ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 13/1 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง

ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 13/1พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง

 

กล่าวถึงพลายแก้ว เมื่อฟ้ารุ่งสาง ได้ออกนั่งหน้าโรง ขุนนางไทย ลาวหมอบนอบน้อมกาย ปรึกษาเรื่องศึกสงคราม ตามที่เป็นไป พอมีนายเวรตำรวจเร่เข้ามาในค่าย นั่งลงยิ้มพยักหน้าทักทาย

“แน่นาย มีรับสั่ง อย่ารั้่งรา ให้เลิกทัพกลับไปยังกรุงศรี”

พลายแก้วได้ยินรับสั่ง รู้สึกยินดีหนักหนา จึงสั่งเพี้ยลาว และท้าวพระยา อยู่รักษาบ้านเมืองให้มั่นคง พลายแก้วสั่งไพร่ให้ผูกช้าง ผูกกูบ (ประทุนหลังช้าง) สีดำงามนัก เอาข้าวของ เงิน ทอง ขึ้นบรรทุกบนนั้น แล้วส่งครัวลาวให้เดินทางไปล่วงหน้า

ครั้นได้ฤกษ์ให้เลิกทัพ ตีฆ้อง โห่กราว เสียงกึกก้อง สนั่นหวั่นไหว จากนั้นเริ่มการเดินทัพ ช้าง ม้า ดูละลานตา แต่เดินเป็นทิวแถว

พลายแก้วขี่ช้างสัปคับ (ที่นั่งสำหรับผูกติดบนหลังช้าง) ควาญช้างขับช้างเดินตรงละลิ่ว ยามเมื่อลมพัดต้องชายธงกองทัพ ดูปลิวพลิ้วไสว ท่ามกลางลมพัดกลิ่นดอกไม้ในชายป่าโชยมา หอมกรุ่น น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

ลาวทองขึ้นช้างพังยอด พี่เลี้่ยงนั่งเคียงข้างไปด้วยกัน ต่างพาก็สอดกอดนางไว้ เนื่องด้วยยังร้องไห้ ด้วยใจมิใคร่เบิกบาน วิตกกังวลว่าพ่อ แม่ แก่ชราแล้ว เจ็บ ไข้ เป็นหรือตาย คงมิได้เห็นกันอีก ทั้งยังเป็นห่วงว่าผู้ใดจะมาดูแล รักษา คนอื่นดูแลฤา จะสู้ลูกแท้ๆ ดูแล นางพิไร ร้องไห้ตลอดการเดินทาง

พลายแก้วได้ยินเสียงร้องไห้ รู้สึกสงสารลาวทองที่ยังหมองเศร้า จึงสั่งควาญช้างให้รอ เทียบช้างชวนเจ้าลาวทอง ตระกองกอดมาขึั้นสัปคับ แล้วจัดม่านปิดบังทั้งหน้าหลัง มือกอดสอดกายแนบชิด ปลอบประโลม ชวนพูดคุย ชวนชมพฤษาริมทาง ที่ออกดอกสะพรั่งทุกกิ่งก้าน ทั้งดอกตูม ดอกบาน ชูช่ออยู่สลอน ดูงามตานัก ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ เกสรสีสรรงามตาหล่นร่วงหล่นที่พื้น ตามรายทางที่ผ่าน

ลาวทองค่อยคลายหายหมองเศร้า นั่งคลอเคล้าอิงแอบแนบกาย ให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน น้ำตาค่อยๆ เหือดแห้งลง เรื่องที่วิตกกังวลค่อยเบาบางลงไป

พลายแก้วยังชี้ชม ให้ดูสัตว์สี่เท้า ในป่าริมทาง เสือ สิงห์ วิ่งกันขวักไขว่ พบเห็นผ่านสายตาไปหลายครั้ง เป็นระยะ มีอยู่เกลื่อนกลาด วิ่งผ่านไป ผ่านมา

ชี้ให้มองชะนี บ่าง ค่าง ลิงโหนกิ่งไทร ตัวผู้ฉวยกิ่งไม้ได้ ตัวเมียโยนตัวแกว่งไปมา บางตัวขึ้นตะโพงไปโก่งกอดไม้ ลิงตัวใหญ่ ไล่แย่งชิงได้แล้วก็หนีไป

พลายแก้วชี้บอกให้ลาวทอง ดูลิงโลน นางเหนียมอาย ไม่กล้ามอง โอนเอนตัวแนบซบอกพลายแก้ว

แม้จะไปถึงด่าน น่าน แพร่ แล้ว เจ้าเมือง กำแพง ระแหง เถิน ยังคงคุมตัวเจ้าเมืองเชียงทองอย่างเข้มแข็ง เข้มงวด

เมื่อถึงท่าน้ำ ทำแพ ให้พวกครัว และทุกคนได้ข้ามไป พลายแก้วลงเรือนอนลำใหญ่พร้อมกับลาวทอง ที่มิใคร่ยอมห่างจากผัวแม้สักนิดเดียว ฝีพายลงเต็มลำเรือ เข้าประจำตำแหน่ง พายกันกราวเกรียว พรักพร้อม ผ่านบ้านเมืองน้อยใหญ่

บางคราเกิดพายุพัดโหมกระหน่ำ ทำให้ต้องออกแรงพายตามลำน้ำที่เชี่ยวกราก ท่ามกลางฝีพายจ้วงน้ำอย่างหนักหน่วง ร่วมแรง ร่วมใจอย่างแข็งขัน จนน้ำเป็นเกลียวกระจายฟุ้งไป ขับเคี่ยวเช่นนี้ เป็นเวลาเจ็ดวันผ่านไป ก็ถึงอยุธยาในเวลารุ่งสาง

พลายแก้วได้อาบน้ำแล้วผลัดผ้า พร้อมกับท่าน พระยาทั้งสี่ ทั้งหมดเข้าไปในวัง นั่งรออยู่ที่ศาลาลูกขุนใน เห็นเจ้าคุณผู้ใหญ่ ก็เข้าไปหา พูดจาทักทาย สนทนาปราศัย ไต่ถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดี ที่แพ้ ชนะ ความกันบ้าง เรื่องอื่นๆบ้าง รอกระทั่งมีพระบัญชาให้พาไปในท้องพระโรง

สมเด็จพระพันวษา ประทับที่ห้องโถงปรางค์มาศปราสาท ครั้นถึงเวลาสองโมง เสด็จออกท้องพระโรงรจนา นางใน นางห้าม เนืองแน่น เครื่องแห่ห้อมล้อมมาพร้อมเพรียง เสด็จประทับที่พระแท่นศิลา เหล่าเสนา อำมาตย์ ถวายบังคม เสียงประโคม ครึกครื้น กึกก้อง พิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง กลอง ลั่นสนั่น เป่าแตร สังข์ ประโคม

สมเด็จพระพันวษา เริ่มประภาษราชการ ผู้เข้าเฝ้าทุกตำแหน่ง กราบทูลสารไปตามลำดับ โดยมิให้ผิดพลาด มหาดเล็ก อ่านถวายรายงาน ท่านผู้ใหญ่ที่ได้ทูลสนอง ได้กราบทูลว่า

“ขอเดชะพระผู้ครองมไหศูรย์ จงโปรดเกล้าข้าพเจ้ามากราบทูล เดิมมูลมีศึกเชียงใหม่ มาล้อมเมืองเชียงทองไว้ เจ้าเมืองไม่อาจสู้รบได้ กลับยินยอมพร้อมใจเข้าหายกเมืองให้แก่เชียงใหม่

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นายพลาย เป็นแม่ทัพคุมไพร่เข้ากับสามบุรี ขึ้นไป ตีถวาย ด้วยพระบารมี จึงตีได้โดยง่าย ครอบครัวผู้คน ช้าง ม้า วัว ควาย ก็ได้มามากมาย แม้แต่ หอก ดาบ ปืน อาวุธ เครื่องยุทธภัณฑ์ รวมทั้งเสื้อผ้า ก็ได้มากล้นเหลือ ได้ลงบัญชี ตีตรา ส่งมายังอยุธยาเรียบร้อยแล้ว ขอพระกรุณาจงโปรดปราณ”

พระองค์ทรงฟังจบ ตบพระหัตถ์พอพระทัยยิ่งนัก

“อ้ายคนพาลเชียงทอง แสนกล เฮ้ย เอ็งคิดอ่านประการใด จึงโหยกเหยก ย้อนยอก กลอกกลับ หายึดมั่นในน้ำพิพิฒน์สัตยาไม่ ฤาเชื่อบุญญาธิการของมึง จึงไม่คิดพึ่งผู้ใด เพลานี้คิดอ่านเยี่ยงใดให้ว่ามา”

เจ้าเมืองเชียงทองได้ฟัง รับสั่งซักถาม เกิดอาการอึกอัก ร้อนรน ระคนไปด้วยความประหม่า

“ขอเดชะพระองค์ทรงพระกรุณา อันโทษข้าพระองค์ครั้งนี้ถึงตาย ใช่จะแกล้งบิดเบือนคิดคด เป็นขบถต่อฝ่าพระบาทไม่ ที่ทำเช่นนี้ด้วยกลัวภัยที่จะมีมา เพราะหากไม่ยินยอมก็คงต้องตาย ด้วยเมืองเชียงใหม่ยกทัพมามากมายนับหมื่น ทั้งหมดล้วนเจนศึก ห้าวหาญ หนังเหนียว คงกระพันชาตรี

นำโดยแม่ทัพ ฟ้าลั่น และสันบาดาล แต่พอทัพไทยไปถึงเช้าวันนั้น ก็รีบนัดแนะกัน มิได้นิ่งเฉย ได้หลอกล่อให้เชียงใหม่หลงกล ในเวลาไม่นาน จากนั้นช่วยกันตีกระหน่ำซ้ำ เชียงใหม่ มิทันรู้ตัวจึงเสียที ทัพแตกกระเจิงพ่ายแพ้ไป แม้นมิโปรดโทษข้าพระองค์ถึงบรรลัย ทุกคำกราบทูลเป็นสัตย์จริงทุกประการ ขอได้โปรดเมตตา กรุณาอดโทษเถิดพระเจ้าข้า”

พระองค์ทรงฟังเจ้าเมืองเชียงทองกราบทูลจบ จึงตรัสว่า

“กูยังสงสัยในคำของมัน เฮ้ยอ้ายพลายแก้วรู้มาว่าเยี่ยงไรบ้าง มันดูเหมือนเป็นนกสองหัวที่ชั่วช้า เชียงใหม่มาก็หันเข้าข้างเชียงใหม่ ครั้นไทยมาถึง ก็หันมาเข้ากับไทย ใจโลเลเป็นเหมือนไม้หลักปักเลน”

พลายแก้วหลังจากมีรับสั่ง ก็กราบบังคมทูล เนื้อความตามที่เจ้าเมืองเชียงทอง ได้ทำการแปรปรวนถ่ายเท เพื่อให้ตนเองได้พ้นจากความตาย

“แม้นว่าเชียงทองไปเข้ากับเชียงใหม่ก็จริง แต่ถึงคราวจะต้องเข้าตีค่ายเชียงใหม่ ทั้งบ่าว ทั้งนาย ก็เข้าไปต่อสู้โดยมิยอมถอยแม้สักก้าวเดียว ถึงแม้นมีความผิดมากมายถึงตาย แต่ความผิดก็มลายหายไปด้วยความชอบที่มีอยู่ พระเจ้าข้า”

ครั้นพระองค์ทรงฟังจบ ก็ตรัสสั่งพระหมื่นศรี ให้ประทานสิ่งของตามความดี ความชอบที่มี ประทานกระบี่ เสื้อผ้า ให้พลายแก้ว และแต่งตั้งให้เป็นขุนแผน ให้อยู่รักษาเขตแดนที่ปลายด่าน ประทานเรือยาวเก้าวา มีไพร่ห้าร้อย คอยสังเกตการณ์

พระยากำแพง ระแหง เถิน ได้รับพระราชทานสิ่งของมากมายเป็นต้นว่า ถาดหมาก คนโททอง เป็นผลจากที่ได้อาสาช่วยรบ จากนั้นทั้งหมดถวายบังคมลา แล้วออกจากวังในโดยมิช้า ทั้ังหมดพากัน รีบไปลงเรือทันที เจ้าเมืองเชียงทองก็กลับบ้านเช่นกัน เดินทางสิบห้าวันถึงบ้าน สุขสำราญ เบิกบานใจ

ส่วนพลายแก้ว หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแล้ว มีชื่อว่าขุนแผน แว่นไว หลังจากถวายบังคมลาเรียบร้อยแล้ว ก็รีบพาลาวทอง และสองพี่เลี้ยง ลงเรือ นั่งมาในเรือนอน

เรือออกมาจากท่า ก็เดินทางมาเรื่อยๆ คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดปราศจากเมฆ ท้องฟ้า เต็มไปด้วยดวงดาว แข่งกันเปล่งประกายเจิดจ้า ดูสดใสสว่างตา แสงจันทร์ต้องหน้าลาวทองดูงามตานัก ลมยามดึกพัดมาเบาๆ ทำให้พลายแก้วหวนคิดถึงพิม

“ป่านฉะนี้พิมของพี่ คงจะคอยด้วยความกระวนกระวายใจ จนเจ็บป่วยไข้ มิมีผู้ใดรู้ได้ เจ้าอยู่ไกลตา ปัญหาคงมีมากมาย เสมือนคำโบราณที่ว่า นอนสูงให้นอนคว่ำชำเลืองดู มีเหตุก็จะรู้ มีความหมายที่แยบคายนัก อนึ่งถ้านอนอยู่เบื้องต่ำ ตำราสอนไว้ว่าให้นอนหงาย

หากมีเมียงาม ห้ามมิให้ฝากไว้กับแม่ยาย โอ้ พิมนิ่มนวลน้องรัก เจ้าอยู่ไกลตานัก นอนเดี่ยวเปลี่ยวใจอ้างว้าง ส่วนอ้ายขุนช้าง มันมีจิตริษยา หมายปองพิมนิ่มน้องมานานครัน”

พลายแก้วคิดพลาง เร่งฝีพายให้รีบเร่งเดินทาง พอรุ่งเช้าก็มาถึงสุพรรรณ ให้ฝีพายจอดเรือที่หน้าท่า สายทองลงมาเห็น ดีใจยิ่งนัก รีบไปบอกพิมทันที

“พลายแก้วกลับมาแล้ว”

วันทอง ผู้รอคอยด้วยความหมองเศร้า อยู่ในห้วงความทุกข์โศก ทุกคืนวัน ได้ยินสายทองร้องบอก สุดแสนจะดีใจ หยิบผ้าห้อยบ่าไปที่หน้าต่าง เห็นเรือนอนจอดอยู่ข้างสะพานใหญ่ ก็คาดเดาได้ทันทีว่า ไม่ใช่ใคร ต้องเป็นพลายแก้วมาแล้วเป็นแน่ รีบลงบันไดเดินมา ย่างเท้าก้าวลงจากเรือนอน มองไปที่เรือเห็นเพียงฟูก หมอน ม่านกั้นไว้อย่างมิดชิดเพียงเท่านั้น

ขุนแผนเห็นน้องวันทองมา จึงเผยม่านโผล่หน้าออกมาต้อนรับ วันทองเห็นหน้าพลายแก้ว พลันน้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมา ยกมือไหว้ผัวด้วยสีหน้าหมองเศร้า มีคำพูดมากมายที่จะพูด แต่ก็เปล่งออกมามิได้ ได้แต่กอดเท้าผัวสะอื้นไห้ ขุนแผนเห็นนางสะอื้นไม่หยุด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า

พิมของพี่เป็นไฉน ซูบผอมผิดไปจากเมื่อก่อน ดูเศร้าหมองนัก ฤาเจ็บไข้เพราะว่าผัวกลับมาช้า เป็นอะไรไปฤาจึงผิดแปลกถึงเพียงนี้ ไยจึงเอาแต่ร้องไห้ไม่พูดจาอะไร ต่อให้มีผู้ใดมากระทำให้คับแค้นใจ เห็นหน้าผัวแล้วควรจะดีใจ แต่นี่กลับร้องไห้ไม่หยุดหย่อน เป็นที่น่าสงสัยนัก คิดดังนี้แล้วขุนแผนจึงถามว่า

“พิมเอย เหตุใจเจ้าจึงเศร้าหมองนัก อย่าร้องไห้ไปนักเลย ขอให้ฟังคำผัวก่อนเถิด”

แล้วช้อนคางขึ้นมาพลางเช็ดน้ำตา อย่างเบามือ

“น้องเจ้ามีความคับแค้นใจอันใดฤา”

วันทองร้องไห้พิไรพร่ำ นางนั้นมีอาการเหมือนคนที่อกกลัดหนอง ซ้ำยังโดนหนามทิ่มแทง ให้เจ็บปวดรวดร้าว ชอกช้ำระทม ใจร้าวราน ไม่วายเว้นวันคืน แม้คิดจะกล่าวคำใดๆ ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก

“พ่อครอบครองเมียเหมือนหนึ่งครอบครองนก เฝ้าระมัดระวังรวงรังมิให้ร่วงหล่น ตั้งใจรักษาไข่มิให้ตกหายไปจากรัง เฝ้าระวังกาเหยี่ยวมิให้เฉี่ยวฉก แต่เมื่อพ่อจากอกเมียไปไม่ถึงเดือน เมียอยู่ข้างหลัง รวงรังก็ร่วงร้าง กา เยี่ยว บินโฉบเฉี่ยว กลาดเกลื่อน ห้องหอเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นเหย้าเรือน เพราะเพื่อนคิดไม่ซื่อ

อ้ายขุนช้างมันมาบอกกับแม่น้อง ว่าพี่ไปเชียงทองมิอาจกลับมาได้ ทัพกรุงศรีแตกพ่ายกระจัดกระจายไป พลายแก้วถูกอ้ายลาวแทงทิ้งไว้ที่กลางดอน มันเอากระดูกห่อผ้ามาให้ดู น้องกับพี่สายทองเห็นแล้ว ร้องไห้มิได้หยุดหย่อน ช้ำอกช้ำใจทุกวันเวลา

น้องได้ไปดูต้นโพธิ์สามต้น ที่ปลูกอธิษฐานไว้ ใบก็ร่วงหล่น ให้รู้สึกแค้นเคือง ขุ่นข้องเศร้าหมองใจ เป็นหนักหนา จึงได้คิดทำบุญ อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล กรวดน้ำ ส่งไปให้พี่พลายแก้ว แต่ใจยังตรมตรอมทุกเช้าค่ำ

ก่อนหน้านั้นน้องเกิดเจ็บป่วยเป็นไข้ เพราะใจเจ็บระกำ ตรมตรอม แทบจะวายปราณ แม่ช่วยดูแลรักษา เป็นเวลานาน หาหมอมารักษา เสียเงินทองไปมากมาย แต่หาดีขึ้นไม่ จึงไปถามขรัวตาวัดป่าเลไลย์ แกทายว่าเป็นคราวเคราะห์จำเพาะ หากมิจากผัว ตัวจะตาย จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อมิให้วายชีวา โดยผลัดชื่อเสียใหม่ โรคภัยจึงจะบรรเทา จำต้องผลัดชื่อใหม่ เป็นวันทอง จึงจะมีชีวิตครอบทรัพย์สินต่อไปได้ จากนั้นอาการเจ็บไข้ค่อยๆ ทุเลาเบาบางลง

จากนั้นอ้ายขุนช้างก็เข้ามา พร้อมกับคนแก่ คนเฒ่า เนืองแน่นบ้าน มาว่าขานกับมารดาข้า บอกว่าผัวตายเป็นหม้าย กฎหมายมีมาตามกระทรวงว่า

ผัวไปศึกสงครามแล้วเสียชีวิต เมียนั้นให้เก็บมาเป็นหม้ายหลวง มันจึงจ้วงขอฉันกับแม่ ท่านไม่รู้เท่าทันกลลวงของขุนช้าง จึงได้ยกฉันให้กับมัน

แม่ศรีประจัน แกเป็นคนโลภในทรัพย์สมบัติ เขาเอาเงินทองมาล่อ ก็รับปากว่าจะยกฉันให้กับมัน หอเดิมถูกขุนช้างรื้อไปถวายวัดกลาง แล้วมันทำเรือนหอขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วนิมนต์พระมาสวดมนต์ซัดน้ำ อยู่มาครบถ้วนเจ็ดวัน น้องไม่ยอมเข้าหอ ถูกแม่แกตีเสียจนหลังพัง เจียนตาย แกเอาเชือกผูกโยงไว้ ให้ได้รับความอับอาย แต่น้องก็ทนทานมาได้จนถึงวันนี้”

ว่าพลางวันทองเปลื้องผ้าขาวกรองลง

“ดูหลังไหล่ของน้องเถิด มันพังยับเยิน ไม่มีที่ดีแล้ว น้องเแค้น แสนแค้น เป็นร้อยเป็นพันเท่า หากพี่ไม่เชื่อน้องก็จนใจ”

ขุนแผนได้ฟัง รู้สึกขุ่นแค้นพลุ่งพล่าน จนเลือดแทบจะพุ่งออกจากเบ้าตา

“ชิชะ ควรฤาเพื่อนคิดคดต่อเพื่อน เป็นไร เป็นกันในวันนี้ั เมียกู ผู้คนก็รู้กันอยู่ทั้งบ้าน อ้ายหัวล้านมาเล่นเสียป่นปี้ อีแก่แม่มันนั้นตัวดี ข้าจะจับพวกมันจิกหัว มาตีให้หนำใจ ชิชะ พากันสมคบคิดกันจะพรากเมียจากข้า โดยกล่าวหาว่าโดนลาวแทงตายแล้ว กลับมาไม่ได้ ทั้งยังให้ร้ายต่างๆ นาๆ

หรือแม้แต่ไปทำลายต้นโพธิ์ ให้เห็นเป็นลางร้าย บังอาจกล้ามารื้อหอห้อง แล้วปลูกเรือนหอใหม่คร่อมเสียง่ายๆ แค้นนี้หากไม่ทดแทน มันก็มิใช่ชายชาตรี ถึงเจ้านายจะไม่เลี้ยงดูก็ตามที

ยังดีที่วันทองไม่ยอมเข้าหอ รออยู่จนถึงเจ็ดราตรี หากเป็นหญิงอื่นคงจะยอมมันไปแล้ว วันทองเจ้าเป็นหญิงดีงามอย่างที่สุดในกรุงศรี แม้นหญิงอื่นหมื่นแสน จะชิงเอาไปพี่ไม่ว่า นี่มาชิงเอาพิมนิ่มน้องนวลตา เป็นเหมือนว่าพี่โดนควักเอาดวงใจไป เฮ้ย อ้ายพวกไพร่นั่งพรั่งพร้อมอยู่ไย รีบลุกไปล้อมบ้านไว้”

พลายแก้วชักดาบออกมา กวัดแกว่งด้วยอาการเกรี้ยวกราด

“วันนี้จะไล่ฟันผู้คนให้สิ้นทั้งสุพรรณ”

ลาวทองอยู่ในม่าน เห็นผัวเดือดดาลจนตัวสั่น รู้สึกตกใจกลัวว่าผัวจะไปไล่ฟาดฟันผู้คน จึงออกมาจากม่านห้ามขุนแผนไว้

“ขอให้งดความใจร้อนไว้ก่อนเถิด ให้คิดให้จงดี ฟังคำเมียนี้สักนิด บ้านเมืองมีขื่อ มีแป จะอื้ออึงไปไย ใช้กำลังไป คงจะไม่มีผู้ใดแพ้ชนะจริงๆ ผิดถูกย่อมมีเค้ามูล เพ็ดทูลถ้อยความตามเป็นจริงที่เกิดขึ้นเถิด การที่พ่อบังอาจไปไล่ฟาดฟันผู้คน จะเป็นอันตรายต่อตัวเองในภายหน้า

พ่ออย่าฟังความข้างเดียวแล้วมาด่วนโกรธ ในเมื่อยังไม่รู้ความตามเป็นจริง ตื้นลึกหนาบาง เรื่องเป็นมาเยี่ยงไร ทั้งที่ยังเป็นเมียผัวครองคู่กันอยู่ เหตุใดพวกเขาจึงไม่กลัว กล้าแก่งแย่ง ทั้งรื้อหอห้อง ถึงเขามิใช่มีคอ หรือสันหลังเป็นเหล็ก

แต่เขาก็มิใช่เด็กเล็กๆ อยู่เมื่อไรที่ไหนเล่า คิดจะไม่ยอมได้เยี่ยงไร ที่ไหนฤา ทั้่งแม่ยายก็ยอมเขา เขาจึงกล้าทำได้โดยมิเกรงใจ พ่อจงตรึกตรองให้รอบคอบเถิด ขอให้ฟังน้องเถิด อย่าเพ่อใจร้อนไป”

วันทองได้ฟังคำลาวทอง รู้สึกเหมือนดังฟ้าผ่าที่หัวแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง

“เป็นน้อยฤา บังอาจกล้ามาขวางห้าม ขึ้นเสียง ลอยหน้า ลอยตาเหมือนเป็นหงส์ เจ้าตัวโปรด ทำเป็นตัดความ ห้ามผัว เป็นคุณโทษเยี่ยงไรเข้าใจหมดสิ้น สงสัยจะเก่งในการใส่เล่ห์กล เล่นลิ้้นคารม ให้ผัวรัก

นี่เมียพี่พลายแก้วฤา เป็นผู้หญิงมาจากที่ใด จึงตามมาได้จนกระทั่งชนตอคอหัก ฤาเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ฤาโขมยลูกสาวที่ผู้คนทำหล่น หรือว่าเก็บได้ตามทาง”

พลายแก้วชี้แจงว่า

“เมียพี่คนนี้อยู่จอมทอง พ่อแม่ของนางยกให้ จึงได้พามาอยุธยาด้วย เป็นลูกสาวนายบ้านใหญ่ พี่มิได้คิดปิดบังดอก นางชื่อว่าลาวทอง พี่พามาหมายจะให้ไหว้เจ้า แต่ได้เกิดความมาขวางเสียก่อน จึงลืมไป ไม่ทันได้ปรองดอง สองเจ้าจงเอ็นดูพี่เถิดรา

ลาวทองน้องไหว้พี่พิมก่อน ส่วนพิมขอให้อย่าถือโทษโกรธเคืองไปเลย จงอดโทษแก่กันและกันเถิดหนา ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราจะค่อยๆ แก้ไขไป”

วันทองกล่าวว่า

“เถอะคะ แค่นี้ก็งามหน้าแล้ว ฉันหาปรารถนาจะมาเอาไหว้ของผู้ใดไม่ ผัวกลับกันมาตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งจะมีชู้ มีคู่ใหม่ เมียก็ไม่ได้รู้เห็นมาก่อน ตั้งใจรีบลงมา จะแจ้งเรื่องบอกต่อผัว ว่าตัวเองนั้นมีมีความคับแค้นใจ ไม่ได้ตั้งใจมาล่วงเกิน หยาบหยาม ให้ระคายเคืองหู ทำให้เมียใหม่ต้องวิ่งออกมาน้ำลายไหลพรั่งพรู ฤาฟังดูแล้วเห็นเป็นเรื่องดีงาม ถูกต้อง จึงเข้ามาขัดขวางตัดความ

ถ้อยคำความห้าม ดูเหมือนดังว่าฉันนั้นแกล้งสร้างแต่งเรื่องปลอมขึ้นมา เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันเป็นเรื่องที่ดีงามฤา ทำเป็นคลางแคลงแย้งห้ามสารพัด พูดจาเหน็บแนม ทิ่มแทง ช่างแหลมคมนัก จะดีหรือชั่วก็แล้วแต่ผัว ฤาเห็นใครขัดใจไม่ได้ต้องไปเที่ยวไล่ห้าม ช่างสำออย ลอยหน้าลอยตา นี่มิใช่วิ่งตามพลายแก้วมาเป็นเมียฤา”

ลาวทองได้ฟังคำของวันทอง รู้สึกเจียนจะบ้าคลั่ง ในบัดดล รุ่มร้อน แค้นใจดังไฟลน “แคะเขี่ย ค่อนว่าสารพัด ฉันยังไม่ทันได้รู้ว่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเมียหลวง ใช่จะคิดจ้วงจาบให้เกิดความ หากแต่เห็นพี่พลายแก้ว วุ่นวายคิดจะฆ่าฟัน จึงได้ห้ามไว้ก่อนจะได้บรรเทาความคับแค้น เพราะคิดว่าช้าช้าได้พร้าสองเล่มงาม จึงได้ไปขวางไว้ เป็นเหตุให้เจ้าไม่พอใจ

ฉันมิใช่ไม้ปักเลนโอนเอนไปมา เห็นผัวโมโหโกรธา ก็จะแปร๋นไปตาม หากมิห้ามไหว้ไหนเลยจะหยุดเล่า เพราะฮึดฮัด มิยอมผู้ใดเป็นแน่ พอเห็นไฟลุก แต่ยังคิดใส่เชื้อเพลิงฟืนเข้าไปอีก ที่ไม่ปรารถนาจะรับไหว้ ฉันก็มิใช่คนชั่วช้าแต่อย่างใด

ผัวสั่ง ก็ตั้งใจจะทำตาม ใช่จะแกล้งพูดว่า เพราะกลัวว่าไหว้ไปแล้วจะเสียมือ แต่เป็นเพราะว่าความวุ่นวายเข้ามาขัดขวางอย่างประจวบเหมาะ จึงไม่ทันที่จะได้ไหว้ ข้าเป็นลาวชาวไพร ประสาซื่อ ไม่หยั่งรู้ตื้นลึกหนาบาง

ชื่อเสียงของเมียพี่พลายแก้วชื่อว่ากระไรฤา ถ้ารู้มาก่อนว่ามีเมียจะจัดของดีๆ มาให้ ตามประสาชาวป่า มีทั้งเนื้อไม้ กฤษณา งาช้าง แต่นี่จนใจจริงๆ แล้วแม่ ที่มามือเปล่า ไม่ทันได้เอาสิ่งใดติดตัวมา ขอแค่รู้จัึกทักทายกันไว้ก่อนเถิด นี่แน่นาง ข้าเจ้าไหว้อย่าโกรธเลยหนา”

“ชิชะ ถ้อยคำอีลาวดอน ร้อยเรียงคำได้ดีไม่น้อย งาช้าง เนื้อไม้ หากมึงได้มา กูจะเกณฑ์ช้างงาออกไปรับ เจ้าลาวทองก็มิต้องลงเดินดิน จะให้ขึ้นเคร่ แล้วให้คนหามมาพรึบพรับ

จะให้คนผลัดกันรับคานหาม ให้คนในกองทัพชมโฉมงามลาวทองมาตามทาง จึงจะสมสกุลจอมทอง ด้วยยศศักดิ์ บ้านช่องของท่านนั้นกว้างขวาง จะจัดแจงข้าวปลาไว้คอยท่า พอวางแคร่ลงทุกอย่างจะได้พร้อมทันทีสำหรับนาง

ข้าขอบใจที่เจ้าช่วยผัวระมัดระวังความผิด ด้วยความคิดรวดเร็วดังกังหันของพี่พลายแก้ว เห็นผัวฮึดฮัดก็สะอึกเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน หาไม่แล้ววันนี้คงได้วุ่นวายจริงๆ

เพราะเจ้าห้ามเรื่องจึงได้เงียบสงบลง ทุกอย่างสงบเรียบร้อยหมดจดเพราะลาวทอง ที่มีสีหน้าเหมือนเปรี้ยวเพราะเคี้ยวตะลิงปลิง ได้มาชิง ชักเอาดุ้นฟืนไฟไปชุบน้ำ นางมิใช่ไม้ปักเลนเอนโอนคลอนแคลน แต่เป็นดินเหนียวที่แน่นหนาอยู่วันยังค่ำ

ถ้านางมิห้ามแล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าทำกรุงศรีคงได้ลุกเป็นไฟแน่ ข่าวคราวคงได้แพร่สะพัดไปทุกวันคืน หญิงอื่นทั้งแผ่นดินไม่มีเหมือนลาวทอง ร้อยบ้านพันเรือนก็ไม่มี ทุกคนต่างชื่นชมนางทั้งสิ้น อย่าแต่มนุษย์เดินดินเลย ถึงพระอินทร์คงชื่นชมยกย่องลาวทอง”

 

ตอนที่ 13 ยังมีต่อ

 




Create Date : 20 ตุลาคม 2562
Last Update : 20 ตุลาคม 2562 14:26:49 น.
Counter : 2696 Pageviews.

0 comments
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน (ตอนที่ 2) อาจารย์สุวิมล
(30 มี.ค. 2563 20:50:38 น.)
วัฎจักร ปรศุราม
(25 มี.ค. 2563 19:40:58 น.)
ตารางการเดินรถโดยสารของเลห์ (Leh) กาบริเอล
(26 มี.ค. 2563 15:57:26 น.)
:: การทำงานคือการปฏิบัติธรรม :: กะว่าก๋า
(24 มี.ค. 2563 06:27:49 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Thampitak33.BlogGang.com

thampitak 33
Location :
สุรินทร์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]

บทความทั้งหมด