เกาะนาวาสซา







เกาะนาวาสซา (Navassa Island; ฝรั่งเศส: La Navase) เป็นเกาะร้างขนาดเล็ก ในทะเลแคริบเบียนอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกา ผ่านองค์การบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐ (US Fish and Wildlife Service) นอกจากนั้นเฮติได้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะแห่งนี้เช่นเดียวกัน


ลักษณะทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ

เกาะนาวาสซามีขนาดประมาณ 2 ตารางไมล์ (5.2 ตารางกิโลเมตร) โดยเกาะตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ ห่างจากฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวกวนตานาโม ในคิวบาประมาณ 100 กิโลเมตรหรือ 90 ไมล์ทะเล ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสี่ของระยะทางจากจาเมกาไปยังเฮติ

โดยจุดที่สูงที่สุดสูงประมาณ 77 เมตรอยู่ห่างจากประภาคาร Navassa Island Light ไปทางใต้ประมาณ 100 เมตร

ลักษณะภูมิประเทศของเกาะนาวาสซาส่วนใหญ่แล้ว จะประกอบไปด้วยหินปูนและยอดของแนวปะการังที่โผล่พ้นน้ำ โดยชายฝั่งของเกาะเป็นหน้าผาสูง 15 เมตร

แต่บนเกาะเองก็มีทุ่งหญ้า ที่ใหญ่พอที่จะให้ฝูงแพะมาอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้บนเกาะยังมีต้นไม้ตระกูลมะเดื่อ และกระบองเพชรขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป

โดยทั่วไปแล้วลักษณะภูมิประเทศ และนิเวศวิทยาของเกาะนาวาสซาคล้ายคลึงกับเกาะโมนา ซึ่งเป็นเกาะหินปูนขนาดเล็ก อยู่ในช่องแคบโมนา ที่อยู่ระหว่างเฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน

นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ของทั้งสองเกาะนี้ ยังคล้ายคลึงกันมากอีกด้วย กล่าวคือ ทั้งสองเกาะเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกา เคยผ่านการทำเหมืองกัวโนมาแล้ว และปัจจุบันนี้ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติเหมือนกัน

นอกจากชาวประมงเฮติและคนอื่นๆ ที่มักแวะเวียนมาพักบนเกาะนี้ เกาะนาวาสซาไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แต่อย่างใด ดังนั้นบนเกาะจึงไม่มีท่าเรืออยู่เลย

ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียวของเกาะ คือ กัวโน หรือมูลนกที่นิยมมาใช้ทำปุ๋ย กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบไปด้วยการประมงขนาดเล็ก และการลากอวนเชิงพาณิชย์เท่านั้น


ประวัติศาสตร์ของเกาะ

ในปี ค.ศ. 1504 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ซึ่งในขณะนั้นติดอยู่บนเกาะจาเมก้า ได้ส่งลูกเรือไปยังเกาะ Hispaniola เพื่อขอความช่วยเหลือ ระหว่างทางพวกเขาพบเกาะขนาดเล็ก

และเมื่อทำการสำรวจก็พบว่าไม่มีน้ำจืดบนเกาะเลย ดังนั้นลูกเรือจึงขนานนามให้เกาะว่า Navaza (Nava แปลว่าที่ราบหรือทุ่ง) หลังจากนั้นเกาะแห่งนี้ก็ถูกหลีกเลี่ยงโดยชาวเรือต่อมาอีกกว่า 350 ปี

แม้ว่าทางการเฮติจะได้ทำการอ้างกรรมสิทธิ์ เหนือเกาะแห่งนี้มาก่อนแล้ว แต่เกาะนาวาสซาก็ถูกสหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิ์ในปี ค.ศ. 1857 โดย Peter Duncan กัปตันเดินเรือชาวอเมริกัน

และกลายเป็นเกาะแห่งที่สาม ที่ถูกอเมริกาเข้าครอบครองภายใต้กฎหมาย Guano Islands Act ที่ถูกประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1856

โดยสาเหตุที่อเมริกาเข้าครอบครองเกาะแห่งนี้ ก็เป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของกัวโนนั่นเอง หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาก็ทำขุดกัวโนไปตั้งแต่ปี 1865 ถึง 1898

แม้ว่าเฮติจะทำการคัดค้านการผนวกดินแดน ของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ แต่สหรัฐอเมริกาก็ปฏิเสธ การอ้างสิทธิ์ของเฮติมาตลอด และในปี 1857 ก็ทำการครอบครองเกาะในฐานะที่เป็น unincorporated unorganized territories

(ดินแดนที่ถูกผนวกโดยสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ถูกรวมเข้ากับรัฐใดรัฐหนึ่ง และไม่มีรัฐบาลท้องถิ่นคอยปกครอง)

ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า กัวโนฟอสเฟตเป็นเป็นปุ๋ยที่การเกษตรของอเมริกาใช้เป็นหลัก Duncan ได้ทำการโอนย้ายกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้ค้นพบไปยังนายจ้าง ซึ่งเป็นพ่อค้ากัวโนชาวอเมริกันในจาเมกา

ซึ่งได้ทำการขายต่อให้กับบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งนามว่า Navassa Phospate Company ในบัลติมอร์ ภายหลังสงครามกลางเมืองอเมริกา บริษัทได้ทำการสร้างเหมือง ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งประกอบไปด้วยค่ายสำหรับจุคนงานผิวดำ จากรัฐแมรี่แลนด์จำนวน 140 คน

บ้านสำหรับหัวหน้างานผิวขาว ร้านช่างเหล็ก คลัง และโบสถ์ 1 หลัง การทำเหมืองเริ่มขึนในปี ค.ศ. 1865 โดยคนงานจะทำการขุดกัวโนโดยใช้ระเบิดและพลั่ว (Pickaxe) จากนั้นจะลำเลียงโดยรถรางไปยังอ่าว Lulu เพื่อทำการลำเลียงกัวโน ลงเรือของบริษัทนามว่า SS Romance ต่อไป

โดยบริเวณที่พักอาศัยในอ่าว Lulu ถูกเรียกว่า Lulu Town ซึงเป็นเมืองที่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่ในสมัยนั้น ต่อมาได้มีการขยายรางให้เข้าไปในเกาะมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากการขนส่งกัวโนเป็นงานที่ใช้แรงคนเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ร้อนจัด ประกอบกับสภาวะแวดล้อมโดยทั่วไปของเกาะ ก็ไม่อำนวยต่อการอยู่อาศัย

ทำให้ในที่สุดคนงานได้ก่อการจลาจลบนเกาะในปี ค.ศ. 1889 ส่งผลให้มีหัวหน้างานเสียชีวิตไป 5 คน ภายหลังการจลาจลเรือรบของสหรัฐอเมริกาได้ทำการขนส่งคนงาน 18 คนกลับไปยังบัลติมอร์ เพื่อขึ้นศาลในข้อหาฆาตกรรมใน 3 คดี

โดยสมาคมลับชาวผิวดำนามว่า The Order of Galilean Fisherman ได้ทำการระดมทุน เพื่อช่วยเหลือคนงานในการต่อสู้คดีในชั้นศาล โดยแก้ต่างว่าคนงานได้กระทำลงไป เพื่อเป็นการป้องกันตนเองหรือเกิดจากการบันดาลโทสะ

และยังได้โต้แย้งว่าสหรัฐอเมริกา ไม่มีอำนาจตุลาการที่เหมาะสมในการตัดสินคดีความใดๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะ ท้ายที่สุดแล้วคดีก็ได้ไปถึงชั้นศาลสูงสุดในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1890

ซึ่งศาลมีคำตัดสินว่ากฎหมาย Guano Act นั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และให้ประหารชีวิตคนงานเหมือง 3 คน ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1891

ภายหลังการตัดสินของศาล ได้มีการยื่นฎีกาโดยโบสถ์ชาวผิวดำทั่วประเทศ และลูกขุนผิวขาวสามคนจากทั้งสามคดี ไปยังประธานาธิบดีเบนจามิน แฮริสัน ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน ให้เหลือเพียงการจำคุกในที่สุด

หลังจากนั้นก็ได้มีการทำเหมืองกัวโนบนเกาะนาวาสซาอีกครั้ง แต่ในขนาดที่เล็กลงมาก สงครามระหว่างสเปนและสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1898 ส่งผลให้บริษัท ต้องทำการอพยพคนออกจากเกาะ และเข้าสู่ภาวะล้มละลายในที่สุด

เจ้าของใหม่ของเกาะ ตัดสินใจที่จะคืนเกาะให้กลับคืนสู่ธรรมชาติในปี ค.ศ. 1901

เกาะนาวาสซากลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ภายหลังการเปิดคลองปานามาในปี ค.ศ. 1904 ซึ่งส่งผลให้การเดินเรือระหว่างชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา กับคลองปานามาต้องผ่านช่องแคบ Westward (Westward Passage) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคิวบาและเฮติ

ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องมีประภาคารบนเกาะนาวาสซา ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ ในที่สุด US Lighthouse Service ก็ได้ทำการสร้างประภาคาร Navassa Island Light สูง 162 ฟุต (46 เมตร) ขึ้นบนเกาะในปีค.ศ. 1917 ที่ระดับความสูง 395 ฟุตหรือ 120 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

โดยมีผู้ดูแลและผู้ช่วยสองคน คอยทำหน้าที่ดูแลรักษาอยู่บนเกาะ จนกระทั่งได้มีการติตตั้งอุปกรณ์อัตโนมัติให้กับประภาคารในปี ค.ศ. 1929 จึงไม่มีความจำเป็น ต้องมีผู้ดูแลประภาคารคอยประจำอยู่บนเกาะ

และภายหลังจากที่ US Lighthouse Service ถูกยุบรวมเข้ากัย US Coast Guard US Coast Guard ก็กลายเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลซ่อมแซมประภาคารแห่งนี้ โดยมีการตรวจสภาพปีละสองครั้ง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ได้จัดตั้งหน่วยสังเกตการณ์บนเกาะ และหลังจากสิ้นสุดสงคราม กองทัพเรือได้ทำการถอนกำลังออกไป

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีผู้อาศัยอยู่บนเกาะ โดยในปี ค.ศ. 1930 ได้มีการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัย Harvard เพื่อศึกษาชีวิตบนเกาะและในทะเลโดยรอบ

ในช่วงปี ค.ศ. 1903 ถึง 1917 เกาะแห่งนี้เป็นดินแดนที่ขึ้นอยู่กับฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ในอ่าวกัวตานาโม และในช่วง 1917 ถึง 1996 เกาะได้ถูกโอนมาให้ US Coast Guard คอยเป็นผู้ดูแล

ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 1996 เกาะได้รับการดูแลโดยกระทรวงกิจการภายในของสหรัฐอเมริกา โดยในวันที่ 29 สิงหาคม 1996 US Coast Guard ได้ทำการรื้อประภาคารออก เพื่อโอนการดูแลไปยังกระทรวงกิจการภายใน

ภายหลังจากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์โดย Center of Marine Conservation ในกรุงวอชิงตัน เกาะนาวาสซาได้รับการยกย่องให้เป็น แหล่งอนุรักษ์ความหลากหลาย ทางชีวภาพของทะเลแคริบเบียน

ส่งผลให้ในวันที่ 3 ธันวาคม 1999 US Fish and Wildlife Service ได้เข้าควบคุมดูแลเกาะแห่งนี้ และได้กลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในที่สุด


ขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ศุกรวารสิริสวัสดิ์ค่ะ



Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2555 14:02:47 น.
Counter : 1460 Pageviews.

0 comments
ฉินจิ๋นซี สมาชิกหมายเลข 4665919
(4 ต.ค. 2562 04:57:14 น.)
嫦娥和后羿的故事 เรื่องราวของฉางเอ๋อและโฮ่วอี้ Kavanich96
(4 ต.ค. 2562 03:51:57 น.)
วิธีเขียนบล็อกให้น่าสนใจ อาจารย์สุวิมล
(28 ก.ย. 2562 23:25:29 น.)
🚘อนุสรณ์เรือหลวงประแส ระยอง🚘 โอน่าจอมซ่าส์
(19 ก.ย. 2562 00:11:53 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด