้ารูดให้โดยไม่ตรวจพาสปอร์ต (เพราะบัตรเรากับพาสปอร์ตมันเขียนนามสกุลไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนแรกคิดว่ารูดไม่ได้) เลยรอดตัวไป เคลียร์ค่าโรงแรมกับทัวร์เรียบร้อยก็ออกไปหามอร์เตอร์ไซด์เช่าเพื่อไปเที่ยวหมู่บ้านแคท แคทซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด กว่าจะหาทางเข้าไปหมู่บ้านก็หลงอยู่หลายรอบ ขับไปหนาวไปทางชื้นและลาดชันแม้จะเป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ก็ต้องขับด้วยความระมัดระวัง ระหว่างทางสวนกับนักท่องเที่ยวที่เดิน trekking สวนมาด้วยสภาพที่เปื้อนโคลนกันมาเต็มที่ เพราะหมอกลงจนเป็นละอองน้ำ วิวที่นี่สวยมากบรรยากาศท่ามกลางขุนเขาทำให้นึกถึงภาพในนิยายเรื่องเสราดารัลหรือนิยายเมืองหนาวของลักษณาวดี ไปถึงหมู่บ้านจอดรถเดินข้ามสะพานแขวนไปดูน้ำตกและทางที่เค้าเดิน trekking เดินไปไม่เท่าไหร่พี่เราก็ไม่ไหวแล้วเลยได้แต่ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศแค่รอบๆ ก่อนขับรถออกมา เนื่องจากยิ่งบ่ายหมอกก็ยิ่งกลายเป็นน้ำทำให้ชื้นและหนาวมากขึ้น เราจึงได้แต่ขับเล่นบริเวณรอบๆไม่กล้าไปหมู่บ้านอื่นๆ ต่อ

พอหกโมงเย็นก็มาคืนรถซื้อโปสการ์ดมานั่งเขียนกันที่รถ ประมาณทุ่มนึงก็ไปหาร้าน ซึ่งมีHot pot อันขึ้นชื่อ สั่ง Spring roll มาหนึ่งชุดกับ fish Hot pot มาอีกชุด (ซึ่ง Hot pot ชุดใหญ่ มีผักเยอะหลายอย่างมากต้องกินสักสามคนอย่างน้อยถึงจะหมดอ่ะ) พร้อมกับเบียร์เวียตมาลองชิม รสชาติเบียร์สิงบ้านเราดีกว่าเยอะ โดย Spring roll จะมีพนักงานมาคอยสาธิตวิธีการห่อให้ก่อน อร่อยทั้งสองอย่างมื้อนี้พยายามกินแล้วแต่ยังไงก็ไม่หมด หลังจากอิ่มและอุ่นจาก Hot pot ตอนแรกว่าจะไปหากาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนต่อ ก็ต้องล้มไป เปลี่ยนมาเดิน Love market บริเวณหน้าโบสถ์แทน

คืนนี้เพื่อนที่ร่วมเดินทางบนรถไฟบอกให้ไปเจอกันที่ร้าน Bamboo bar เพราะเค้ามีโชว์ตอนสองทุ่ม แต่เนื่องจากไม่มีแรงเดินหาร้าน เลยเปลี่ยนเป็นเดินเล่นแล้วไปเข้านอนดีกว่า เพราะอากาศหนาวมาก ดีที่ขอฮีตเตอร์เค้าไว้โดยเพิ่มอีก 2 เหรียญไม่งั้นตื่นเช้ามาคงตัวแข็ง งัดไม่ออกจากที่นอนแน่ๆ
| Create Date : 14 ตุลาคม 2552 | | |
| Last Update : 14 ตุลาคม 2552 20:02:50 น. |
| Counter : 369 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ทริปดองเค็ม - "Chuc mung num maui " # Vietnam Ep.5 ฮาลองเบย์
5 มกราคม 2550 ฮาลองเบย์...ทะเลหนาว
สำหรับทริปฮาลองเบย์จองได้ที่ราคาคนละ 17 USD รวมอาหารกลางวัน พนักงานนัดให้เรารีบกลับมาเพราะจะต้องไปขึ้นรถไฟตอนสามทุ่มไปซาปาคืนนี้ ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ ทัวร์ก็มารับนั่งรถตู้ไปสักพักก็จะมีแวะพักที่ศูนย์หัตถกรรมระหว่างทาง อากาศวันนี้มีฝนตกปรอยๆ ทำให้ที่ฮาลองเบย์หนาวมาก นั่งรถมาถึงท่าเรือพอก้าวออกมาจากรถเกือบทนไม่ได้ เพราะอากาศก็หนาวยิ่งเจอลมทะเลพัดมายิ่งหนาวใหญ่ (ทะเลอะไรวะโครตหนาววว)

ขึ้นเรือเรียบร้อยก็เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี อาหารไม่ได้เป็นอาหารทะเลแบบบ้านเราก็เป็นอาหารง่ายๆ พวกผัดๆ ทอดๆ รสชาติใช้ได้ พวกเราทานร่วมกับโต๊ะชาวเวียดนามสองคนและหนุ่มชาวอังกฤษอีก1 คน ซึ่งเค้าคงแปลกใจว่าทำไมผู้หญิงไทยกินเก่งจัง (ก็มันหนาวอ่ะเลยหิวมาก 555) กินอาหารเสร็จเรือก็ล่องไปเรื่อยๆ ล่องไปสักพักก็มาแวะที่เกาะใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนภูเขาลูกใหญ่ขึ้นเที่ยวชมถ้ำซึ่งถูกจัดตกแต่งด้วยแสงไฟจนดูเหมือนไม่ค่อยได้สัมผัสกับธรรมชาติเท่าไหร่

ทริปนี้มีคนเวียดนามหลายคน ญี่ปุ่น และฝรั่งรวมแค่ 12 คน ไกด์ค่อนข้างวุ่นวายไม่ค่อยจัดระเบียบลูกทัวร์เท่าไหร่ทำให้เสียเวลาไปมาก อีกทั้งต้องไปส่งลูกทัวร์ที่ขึ้นไปพักบนเกาะ ด้วยจึงทำให้ช้าไปอีก พอกลับมาฝั่งก็ต้องไปแวะส่งคู่รักชาวเวียดนามที่โรงแรมอีก ทำให้เราออกจากฮาลองเบย์ช้ามากๆๆๆๆ เราก็เริ่มกังวลกลัวไปไม่ทันขึ้นรถไฟเพราะหกโมงเย็นแล้ว ก็บอกไกด์ ไกด์ก็ยังเฉยๆ บอกว่าทันถ้าสามทุ่ม (ใจคอจะไม่ให้เราเตรียมตัวก่อนรึไง) ดีที่เจ้าหน้าที่ของโรงแรมโทรมาเข้าเครื่องไกด์จึงเกิดอาการกระตือรือร้นหน่อยเพราะรถไฟมันออกตอนสองทุ่ม 50 ซึ่งปกติไปทัวร์ฮาลองเบย์ไม่เกิน 1 ทุ่มก็ต้องกลับไปส่งที่โรงแรมแล้ว ที่น่าหมั่นไส้คือไกด์ยังมีหน้ามาโทษเราอีกว่าบอกเค้าว่าสามทุ่ม อ้าวก็โรงแรมบอกมาสามทุ่มหนิเค้าก็ต้องคิดว่าปกติไปทันอยู่แล้ว แล้วเราก็บอกตั้งแต่ตอนเริ่มทัวร์แล้วนะว่าคืนนี้เราต้องขึ้นรถไฟไปซาปาต่อ ดีที่เราเก็บของฝากไว้ด้านล่างแล้วพอไปถึงทางโรงแรมก็เรียกแท็กซี่ไว้คอยอยู่แล้วจึงไปถึงทันเวลาเพราะมีเจ้าหน้าที่ของโรงแรมไปส่งที่รถไฟด้วย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหาไม่งั้นคงไม่ทัน ซึ่งเราก็ประทับใจกับบริการของโรงแรมนี้มากๆ ขอแนะนำเลยค่ะ
รถไฟไปซาปาเป็นรถไฟตู้นอนแบบสี่เตียงราคาที่เราจองไปคนละ 38 USD เป็นตั๋วแบบไป-กลับ เพื่อนร่วมเดินทางเป็นฝรั่งพี่ชาย-น้องสาวจากแคนาดาน่ารักมาก เนื่องจากคุ้นหน้าเพราะเจอกันเมื่อวานที่ร้านขายหมวกข้างๆ โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ จึงคุยกันถูกคอกันทีเดียว โดยมีพนักงานรถไฟมาคอยเตือนให้เอาสัมภาระไว้ใต้ที่นอนเพื่อป้องกันขโมย อากาศบนรถไฟหนาวมาก แม้มีผ้าห่มที่ให้บริการก็ช่วยไม่ได้ต้องเอาผ้าของตัวเองหามาห่มทับอีกหลายชั้น
| Create Date : 14 ตุลาคม 2552 | | |
| Last Update : 14 ตุลาคม 2552 20:02:26 น. |
| Counter : 373 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
|
ทริปดองเค็ม - "Chuc mung num maui " # Vietnam Ep.4 ฮานอย
4 มกราคม 2550 ใครว่า..Little ฮานอย
หลับมาตลอดคืนอย่างไม่สบายนักแต่ก็ดีกว่ารถจากลาวมากมาย เนื่องจากวุ่นวายกับการจัดรถไม่พอกับคนโดยสารทำให้เสียเวลาเดินทางไปค่อนข้างมาก พอเริ่มเข้าเขตฮานอยก็ได้ยินเสียงเตรรถวุ่นวาย ไม่นานนักก็เจอเซอร์ไพรส์เต็มเมื่อผ่านตลาดก็เห็นหมาหั่นห้อยตามตู้กระจกแทนหมูหันเป็นตัวๆ โดยรถมาจอดเขตก่อนเข้า Old Quarter ให้เปลี่ยนเป็นรถตู้คันเล็กแทน แล้วพาไปส่งที่ออฟฟิคซึ่งเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณ Old Quarter ใกล้ๆ ทะเลสาบ Hoan Kiem Lake เข้าฮานอยปุ๊ปก็เจอเลยกับความเจ้าเล่ห์ที่เค้าเตือนกันมา ตอนที่มาส่งก็พูดจาดีชวนให้ไปดูห้องพัก แต่เนื่องจากเราติดต่อจองทัวร์และที่พักไว้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่ได้ใช้บริการ ก็พยายามถามทางไปโรงแรมที่ติดต่อด้วย ก็ไม่ได้รับการสนใจ จึงต้องโทรไปให้ที่โรงแรมส่งคนมารับ คนที่โรงแรมส่งมารับก็ดันเป็นพ่อหนุ่มน้อยที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่เลยคุยกันไม่เข้าใจ เราก็ถามว่าไกลแค่ไหนเพราะถ้าไม่ไกลก็เดินไปได้ เค้าก็พูดไม่ได้พอให้คนที่พาดูห้องช่วยก็ได้เรื่องเลย เค้าก็มาบอกว่าไกลให้ไปแท็กซี่เดี๋ยวเค้าเรียกให้เราก็เลยอืมได้ แล้วเค้าก็ขอตังส์ก่อนด้วย 5000 ดอง แต่รอไปสักสิบนาทีรถก็ไม่มา ก็เลยถามเค้าก็บอกเดี๋ยวมาๆ ระหว่างนั้นก็ลองพยายามคุยกับหนุ่มน้อยเค้าก็พูดพอเข้าใจว่าเดินไปได้ แต่พอเราตัดสินใจไม่รอจะเดินไปและขอเงินคืนเจ้าคนนั้นก็กวนบอกไม่ได้เค้าเรียกรถมาแล้ว เลยต้องเสียอารมณ์เลยตามเลยรอแล้วนั่งรถมาปรากฏว่าจริงๆแล้วไม่ไกลมาเดิน 5 นาทีก็ถึง แถมพ่อหนุ่มน้อยยังโดนดุเพราะโรงแรมต้องจ่ายค่าแท็กซี่ที่มาส่งพวกเราด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่าต้องจ่ายเพิ่มอีก สงสารน้องเค้ามากอ่ะ ด้วยความที่เลยเวลาไปมากทำให้ไปไม่ทันร่วมทริปฮาลองเบย์ที่จองไว้ซึ่งตั้งใจว่าจะไปวันนี้ ก็เลยเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้แทนและงดทัวร์ฮาลองบกไป คุยเคลียร์ค่าห้องค่าทัวร์กันเรียบร้อยก็ขึ้นไปอาบน้ำนอนพัก ตอนเที่ยงก็ออกมาหาอะไรกิน เดินออกมาจากซอยเข้าโรงแรมเห็นร้าน Little Hanoi ที่ขึ้นชื่อก็เลยต้องแวะเข้าไปชิมตอนแรกคิดว่าเป็นร้านอาหารปรากฏว่าเป็นร้านคาเฟ่ มีกาแฟกับอาหารเช้าและเบเกอรี่ เลยไม่ได้กินไรมาก นั่งเล่นสักพักก็ไปเดินรอบๆทะเลสาบ ไปจองตั๋วดูโชว์หุ่นกระบอกน้ำปรากฏว่าวันนี้เต็มทุกรอบก็เลยต้องอดไปเอาไว้มาดูวันกลับ

เลยเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยไปผ่านไปรษณีย์กลางทางเส้นไป Hanoi Opera House ตามถนน Trang Tien แวะกินไอติมร้านดัง แม้จะอากาศหนาวๆ ก็อร่อยดี แถมที่โอเปร่าเฮ้าท์กำลังมีคู่บ่าว-สาวมาถ่ายภาพแต่งงานพอดี บรรยากาศโรแมนติกจัง รู้สึกว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ถ่ายรูปแต่งงานยอดฮิตเลยไปเป็น Museum : Revolutionary, History, Geological อยู่ด้านหลังของ Opera house แยกด้านซ้าย มีอารยธรรมโบราณต่างๆ ให้ดูด้วย สำหรับตรงแยกไปรษณีย์กลางจะมีคนให้แลกเงินซึ่งให้เรตดีกว่าในแบงค์และต่อรองราคาได้แต่ให้ระวังตุกติกหน่อยให้เค้านับเงินให้เราให้ครบก่อนแล้วค่อยยื่นเงินให้เค้านะ



ถามสายรถเมล์ที่จะไปบ้านลุงโฮเรียบร้อยก็มาที่ท่ารถตรงหน้าทะเลสาบขึ้นรถก็บอกกระเป๋ารถเมล์ให้ช่วยบอกว่าลงป้ายไหน ถึงที่เค้าก็บอกโดยชี้ให้เดินไปทางขวามือ เราก็ลงแล้วเดินไปเรื่อยๆ ไปถ่ายรูปหน้าทำเนียบประธานาธิบดี- พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ วิหารเสาเดียว และจตุรัสบาดิงห์ ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน ขากลับคิดว่ามันไม่ไกลมาจะลองเดินกลับดู ก็เดินไปผ่านพิพิธพัณฑ์สงครามโลกผ่านสถานทูตต่างๆ จนมาถึงอนุสรณ์ของใครสักคนอ่านม๊ะออก ก็เริ่มเมื่อยจึงข้ามฝากไปรอขึ้นรถเมลล์ ขึ้นสายเดิมก็คิดว่าจะไปจอดที่ท่ารถหน้าทะเลสาบ แต่ปรากฏว่ารถกลับไปจอดที่อู่อีกด้านทำให้ต้องเดินย้อนกลับมาออกทางโอเปร่าเฮ้าท์อีกรอบ เดินหลงตั้งนานเล่นเอาเมื่อยไปเลย เนื่องจากเย็นแล้วก็มีร้านค้าเปิดมากมายก็เดินดูของกันไปเรื่อยๆ คิดว่าเสื้อกันหนาวที่นี่จะถูกกว่าบ้านเราแต่ปรากฏว่าราคาพอๆ กันแถมแพงกว่าถ้าเทียบคุณภาพเลยยังไม่ได้ซื้อแค่ดูๆ ไว้ก่อนค่อยซื้อวันกลับดีกว่า พอเริ่มหิวก็เดินหาร้านอาหาร Little Hanoi ที่ขึ้นชื่อ เดินถามอยู่นานก็ไปเจอร้านนึงเป็นร้านเล็กๆ แต่มีฝรั่งนั่งอยู่เต็ม ก็ต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกับสองสามีภรรยาคู่นึง อาหารที่สั่งมาก็อร่อยดีเน้นไปที่พวกผัดๆ พอเดินออกมาก็เจอร้าน little Hanoi อีกหลายร้าน ฮาดิ เลยงงกันไปใหญ่ว่าร้านไหนกันแน่ แต่ช่างมันเหอะ กลับโรงแรมไปโหลดรูปจากการ์ด พนักงานที่โรงแรมนัด 8 โมงครึ่งสำหรับทัวร์ไปฮาลองเบย์พรุ่งนี้ ดังนั้นรีบไปนอนเอาแรงดีกว่า
| Create Date : 14 ตุลาคม 2552 | | |
| Last Update : 14 ตุลาคม 2552 20:01:53 น. |
| Counter : 301 Pageviews. |
| |
|
| |
|
|
| |
|
|