บัณเฑาะก์ที่ห้ามบวชตามพระวินัย หมายถึงอะไร? (* ที่มาของการเขียนบทความนี้ ดูที่หมายเหตุด้านล่าง) ----------------------------------------------------------- พระพุทธองค์ได้บัญญัติพระวินัย [1] ไว้ว่า ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ อุปสมฺปนฺโน นาเสตพฺโพติ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย ----------------------------------------------------------- พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบาย [2] ไว้ว่า บัณเฑาะก์ ที่พระพุทธองค์ ห้ามบวชนี้ มุ่งหมายถึง ผู้ที่ไม่มีอวัยเพศปรากฏ (นปุงสกปณฺฑก) และผู้ที่ถูกตอนแล้ว (โอปกฺกมิยปณฺฑก) โดย บัณเฑาะก์อาจแบ่งออกได้ ๕ จำพวก คือ ๑ อาสิตฺตปณฺฑก ๒ อุสุยฺยปณฺฑก ๓ โอปกฺกมิยปณฺฑก ๔ ปกฺขปณฺฑก ๕ นปุงสกปณฺฑก ผมจะสรุปความหมายให้สั้นกระทัดลง ดังนี้นะครับ ๑ อาสิตตบัณเฑาะก์ ได้แก่ ชายที่มีกิจกรรมทางเพศกับชาย ๒ อุสุยยบัณเฑาะก์ ได้แก่ ชายที่ไม่ถึงกับมีกิจกรรมแต่พอใจที่จะดู กิจกรรมทางเพศ โดยตัวเป็นชายแต่ก็ไปชอบใจในชายที่ดูอยู่นั้น ๓ โอปักกมิยบัณเฑาะก์ ได้แก่ บุคคลผู้ที่ถูกตอนไปแล้ว เช่นขันที ๔ ปักขบัณเฑาะก์ ได้แก่ บุคคลบางคนข้างแรมเกิดความกำหนัด ยินดีกระวนกระวายด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรม เมื่อถึงข้างขึ้น ความกระวนกระวายนั้นก็หายไป ๕ นปุงสกับบัณเฑาะก์ ได้แก่ ผู้ที่ไม่มีเพศหญิงเพศชายไม่ปรากฏทั้ง ๒ เพศ มีแต่ช่องที่สำหรับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น ในบัณเฑาะก์ ๕ ชนิดนั้น อาสิตตบัณเฑาะก์ และอุสุยยบัณเฑาะก์ ไม่ห้ามบรรพชา, โอปักกมิยบัณเฑาะก์ นปุงสกับบัณเฑาะก์ ห้ามบรรพชา ส่วน ปักขบัณเฑาะก์ ห้ามบรรพชาแก่เขาเฉพาะปักข์ที่เป็นบัณเฑาะก์เท่านั้น. ในกรณีของ บัณเฑาะก์ สองประเภทที่ว่าบวชได้นั้น หมายถึง เป็นบัณเฑาะก์ก็แต่เมื่อก่อนบวช แต่เมื่อมาบวชแล้วต้องรักษาวินัย และสละความประพฤติเบี่ยงเบนนั้นออกให้หมด ----------------------------------------------------------- หลายๆท่าน มักจะเข้าใจว่า บัณเฑาะก์ แปลว่า กระเทย, เกย์ หรือ ตุ๋ด ความเข้าใจเช่นนี้อาจจะยังไม่ตรงซะทีเดียว อันที่จริง คำว่า บัณเฑาะก์ มาจาก ภาษาบาลีว่า ปณฺฑก ดังวจนัตถะ [3] ว่า ปฑติ ลิงฺคเวกลฺลภาวํ คจฺฉตีติ ปณฺฑโก ผู้ที่มีเครื่องหมายแห่งบุรุษและสตรีขาดตกบกพร่องไป ผู้นั้นชื่อว่า บัณเฑาะก์ ได้แก่บัณเฑาะก์ ๕ จำพวก สำหรับวจนัตถะนี้ หมายเอาพวก นปุงสกบัณเฑาะก์ เป็นการแสดงโดยตรง (มุขยัตถนัย) บัณเฑาะก์ที่เหลือ ๔ พวก เป็นการแสดงโดยอ้อม (สทิสูปจารัตถนัย) ----------------------------------------------------------- มีคำถามว่า คำว่า "หญิงบัณเฑาะก์" ที่พบในพระไตรปิฎก [4] ในที่นี้มีหมายความว่าอย่างไร อาศัยวจนัตถะที่แสดงไว้ในบทก่อน ว่าโดยนัยยะโดยตรง (มุขยัตถนัย) โดยทั่วไปจะหมายถึง "หญิงที่ไม่ปรากฏอวัยวเพศ" ส่วนกรณีหญิงชอบหญิง ก็จัดเข้าเป็นบัณเฑาะก์ได้โดยอ้อม (สทิสูปจารัตถนัย) ----------------------------------------------------------- ต่อมา จะเป็นการอธิบายเรื่อง อุภโตพยัญชนกะ ----------------------------------------------------------- ในกรณีของ อุภโตพยัญชนกะ มีแค่ ๒ จำพวก และทั้ง ๒ จำพวกนั้นไม่สามารถบวชได้เลย พระพุทธองค์ได้บัญญัติพระวินัย [6] ไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ อุภโตพยัญชนก ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย. จากอรรถกถา [7]และฎีกา [3] สรุปใจความได้ดังนี้ วจนัตถะของ อุภโตพฺยญฺชนโก ได้แก่ อุภโต ปวตฺตํ พฺยญฺชนํ ยสฺส อตฺถีติ = อุภโตพฺยญฺชนโก องคชาตทั้ง ๒ ชนิดที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยกรรมทั้ง ๒ มีแก่บุคคลใด ฉะนั้นบุคคลนั้นชื่อว่า อุภโตพยัญชนก บุคคลที่เป็นพวกอิตถีอุภโตพยัญชนกนั้น คือมีรูปร่างสัณฐานลักษณะ อาการเป็นหญิงตลอดจนอวัยวะเพศอย่างธรรมดา ต่อเมื่อเวลาพอใจ ในหญิงอื่นๆเกิดขึ้นแล้ว จิตใจที่เป็นอยู่ก่อนนั้นก็หายไป เปลี่ยนสภาพ เป็นจิตใจของผู้ชายขึ้นมาแทน ในเวลาเดียวกันนั้นอวัยวเพศชายก็เกิดขึ้น อวัยวเพศหญิงก็หายไปสามารถสมสู่ร่วมกับหญิงนั้นได้ บุคคลที่เป็นพวกปุริสอุภโตพยัญชนก นั้น คือมีรูปสัณฐานลักษณะ อาการเป็นชายอวัยวะเพศก็เป็นชายอย่างธรรมดา ต่อเมื่อเวลาที่แล เห็นผู้ชายมีความพอใจรักใคร่เกิดขึ้น แล้วจิตใจที่เป็นชายอยู่ก่อน ก็หายไป เปลี่ยนสภาพเป็นจิตใจของหญิงขึ้นแทน และในเวลาเดียวกัน นั้นอวัยวเพศหญิงก็ปรากฏขึ้น อวัยวเพศชายก็หายไปสามารถสมสู่ ร่วมกับชายนั้นได้ ความแตกต่างกันระหว่างอิตถีอุภโตพยัญชนกบุคคลนั้นมีดังนี้ คือ อิตถีอุภโตพยัญชนกบุคคลนั้น ตัวเองก็มีครรภ์กับบุรุษทั้งหลายได้ ทำหญิงอื่นทั้งหลายให้มีครรภ์กับตัวก็ได้ สำหรับปุริสอุภโตพยัญชนกบุคคลนั้น ตัวเองไม่สามารถบังเกิดครรภ์ได้ ----------------------------------------------------------------------- อธิบาย เรื่อง ปฏิสนธิจิตของ บัณเฑาะก์ และ อุภโตพยัญชนกะ ตามนัยพระอภิธรรม ----------------------------------------------------------------------- การจัดแบ่งบุคคลตามประเภทของ ปฏิสนธิจิต-ภวังคจิต-จุติจิต แบ่งออกได้เป็นสาม สุคติอเหตุกบุคคล จะมาปฏิสนธิด้วย "อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก" (ไม่มีกุศลเหตุเลย) ทวิเหตุกบุคคล จะมาปฏิสนธิด้วย "มหาวิบากญาณวิปปยุต" (มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ) ติเหตุกบุคคล จะมาปฏิสนธิด้วย "มหาวิบากญาณสัมปยุต" (มี ทั้ง อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ) นปุงสกบัณเฑาะก์ และ อุภโตพยัญชนกะ จะเป็นผู้ที่เกิดด้วย "อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก" และจัดเป็น สุคติอเหตุกบุคคล [3] ส่วน บัณเฑาะก์ที่เหลือนั้นไม่แน่นอน อาจจะเป็นทวิเหตุกบุคคล หรือ ติเหตุกบุคคลก็ได้ ----------------------------------------------------------------------- อธิบาย เรื่อง ปุริสินทรีย์ อิตถินทรีย์ ของ อุภโตพยัญชนกะ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน ----------------------------------------------------------------------- ท่านพระสัทธัมมโชติกะได้ อธิบายไว้ [3] ว่า อุภโตพยัญชนกะ เป็นบุคคลที่มีด้วยกันทั้ง ๒ เพศ แต่เพศทั้ง ๒ นี้หาใช่ปรากฏทีเดียวพร้อมกันไม่ เวลาใดปุริสภาวรูปปรากฎขึ้น เวลานั้นอิตถีภาวรูปก็ไม่ปรากฏ และเมื่อเวลาใดอิตถีภาวรูปกำลังปรากฏขึ้น เวลานั้นปุริสภาวรูปก็ไม่ปรากฏ ดังมีพุทธภาษิตแสดงไว้ในอินทริยยมกพระบาลี [8] ว่า “ยสฺส อิตฺถินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺส ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ?” ”โน” ซึ่งแปลความว่าอิตถินทรีย์กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ปุริสินทรีย์กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นใช่ไหม? ตอบว่าไม่ใช่! ดังนี้ ----------------------------------------------------------------------- อธิบาย ความหมายของ ปุริสินทรีย์ อิตถินทรีย์ ----------------------------------------------------------------------- จาก อรรถกถา[9] และ อภิธัมมัตถสังคหะ[10] ได้แสดงไว้ว่า ในรูปปรมัตถ์ ๒๘ นั้น ประกอบไปด้วย ภาวรูป ๒ ภาวรูปมี ๒ คือ ๑. อิตถีภาวรูป รูปที่เป็นเหตุแห่งความเป็นหญิง (เป็นรูปที่เกิดจากกรรม) ๒. ปุริสภาวรูป รูปที่เป็นเหตุแห่งความเป็นชาย (เป็นรูปที่เกิดจากกรรม) (บทความนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จะมาเขียนต่อภายหลังครับ) ----------------------------------------------------------------------- อ้างอิง [1] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๒๕] (link) [2] อรรถกถาปัณฑกวัตถุ (อธิบาย มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๒๕]) [3] มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา วิถีมุตตสังคหะ เล่ม ๑ [4] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ [๕๗๓] (link) [5] พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 333 (จากฉบับมหามกุฏฯ) [6] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๓๒] (link) [7] อรรถกถาอุภโตพยัญชนกวัตถุ (อธิบาย มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๓๒]) [8] พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ (link) [9] อรรถกถาอิตถินทริยนิทเทส, อรรถกถาปุริสินทริยนิทเทส ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา (คู่กับพระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๑) [10] คู่มืออภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉท ๖ ----------------------------------------------------------------------- *หมายเหตุ: บทความนี้ ได้เขียนขึ้น เนื่องจากต้องการสรุปเนื้อหาที่สำคัญ ที่เกิดจากการสนทนาธรรมกันระหว่างเพื่อนสมาชิกหลายๆท่าน //topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/04/Y10435225/Y10435225.html ซึ่งได้แก่ คุณปล่อย คุณฮิมาวาริซซัง คุณชาล้นถ้วย คุณระนาด คุณเอิงเอย คุณฐานะฐานะ โดยในส่วนของข้อ [4],[5],[7],[9] เป็นข้อมูลที่ คุณปล่อยได้ช่วยยกมาให้ได้วิเคราะห์กัน ขอบคุณมากนะคะ จะเข้ามาอ่านเรื่อยๆ ค่ะ
โดย: เอิงเอย IP: 223.207.104.69 วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:10:49:40 น.
อนุโมทนาสาธุครับ ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไปครับ
![]() โดย: shadee829
วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:14:13:58 น.ปริจเฉทที่ ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค
หมวดที่ ๒ ปฏิสนธิจตุกะ ข. กามสุคติปฏิสนธิ ๑. อุเบกขาสันตีรณ กุสลวิบาก ๑ ดวงย่อมเกิดในมนุสสภูมิ ๑ และในจาตุม มหาราชิกาภูมิ ๑ มนุษย์ ผู้ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบากนี้ เป็นผู้มีบุญน้อยจึงพิการ ต่าง ๆ มาแต่กำเนิด ไม่ใช่มาพิการในภายหลัง ความพิการนี้มีถึง ๑๐ ประการ คือ ๗. ปณฺฑก พวกบัณเฑาะก์ คือ พวกวิปริตในเรื่องเพศ ๘. อุภโตพยญฺชนก ผู้ปรากฏเป็น ๒ เพศ ๙. นปุํสก ผู้ไม่ปรากฏเพศ //www.abhidhamonline.org/aphi/p5/030.htm ตะกี้เอาข้อความของคุณมหาวิหารไปค้นๆ ที่กูเกิ้ล เจออันนี้ด้วยครับ เห็นแปลกว่าท่านแยกบัณเฑาะก์กับนปุสก เป็นคนละประเภทกัน?? อันนี้คำอธิบายของท่านอาจารย์บุญมี //thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=8989 โดย: ปล่อย IP: 124.122.147.65 วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:20:29:21 น.
ข้อความที่คุณ ปล่อยยกมา และที่อ.บุญมีได้อธิบายนั้น
เข้าใจว่าน่าจะถูกยกมาจาก มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา วิถีมุตตสังคหะ เล่ม ๑ น่ะครับ ในบทที่แสดงในเรื่อง การปฏิสนธิของ อเหตุกบุคคล ------------------------------------ และ ในส่วนของ นปุงสก ข้อ ๙ นั้น ท่านพระสัทธัมมโชติ ผู้รจนา ได้แสดงไว้ว่า หมายถึง นปุงสกบัณเฑาะก์ แต่ได้แสดงแยกไว้อีกครั้ง โดยแยกเป็นอีกข้อ เพื่อจำแนกให้เข้าใจชัดถึง บัณเฑาะก์ ทั้ง ๕ จำพวก นั่นเอง ดังข้อความว่า ๙. นปํสก น ปํเสติ ปุริโส วิย ปจฺจามิตฺเต น มทฺทตีติ นปํสโก บุคคลใดที่ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ดุจชาย (บุคคลใดไม่สามารถประกอบกิจได้ดุจชาย) ชื่อว่า นปุงสกะ นปุงสกะ นี้ได้แก่พวกนปุงสกบัณเฑาะก์ ที่ได้อธิบายไว้ในพวกบัณเฑาะก์ ๕ จำพวกนั้นเอง โดย: ชาวมหาวิหาร
วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:21:01:17 น.ขอบพระคุณครับ
ความรู้ด้านพระอภิธรรมของผมต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก บางทีเรื่องที่คุณชาวมหาวิหารเห็นว่าอ่านเข้าใจง่าย แต่ผมก็ไม่เข้าใจ-ต้องถามก่อน แหะๆ.. โดย: ปล่อย IP: 124.122.147.65 วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:21:53:29 น.
อนุโมทนาสาธุนะครับ
คุณปล่อยก็ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ดีแล้วอยู่นะครับ ในส่วนอภิธรรม ถ้าได้ลองทำความเข้าใจอีกนิดในส่วนของ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ให้แม่นๆ ก็น่าจะมาประยุกต์ ใช้ประโยชน์กับการพิจารณาข้อธรรมส่วนอื่นๆได้เยอะเลยน่ะครับ โดย: ชาวมหาวิหาร
วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:22:47:17 น.มาติดตามด้วยอีกคน
โดย: ชาล้นถ้วย IP: 61.90.12.24 วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:14:41:09 น.
อยากทราบความเห็นคุณชาวมหาวิหาร ว่าบุตรของโสไรยเศรษฐีล่ะคะ จะนิยามอย่างไรดีคะ??
![]() โดย: เอิงเอย (เอิงเอย
) วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:19:51:35 น.ผมเข้าใจว่า ไม่น่าจะจัดลงเป็น บัณเฑาะก์ หรือ อุภโตพยัญชนก น่ะครับ
จัดว่าเป็นชายปกติ แต่เมื่ออกุศลให้ผลก็เปลี่ยนไปเป็นหญิง และในภายหลังเมื่อได้ขอขมาพระมหากัจจายนะ จึงได้กลับมาเป็นชาย ที่ไม่เป็นอุภโตพยัญชนก เพราะไม่ได้มีเครื่องหมายแห่งเพศทั้งสองพร้อมกันมาตั้งแต่เกิด และ ไม่ได้เป็น บัณเฑาะก์ เพราะว่า ไม่ได้มีเครื่องหมายเพศชายหายไป หรือไม่ได้มีลักษณะความเป็นหญิงในร่างชาย แต่เป็นการเปลี่ยนไปเป็นหญิงจริงๆเลย ในแง่ของอภิธรรมนั้น นปุงสกบัณเฑาะก์และอุภโตพยัญชนก จะเป็นผู้ปฏิสนธิด้วย อเหตุวิบากจิต ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ส่วน บุตรของโสไรยเศรษฐี ท่านปฏิสนธิมาด้วย ไตรเหตุวิบากจิต ดังจะเห็นได้ว่า ท่านบรรลุ อรหัตมรรคในภายหลังน่ะครับ วันที่ ๒๐ เมย ถึง ๔ พค ผมจะไปปฏิบัติธรรม ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปสองสัปดาห์อาจจะไม่ได้เข้ามาสนทนาในเนตนะครับ โดย: ชาวมหาวิหาร
วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:15:21:27 น.อนุโมทนาสำหรับการไปปฏิบัติธรรมด้วยนะคะ
โดย: เอิงเอย IP: 223.206.51.43 วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:21:35:49 น.
ขอบคุณมะละกอและหน่อไม้ฝรั่ง ที่ทำให้คนสองคนมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากกันไป 20 ปี วัยอลวน 4 บอล & ปื๊ด รีเทิร์น 2008/ 9 มี.ค. 2551
โดย: วินัย นักรบนพดล IP: 210.246.186.4 วันที่: 23 สิงหาคม 2554 เวลา:22:40:52 น.
กลุ่มเพื่อน 5.63 โรงเรียนอุตรดิตถ์ ขอแสดงมุทิตาจิตถวายพระครูถาวรธรรมโกวิท (ถวิล) ธ. วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ เนื่องในโอกาสที่พระเดชพระคุณท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ พระวินัยสาทร สย. ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2554
โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 อ.ต. IP: 118.172.169.62 วันที่: 11 ธันวาคม 2554 เวลา:13:07:05 น.
การที่ไม่ให้ บัณเฑาะก์ บวช ด้วยเหตุว่า ผู้ที่จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผลได้ต้องเป็นผู้มีความสมบูรณ์ในทุกด้าน คือ สมบูรณ์ทั้งทางกายและทางจิตใจ ไม่งั้นการปฏิบัติทางจิตจะไม่อาจตรงสู่มรรคผลได้ การจะตั้งจิตละกิเลสนั้นกิเลสต้องสมบูรณ์ อาจจะฟังดูแปลกๆแต่หากมีกิเลสพิการมันก็ไม่อาจไปสู่งานที่ชอบธรรมได้ พวกที่มีจิตแปรปรวนเป็นพวกจริตกล้าไม่อ่อนน้อมต่อการสอนสั่ง แม้ที่สุดพวกที่สมบูรณ์ทั้งชายหญิงหากว่ายากสอนยาก เป็นคนกระด้างยังสอนไม่ได้ จะนับอะไรกับคนที่มีจริตวิปริตไปแบบนั้น ยากที่จะมีจิตใจตรงต่อพระธรรมได้ และรังแต่จะทำให้พระวินัยและศาสนาแปดเปื้อน ดังเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เห็นๆอยู่ว่ามีแต่ก่อเรื่องก่อราวที่ไม่ค่อยเหมาะสมกับเพศสมณะเสียเลย
โดย: บัวในน้ำ IP: 180.183.68.144 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:02:06 น.
บวชไปก็ย่ำยีพระธรรมวินัยสิครับ คิดให้ดีๆ
โดย: วัชพล IP: 171.7.198.94 วันที่: 13 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:11:49 น.
แต่หนูคิดอีกแบบหนึ่ง จากประสบการจริงเพราะว่าเป็นพี่ของหนูเอง ท่านเป็นแบบ อาสิตต ก่อนที่ท่านจะบวชนั้นเพราะแฟนของท่านเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ท่านเสียใจมาก แม่กลัวว่าท่านจะคิดทำอะไรไม่ดีแม่เลยพาท่านไปปฏิบัติธรรมเป็นเดือนๆแล้วพอกลับมาจากวัดก็เห็นท่านเริ่มที่จะดีขึ้นท่านบอกแม่ว่าจ่าพาแม่กับน้องๆไปเที่ยวที่อินเดียละได้มีโอกาศได้ไปเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์รู้สึกว่าต้นโพธิ์ต้นนั้นสวยมากงดงามมีหนูกับแม่และท่านไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วแล้วท่านตั้งสัจจะอธิฐานว่านับตั้งวันนี้เป็นต้นไปท่านขอเป็นทาสรับใช่พระพุทธศาสนาไปจนตาย หนูได้ยินถึงกับอึ้ง แม่ก็ร้องไห้ ด้วยเรารู้สึกประทับใจกะภาพนั้นมากพอกลับมาถึงบ้านท่านก็บวชและเลือกวัดที่ท่านจะไปอยู่ด้วยตนเองตอนไปเห็นวัดครั้งแรกรู้สึกน๊ากลัวมากและระยะทางจากวัดไปถึงบ้านไกลตั้ง 6 กิโล ไปกลับ 12 กิโล หนูก็คิดว่าท่านจะอยู่ละปฏิบัติอยู่ที่นั้นไม่นานหรอกแต่เอาไปเอามาท่านอยู่มาได้จนถึงแปดพรรษาซึ้งวัดนั้นเป็นสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ติดกับภูเขาชาวบ้านไม่ค่อยมาวัดนี้เท่ารัย เพราะมันไกลและอีกอย่างก็มีอีกวัดหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านอยู่แล้วเดือนที่แล้วพาแม่น้องชายหนูและก็ลุงไปปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านที่วัดพอเห็นท่านครั้งแรกแม่ถึงกับร้องให้ ท่านผอมมากๆผิดจากเดิมไปมากจนจำไม่ได้ ว่าคือพี่หนูแต่เมื่อได้ไปกราบเรียนถามท่าน ว่าท่านสบายดีไหม ท่านก้บอกว่ามีความสุขกว่าแต่ก่อนมากพอวันต่อมาหนูได้เข้าไปหาท่านกับแม่และลุงไปถามเรื่องการปฏิบัติท่านก็เล่าให้ฟังว่า ท่านเคยนึกเสียใจที่เกิดมาเป้นแบบนี้ตอนบวชใหม่ๆแต่พอบวชไปได้สักพักท่านรู้สึกว่ามันก็มีประโยชน์เพราะมันสอนให้ท่านสู้เป็นสู้ตายกับความคิดของท่านเองและท่านก็บอกว่ามันเป็นแบบทดสอบที่ดีทึ่สุดสำหรับท่านท่านรู้ว่าท่านแพ้ให้กับกิเลสตรงไหนแล้วจะเอาชนะทำให้มันสงบลงได้อย่างไร เพราะท่านบอกว่า ท่านมี กามราคะจัดมากท่านก็เลยต้องตัดท่อนอำนาจของกามราคะ คือการกินให้มันน้อย นอนให้มันน้อย และมาปฎิบัติ สมถกรรมฐานพิจารณากาย และ ของเน่าในร่างกายให้มาก แต่ท่านบอกว่าต้องปฏิบัติอยู่สมํ่าเสมอตลอดเวลา ม่ายให้จิตคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆและอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเลย ว่าท่านม่ายค่อยจะพูดสักเท่าไรผิดกะตอนที่ท่านเปนโยมท่านพูดเก่งมากๆเป็นที่สุดเป็นคนคุยสนุกแต่พอไปเจอท่านอีกที่ ท่านพูดน้อยมากๆเรียกว่าถามคำตอบคำเลยว่าได้และแม้แต่ท่านฉันเช้าเสร้จท่านเอาบาตรไปล้างแล้วท่านก็ขึ้นไปปฏิบัติของท่านต่อจะพบกันอีกที่ก็ตอนจะทำวัดเย็นเท่าันั้นซึ่งหนุไปปฏิบัติกับท่านเดือนกว่าได้เห็นข้อวัดปฏิบัติของท่านยิ่งทำให้หนูศรัธาในตัวท่านมาก เรื่องที่เล่ามานี้แค่อยากจะบอกว่า ไม่อยากจะให้มองในเรื่องของเพศเป็นสาระสำคัญเท่ารัยหรอกค่ะเพราะเมื่อท่าน มีครบทุกอย่างตามพระวินัยที่ท่านกำหนดเว้นแต่เพียงจิดใจเท่านั้นที่ไม่ตรงกับเพศที่เป็นอยู่ และทานก็ยังสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์และปฏิบัติในกิจของสมณะโดยชอบธรรมแล้วก็ถือว่าเป็นบุคคลโดยสมบูรณ์แล้วคนที่สมบูรณ์ทั้งสองอย่างแต่ทุษศีลทำตัวเป็นมารศาสนาก็มีเยอะไปค่ะ เพราะคนทุษศีลนั้นไม่ปฏิบัติพระธรรมวินัยลังแต่จะเอาตนมาแทนที่เพราะธรรมวินัยเสมอค่ะเพราะบุคคลเหล่านั้นไม่เข้าใจว่าอะไรคือคำสั่งอะไรคือคำสอนค่ะ
โดย: ประสิต IP: 171.4.110.59 วันที่: 13 พฤษภาคม 2556 เวลา:10:19:23 น.
ขอบคุณท่านที่มาร่วมแสดงความเห็น และขอบคุณคุณประสิตที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังครับ
ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามาก จะต้องไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป อนุโลมแต่เคร่งครัดตามกรอบพระวินัย ทั้งในพระไตรปิฎก และที่ท่านอรรถกถาจารย์ได้อธิบายไว้ในอรรถกถาพระวินัย ล้วนแสดงรายละเอียดต่างๆไว้ครอบคลุมพอสมควรแล้ว โดย: ชาวมหาวิหาร
วันที่: 23 พฤษภาคม 2556 เวลา:4:49:26 น.ประวัติขุนแผนกรุอโยธยา พิมพ์" somchai001"
โดย: somchai001 IP: 101.51.91.176 วันที่: 20 กรกฎาคม 2560 เวลา:18:39:41 น.
|
บทความทั้งหมด
|









ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [