การปกครองของโชกุนอาชิกางะ





ภาพวาดแนวป้องกันหินขนาดใหญ่รอบอ่าวฮากาตะ
ที่สร้างขึ้นโดยซามูไร
เพื่อป้องกันการบุกรุกของกองทหารมองโกล
วาดโดยโมโกะ ชุไร เอโกโตบะ
เมื่อปี พ.ศ. 1836




คณะการปกครองของโชกุนอาชิกางะ และยุคศักดินาซามูไรหลายกลุ่มต่างใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อที่จะกุมอำนาจเหนือเมืองคามากุระ และคณะการปกครองของโชกุนอาชิกางะ

ในช่วงศตวรรษที่ 13 ศาสนาพุทธลัทธิเซน ถูกเผยแพร่ไปทั่วกลุ่มซามูไร ลัทธินี้ช่วยก่อร่างสร้างมาตรฐาน แห่งประพฤติกรรมของพวกเขาขึ้นมา

โดยเฉพาะพฤติกรรมการเอาชนะความกลัวตายและการสังหาร แต่สำหรับผู้คนกลุ่มอื่น ๆ แล้ว ศาสนาพุทธกระแสหลักก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่

ในปี พ.ศ. 1817 (ค.ศ. 1274) (แห่งจักรวรรดิมองโกล) ได้ส่งกำลังทหารประมาณ 40,000 นาย และเรือ 900 ลำเพื่อมาตีญี่ปุ่นที่เกาะคิวชู

ทางฝ่ายญี่ปุ่นจึงได้รวบรวมกำลังซามูไร ประมาณ 10,000 คน เพื่อเตรียมต่อต้านการบุกรุกครั้งนี้ แต่ตลอดการบุกเข้ามา กองทหารมองโกลทั้งหมด กลับโดนโจมตีโดยพายุขนาดใหญ่หลายลูก

เป็นผลให้ฝ่ายตั้งรับปลอดภัย จากการสูญเสียกำลังพลครั้งใหญ่ จนในที่สุดกองทหารหยวนก็ถูกเรียกกลับจักรวรรดิไป และการบุกรุกก็สิ้นสุดลง

แต่การกระทำของมองโกลในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำสำหรับญี่ปุ่น เนื่องจากว่ากองกำลังมองโกลกลุ่มนี้ ใช้ระเบิดขนาดเล็กเป็นอาวุธด้วย ทำให้ญี่ปุ่นได้รู้จักกับระเบิดและดินปืนเป็นครั้งแรก

ฝ่ายญี่ปุ่นตระหนักดีว่า มีความเป็นไปได้ที่การถูกบุกรุกจะเกิดขึ้นอีก พวกเขาจึงต้องสร้างแนวป้องกันหินขนาดใหญ่รอบอ่าวฮะกะตะ โดยเริ่มลงมือสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 1819 (ค.ศ. 1276) จนถึงปี พ.ศ. 1820 (ค.ศ. 1277)

แนวป้องกันนี้มีความยาว 20 กิโลเมตร ทอดตัวไปตามแนวชายฝั่ง นี่ถือว่าเป็นจุดตั้งรับที่แข็งแรง ที่จะต้านมองโกลไว้ได้

ทางฝ่ายมองโกลก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีทางการทูต โดยเริ่มกระทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 1818 (ค.ศ. 1275) ถึงปี พ.ศ. 1822 (ค.ศ. 1279) แต่ผู้ส่งสารของมองโกลแต่ละคน ที่เดินทางไปญี่ปุ่นล้วนแล้วถูกจับประหารชีวิตทั้งสิ้น

เป็นผลให้ต้องเกิดการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) กองทหาร 140,000 นายกับเรืออีก 4,400 ลำของราชวงศ์หยวน เดินทางมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อมาทำสงครามครั้งใหม่

ทางด้านญี่ปุ่นก็จัดเตรียมซามูไร 40,000 คน เพื่อป้องกันตอนเหนือของเกาะคิวชูไว้ เมื่อทัพมองโกลเดินทางมาถึง ทหารมองโกลยังคงต้องอยู่บนเรือของพวกเขา เพื่อเตรียมตัวปฏิบัติการยกพลขึ้นบก

แต่เมื่อถึงเวลายกพลขึ้นบกจริง พวกเขาต้องพบกับพายุไต้ฝุ่นที่เข้าปะทะเกาะคิวชูตอนเหนือพอดี ตามมาด้วยการพบกับกำลังป้องกันของญี่ปุ่น ที่แนวป้องกันบนอ่าวฮะกะตะอีก

ทำให้ทัพมองโกลรับความเสียหาย และต้องสูญเสียกำลังพล ผลสุดท้าย ทัพมองโกลก็ต้องถูกเรียกกลับสู่จักรวรรดิอีกครั้ง

พายุฝนในปี พ.ศ. 1817(ค.ศ. 1274) และพายุไต้ฝุ่นในปี พ.ศ. 1824(ค.ศ. 1281) ช่วยให้กองกำลังซามูไร ที่ทำหน้าที่ปกป้องญี่ปุ่นไล่ผู้บุกรุกชาวมองโกลกลับไปได้ แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีกำลังพลที่มากกว่าอย่างมากก็ตาม

ลมพายุทั้งสองนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ คามิ-โนะ-คะเซะ ซึ่งมีความหมายตามตัวอักษรว่า ลมแห่งเทพเจ้า หรือที่แปลกันอย่างง่ายว่า ลมพระเจ้า ลมคามิ-โนะ-คะเซะได้สร้างความเชื่อ ให้แก่ชาวญี่ปุ่นว่าแผ่นดินต่าง ๆ ของพวกเขาอยู่ภายใต้การปกป้องของเทพเจ้า และสิ่งเหนือธรรมชาติ

ในศตวรรษที่ 14 ช่างตีดาบที่ชื่อ มาซามุเนะ ได้พัฒนาเหล็กกล้าที่มีโครงสร้างสองชั้น ผสมกันระหว่างเหล็กอ่อนและเหล็กแข็งขึ้น เพื่อใช้ในการตีดาบ โครงสร้างนี้ได้สร้างความก้าวหน้าในพลัง และคุณภาพการตัดอย่างมาก

ซึ่งเทคนิคการผลิตดังกล่าว ได้นำไปสู่การสร้างดาบญี่ปุ่น (ดาบคาตานะ) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะของหนึ่ง ในอาวุธคู่มือที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออก ช่วงยุคก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม

ดาบหลาย ๆ เล่มที่สร้างขึ้นมา โดยเทคนิคดังกล่าวนี้ได้ถูกส่งออกข้ามทะเลจีนตะวันออกไป ซึ่งจุดที่ไกลที่สุดที่ดาบเดินทางไปถึงคือดินแดนอินเดีย

ประเด็นในเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง โดยทายาทเป็นเหตุให้การต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งโดยตระกูลต่าง ๆ เป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ขัดต่อระเบียบ การสืบทอดอำนาจที่ตราเอาไว้ในกฎหมายของญี่ปุ่นก่อนศตวรรษที่ 14 ก็ตาม

เพื่อที่จะลีกเลี่ยงการใช้วิธีชิงอำนาจดังกล่าว การบุกรุกเข้ามาของกลุ่มซามูไร ที่อยู่ในเขตแดนติดกันจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และการวิวาทระหว่างซามูไรด้วยกันเอง ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาตลอดเวลา สำหรับเมืองคามากูระและสมัยการปกครองของโชกุนอาชิกางะ

ยุค เซ็งโงกุ จิได (ยุคภาวะสงคราม) เป็นยุคที่ซามูไร สูญเสียวัฒนธรรมของตนเองให้กับกลุ่มคนที่เกิดในชนชั้นทางสังคมอื่น ๆ ที่บางครั้งได้อุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นนักรบซามูไร

โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องตามครรลอง แห่งการเป็นซามูไรหรือไม่ ดังนั้นในช่วงที่ไร้ความควบคุมเช่นนี้ หลักจรรรยาแบบบูชิโดจึงถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญ ในการควบคุมสังคมสาธารณะ

กลยุทธ์และเทคโนโลยีการสงครามของญี่ปุ่น ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 15 และศตวรรษที่ 16 มีการใช้กองทหารราบที่เรียกกันว่า อาชิงารุ หรือ เท้าเบา สืบเนื่องมาจากชุดเกราะเบาที่ใช้ ซึ่งที่จริงก็คือนักรบชั้นที่ต่ำลงไป

และประชาชนธรรมดาที่ถูกจัดให้ใช้อาวุธนางายาริ - หอกยาว หรือนางินาตะ จำนวนมาก ร่วมกับกองทหารม้าที่เตรียมเอาไว้ ตามแผนการรบอยู่แล้ว ทำให้จำนวนคนที่เข้าไปรับใช้กองทัพเพิ่มขึ้น จากหลักพันกลายเป็นหลักแสนทันที

อาวุธปืนเล็กยาวได้เข้ามาสู่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2086 (ค.ศ. 1543) โดยชาวโปรตุเกสผ่านทางเรือโจรสลัดของจีน (ในทศวรรษนี้ ชาวญี่ปุ่นทุกคน ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว)

กลุ่มของทหารรับจ้างหลาย ๆ กลุ่มกับปืนเล็กยาว ที่ถูกผลิตออกมาจำนวนมาก จึงเล่นบทบาทสำคัญในญี่ปุ่นช่วงนั้น

เมื่อสิ้นสุดยุคศักดินา ญี่ปุ่นมีปืนชนิดต่าง ๆ ประมาณหนึ่งแสนกระบอก และมีกองทหารจำนวน 100,000 กว่าคน ที่ทำหน้าที่ร่วมรบในสมรภูมิ ซึ่งถ้าเทียบกับกองทหารสเปน ที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังมากที่สุดในทวีปยุโรปแล้ว

พวกเขาก็มีอาวุธปืนเพียงแค่หนึ่งหมื่นกระบอก และกำลังทหารก็มีแค่ 30,000 คนเท่านั้น

ในปี พ.ศ. 2135(ค.ศ. 1592) และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2141(ค.ศ. 1598)ไดเมียว โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ตัดสินใจที่จะบุกจีน (ญี่ปุ่น: 唐入り ?) และอีกทางหนึ่งก็ส่งกำลังซามูไรจำนวน 160,000 คนไปบุกเกาหลี

โดยใช้ความได้เปรียบในด้านความชำนาญ ในการใช้อาวุธปืนเล็กยาว และการบริหารกองทัพ ของฝ่ายเกาหลีที่แย่กว่าเป็นหนทางสู่ชัยชนะ ซามูไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสงครามครั้งนี้ ได้แก่ คาโตะ คิโยมาซะ และชิมาซุ โยชิหิโระ

หลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในด้านทรัพยากรมนุษย์ ก็เป็นไปอย่างยืดหยุ่น เหมือนกับระบบโบราณที่ล่มสลายไปแล้วได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

เนื่องจากซามูไรต้องการที่จะคงกำลังทหารขนาดใหญ่ และองค์กรที่พวกตนบริหารเอาไว้ในเขตอิทธิพลของพวกเขาเอง ตระกูลซามูไรหลาย ๆ ตระกูลที่ดำรงอยู่จนถึงศตวรรษที่ 19 ก็ออกมาประกาศว่า

พวกตนเป็นสายเลือดของหนึ่งในสี่ตระกูลชั้นนำโบราณ ซึ่งได้แก่ตระกูลมินาโมโตะ ตระกูลไทระ ตระกูลฟุจิวาระ และตระกูลทาจิมานะ แต่อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ กรณี ก็เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าต้นตระกูลของพวกเขาเป็นใครกันแน่


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สิริสวัสดิ์อาทิตยวาร สิริมานปรีดิ์เกษมนะคะ



Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2554 14:22:30 น.
Counter : 1176 Pageviews.

0 comments
ต้นไม้สูงที่สุดในโลก บ้าน สวน สบาย
(28 ก.ย. 2562 11:42:37 น.)
ลูกเป้ง โดย ช่างติ๋ว เชียงใหม่ (ทวีศักดิ์ สมวงค์) JinnyTent
(25 ก.ย. 2562 11:36:18 น.)
🚘อนุสรณ์เรือหลวงประแส ระยอง🚘 โอน่าจอมซ่าส์
(19 ก.ย. 2562 00:11:53 น.)
ตำนานพระพุทธเจ้า โดย เครื่องสำริด วงษ์ทองอยู่ JinnyTent
(10 ก.ย. 2562 18:14:22 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด