กฎแห่งกรรม (ที่ผิดเพี้ยน)
ทพ.สม สุจีรา เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ไว้ดังนี้

หน้า 109

"กฎแห่งกรรม คือ ผลสะท้อนของกรรมเก่าที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตกาลจะสนองคืนในสองรูปแบบ คือ ส่งผลในรูปของภพภูมิที่ไปเกิด และส่งผลภายหลังการเกิดคือระหว่างดำรงชีวิต ผลของกรรมที่สนองคืนในขณะเกิด ทำให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นในรูป ภพ และสังคมที่แตกต่างกัน ผลของกรรมจะแสดงให้เห็นได้ชัดในเชิงรูปธรรม ... แต่ "ผลของวิบากกรรม" ที่สนองให้เห็นในเชิงนามธรรมจะลึกลับและซับซ้อนกว่าผลของกรรมหลายเท่า ผลของกรรมอาจสามารถทำให้คนสองคนเหมือนกันทุกประการ เช่น ฝาแฝดแท้ ทั้งสองชีวิตมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน เกิดในเวลาใกล้เคียงกัน มียีนและทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันคือ "วิบากกรรม" ทั้งสองชีวิต จิตสองดวง มีผลแห่งวิบากไม่เหมือนกัน ย่อมทำให้วิถีชีวิตของทั้งสองแตกต่างกัน... "

อ่านแล้วมีอะไรสะกิดใจครับ สำหรับผู้ที่อ้างว่าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแต่อธิบายหลักธรรมของพระพุทธองค์ได้คลุมเครือขนาดนี้ จุดแรกที่ขอให้ระวังเป็นพิเศษคือลัทธิมิจฉาทิฐิที่แฝงมาในคำอธิบายดังกล่าว ใครก็ตามที่ศึกษาพุทธศาสนามาระดับหนึ่งย่อมคุ้นเคยกับ 3 ลัทธิกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ

1. ปุพเพกตเหตุวาท คือ การถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นเพราะกรรมเก่า ดูจากการเปิดประโยคว่า "กฎแห่งกรรม คือ ผลสะท้อนของกรรมเก่า..." ผมก็ใจหายวาบแล้ว นี่ไม่ใช่กฎแห่งกรรมของพระพุทธเจ้า

2. อิสสรนิมมานเหตุวาท ถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นเพราะการบันดาลของเทพเจ้า

3. อเหตุอปัจจยวาท ถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงสุดแต่โชคชะตา ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย

นี่เป็นจุดแรก ระวังกันให้ดีนะครับ ในศาสนาพุทธเรา "กฎแห่งกรรม" ก็คือ "กฎแห่งเหตุและปัจจัย" เป็นผลโดยตรงจากปฏิจจสมุปบาท ความหมายของกฎแห่งกรรม หรือ กรรมนิยาม จากหนังสือพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์ว่า "กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ หรือพูดให้จำเพาะลงไปอีกว่า กระบวนการแห่งเจตน์จำนงหรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องสมกัน เช่น ทำกรรมดี มีผลดี ทำกรรมชั่ว มีผลชั่ว เป็นต้น" คุณจะเห็นว่านิยามกฎแห่งกรรมนี้เป็นนิยามที่เป็นกลาง พูดถึงความสัมพันธ์ของสองสิ่งคือ กรรม (เจตนา) กับ ผลสืบเนื่องจากกรรม (วิบากกรรม)

ลองย้อนกลับไปอ่านความสับสนของผู้เขียน กฎแห่งกรรมของผู้เขียน มีทั้ง "ผลของกรรม" (ซึ่งก็คือวิบากกรรม) และ "ผลของวิบากกรรม" (เป็นสิ่งซึ่งไม่กล่าวถึงในกฎแห่งกรรม - ผลสืบเนื่องจากวิบากนั้นคือ กิเลส ครับ เพราะสภาพที่เป็นผลของกรรมเป็นปัจจัยเสริมสร้างกิเลสให้ก่อเกิดขึ้นอีก)ตรงนี้เฝือมาก เพราะกฎแห่งกรรมเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "กรรม" กับ "ผลของกรรม" โดยมีใจความย่นย่อว่า ถ้ามีกรรม ก็ต้องมีผลของกรรมนั้น และถ้าคุณลองอ่านที่ผู้เขียนเขียนไว้ดี ๆ จะพบผู้เขียนใช้คำศัพท์สับสนในตัวเอง ตอนแรกบอกว่าผลของกรรมอาจทำให้คนสองคนเหมือนกัน ตอนหลังบอกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันนั่นคือ วิบากกรรม และต่อมาเรียกวิบากกรรมว่าผลแห่งวิบาก ผมจับความของผู้เขียนได้คือ ผลของกรรมไม่เท่ากับวิบากกรม และ วิบากกรรมเท่ากับผลแห่งวิบาก ... นอกจากพุทธปรัชญาแล้วคงต้องศึกษาภาษาไทยกันใหม่

อีกจุดที่อยากจะชี้ให้เห็นคือการให้ผลของกรรม (หรือเวลาที่วิบากกรรมสำแดงเดช) จุดนี้ในอภิธรรมมีการจำแนกกรรมในหมวดที่เรียกว่า "ปากกาล" การให้ผลของกรรมมี 4 กาล

1. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน เรียกว่า "ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม"
2. กรรมที่ให้ผลในภพหน้า เรียกว่า "อุปปัชชเวทนียกรรม"
3. กรรมที่ให้ผลในภพต่อ ๆ ไป เรียกว่า "อปราปริยเวทนียกรรม"
4. กรรมที่เลิกให้ผล เรียกว่า "อโหสิกรรม"

หรือถ้าจะจำแนกกรรมตามหน้าที่ก็จำแนกได้ 4 หน้าที่

1. ชนกกรรม กรรมที่ทำให้เกิด
2. อุปัตถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุนพวกของชนกกรรม
3. อุปปีฬกกรรม กรรมที่บีบคั้นพวกของชนกกรรม
4. อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอนกรรมอื่น

ที่ผมต้องยก 2 หมวดกรรมนี้มาด้วยเพื่อกำจัดความไม่ชัดเจนข้อความแรกของผู้เขียนที่ว่ากรรมสนองคืนในสองรูปแบบ คือ ขณะเกิด และ หลังเกิด เพราะจุดนี้ไม่รู้ว่าผู้เขียนอ้างอิงจากอะไร

จุดสุดท้าย ผมขอบอกว่ามันประณีตสักนิด เนื่องจากความปั้นเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากของผู้เขียน ถ้าคุณรู้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีอะไรมากนอกจากหลักการที่ว่า "ทุกการกระทำ (เจตนา) ย่อมมีผล" หรือ "กรรม" ก่อให้เกิด "วิบาก" มันก็จบกฎแห่งกรรมแล้วครับ แต่ผู้เขียนพยายามโยงด้วยความพิสดารว่า ฝาแฝดแท้ ต่างกันที่ วิบากกรรม ไม่ได้ต่างกันที่ผลของกรรม คราวนี้งงกันเลย งงแรกดังที่ได้พูดไปแล้วคือ วิบากกรรมมันก็แปลว่า ผลของกรรมนั่นแหละ งงที่สองซึ่งเป็นจุดประณีตที่ผมบอกคือ ทำไมต้องเอา "วิบาก" เป็นตัวตั้งของชีวิต ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเหตุที่วิบากมันต่างกันก็มาจาก "กรรม" ที่ต่างกัน จุดนี้ผมไม่อยากให้เอะอะอะไรก็เอาวิบากเป็นตัวตั้งมันหมิ่นเหม่ไปทางปุพเพกตเหตุวาท และเหตุที่ทำให้เกิดจริง ๆ แล้วคือ "กรรม" ครับ ไม่ใช่ "วิบากกรรม" จะพูดว่าที่เราเกิดขึ้นมาแล้วนั้นเป็นวิบากกรรมยังถูกเสียมากกว่าอีก เหตุที่ทำให้คนเราเกิดมาแล้วแตกต่างกันแม้กระทั่งแฝดแท้ก็คือ "กรรม" ไม่ใช่ "วิบากกรรม"

มีหลักฐานใดรองรับบ้าง มีครับ ธาตุเวปักกัมมสูตร ซึ่งกล่าวว่าสิ่งที่สร้างชีวิตขึ้นมานั้นประกอบด้วยองค์ 3 คือ

1. กมฺมํ เขตฺตํ กรรม เป็นพื้นที่
2. วิญฺญาณํ พีชํ วิญญาณ (คือ จิต) เป็นเมล็ดพันธุ์
3. ตณฺหา สิเนหํ ตัณหา เป็นน้ำเลี้ยง

หรือดูจากวงจรปฏิจจสมุปบาท (ภาพจากหนังสือพุทธธรรม)



ภาพเล็กหน่อยนะครับ อยากชี้ให้ดูแค่รอยต่อระหว่าง เหตุอดีต กับ ผลปัจจุบัน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง กรรม กับ วิบาก เพื่อสรุปให้เห็นว่าเหตุที่ทำให้เกิดตัวหนึ่งนั้นคือกรรม และเพราะเหตุที่ทำให้เกิดนี้ต่างกันนั่นเองจึงทำให้แฝดแท้แตกต่างกันด้วยองค์ประกอบทางนามธรรม (จิต - เจตสิก) ตั้งแต่เกิดแล้วครับ ขอให้ชาวพุทธที่หวงแหนธรรมะของพระพุทธเจ้าจงระวังภัยจากสัทธรรมปฏิรูปให้ดี





Create Date : 11 สิงหาคม 2551
Last Update : 11 สิงหาคม 2551 19:00:09 น.
Counter : 2116 Pageviews.

1 comments
女大三抱金砖 แก่กว่าหุ้มทอง 3 ก้อน Kavanich96
(13 ก.พ. 2563 17:09:36 น.)
41. โสดาบัน...การทำศีลให้บริบูรณ์ ตอนที่ ๕ chancamp
(8 ก.พ. 2563 05:47:34 น.)
พอใจที่ได้ ไม่โอ้อวดที่มี ยินดีกับคนอื่น **mp5**
(8 ก.พ. 2563 11:36:46 น.)
:: ดาบซ่อนคม 12 :: กะว่าก๋า
(2 ก.พ. 2563 06:11:33 น.)
  
ขอบคุณ คุณศล ค่ะ
กระจ่างค่ะ


นึกถึงช่วงหนึ่งในบทแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปกฏิสะระณา,
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของๆตน, มีกรรมเป็นผู้ให้ผล, มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นผู้ติดตาม,มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย,
ยัง กัมมัง กริสสันติ, กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะทายาทา ภะวิสสันติ.
จักทำกรรมอันใดไว้, เป็นบุญหรือเป็นบาป, จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นๆสืบไป.
โดย: มัชฌิมา วันที่: 25 สิงหาคม 2551 เวลา:12:15:58 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด