ยัย เจ้ สุด ฮา กับ หมอ เกย์ จอม เฟี้ยว บทที่ 6 หน้า 3
เสียงลมและคลื่นเบาๆ กระทบฝั่งในยามเช้า เป็นศาสตร์ทางเสียงคล้ายคลื่นนาโนที่ช่วยทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลายลดความตรึงเครียดของเซลล์ได้เป็นอย่างดี


ปิ่นมณีกำลังฝันไปว่าเธอกำลังนอนในเต้นท์ริมหาดฟังเสียงคลื่นและลมเย็นๆ พัดมา ทำให้หลับสบายอย่างเพลิดเพลิน พลันเธอต้องตกใจตื่นเมื่อมีลิงโยนมะพร้าวลงมา


“เจ้...ระวังดั้งหัก”


เสียงทุ้มๆ ร้องตะโกน จนเธอต้องผวาจับจมูกไว้


ปิ้นมณีตื่นมาจริงๆ จับจมูกไว้มั่น ก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่ในที่แปลกตา  มองไปรอบๆ ผนังไม้ไผ่สาน หลังคาตับหญ้าแฝก

เธอนอนบนที่นอนพับตอนยัดนุ่นหนาที่ดูใหม่มากราวไม่เคยมีใครนอนมาก่อน มีผ้าบางๆ ห่มคลุมกายไว้ นี่มันที่ไหนอีกละ พอคิดถึงเรื่องก่อนมา เธอถูกหมอเอกจับตัวมาสินะ แล้วนี่เขาไปไหน


เธอมองไปรอบห้อง มีกระเป๋าใบใหญ่ ที่มุมห้อง กระเช้าของขวัญปีใหม่ที่เธอเพิ่งได้เมื่อวานวางคู่กัน ทุกอย่างเหมือนมีความเตรียมพร้อมมาอย่างดี

ยังไม่ทันที่จะคิดเหตุการณ์อันเลวร้ายต่อไป คนร้ายที่อ้างถึงก็เดินถือถาดที่มีอาหารทะเลย่างหอมๆ เปิดประตูเข้ามา


“เจ้ ตื่นแล้วเหรอ”

เขาเอ่ยทั้งใบหน้ายิ้มแย้ม


“ที่นี่ที่ไหน แล้ว แกจะทำอะไรฉันอีก จับฉันมาทำไม?”

เธอกระถดถอยหลัง


“เจ้กินอะไรก่อนนะ นี่อาหารทะเลย่างสดๆ เลย กุ้งหอยปูปลา น้ำจิ้มซีฟู้ด จี๊ดมากเลยนะ”

เขาทำท่าอร่อย


“ไม่..ฉันไม่กิน แกจะใส่ยาพิษเพื่อฆ่าฉันหรือเปล่า”

เธอปฏิเสธเสียงแข็ง


เป็นเอกนั่งลงตรงหน้ามองสายตาหวาดกลัวของเธอแล้วใจแทบขาด


“ผมจะทำอย่างนั้นทำไม ผมเป็นหมอนะ”

เขาพูดอย่างอ่อนโยน


มองสายตาหวาดกล้วแล้วได้แต่ถอนใจ เขาต้องใช้เวลาที่จะเยี่ยวยาปิ่นมณีไม่ให้หวาดกลัวเขา ถึงมันจะต้องใช้เวลาทั้งเดือนก็ตามที


“ผมจะกินให้เจ้ดูตรงนี้ล่ะ ถ้าเกิดมียาพิษจริง ผมจะได้ตายก่อนเจ้ไง”

เขาใช้ไม้เสียบหมาหมึกจิ้มน้ำจิ้มแล้วเอาใส่ปากเคี้ยว


“หือ อร่อยมากเลยนะเจ้”


แล้วก็กินหอยกินกุ้ง แกะปู ปิ่นมณีถึงกับกลืนน้ำลาย แต่ก็ยังมีฟอร์มอยู่


“เห็นไหมผมยังไม่ตายเลย เชื่อผมเถอะ”

เขาผายมือทั้งสองข้างออก


“มากินเถอะ เจ้ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ ผมไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก ผมอยากคุยกับเจ้ดีๆ เรามาดีกันนะ”


“ฉันไม่หิว”

ปากก็ปฏิเสธ แต่ลำไส้เจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องออกมา


“แน่ใจนะ”

เป็นเอกยิ้มอย่างเอ็นดู


“ผมขอร้องล่ะกินเถอะ ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้ฟัง พอฟังแล้วเจ้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้”


ปิ่นมณีมองดวงตาที่แสนห่วงของเป็นเอก


“หรือจะให้ผมป้อน”


“ไม่ต้อง”

เธอค้อนเขาก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมานั่งใกล้ๆ


เป็นเอกยิ้มเมื่อเห็นเธอเริ่มกินอาหาร แล้วสีหน้าเริ่มพอใจมากขึ้น เมื่อรสชาติถูกปาก


เขาแกะกุ้งและปูให้เธอ


“เรื่องคืนนั้น ผมก็ไม่คิดว่าเจ้จะยอมอภัยให้ผมได้หรอกนะ ผมรู้ว่าเจ้เจ็บปวดมาก เจ้คงร้องไห้ทุกวัน”


ปิ่นมณีเหลือบมองหน้าเขา ไม่รู้จะพูดรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม


“มันคงเป็นฝันร้ายสำหรับเจ้ ผมรู้ว่าเจ้คงทรมารมาก”

เขามองดูดวงหน้าและทรงผมที่เป็นผลจากความเจ็บปวดนั้น


“เรื่องที่เกิดวันนั้น เกิดจากผมเมา”


“แก จะมาอ้างเพราะเมาหรือไร้สติกับฉัน ฉันไม่รับฟังหรอกนะ”

เธอโต้เขา



“เจ้ฟังผมก่อนสิ”

เขาอุทรณ์


“ใช่ มันก็จริง ที่ไม่ควรเอาเรื่องเมามาอ้าง เพื่อให้เจ้ยกโทษให้ แต่ผมอยากให้เจ้ รู้ว่ามันคือเรื่องจริง เมื่อผมเมาหนักจนขาดสติแล้ว ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมอาจจะรุนแรง....”

ภาพที่เขากระชากปิ่นมณีจากพื้นมันเข้ามาแทรกในมโนจนเขาเจ็บจี๊ดในใจ


 “ผมทำอะไรลงไป ผมก็จำไม่ได้หรอก”

เขารีบปกปิดความจริงที่ตัวเองได้รับรู้แล้ว



“ถ้าจำไม่ได้แล้ว แกกลับมาหาฉันทำไม แกจะมาพูด ย้ำ ให้ฉันเจ็บอีกทำไม แกคิดว่าชีวิตฉันมันคือของเล่นของแกหรือไง”

ปิ่นถามอย่างเจ็บปวด



“เปล่า..”



“ผมขอแค่เวลา ผมขอรักษาความเจ็บช้ำของเจ้ ผมอยากให้เจ้อภัยให้ผมสักนิดก็ยังดี”

เขาอ้อนวอน



ปิ่นจ้องหน้าสำนึกผิดของเขา



ปิ่นมณีอาจจะเข้าใจว่าเขาต้องการขอโทษเธอเพียงเพราะการถูกข่มขืน
 


“มันไม่ง่ายหรอกนะ”

เธอกัดฟันตอบ



“ผมทำใจเรื่องนั้นแล้ว ขอเวลาให้ผมเถอะนะ ให้เราได้เห็นตัวตนของกันและกัน ผมขอรักษาบาดแผลที่ผมสร้างขึ้นมาเองด้วยตัวผม หากผมต้องอยู่แล้วรู้ว่าเจ้ทรมาร ผมก็ทรมารเหมือนกัน”


ปิ่นมณีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น


“เราต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด เวลามันจะรักษาพวกเราเอง แกไม่ต้องคิดมากหรอก หลังจากนี้ไปอีก เดือน หรือ สองเดือน หรือปีหนึ่ง ฉันก็ลืมแกแล้ว”

เธอรีบกลืนน้ำตาที่อาจจะไหลออกมา จะมาร้องไห้ให้หมอบ้านี้เห็นได้ไง



“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น”



“ผมอยากให้เราดีกัน คุยกัน หัวเราะด้วยกัน มันมีเรื่องใดที่ผมจะทำให้เจ้เป็นสุขผมก็อยากจะทำให้เจ้”


ปิ่นมณีมองหน้าที่แสนจะสำนึกผิด ดวงตาที่เจือเอ่อล้นด้วยน้ำตา



“แกจับฉันมาทำไม”



“ผมอยากให้เราได้อยู่ด้วยกัน เพื่อให้ผมได้ชดใช้หนี้บาป ผมสำนึกผิดมากเลยนะ เจ้ เห็นไหม”



“ฉันจะแจ้งความจับแก โทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขืน”


เธอกัดฟันว่าเขา



แต่ก็ชะงักเมื่อมองหน้าหล่อๆ ยิ้ม แล้วมโนไปเมื่อเธอต้องไปให้ปากคำที่โรงพักต้องปิดหน้าปิดตากลัวคนรู้อย่างอับอายเรื่องถูกข่มขืน ขณะที่หมอเอกนั่งยิ้มหล่อ



ไม่สิ ไม่สิ เราจะต้องไม่พูดเรื่องข่มขืน



“ไม่ใช่ๆ โทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวจนขาดอิสระภาพ”


“ผมไม่ได้มัดเจ้ไว้สักหน่อย”

เขารีบเถียง


“ไปส่งฉันเดี่ยวนี้”


“ไม่ได้แล้วล่ะเจ้”


“เจ้ เรามาติดเกาะนะ แล้วรถผมก็โดนโจรปล้นไปเมื่อคืน ผมไม่มีอะไรติดตัวเลย ผมอุ้มเจ้ลงจากรถได้ก็วิ่งหนีพวกโจรมาสุดชีวิต มีชาวประมงช่วยพวกเราไว้ ผมเลยตัดสินใจมากับพวกเขา รอเจ้ฟื้น”



นี่เป็นจริงหรือเรื่องแต่งที่เขาคิดมาได้เมื่อครู่



“นี่แกหลอกฉันใช่ไหม ไอ้หมอทะเล”


เขาชูนิ้วทั้ง 3 ขึ้นราวลูกเสือ



“ด้วยเกียรติของหมอศัลยกรรม ผมผู้ปฏิบัติชอบมา 30 ปี ไม่เคยโกหกใคร”



ปิ่นมณีแทบจิตหลุด ลุกขึ้นวิ่งไปเปิดประตูไม้ไผ่สาน เบื้องหน้าที่ปรากฏคือท้องฟ้าจรดทะเลสีคราม นั่นหาดทราย มีต้นมะพร้าวลู่ลม โน้นก็โขดหิน

นั่นมีสะพานไม้ไผ่ทอดลงไปในทะเล โน้นป่าสนเป็นทิวแถวยาวตามแนวชายฝั่ง โน้นโค้งอ่าวสุดสายตา โน้นเรือพายลำเล็กที่จอดเทียบท่าไว้ นี่มันภาพวาดหรือภาพถ่ายจากอินเตอร์เน็ทหรือเปล่า แต่เมื่อลมและคลื่นมาปะทะหน้าทำเอารู้ว่านี่คือเรื่องจริง ปิ่นมณีถึงกลับสติไม่อยู่กับตัว


นี่คือเรื่องจริง ทะเลอยู่เบื้องหน้า หมอวิปริตอยู่เบื้องหลังเธอจะวิ่งไปทางไหนดี ถ้ายังอยู่ตรงนี้เธอต้องอยู่กับไอ้หมอที่เธอเกลียดนักหนา ถ้าวิ่งไปข้างหน้าเธอจะเจออะไร


เธอหันมามองหมอเอกที่นั่งมองเธออยู่


ถ้าจะให้เอาบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่มาทิ้งไปกับหมอเกย์วิปริตแบบเขา เธอคงมีแต่ความเจ็บช้ำใจไม่สิ้นสุดแน่

แทนที่จะได้ไปสมาคมหรือกิจกรรมสาวเกษียณอายุอย่างมีคุณค่ากับเพื่อนพ้องในวงการราชการ มันยังจะดีกว่า


ปิ่นมณีตัดสินใจวิ่งลงจากกระท่อม



“เจ้......จะไปไหน.”


หมอเอกร้องตามและวิ่งลงจากกระท่อมตามเธอไป


ปิ่นมณีเธอตัดสินใจวิ่งไปที่เรือแล้วพายออกจากฝั่งทั้งที่ตัวเองไม่เคยพายเรือในทะเล ซึ่งมันแตกต่างพายเรือในทะเลสาบหรือในคลอง ด้วยคลื่นลมแรงซัดเรือเธอไม่พุ่งอย่างที่คิด


“เจ้ กลับมาก่อน มันอันตรายนะ“


หมอเอกร้องตามเขาว่ายน้ำตามเธอมา


ตอนนี้ปิ่นมณีไม่อยากกลับหลังแล้ว เธอไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้วได้เห็นหมอเอก เธอจะไปตายเอาดาบหน้า ถึงมันไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ทั้งที่เธอเหนื่อยจากโดนยาสลบและยังไม่กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน


สุดท้ายคลื่นซัดมาปิ่นมณีพายเรือโต้คลื่นไม่ไหวก็พลิกคว่ำไปทันที เธอว่ายน้ำไม่เก่งเลยพยายามตะเกียกตะกายช่วยตัวเอง กลืนน้ำเข้าไปจนแสบคอ เริ่มอ่อนแรง หมอเอกรีบว่ายน้ำมาช่วยเธอเข้าฝั่ง เห็นท่าทางเธอจะแย่ เขาต้องปั้มหัวใจและผายปอดช่วยจนปิ่นสำลักน้ำออกมา


เขาดึงร่างเธอมากอดพาดไหล่เขาไว้



“เจ้ “

เขาตบหลังเธอเบาๆ


แล้วแบกเธอกลับไปที่กระท่อม


“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะเจ้”

เขาบอกเธอ


ปิ่นมณีหมดแรงจากการจมน้ำเลยไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ขัดขืน หมอเอกจัดการถอดเสื้อผ้าเธอออกแล้วเอาผ้าห่อมาห่อเธอไว้ ส่วนตัวเขาก็นั่งเฝ้าเธออยู่ใกล้ๆ ปิ่นมณีไม่อยากเห็นสภาพตัวเองตอนนี้เธอเผลอหลับไป


หมอเอกเอาเสื้อผ้าเธอและเขาไปซักน้ำจืดและตากไว้ราวชาน ส่วนตัวเขาก็นอนที่แปลญวนที่ชานด้านหน้า


เวลาผ่านไปจนพลบค่ำ ปิ่นมณีตื่นขึ้นมา ท้องร้องครวญครางเพราะความหิว
เธอก็พบว่าหมอเอกเตรียมอาหารเย็นไว้รอเธอแล้ว


เขาหาเสื้อผ้ามาให้เธอสวม เป็นชุดผ้าสปั้นใส่สบายๆ แต่มันก็โหวงเหวงมาก เมื่อไร้ชุดชั้นใน


แม้จะไม่อยากกินอาหารแต่ความหิวมันไม่เคยทำให้ชีวิตผู้หญิงคนนี้ต้องยอมอดยากได้เลย เธอกล้ำกลืนกินข้าวเงียบๆ



“เจ้ นี่น้ำดื่ม มีน้ำมะพร้าวด้วยนะ เจ้กินให้เยอะๆ เลย”

หมอเอกยกลูกมะพร้าวที่ตัดฝาบนเตรียมดื่มมาให้เธอ


“ทำไมไม่พาฉันกลับ”


“ผมอยากใช้ชีวิตไถ่บาปกับเจ้”


“มันไม่จำเป็นหรอก แล้วอย่าพูดเรื่องนี้ซ้ำซากด้วยมันน่ารำคาญ”


แม้เขาจะช่วยชีวิตเธอครั้งนี้ไว้ แต่มันก็ไม่อาจจะช่วยลบล้างแรงแค้นในใจได้


“ผมขอเจ้แค่ 1 เดือนเท่านั้น แล้วผมจะไปส่งเจ้เอง แล้วหลังจากนั้น ผมจะไม่มาให้เจ้เห็นหน้าอีก”


“บ้าหรือเปล่า ฉันต้องทำงานนะ จะมาอยู่กับแกเป็นเดือนได้ยังไง”



“ผมลางานให้เจ้แล้ว”



ปิ่นมณีแทบเดือดในอก นี่เอาถือวิสาสะอะไรเขียนจดหมายลางานให้เธอ


“แล้วแกไม่ทำงานหรือไง”


“งานของผม เมื่อเทียบกับเจ้แล้ว เจ้ย่อมสำคัญกว่า”



“ฮึ อย่างมาพูดเอาแต่ใจแบบนี้ ฉันไม่ได้นิยมชมชอบ”


“ผมพูดจริงๆนะ”



“คำพูดของแกแค่นี้มันไม่ไม่ได้ลบล้างสิ่งที่ผ่านมาได้หรอกน่า”


“ครับ งั้นช่วยอยู่ที่นี่กับผม 1 เดือน นะครับ”


เขาก็ไม่ยอมลดละความตั้งอกตั้งใจของตัวเองสักนิดเดียว ปิ่นมณี จนปัญญาที่จะขอร้องและต่อกร



“แกจะทำอะไร”


เธอตั้งคำถาม


“ผมอยากจะดูแลเจ้ดีๆ ผมจะปฏิญาณไม่แตะต้องเครื่องดื่มอีก ผมอยากให้เราสองคนมีเวลาอยู่ด้วยกัน”


“เพื่ออะไร?”


“เพื่อเจ้”


“ฉันไม่ได้ต้องการแบบนี้”


“เพื่อผม”


“แกมันเห็นแก่ตัว”

เธอก่นด่า



จะพูดอะไรก็โดนด่า ชักจะเหมือนเมียด่าผัวในชีวิตจริงทั่วไปของบุรุษผู้แต่งงานแล้ว


“แต่ผมก็ทำเพื่อเจ้ก่อน”

เขาแย้ง


“ฮึ ไม่มีอะไรที่แกจะทำเพื่อฉันได้”


“เจ้ก็ใช้เวลา 1 เดือนนี้ ดูสิ่งที่ผมจะทำเพื่อเจ้สิ”

สายตาที่มุ่งมั่นมองเธอ



“ฮึ ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางกลับบ้าน”


“ผมจะทำทุกวิถีทางให้เจ้มีความสุขและ อภัยให้ผม”


“ฉันจะคอยดู ว่าแกจะทำได้ขนาดไหน แล้วหลังจากนี้ก็หวังว่าแกจะไม่มาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

เธอปรามาสเขาเบือนหน้าหนี



“ผมจะทำทุกวิถีทางให้เจ้รักผม”
 


ปิ่นมณีอึ้งหันมามองหมอเอกที่มองดูเธออย่างละมุนละไม และถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้นด้วยสายตา


 
 



Create Date : 04 มีนาคม 2564
Last Update : 4 มีนาคม 2564 7:26:31 น.
Counter : 393 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
หนูนี่แหล่ะ คือ เทพเจ้า ตอนที่ 2 หน้า 2 unitan
(15 ก.ย. 2564 09:26:31 น.)
รอบรั้วบดินทร zungzaa
(14 ก.ย. 2564 16:37:10 น.)
ภพผูกรัก บทที่ 4/1 lovereason
(13 ก.ย. 2564 00:02:57 น.)
ยัย เจ้ สุด ฮา กับ หมอ เกย์ จอม เฟี้ยว บทที่ 21 หน้า 1 unitan
(10 ก.ย. 2564 07:27:51 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร

  
แหม รถโดนปล้นไปตอนไหนเนี่ย โม้แหงๆ

โดย: หอมกร วันที่: 4 มีนาคม 2564 เวลา:9:45:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Unitan.BlogGang.com

unitan
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด