กัลบก : ชัยกร หาญไฟฟ้า
กัลบก : ชัยกร หาญไฟฟ้า


ชื่อหนังสือ : กัลบก
เขียนโดย : ชัยกร หาญไฟฟ้า
พิมพ์ครั้งแรก : มกราคม ๒๕๕๑
สำนักพิมพ์ : ณ บ้านวรรณกรรม
จำนวน ๒๑๕ หน้า ราคา ๑๕๕ บาท


กระซิบก่อนอ่าน

ชีวิตทุกชีวิตซ่อน ‘ปม’ ไว้เสมอ
จะเป็นปมเล็กปมเขื่องมันก็คือปม
บางปมเหมือนเส้นผมบังภูเขา
บางปมเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
จะอย่างไร หากใคร่ครวญอย่างเยือกเย็น ลึกซึ้ง
เมื่อทุกปัญหามีไว้แก้
ปมทุกปมย่อมมีไว้เพื่อสะสางเช่นกัน


ขอบคุณรายละเอียดและภาพปกจาก... ณ บ้านวรรณกรรม ... นะคะ




แวะเคาะประตูร้านหนังสือ







เขียนความรู้สึก...บันทึกหลังอ่าน

   มิตรภาพ และความเป็นเพื่อน เป็นนัยยะของความผูกพัน ที่อาจก่อร่างจากการมีความชอบที่คล้าย ๆ กัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา หรือบางครั้งแม้ไม่คุ้นเคยคบหาใกล้ชิด แต่เป็นคนชะตาต้องกัน พูดคุยการใด ก็ดูจะถูกคอ ถูกใจ ถูกชะตากันไปหมด
   หากไม่ว่าความผูกพันนั้นจะมีที่มาจากหลักแหล่งใด
   มิตรภาพที่ยั่งยืน ล้วนวางอยู่บนรากฐานของความจริงใจทั้งสิ้น
   บุญเย็น ช่างตัดผม ผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใคร มีแต่คนก้มหัวให้ตัดผม เป็นคนมากน้ำใจ จึงมากเพื่อนฝูงรักใคร่ โต๊ะหมากรุก หนังสือพิมพ์ และเสียงวิทยุ ที่เผื่อแผ่ สร้าง 'ร้านบุญเย็นเกศา' ให้เหมือนสภากาแฟ แหล่งรวมข่าวสารของทุกคอ โดยเฉพาะคอการเมือง
   ...
   บุญเย็น และมิตรภาพของเขา ไม่เพียงบ่มอยู่ในใจคนชุมชนเดียวกัน แต่อานุภาพของความจริงใจ ได้ทำให้ชายคนหนึ่งหวนคิดถึงเขา จะเรียกว่าถวิลหาอย่างแรงก็คงว่าได้
   จากคนหาเช้ากินค่ำ สู่ความเป็นมหาเศรษฐี
   เบื้องหลังความสำเร็จคือความเพียรและหัวใจที่ใฝ่รู้ไม่รู้จบ !
   หากบนความสำเร็จมากมาย บนความร่ำรวยมหาศาล ก็สร้างความเดียวดายให้อย่างสุดพรรณนาเช่นกัน
   เดียวดายจนบั้นปลายจะหาสุขแห่งรอยยิ้มสักเสี้ยวยังยากเย็น
   หากยิ้มก็แทบจะหวนคืน เมื่อนึกคนที่เคยใฝ่รู้เช่นเดียวกับตน คนคนนั้นคือ ช่างตัดผมช่างคุย หัวใจดีชื่อ 'บุญเย็น'
   อะไรคือ ปัญหาหนักอกที่แท้จริงของเศรษฐีใจดีคนนี้ คนดีมีศีลธรรมหนึ่งคน แต่งงานกับเมียดีมีศีลธรรมหนึ่งคน ตามคำบอกเล่าและสดุดีของผู้เป็นสามี ได้ลูกแก้วสามคน ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทรัพย์สินมหาศาล
   มันยังจะมีอะไรให้ทุกข์ใจได้อีกหนอ
! ! !

   กัลบก อีกหนึ่งนิยายน้ำดีเล่มบาง ๆ ที่ถูกหวานเย็นดองรีวิวไว้ข้ามปี เรื่องราวอันเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของสังคม ’ชนชั้นกลาง’ ผ่านตัวละครที่หลากหลาย และทุกตัวละครใน กัลบก ล้วนมี ‘ปม’ ของชีวิต ปมเล็กบ้าง ปมใหญ่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงของชีวิต คือ มิตรภาพและน้ำใจอันจริงแท้แน่นอนของเจ้าของร้านตัดผมช่างคุยชื่อ บุญเย็น ที่ทุกการกระทำของเขาตอกย้ำให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่า
   “พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมให้บริการลูกค้า ผมไม่ได้ทำเพราะเงินค่าจ้าง แต่ทำเพราะผมรักในงานของผมเอง ผมมีความสุขที่ได้ทำให้คนหล่อ เท่ และมีความสุข แล้วผมก็จะมีความสุขด้วย ลูกค้าของผมหลายคนจึงเป็นยิ่งกว่าลูกค้า แต่จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันสูงกว่านั้น บอกไม่ถูก ผมไม่ปฏิเสธว่าผมห่วงใยและมีความจริงใจกับลูกค้าหรือกระทั่งทุกคนที่ผมรู้จัก”

   นอกจากนี้ บุญเย็น ยังเป็นเป็นประชาชนเต็มขั้นที่รักและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างเหลือล้น ด้วยตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องรู้ ต้องติดตามและมีส่วนร่วม เพราะมันมีผล มีบทบาทกับทุกชีวิต
   “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” เขามักจะตอกย้ำให้คนอื่น ๆ เห็นด้วยว่า สิ่งที่เขาพูดถึงนั้นมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
   “การเมืองดี เศรษฐกิจก็ดี การเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจก็แตกกระจาย” นั่นเป็นมุมมองของผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจและการเงิน
   “การเมืองไม่เรียบร้อย การทหารก็ต้องเข้ามาเกี่ยว พอยุ่งมาก ๆ ประชาธิปไตยก็ถูกเผด็จการเข้ามาข่ม” นั่นอาจเป็นเพราะตัวเขาเองยังฝังใจอยู่กับเหตุการณ์วุ่นวายของบ้านเมืองที่บู๊ตของตะหานหาญของชาติปีนขึ้นไปเหยียบบนสิทธิเสรีภาพประชาชนหลายต่อหลายครั้ง
   “การเมืองมั่นคง วัฒนธรรมและศาสนาก็เจริญ เพราะคนเรามีเวลาเอาใจใส่กับสังคมมากขึ้น มีความคิดที่ปลอดโปร่ง ไม่เครียด จริงมะ ?” คำถามแบบไม่ต้องการคำตอบของบุญเย็นทำให้คนอื่น ๆ ที่ได้พูดคุยด้วยคล้อยตามได้โดยง่าย อีกทั้งต้องจำนนต่อหลักการและเหตุผลด้วย
   “เบื่อหน่ายการเมืองไปแล้วได้ประโยชน์อะไร เพราะยังไงก็ยังอยู่ในสังคม สู้อยู่อย่างมีสติไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องเอาจริงเอาจัง ไม่ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งอะไร ไม่ต้องหมกมุ่น เอาแค่มีจิตสำนึกการเมืองที่ดีให้ได้ก็ถือว่าใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าแล้ว ไม่ได้หายใจทิ้งไปวัน ๆ กับชีวิตที่หยิบยื่นสิทธิให้คนอื่นมากำกับ”


   และหากมิตรสหาย คนรู้จัก หรือแม้กระทั่งลูกค้าคนหนึ่งคนใดออกปากว่า...
   ...ไม่ชอบการเมืองเลย เบื่อหน่ายมาก...
   ช่างตัดผมมากน้ำใจคนนี้ก็จะค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ชวนคุย ให้ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ซึมซับในสิทธิและหน้าที่เหมือนที่ครั้งหนึ่งลูกค้าแปลกหน้าที่เพียงแวะผ่านมาใช้บริการเปิดใจสนทนากับ บุญเย็น เกี่ยวกับการเมืองว่า...
   “ผมคงไม่ชอบการเมืองและวิธีการเล่นการเมืองมั้งครับ จริง ๆ เรียกว่าไม่สนใจการเมืองเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสนใจมากกว่า ดูสิครับ ถึงผมไม่ต้องทำอะไรก็มีคนเลือกตั้งสอสอให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีรัฐบาลอยู่ดี เรามันแค่นักธุรกิจตัวเล็ก ๆ จะไปทำอะไรกับบ้านเมืองได้ ยิ่งเห็นข่าวพวกโกงกินบ้านเมืองก็ยิ่งทำให้เซ็งเข้าไปใหญ่ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เล็กมาจนโต ผมเลยเลือกที่จะเดินห่าง ๆ มาตั้งแต่ไหหนแต่ไรแล้ว มีเลือกตั้งทีก็ไปใช้สิทธิบ้าง ไม่ไปบ้าง แล้วแต่จะว่างหรือเปล่า”
   “ก็ไม่ผิดครับ ระบอบประชาธิปไตยไม่มีการบังคับกันอยู่แล้ว ให้เสรีภาพแก่ประชาชนตามครรลอง ไม่ใช้สิทธิยังไม่ถือว่าผิดเลยครับ ตราบเท่าที่ไม่ต่อต้านหรือปฎิเสธโดยสิ้นเชิง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าแล้วแต่จะมองยังไง มองจากตรงไหน แต่ถ้าเป็นคนสนิทกัน รู้จักกันดี ผมก็จะบอกว่า อย่าถึงกับเกลียดการเมืองเลยครับ ใช้สิทธิเสรีภาพแบบกลาง ๆ ก็ยังดี ทำอะไรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูยไทยและเคารพในอำนาจอธิปไตยของตนในฐานะประชาชนเต็มขั้นตามที่ถูกที่ควร สังคมเราก็จะพอเดินต่อไปได้”
   “อือ ช่างพูดน่าคิดนะครับ การที่ผมเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ อย่างนี้น่ะ กลับมีคนบางคนหาว่าผมไม่รักประชาธิปไตย ไม่คุ้มค่าชีวิตที่เกิดมาในดินแดนเสรี วันไหนไปเกิดในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์เป็นเผด็จการ หรือไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็นแล้วจะรู้สึก”
   “คือ จริง ๆ แล้วเนี่ย ผมคุยกับใครก็อยากให้เขาได้มีจิตสำนึกที่ดีต่อการเมืองบ้านเราบ้างเท่านั้นเองแหละครับ ไม่หวังว่าจะต้องให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมถือว่าทำให้คนมีหัวใจประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นหนึ่งคนในสังคม ประชากรทั้งประเทศจะได้รับกุศลกรรมเป็นอย่างมากเลยล่ะครับ ตอนนี้คุณก็เหมือนตัวโดมิโนตัวหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรมาทำให้เคลื่อนไหว ตัวโดมิโนก็ยังตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่พอมีตัวอื่นล้มมาใส่ หรือไปล้มใส่ตัวอื่นที่เรียงต่อกันอยู่ ครวนี้ตัวโดมิโนทั้งแถวก็จะล้มลงไปสะกิดตัวอื่น ๆ และตัวอื่น ๆ และตัวตัวอื่น ๆ ต่อเนื่องกันไป”
   “โอ้โห ขนาดนั้นเลยหรือครับ ผมกลัวแต่ว่าตัวโดมิโนที่เป็นผมเนี่ยมันตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างจากตัวอื่นเกินไปน่ะสิครับ”
   “ไม่ถึงอย่างนั้นกระมังครับ อย่างน้อยตอนนี้โดมิโนของผมก็ล้มใส่แล้ว เหลือแต่ว่าคุณจะล้มไปสะกิดตัวอื่นด้วยหรือเปล่า ตราบใดที่คุณยังอยู่ในสังคมก็ไม่ถือว่าแยกตัวโดดเดี่ยวได้สำเร็จหรอกครับ”
   “น่าสนใจแนวคิดมากครับ แต่ผมก็ยังคาใจว่า โดมิโนเล็ก ๆ อย่างผมเนี่ยจะมีความสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือในเมื่อผมก็ยังไม่รู้ค่าของตัวเอง”
   “ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่สิครับ สมมติว่านักการเมืองดีกับนักการเมืองไม่ดีได้รับคะแนนเลือกตั้งเท่ากันเด๊ะนะครับ ทุกคนลงคะแนนครบหมดแล้ว เหลือคุณคนเดียวในโลกที่ยังไม่ได้ลงคะแนน ซึ่งจะเป็นเพียงเสียงเดียวที่จะตัดสินว่าใครจะได้รับการเลือก นั่นคือคุณเป็นผู้กุมชะตาบ้านเมืองอย่างแท้จริง ระบบประชาธิปไตยใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นประชามติ เราอาจจะคิดว่าหนึ่งเสียงของเราเล็กนิดเดียว แต่ที่จริงแล้วมันคือหนึ่งเสียงที่มีความยิ่งใหญ่ในตัวมันเองเสมอ หรือจะคิดอีกนัยหนึ่ง มีหนึ่งเสียงแล้วว่าจิ๋วจ้อย พอเพิ่มเป็นสองเสียงก็เริ่มได้ยิน ขยายเพิ่มเป็นร้อยเสียง พันเสียง หมื่นเสียงได้เมื่อไรเมื่อมารวมกันก็จะกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในที่สุด”
   คนบางคนพูดแล้วคนฟังได้คิดและทำให้คนฟังคิดได้
   แม้ว่าสิ่งที่พูดนั้นเคยได้ยินผ่านหู ได้รู้ผ่านสมองมาแล้ว แต่คำพูดที่มีเหตุผลบวกกับความจริงจังและจริงใจทำให้ลูกค้าแปลกหน้าของบุญเย็นรู้สึกทึ่งและประทับใจในมุมมองของคนที่เป็นเพียงประชาชนคนชั้นกลาง ง่าย ตรงประเด็น และมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ มิน่าล่ะ ใครหลาย ๆ คนจึงมีความรู้สึกที่ดีและอยากจะคุยด้วยบ่อย ๆ
   รวมถึงคนที่คนแปลกหน้ารู้จักเป็นอย่างดีคนนั้นด้วย
   “สงสัยผมต้องปรับความคิดใหม่แล้วล่ะ” เขาส่งเสียงดังแข่งกับเครื่องเป่าผมที่บุญเย็นใช้พ่นลมร้อนใส่เส้นผมหมาดน้ำ
   “ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำครับ อย่างเพิ่งเชื่อทั้งหมด ฟังก่อนคิดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกเชื่อเอง”


   ใช่ว่า บุญเย็น จะเชี่ยวชาญเฉพาะการเมือง ปมปัญหาในครอบครัวที่ไม่อาจสะสางได้ ความไม่เข้าใจกันระหว่างพ่อ - ลูก ที่แม้แต่คนใกล้ตัวยังไม่อาจประสานให้กลมเกลียว ช่างตัดผมมากน้ำใจไมตรีก็สามารถชี้ช่องของปัญหาตามประสาคนที่มองเห็นข้อผิดพลาดว่า...
   “ผมว่า สิ่งที่ผิดพลาดมากที่สุดซึ่งใคร ๆ คาดไม่ถึงก็คือ ที่ผ่านมาคุณศรรามกับลูก ๆ พูดกันน้อยเกินไป” บุญเย็นพูดเสียงต่ำ
   ผู้เป็นลูกสามคนขมวดคิ้วมองหน้ากันและทำหน้าแปลกใจ ในขณะที่ผู้เป็นพ่อก้มหน้าไม่กล้าสบตากับใคร
   “ผมหมายถึงพูดกันอย่างเปิดอก พูดกันอย่างพ่อกับลูก พูดกันอย่างตรงไปตรงมา คุณศรรามไม่อยากจะพูดกับลูกเพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูด อาจจะมองดูลูกเป็นเด็กที่ต้องดูแลคิดแทนทำแทนให้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจที่ท่านคิดคนเดียวทำคนเดียวมาตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม ถ้าเป็นผม ผมก็อาจจะไม่ไว้ใจใครเหมือนกัน”
   สายตาชุ่มน้ำของศรรามมองลูก ๆ สามคนคล้ายกับยอมรับความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นระหว่างชีวิตภายในครอบครัว
   “ส่วนพวกคุณสามคนก็ยังไม่เข้าใจความหวังดีในรูปแบบของคุณพ่อคุณ ท่านบอกว่าให้เสรีภาพกับพวกคุณทั้งความคิดและการกระทำ แต่ท่านก็พลาดที่ไปควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตั้งใจ และมันก็ทำให้พวกคุณกลายเป็นฝ่ายที่ถูกกดดันจนต้องพร้อมใจกันเดินออกไปจากชีวิตของคุณพ่อของคุณ ผมเข้าใจว่า แม้แต่คุณแม่ของคุณก็ไม่สามารถรั้งพวกคุณไว้กับท่านได้ ใช่ไหมครับ” บุญเย็นกำลังลากซากแห้งของหัวใจสี่ก้อนที่เสื่อโทรมลงไป เพียงเพราะความไม่เข้าใจออกมาให้ทุกคนได้เห็นและพิจารณาอย่างมีสติ
   “ผมเป็นคนนอก ผมได้เปรียบที่ผ่านโลกมาเยอะ โลกของคนหลายชนิดหลากความคิด และคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมส่วนใหญ่จะไว้ใจผม อย่างน้อยก็อนุญาตให้ผมได้จับศรีษะซึ่งเป็นอวัยวะและศรีที่สูงสุดของร่างกายมนุษย์ ผมมีอำนาจบอกให้ลูกค้าหรือใครก็ตามก้มหน้าลง หันไปทางซ้าย หันไปทางขวา ให้นั่งนิ่ง ถึงไม่ก้มผมก็กดหัวลงได้ จับหัวบิดได้ ผมเช็ดหน้าเช็ดตาให้พวกเขาสะอาดอ้าน ลูกค้ารู้สึกสดชื่นและกระปรี้ประเปร่า ซึ่งแม้แต่คนใกล้ชิดที่สุดของคนหลายคนก็ไม่ได้ทำอย่างที่ผมทำให้ นั่นหมายถึงว่ามีคนไว้ใจผมมาก บางครั้งอาจจะมากกว่าคนที่ใกล้ชิดก็ได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ ผมอาจจะได้รับเกียรติเป็นถึงที่ปรึกษา เป็นจิตแพทย์ เป็นเพื่อน และเป็นญาติ และนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวที่เป็นแก่นชีวิตของพวกคุณทั้งสี่คนซึ่งเปรียบเสมือนลูกค้ากิตติมศักดิ์ของผม”


   อ่านจบแล้ว... รู้สึกอยากมอบหนังสือเล่มนี้ให้เหล่าสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้อ่านจริง ๆ ค่ะ ผู้แทนฯ ที่ชอบมองว่าประชาชนชนชั้นกลาง หรือประชาชนชนชั้นรากหญ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ไม่เข้าใจในสิทธิ และหน้าที่ เคยแวะไปนั่งในสภากาแฟกันบ้างหรือเปล่าคะ ? เคยรับรู้บ้างไหมว่าชนชั้นกลาง ชนชั้นรากหญ้า ที่ท่านคิดว่าไม่สนใจข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมืองนั้น พอตื่นลืมตาก็เปิดโทรทัศน์เพื่อรับฟังข่าวไปพลาง ๆ ก่อนเริ่มทำงานตามหน้าที่ของพวกเขากันแล้ว ถ้าไม่เคยรับรู้คงต้องมาอ่านบทสนทนาระหว่าง ศรราม กับ แสงทอง ที่ว่า...
   “ฉันสนใจการเมือง แต่ก็ไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง”
   ศรรามให้คำตอบเมื่อแสงทองตั้งคำถามอย่างซื่อ ๆ ว่าในเมื่อมีความสนอกสนใจการเมืองขนาดนี้ ทำไมถึงไม่คิดสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาอะไรต่อมิอะไรที่เขามีเสียเลย
   “การเมืองในระบอบประชาธิปไตยน่ะ มีแนวคิดที่ดีนะ แต่เวลาคนเอามาใช้งาน มันเพี้ยนไปเสียหมด ฉันเป็นประชาชนเต็มขั้นก็ดีอยู่แล้ว ใหญ่ที่สุดแล้วในระบอบนี้ ประชาบวกอธิปไตย หมายถึงอำนาจของประชาชน ฉันพอใจแล้วที่ได้เป็นประชาชนผู้ทรงอำนาจ”
   “ท่านไม่ได้เรียนมาทางนี้ หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ทำไมถึงได้ให้ความสนใจจริง ๆ จัง ๆ ขนาดนี้ล่ะครับ ?”
   “ฉันเป็นคนที่มีความรู้น้อย ตอนที่พ่อกับแม่เสียน่ะ ฉันไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ ต้องออกจากโรงเรียนมาต่อสู้ชีวิตหากินเพื่อเลี้ยงชีวิตตนเอง โชคดีที่ว่า ตอนนั้นน่ะฉันอ่านหนังสือเป็นแล้ว ชอบอ่านมากด้วย ก็เลยพยายามดูแลสมองตัวเองไม่ให้มันฝ่อ พยายามรักษาปัญญาเอาไว้ไม่ให้มันเสื่อมไปกับจิตใจที่มีโอกาสจะท้อแท้ท้อถอยไปกับสภาพชีวิตที่ต้องดิ้นรน”
   “แล้วการเมืองมันมาเกี่ยวข้องและทำให้ชีวิตของท่านประสบความสำเร็จมาจนถึงวันนี้ได้ยังไงครับ ?”
   “ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ การเมืองนั้นมีความเชื่อมโยงกับทุกเรื่อง การเมืองเป็นเรื่องของคน คนที่อยู่ในสังคม ถ้าเรารู้ว่าคนในสังคมคือใคร ทำอะไรอยู่ ต้องการอะไร เราก็จะเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด”

   ยอมเปิดใจรับรู้บ้างเถอะค่ะว่าคนที่สนใจการเมืองนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นการเมืองเสมอไป ! ! !

   บางที... ก็อยากให้ทัศนคติของ บุญเย็น ที่ว่า...
   “ถ้านักการเมืองต่อสู้กันแบบเล่นหมากรุกก็ดีสินะ ต่างคนต่างเดินสู้กันด้วยกลยุทธ์ ไม่ต้องสาดโคลนใส่ร้ายกัน เอาชนะกันด้วยความคิดความสามารถ มีการวางแผนเดินหมากซ้อนกล สู้กันด้วยสติปัญญาและวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องเล่นสกปรกกัน จะกินก็บอกกันก่อนว่าจะกิน จะรุกก็บอกรุก ไม่ใช่ย่องมาลักหลับฝ่ายตรงกันข้าม การเมืองไทยเป็นอย่างนี้ก็คงจะดีนะ”

   หากการเมืองไทยเป็นดังทัศนคติของช่างตัดผม ชนชั้นกลางก็คงจะดีนะคะ







Create Date : 12 มกราคม 2557
Last Update : 13 มกราคม 2557 20:51:36 น.
Counter : 1384 Pageviews.

11 comments
097 :: จีบเยลลี่แถมฟรีคนดื้อ  by ร เรือในมหาสมุท polyj
(20 พ.ย. 2562 07:27:01 น.)
093 :: Love Therapy ทฤษฎีบำบัดรัก by Babylinlin polyj
(16 พ.ย. 2562 21:41:17 น.)
เปลือยสังหาร (In Death #1) Moji Juf-juf
(12 พ.ย. 2562 16:08:02 น.)
กลิ่นปาริชาต : สุภาวดี สามปอยหลวง
(10 พ.ย. 2562 18:45:30 น.)
  
โอ้ นิยายการเมือง น่าสนใจทีเดียวค่ะ
โดย: ชบาหลอด วันที่: 12 มกราคม 2557 เวลา:22:22:29 น.
  
อ่านรีวิวแล้วอยากอ่านขึ้นมาทันทีเลยฮะ
โดย: Boyne Byron วันที่: 12 มกราคม 2557 เวลา:23:06:57 น.
  
เข้ากับบรรยากาศมากเลยครับ
เรื่องของพี่ชัยกร ที่ผมเคยอ่านส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้น มีหลายเรื่องจบแบบอึ้ง และชวนให้คิดต่อ อีกเล่มที่อยากแนะนำคือ "ระหว่างการก่อสร้าง"ครับ เล่มบางๆ แต่อ่านแล้วไม่ เบา เลย
โดย: สามปอยหลวง IP: 122.154.3.131 วันที่: 13 มกราคม 2557 เวลา:7:56:21 น.
  
แปลกดี แหวกตลาดนิยายนะคะ
โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 13 มกราคม 2557 เวลา:10:27:43 น.
  
น่าสนใจค่ะ น่าจะมีข้อคิดดีๆโดนใจตรงกับสถานการณ์ช่วงนี้ด้วย
โดย: polyj วันที่: 13 มกราคม 2557 เวลา:15:15:10 น.
  
น่าอ่านมากเลยครับ
โดย: อุ้มสม วันที่: 13 มกราคม 2557 เวลา:17:25:00 น.
  
คุณชบาหลอด :: แนะนำเลยค่ะ เนื้อหาไม่หนักอึ้งจนเกินไปด้วยอะค่ะ อ่านได้เพลิน ๆ ดีค่ะ

คุณ Boyne Byron :: หามาอ่านเลยค่ะ หวานเย็นแนะนำ

อาจารย์ศราวุธ :: ผลงานของคุณชัยกร หวานเย็นมีโอกาสได้อ่านแค่ ๒ เรื่องเองค่ะ อีกเรื่องคือ 'บันทึกลักนักสืบน้อย' อะค่ะ
'ระหว่างการก่อสร้าง' ชื่อเรื่องน่าสนใจนะคะ ถ้ามีโอกาสหวานเย็นต้องหามาอ่านแน่นอนค่ะ ขอบคุณที่แนะนำนะคะ


พี่ ~:พุดน้ำบุศย์:~ :: เป็นความแปลก แตกต่าง ที่แนะนำให้อ่านค่ะพี่ ~:พุดน้ำบุศย์:~

คุณ polyj :: ประโยคสนทนาของคอการเมืองในเรื่องสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ หยิบมาอ่านขณะนี้จะได้อารมณ์มาก ๆ เลยค่ะ

น้องบาส :: แนะนำจ้า
โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 13 มกราคม 2557 เวลา:22:14:50 น.
  
ฮื่อ น่าสนใจค่ะ
สารภาพว่าเคยเห็นเล่มนี้ในร้านหนังสือมือสอง แต่ ทั้งชื่อเรื่อง ภาพปก รวมถึงผู้เขียน ( ที่เราไม่เคยอ่าน ) ทำให้เรามองผ่านเล่มนี้ไปเลยค่ะ

พอมาอ่านรีวิว คุณหวานเย็นแล้วชักเสียดาย.....ป่านนี้มันคงไม่อยู่แล้วหละ
โดย: Serverlus วันที่: 15 มกราคม 2557 เวลา:8:38:52 น.
  
คุณ Serverlus :: ภาพปกมันชวนให้มองผ่านจริง ๆ ล่ะค่ะ พอดีว่าหวานเย็นเป็นนักอ่านประเภทที่บางครั้งไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือตั้งใจว่าจะอ่านเล่มนั้นเล่มนี้ แต่ใช้วิธีค่อย ๆ เดินเตาะแตะไปเรื่อยตามชั้นหนังสือ ค่อยอ่านชื่อเรื่องจากสันปก ถ้าสะดุดชื่อเล่มไหนก็จะหยิบมาพลิก ๆ ดูน่ะค่ะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ถ้ารู้สึกว่าน่าสนใจก็จะหยิบห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดมหา 'ลัยมาอ่านน่ะค่ะ

'กัลบก' ถ้าคุณ Serverlus ลองแวะไปที่ร้านหนังสือ ณ บ้านวรรณกรรมดูก็ได้ค่ะ ลด ๒๕% อยู่นะคะ พอดีหวานเย็นยืมห้องสมุดมาอ่านน่ะค่ะ เลยไม่มีให้ยืม
โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 15 มกราคม 2557 เวลา:13:06:02 น.
  
น่าอ่านมากค่ะ อยากรู้จักช่างตัดผมคนนี้จัง
โดย: คุณหนูฤดูร้อน วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:0:29:03 น.
  
คุณ คุณหนูฤดูร้อน :: แนะนำเลยค่ะ อ่านได้เพลินดีมากเลยค่ะ เป็นนิยายการเมืองที่ไม่หนักเกินไป แต่ให้ข้อคิดที่ดีค่ะ
โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:9:23:22 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sweet-ice.BlogGang.com

หวานเย็นผสมโซดา
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 33 คน [?]

บทความทั้งหมด