โรแมนติก บอลติก เอสโตเนีย-ลัตเวีย-ลิทัวเนีย

ปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์




1.เขตเมืองเก่ากรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย ขึ้นทะเบียนมรดกโลก
2.เฮาส์ออฟแบล็กเฮดส์ อาคารเก่ายุค ค.ศ.13 กรุงริกา ลัตเวีย
3.พระราชวังคาดริอ๊อก ศิลปะแนวบาร็อก สร้างโดยสถาปนนิกอิตาลี
4.โบสถ์หินเทนเปลิอูคิโอ กรุงเอลซิงกิ ฟินแลนด์ สวยสงบด้วยรูปลักษณ์สมัยใหม่
5.เช้าตรู่กับถนนสวยสงบ อาคารโบราณเขตเมืองเก่ากรุงทาลลินน์
6.ย่านที่ตั้งสถานทูตต่างๆกลางกรุงริกาลัตเวีย





1.หนุ่มลัตเวีย หัวใสสวมชุดพื้นเมือง รับจ้างตีเหรียญเป็นเงินสกุลโบราณขายนักท่องเที่ยว
2.อาคารหน้าตาประหลาด ขนาบด้วยตึกโบราณ จัตุรัสกลางกรุงริกา ลัตเวีย
3.เรือข้ามฟากทะเลบอลติก ระหว่างกรุงเฮลซิงกิ ฟินแลนด์-กรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย
4.พ่อค้า-แม่ขายชาวเอสโตเนีย ตั้งร้านที่ลานจัตุรัสศาลาว่าการเมืองรับนักท่องเที่ยว



ตกปากรับคำทันทีหลังได้รับคำชวนจาก "คุณหมู"ปนัดดา เจณณวาสิน หญิงแกร่งและเก่ง รองประธานบริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ จำกัด ให้ร่วมขบวนไปเยี่ยมตัวแทนจำหน่ายสุดยอดรถยนต์ปิกอัพของโลก "อีซูซุ ดีแมคซ์" ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เหตุผลหนึ่งเพราะทราบว่า คณะนี้นอกจากจะมีคุณหมูเป็นหัวเรือนำทีมแล้ว คุณฮิโรชิ นาคางาวะ ประธานกรรมการบริษัทอีซูซุฯ คุณริซึโอะ ฟูกาซาวะ ประธานกรรมการบริษัท ไดอิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ยังให้เกียรติร่วมเดินทางไปด้วย

ไม่นับผู้อาวุโสวงการสื่อรถยนต์ของเมืองไทยอย่าง ปราจิน เอี่ยมลำเนา, ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์, จรวย ขันมณี, พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ, กิตติพันธ์ เหตระกูล, ธนิต รัตนถิรวรรณ และอีกจำนวนหนึ่ง

ที่สำคัญนอกจากจะไปเยือนกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์แล้ว คณะของเรายังมีโปร แกรมตระเวนชมเมืองต่างๆ ในกลุ่มรัฐบอลติก

ประกอบด้วย 3 ประเทศคือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และ ลิทัวเนีย

ความน่าสนใจของกลุ่มรัฐบอลติกนอกจากจะเป็นดินแดนที่หาโอกาสไปเยือนได้ยาก เพราะความสัมพันธ์ในทุกมิติระหว่างไทยกับ 3 ประเทศนี้ยังมีค่อนข้างน้อยแล้ว ประวัติศาสตร์ ประเพณี อารยธรรม ฯลฯ ของพวกเขาก็ยังมีอะไรหลายอย่างที่เร้าใจด้วย

กางแผนที่โลกมองตรงไปที่ทวีปยุโรปด้านบน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลบอลติกคือสถานที่ตั้งของประเทศเอสโตเนีย-ลัตเวีย-ลิทัวเนีย ไล่เรียงกันลงมา

ประเทศเหล่านี้เคยปกครองตนเองแบบสาธารณรัฐระหว่างปี พ.ศ.2461-2483 หรือเมื่อเกือบ 100 ปีนี้เอง ต่อมาถูกรวมเข้าไปเป็น 3 ใน 15 สาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต จนกระทั่งปี พ.ศ.2534 หรือ 20 ปีที่แล้วเมื่ออาณาจักร สหภาพโซเวียตล่มสลาย เอสโตเนีย-ลัตเวีย และ ลิทัวเนีย จึงแยกตัวออกมาตั้งเป็นประเทศอิสระ

เมื่อได้รับอิสรภาพ สิ่งแรกที่พวกเขารีบทำก็คือสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ ทันที หวังอาศัยบารมีคุ้มหัวให้รอดพ้นจากแสนยานุภาพทางการทหารของรัสเซีย พี่เบิ้มใหญ่ของสหภาพโซเวียต

ล่าสุดเพิ่งได้รับเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป หรืออียู หมาดๆ

ด้วยความเป็นดินแดนเล็กๆ โดยมีอาณาจักรใหญ่รายล้อมรอบ ประวัติศาสตร์ของเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย จึงวนเวียนอยู่กับการถูกปกครองโดยชนชาติอื่น ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน เยอรมัน รัสเซีย ฯลฯ จนแทบหาช่วงเวลาแห่งความเป็นอิสระของตนเองไม่ได้เลย

เจ็บปวดสุดน่าจะเป็นยุคสมัยถูกยึดครองโดยรัสเซีย เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปแค่ 20 ปี ยังจำอดีตกันได้อยู่

เสียงจากคนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นที่กรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย กรุงริกา ลัตเวีย หรือกรุงวิลนีอุส ลิทัวเนีย ล้วนรำพึงรำพันด้วยท่วงทำนองของความทุกข์ระทมเหมือนกันว่าช่างยากแค้นแสนเข็ญ

อาหารการกินทุกชนิดล้วนขาดแคลนทั้งที่ผืนแผ่นดินทั้ง 3 ประเทศเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร เนื่องจากรัสเซียผู้ครอบครองสั่งให้ขนกลับไปปรนเปรอแผ่นดินแม่เกลี้ยง ขนมปังเก่าๆ หรือมันฝรั่งคืออาหารหลักในทุกมื้อ หากใครอยากได้เศษเนื้อสักชิ้นมาเพิ่มโปรตีนให้กับชีวิตบ้างจะต้องแลกด้วยการยืนเข้าคิวกลางสายลมหนาวรอซื้อนานไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

ปัญญาชน พ่อค้าวาณิช พนักงานรัฐ ฯลฯ หลายหมื่นถูกกวาดต้อนไปคุมประพฤติที่ค่ายกักกันไซบีเรียและปรากฏว่าส่วนหนึ่งต้องดับสูญสลายหายไปจากโลกจนถึงทุกวันนี้

จากคำบอกเล่า ทำให้นึกถึงพระราชนิพนธ์ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ที่ว่า "ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย"

ความเป็นอยู่ทุกวันนี้ของชาวเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย อาจจะยังไม่หรูหราสะดวกสบายเท่าไรนักถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ เพราะชีวิตอยู่ระหว่างเริ่มต้น แต่แววตาของพวกเขากลับทอประกายวาววับเหมือนเปี่ยมสุขยิ่ง

"เพราะเรามีเสรีภาพ" คำตอบสั้นๆ ที่กุมความได้ทั้งหมด

แม้จะสืบรากมาจากชนเผ่าหลากหลาย แต่ผู้คนทั้ง 3 ประเทศนี้กลับมีความละม้ายคล้ายคลึงด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของความเป็นยุโรปร่วม จะต่างอยู่บ้างตรงภาษาถิ่นที่เป็นของใครของมัน

สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของทั้ง 3 ประเทศได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นแถบถิ่นที่คงความเป็นยุโรปยุคกลางได้ค่อนข้างสมบูรณ์

จึงไม่แปลกที่เขตอนุรักษ์เมืองเก่ากรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของประเทศเอสโตเนีย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรป (ค.ศ.2011) กรุงริกา เมืองหลวงของประเทศลัตเวีย ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรป (ค.ศ.2014)

และกรุงวิลนีอุส เมืองหลวงของประเทศลิทัวเนีย ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรป (ค.ศ.2009)

ว่ากันว่าอิทธิพลหลักของยุโรปยุคกลางที่แผ่กระจายปรากฏเป็นหลักฐานไปทั่วทวีปจวบจนถึงทุกวันนี้นั้นประกอบด้วยคริสต์ศาสนาหนึ่ง ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมทางศาสนาและเวียงวังอีกหนึ่ง

หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายเมื่อราวปี พ.ศ.1020 เริ่มต้นเข้าสู่ยุคกลาง ศิลปะการก่อสร้างโบสถ์ วิหาร อาคารขนาดใหญ่ของอาณาจักรต่างๆ ในยุโรปก็เปลี่ยนไป จากเดิมเป็นศิลปะสมัยกรีก-โรมันที่เน้นความยิ่งใหญ่ลงตัวอย่างเช่นที่เห็นกันคุ้นตาในประเทศอิตาลียุคปัจจุบันเปลี่ยนไปสู่ศิลปะการก่อสร้างแบบโกธิกแทน

เป็นอาคารที่สร้างด้วยหิน ปูพื้นด้วยอิฐ โครงสร้างทรงสูง มีหอคอยรูปทรงแหลมอยู่ด้านบน อาคารมีรูปทรงระหงพุ่งขึ้นสู่เพดาน ซุ้มประตู หน้าต่าง ช่องลมมีส่วนโค้ง จิตรกรรมงานผนังเป็นเรื่องราวในศาสนาแนวทางเหมือนจริง นิยมเล่นกระจกสีสลับลวดลาย

มหาวิหารนอเทรอะดามที่ฝรั่งเศสคือตัวอย่างที่งดงามสุดของอาคารศิลปะแบบโกธิก

แถบกลุ่มประเทศบอลติกมีโบสถ์ วิหาร อาคารใหญ่ที่ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิกหลายแห่ง ที่นิยมไปชมกัน เช่น โบสถ์เซนต์แอน เขตเมืองเก่ากรุงวิลนีอุส ลิทัวเนีย หรือมหาวิหารแห่งริกา ลัตเวีย เป็นต้น

บาร็อกและร็อกโคโค คือศิลปะการก่อสร้างอีกแนวหนึ่งที่ตามมาของยุโรปยุคกลาง เน้นฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี พระราชวังแวร์ซายส์ ที่ฝรั่งเศส และโบสถ์เซนต์คาโล กรุงโรม อิตาลี คือตัวอย่างศิลปะอาคารแนวที่ว่านี้

พระราชวังคาดริอ๊อก กรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย หรือ พระราชวังรันดาเล กรุงริกา ลัตเวีย คืออีกตัวอย่างหนึ่งของความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยที่ต้องไปชมกัน

แม้ประชากรของ 3 ประเทศจะนับถือศาสนาคริสต์แต่ต่างนิกายกัน โดยชาวเอสโตเนียและชาวลัตเวียนับถือนิกายลูเธอรันเป็นหลัก ขณะชาวลิทัวเนียส่วนใหญ่นับถือนิกายคาทอลิก

แต่ด้วยอิทธิพลของรัสเซียที่ครอบครองแผ่นดินแถบนี้มายาวนาน ทำให้มีคนส่วนหนึ่งนับ ถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ โบสถ์ทรงโดมรูปหัวหอมละม้ายที่เราเคยพบเห็นในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย จึงมีให้พบเห็นเป็นระยะ ทั้งเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย

มหาวิหารอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินทูมพีของกรุงทาลลินน์ ถือเป็นมหาวิหารหลักของนิกายออร์โธดอกซ์ในประเทศเอสโตเนีย

อาหารการกินแม้จะเป็นปลาเสียเยอะ อาทิ แซลมอน เทอร์บอต เพราะทั้ง 3 ประเทศอยู่ติดทะเลบอลติก แต่อาหารประเภทอื่นก็มีให้เลือกลิ้มรสหลากหลาย เช่น ถ้าที่ลิทัวเนียก็ต้องซุปเย็นจากผักบีต แพนเค้กมันฝรั่ง มันฝรั่งยัดไส้เนื้อผสมกับชีสและเห็ด หรือหากเป็นเอสโตเนียก็ต้องไม่พลาดไส้กรอกเนื้อหมูป่าผสมเนื้อกวางเรนเดียร์ เป็นต้น

ฤดูร้อนของยุโรปในทุกปีจึงเหมาะสำหรับใครที่คิดจะไปดื่มด่ำกับบรรยากาศกรุ่นเก่าสุดแสนโรแมนติกของยุโรปยุคกลางแถบประเทศริมทะเลบอลติก ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมโบราณสถาน กินอาหารท้องถิ่น ฟังดนตรีพื้นเมือง ฯลฯ

แต่อย่าเผลอไปช่วงหน้าหนาวล่ะ เว้นแต่อยากจะลองเป็นมนุษย์หิมะ

หน้า 21

ขอขอบคุณ

ข่าวสดออนไลน์
คุณปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์


จันทรวารสิริสวัสดิ์ค่ะ



Create Date : 25 กรกฎาคม 2554
Last Update : 27 มีนาคม 2555 20:44:51 น.
Counter : 1079 Pageviews.

0 comments
สายน้ำ กับ อาชีพ สองแผ่นดิน
(8 ต.ค. 2562 00:15:14 น.)
wheelchair so easy!!! สมาชิกหมายเลข 5530793
(8 ต.ค. 2562 23:09:08 น.)
วันหยุดพักผ่อนประจำเดือนมิถุนายน 62 ตอน 2 JinnyTent
(8 ต.ค. 2562 16:06:34 น.)
✰ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๓ วัน ✰ณ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๙ กันยายน ๒๕๖๒ Tui Laksi
(4 ต.ค. 2562 21:23:45 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด