บันทึกระหว่างแปลหนังสือ (2)
[22-6-2555]



ผมไม่เชื่อเรื่องเจตจำนงเสรีในความหมายทางปรัชญาเลย มนุษย์ทุกคนนอกจากจะกระทำสิ่งต่าง ๆ ภายใต้ภาวะบีบบังคับภายนอกแล้ว ยังกระทำตามความจำเป็นภายในอีกด้วย คำกล่าวของโชเพนเฮาเออร์ที่ว่า “มนุษย์สามารถทำตามความปรารถนาของตนเอง แต่ไม่อาจปรารถนาได้ดังที่เขาปรารถนา” นั้น เป็นแรงบันดาลใจแท้จริงสำหรับผมตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก คำพูดนี้ช่วยปลอบประโลมทุกครั้งที่เจอเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของคนอื่น อีกทั้งยังเป็นต้นน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้งของความอดทนอดกลั้น -ไอน์สไตน์



อ่านมาถึงมุมมองที่เป็น deterministic ของไอน์สไตน์ซึ่งเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มีตอนหนึ่งแกบอก "ผมรู้ว่าในทางปรัชญา ฆาตกรไม่ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ตัวเองก่อ แต่ผมก็ขอเลือกที่จะไม่ดื่มชาร่วมกับเขา" อดสงสัยไม่ได้นะฮะ ถ้าการกระทำถูกกำหนดมาล่วงหน้าจริง แกจะเลือก (prefer) ได้ยังไง เว้นแต่จะถูกกำหนดมาให้เลือกหรือชอบที่จะไม่ดื่มชาร่วมกับฆาตกร ทีนี้ ถ้าสิ่งที่เลือกหรือชอบเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมา ประโยคครึ่งหลังก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็บอกไม่ได้ว่าจริงหรือเท็จจนกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น เป็นเพียงการตั้งความหวังว่า ขอให้ฉันถูกกำหนดมาให้เลือกที่จะไม่ดื่มชาร่วมกับเขา

[23-6-2555]



ช่วงที่ไอน์สไตน์สนับสนุนขบวนการไซออนิสต์ แกขัดแย้งกับพวกกลืนกลาย (assimilationist) คราวหนึ่งกลุ่มพลเมืองเยอรมันแห่งศรัทธาแบบยิวเชิญให้ไปพูด นอกจากจะกล่าวหาคนกลุ่มนี้ว่ากำลังแบ่งแยกตัวเองออกจากยิวยุโรปตะวันออกที่ยากจนกว่าหรือมีความเนี้ยบน้อยกว่าแล้ว ยังด่าด้วยว่า "Can the 'Aryan' respect such pussyfooters?"

[3-7-2555]



ตอนนักข่าวถามไอน์สไตน์ว่ามีแค่ 12 คนที่เข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพจริงหรือไม่ ไอน์สไตน์ตอบว่าไม่ และพยายามอธิบายทฤษฎีแก่นักข่าวคนนั้น โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตสองมิติที่เคลื่อนที่ไปบนพื้นผิวสองมิติซึ่งโค้งเป็นทรงกลม เสร็จแล้วนักข่าวก็กลับมาเขียนถึงความงุนงงของตัวเองซะหรู แต่เปลี่ยนเป็นสไตล์การเขียนผ่านมุมมองของบุคคลที่สาม

"When the reporter came to he was vainly trying to light a three-dimensional cigarette with a three-dimensional match" นี่เป็นบทสรุปของเรื่อง "It began to trickle into his brain that the two-dimensional organism referred to was himself, and far from being the 13th Great Mind to comprehend the theory he was condemned henceforth to be one of the Vast Majority who live on Main Street and ride in Fords."

คารวะสำนวนนักหนังสือพิมพ์ชิคาโกสามจอก

[4-7-2555]



ตอนที่ Rathenau ถูกลอบสังหารในฐานะชาวยิวผู้สนับสนุนสนธิสัญญาแวร์ซายและเจรจาสนธิสัญญาราปาลโล (เขาเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ) ชาวเยอรมันส่วนใหญ่เศร้าโศกเสียใจ แต่ก็ใช่ว่าจะทุกคน ฮิตเลอร์เรียกฆาตกรที่กราดกระสุนปืนกลพร้อมระเบิดมือใส่รถของ Rathenau ว่าฮีโร่ ทางด้านนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลคู่อาฆาตของไอน์สไตน์ชื่อเลนาร์ดก็ท้าทายความเศร้าด้วยการเปิดสอนตามปกติ (มหาวิทยาลัยปิดในวันพิธีฝังศพ) จนทำให้เขาถูกคนงานเดือดดาลลากตัวออกจากชั้นและเตรียมจับโยนลงแม่น้ำเน็กคาร์ ตำรวจเข้ามาห้ามไว้ทัน



“ตอนที่สามีของฉันทำอะไรฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ คนก็จะพูดกันว่าเพราะเขาเป็นอัจฉริยะ” เอลซาตัดพ้อ “กระนั้นพอทีฉันบ้าง กลับกลายเป็นไร้วัฒนธรรมไป” อ่านแล้วทั้งขำ ทั้งเห็นใจนะครับ วันนั้นทั้งคู่ไปเยี่ยมข้าหลวงใหญ่อังกฤษ Sir Herbert Samuel ด้วยความประหยัดหรือไรไม่ทราบ ไอน์สไตน์ยืนกรานจะนั่งรถไฟชั้นประหยัด (ทั้ง ๆ ที่เขาจัดตู้นอนชั้น 1 อย่างดีไว้ให้แล้ว) พอไปถึงด้วยความที่เธอเหนื่อยจัดและประสาทเสียกับพิธีรีตองแบบอังกฤษ จึงหนีไปนอนตั้งแต่หัววัน

[19-7-2555]



ในจดหมายถึง Louis de Broglie ฉบับหนึ่งไอน์สไตน์พูดเปรียบเทียบกับนกกระจอกเทศไว้น่ารักเชียวครับ "ผมคงดูเหมือนนกกระจอกเทศที่ฝังหัวตัวเองลงในทรายแห่งทฤษฎีสัมพัทธภาพตลอดกาล เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับปิศาจควอนตัม"

[20-7-2555]



ตาย ๆ แปลไปแปลมาน้ำตาคลอ; วันที่ไอน์สไตน์ล้มในห้องน้ำ คืนนั้นหมอฉีดมอร์ฟีนให้เขาหลับ ส่วนดูคาสก็มานอนข้าง ๆ คอยวางน้ำแข็งบนริมฝีปากที่แห้งผาก เส้นเลือดโป่งพองเริ่มแตก วันรุ่งขึ้นคณะแพทย์มาประชุมกันที่บ้าน หารือชั่วครู่ แนะนำศัลยแพทย์คนหนึ่งที่อาจผ่าตัดไอ้เส้นเลือดเอออร์ตาได้ แต่โอกาสก็น้อย ไอน์สไตน์ปฏิเสธครับ “เป็นเรื่องไร้รสนิยมที่จะยืดชีวิตแบบปลอม ๆ” เขาบอกกับดูคาส “ผมได้ทำส่วนของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องไป และผมก็จะไปอย่างสง่างาม”

[21-7-2555]



หลังจากไอน์สไตน์เสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง เช้าวันนั้น ในชั้นเรียนของนักเรียนเกรดห้าโรงเรียนพรินซ์ตัน คุณครูถามว่า เด็ก ๆ ได้ข่าวอะไรกันบ้างมั้ยคะ นักเรียนหญิงคนหนึ่งกระวีกระวาดรีบยกมือตอบกลัวเพื่อนแย่ง "ไอน์สไตน์ตายแล้วค่ะ" กระหยิ่มได้ชั่วครู่ก็ถึงกับกริบ ด้วยนักเรียนชายหลังห้องซึ่งปกติเป็นคนไม่ค่อยพูดค่อยจาข่มทับว่า "พ่อของผมเก็บสมองของเค้าไว้ด้วยฮะ" เป็นไงล่ะ เจอลูกชายของ โทมัส ฮาร์วีย์ เข้าไป อันที่จริงตอนผ่าศพไอน์สไตน์ ฮาร์วีย์แอบเก็บสมองเอาไว้เองโดยพลการ ตอนหลังพอครอบครัวรู้ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา แกอ้างว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์ ไอน์สไตน์เห็นด้วย เชื่อเหอะ

[หลังจากเขียนลง fb มีเพื่อนเข้ามาบอกว่า "เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ แต่สุดท้ายเค้าก็คืนให้โดยทำเรื่องขอโทษด้วยค่ะ"]

[ผมตอบ] ฮาร์วีย์เป็นผู้พิทักษ์สมองของไอน์สไตน์อยู่ถึง 43 ปีครับ ระหว่างนั้นก็สไลด์แจกจ่ายให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษา ซึ่งมีบทความวิชาการตีพิมพ์จากการศึกษาแค่ 3 เรื่อง ญาติของไอน์สไตน์คนแรก ๆ ที่ได้รับการติดต่อเป็นรุ่นหลาน (ลูกเลี้ยงของลูกชาย) ซึ่งสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นลูกของไอน์สไตน์ จึงจะตรวจสอบดีเอ็นเอกับดีเอ็นเอสมองของไอน์สไตน์ แต่ก็ทำไม่ได้ทางเทคนิค เป็นผลจากการดองของฮาร์วีย์เอง ตอนฮาร์วีย์ส่งมอบภารกิจพิทักษ์สมองที่เป็นเศษ ๆ ส่วนที่เหลือ แกก็ไม่ได้คืนญาตินะครับ แต่ส่งให้กับ pathologist ที่ รพ. พรินซ์ตัน อีกคน ผมเข้าใจว่าตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ รพ. พรินซ์ตันนั่นแหละ

[26-7-2555]



ประติมากรคือ Robert Berks (คนเดียวกับที่ปั้นหัวของ Kennedy ที่ Kennedy Center) ส่วน James Van Sweden เป็นผู้ออกแบบภูมิทัศน์ บนสมุดฉีดที่ไอน์สไตน์ถือในมือมีสมการ 3 สมการ อธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป, ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และที่ขาดไม่ได้ E = mc2 นอกจากนี้ บนขั้นบันไดหินอ่อนที่ไอน์สไตน์นั่งพิงมีคำพูด 3 ประโยค หนึ่งในนั้นคือ “ตราบเท่าที่ผมมีทางเลือกใดก็ตามในเรื่องนี้ ผมจะอยู่เฉพาะในประเทศที่เสรีภาพของพลเมือง การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และความเสมอภาคของประชาชนทุกคนมาก่อนกฎหมายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับกันโดยทั่วไป”

(สถานะ: มึนพอแล้วสำหรับวันนี้ เดี๋ยวจะอาบน้ำ อ่านการ์ตูนบ้าง - ตี 3)



เอ่อ ... นอกจากสมองของไอน์สไตน์จะถูกฮาร์วีย์จกไปแจกจ่ายให้บรรดานักวิทยาศาสตร์แล้วนะครับ ดวงตาของไอน์สไตน์ยังถูกจักษุแพทย์ของตัวเอง เฮ็นรี เอบรัมส์ ผู้ซึ่งบังเอิ๊ญบังเอิญเดินเข้าไปในห้องชันสูตรพอดีหยิบติดมือไปอีกด้วย แกเอาไปเก็บไว้ที่ตู้นิรภัยในนิวเจอร์ซีย์, foxnews เคยรายงานว่าตาเอบรัมส์บอก "ตอนที่คุณจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขานะ คุณกำลังมองเข้าไปในความงามและความลี้ลับของโลก" และจัดให้ดวงตาของไอน์สไตน์เป็น 1 ใน 10 อวัยวะคนดังที่ประเมินค่ามิได้ โดยจัดให้อยู่ในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับ 1 คือ จู๋ของนโปเลียน โบนาปาร์ต (แม้มันจะหดและเหี่ยว แต่ความยาวปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 นิ้ว ราคาเสนอซื้อ 100,000 USD ถูกบอกปัดนะจ้า) ในลิสต์นี้มีอย่างหนึ่งที่ผมว้าว ลมหายใจสุดท้ายของเอดิสันครับ ลูกชายของแกเป็นคนเก็บใส่หลอดทดลองในปี 1931 ตามคำขอของ เฮ็นรี ฟอร์ด เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณของเอดิสันอยู่ในลมหายใจสุดท้ายนี้



Create Date : 26 กรกฎาคม 2555
Last Update : 26 กรกฎาคม 2555 17:47:48 น.
Counter : 2607 Pageviews.

0 comments
Don't Worry Be Happy - Bobby McFerrin ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(24 ก.พ. 2562 16:10:07 น.)
Anyone Who Had A Heart (Oldies) - Dionne Warwick ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(10 มี.ค. 2562 10:31:45 น.)
ชุดที่ 1 โอน่าจอมซ่าส์
(5 มี.ค. 2562 22:03:30 น.)
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด