แม้สุขเวทนา ก็ยังเป็น ทุกขอริยสัจจ์ เมื่อพูดถึงคำว่าทุกข์ โดยมากเราจะนึกถึง ความทุกข์ทางโลกต่างๆ ซึ่ง ความทุกข์แบบนี้ จัดว่าเป็น ทุกขเวทนา ------------------------------------------------ แต่เมื่อว่าให้ละเอียดไปกว่านี้ พระพุทธองค์ทรงสอน ทุกข์ที่ละเอียดไปกว่านี้ นัยยะหนึ่ง อาจจัดแบ่ง ทุกข์ ออกเป็นสามอย่าง โดยจัดตามนัยแห่งเวทนาสัมปยุตต คือ ๑ ทุกขะทุกขะ ๒ วิปริณามะทุกขะ ๓ สังขาระทุกขะ ---------------------------------------------- ๑ ทุกขะทุกขะ ได้แก่ ความทุกขเวทนาต่างๆ เช่นความไม่สบายกายความไม่สบายใจ สัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น นรก เปรต สัตว์เดรัจฉาน ย่อมมีทุกข์ประเภทนี้ค่อนข้างมาก ส่วน บุคคลในสุคติภูมิ เช่น เทวดา พระพรหม จะมีทุกข์ประเภทนี้น้อยมาก ๒ วิปริณามทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัวสุขเวทนานั่นเอง จัดว่าเป็นวิปริณามทุกข์เพราะต้องหมดไป ถึงเทวดาจะยังมีสุขเวทนาสืบต่อไปเรื่อยๆ แต่ตัวสุขนี้พระพุทธองค์ท่านก็จัดว่า เป็นวิปริณามทุกข์ อันเนื่องมากจากความหมดไปและความแปรเปลี่ยน ไปของสุขเวทนาเหล่านี้ ๓ สังขารทุกข์ คือ แม้ในสภาวะที่เป็นอุเบกขา คือ มีจิตเป็นกลางไม่ได้สุขไม่ได้ทุกข์ ท่านก็จัดว่า รูปนามทั้งหลายเป็นสังขารทุกข์ ด้วยอำนาจแห่ง อนิจจัง ทุกขัง คือ ถูกเบียดเบียน อยู่ด้วยความเกิดดับแตกสลายไปอยู่เป็นนิจ เป็นภัย และเป็นอาทีนวโทษ ------------------------------------------- และเมื่อว่าโดยละเอียดไปกว่านี้ จิต เจตสิก รูป ทั้งปวง ที่เว้นไปจาก สัจจะสามที่เหลือ และสัจจะวิมุตตินี้ ล้วนแต่จัดว่าเป็น "ทุกขอริยสัจจ์" ทั้งสิ้น ดังบาลีว่า อริยานํ สจฺจานิ อริยสจฺจานิ ฯ ธรรมที่เป็นความจริงของอริยบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่า อริยสัจจ รูปนามทั้งหลาย แม้แต่ความสุข สภาวะที่มีสุขอันเป็นทิพย์ต่างๆ สำหรับพระอริยะเจ้านั้น จัดว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ด้วยอรรถะสี่ประการได้แก่ ปีฬนตฺโถ คือ เบียดเบียนอยู่เป็นนิจ สงฺขตตฺโถ คือ ต้องปรุงแต่งอยู่เนือง ๆ สนฺตาปตฺโถ คือ เร่าร้อนอยู่ไม่วาย วิปริณามตฺโถ คือ ไม่คงที่ แปรปรวนอยู่เสมอ |
บทความทั้งหมด
|





ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [