ประสบการผ่านเต้า (ตัวเอง)

: เข้าหน้าสารบัญหลักเพื่อดูทุกหัวข้อ..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนหย่อมลอยฟ้าราคาประหยัด..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนกล้วยลอยฟ้าบนอาคารสูง 6 ชั้น..."คลิ๊กที่นี่"

พรีเซ็นเตอร์ : น้องเคจ






ระยะเวลาที่เกิดเหตุ : 2 เดือน

สถานที่เข้ารับการรักษาตัว : โรงพยาบาลเอกชน

ประวัติส่วนตัว : * • พันธุกรรม ฝ่ายแม่พบว่ามีพันธุกรรมเป็นทั้งมะเร็งมดลูก มะเร็งปอด และแม่เป็นมะเร็งที่หาสาเหตุไม่ได้ว่าว่าเริ่มมาจากตรงไหน ซึ่งตอนที่พบมันกระจายไปหมดแล้ว ส่วนทางฝ่ายพ่อพบว่ามีอาเป็นมะเร็งเต้านม บุคคลทั้ง 4 ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว และเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร

• เป็นซีสต์ค่อนข้างมาก จะเข้าข่ายที่มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ดังนั้นมันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และการเกิดถุงน้ำจำนวนมากก้อคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากฮอร์โมนนั่นเอง ยิ่งประวัติพบว่าเป็นถุงน้ำหรือเป็นซีสต์มากยิ่งต้องระวัง ที่ต้องระวังหมายถึงมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีได้ง่ายมังคะ

**จากหนังสือพบว่ามีมะเร็งเพียง 4 ชนิด ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ มะเร็งเต้านม + มะเร็งมดลูก + มะเร็งต่อมไทรอยด์ + และมะเร็งลูกตาชนิดโนบลาสาสโตมาในเด็ก ผู้ที่คาดว่าอาจจะได้รับมรดกทางพันธุกรรมจากมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้ ควรตรวจร่างก่ายสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เราไม่ทราบว่าข้อมูลนี้มีข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน เพียงแต่เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำข้อมูลมาลงไว้เพื่อเป็นแนวทางนะคะ

**หมายความว่าเราอาจ (แค่อาจ) ได้รับมรดกพันธุกรรมจากบรรพบุรุษ 2 ชนิด คือมะเร็งมดลูก และมะเร็งจากเต้า ใครที่พบว่ามีพันธุกรรมจากมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ ไม่ต้องถึงขั้นจิตตกค่ะ เพราะมะเร็งจากพันธุ์กรรมมันมีความเป็นไปได้แค่ 5-10% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด (ทุกประเภทรวมกัน) นอกนั้นมันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่มีความเป็นไปได้สูงถึง 90-95% ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทั้งหมด เช่น สภาพแวดล้อม การกินอาหาร การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด การติดเชื้อไวรัสบางตัว และการได้รับสารก่อมะเร็ง

**เราไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับมรดกทางพันธุกรรมมากนัก และเราก้อยังไม่รู้ว่าเราเข้าข่ายมีมรดกทางพันธุกรรมชัดเจนหรือเปล่า แต่การที่เรารู้ว่าครอบครัวสายแม่เราเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งถึง 3 ราย (ยาย ป้า แม่) ส่วนสายพ่อพบว่ามีเพียง 1 ราย (อา) ก้อทำให้เราระวังตัวคอยดูแลตัวเองมากขึ้นก้อเท่านั้นเอง ก่อนที่แม่เราจะเสียชีวิตไม่ได้สนใจอะไร เริ่มมาใส่ใจอีกครั้งในงานศพแม่ เพราะได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่าสายนี้ (สายแม่) จบชีวิตด้วยโรคมะเร็ง จึงลองถามดูก้อได้ข้อมูลมาตามนี้นะคะ

**เรื่องการวิเคราะห์ว่าเราน่าจะเข้าข่ายมีพันธุกรรมของมะเร็งหรือไม่ ไปทำนายกันที่ช่วงท้ายของหน้านี้นะคะ



ครั้งที่หนึ่ง (พบก้อนผิดปกติ ใช้สิทธิ์ประกันสังคม)* เราไปนั่งเล่นที่โรงพยาบาล เพราะพบก้อนแปลก ๆอยู่บนหน้าอกข้างขวา มันใหญ่ประมาณเม็ดขนุน แข็งโป๊กเลย เคลื่อนที่ได้แต่ไม่เจ็บ ก่อนที่เราจะมาพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้น เราได้ให้แผนกพิสูจน์หลักฐานที่ออฟฟิตร่วมด้วยช่วยกันคลำหลายคน พบคลำเสร็จต่างคนก้อคลำของตัวเองกันยกใหญ่ และฟันธงว่าของเราผิดปกติจริง (ก้อแข็งโป๊กขนาดนั้นนี่นะ) เราไม่ค่อยมีสะตัง จึงเลือกใช้สวัสดิการประกันสังคม แพทย์ที่ตรวจบอกว่าลักษณะก้อนแบบนี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งค่อนข้างน้อย แต่ยังคงทิ้งท้ายว่าอะไรก้ออาจเกิดขึ้นได้ และก้อนเนื้อลักษณะแบบนี้ผ่าง่ายมาก จากนั้นออกใบนัดให้เราไปพบแพทย์เฉพาะทางอีกครั้งหนึ่ง แต่ระยะเวลาเกือบเดือนที่ต้องรอคิวกว่าจะได้พบแพทย์เฉพาะทางมันนานเกินไปสำหรับเรา จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิ์ประกันสังคม ไม่ใช่ประกันสังคมไม่ดี แต่มีข้อจำกัดบางอย่าง และอาการแบบเราเข้าใจว่าไม่เข้าข่ายควรรอ ประกอบกับในตอนนี้เรายังพออยู่ในภาวะที่เลือกได้ แต่ถ้าเราเลือกไม่ได้ก้อต้องรอเหมือนกันค่ะ



ครั้งที่สอง (รักษาก้อนผิดปกติโดยใช้งบส่วนตัว)* วันต่อมา เราย้อนไปที่ฝ่ายฉุกเฉินของโรงพยาบาล ทำให้เราได้พบแพทย์เฉพาะทางในวันนั้นเลย ผลการใช้มือคลำของแพทย์พบว่านอกจากมีก้อนที่หน้าอกข้างขวาขนาดใหญ่ประมาณ 2.5 ซม. แล้ว นอกจากนี้ยังพบก้อนมีที่หน้าอกข้างซ้ายมือด้วย แต่ขนาดเล็กกว่าใหญ่ประมาณ 1 ซม. แพทย์อธิบายว่ากรณีพบเป็นก้อน ในขั้นต้นจะต้องทำการเจาะดูก่อนว่ามันเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ

การเจาะคือ การที่เอาเข็มแทงลงไปบนส่วนที่เป็นก้อนนั้น ไม่ต่างอะไรจากการเจาะเลือดมาตรวจ ไม่เจ็บค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับการเจาะในครั้งนี้มากไปกว่าการตื่นเต้นและหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเจาะก้อนเนื้อบนเต้าทำยังไง?

ก่อนทำการเจาะ แพทย์จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลที่จะตามมาหลังการเจาะดังนี้ค่ะ

**กรณีเจาะแล้วได้น้ำออกมา แล้วก้อนนั้นมันแฟบลง ไม่มีอะไรต้องกังวล มันแค่ถุงน้ำ (ซีสต์ชนิดหนึ่ง) ไม่ต้องทำการผ่าออก แต่เพื่อความแน่นอนต้องตรวจน้ำที่เจาะออกมาว่าเป็นน้ำโอเลี้ยงหรือน้ำเก๊กฮวยนะคะ? หากน้ำที่นำไปตรวจมีเชื้อร้ายก้อต้องมีลำดับการรักษาในขั้นต่อไป แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ

**กรณีเจาะแล้ว ไม่มีน้ำออกมาเลย แสดงว่ามันเป็นก้อนเนื้อ ไม่ใช่ซีสต์ แบบนี้แพทย์บอกว่าถ้าเป็นก้อนเนื้อต้องผ่าออกแล้วไปตรวจแล็ปว่ามันเป็นก้อนเนื้อชนิดอันตรายหรือไม่? กลุ่มนี้เข้าข่ายเนื้องอกไม่ใช่ซีสต์ ต้องลุ้นต่อไปหลังผ่าตัดค่ะ และส่วนใหญ่ก้อนที่พบมักจะเป็นเนื้องอกมากกว่ามะเร็ง

**กรณีเจาะแล้วได้น้ำออกมา แต่น้ำนั้นมีส่วนผสมของเลือด อันนี้ก้อไม่ค่อยดี ต้องผ่าออกแน่ ๆ แล้วไปตรวจแล็ปว่ามันหรือคืออะไร ทำไมมีเลือดออกมา? แบบนี้น่าหวาดเสียวตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะบางอย่างอาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ก้อไม่ต้องเศร้าค่ะ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามันแค่เกิดการอักเสบเท่านั้น

**อยากให้เป็นแบบไหนไม่สามารถเลือกได้นะคะ

จากนั้นแพทย์ได้ทำการเจาะให้ทั้ง 2 ข้าง พบว่าเป็นน้ำทั้งหมด และก้อนที่เจาะมันยุบลง ดังนั้นมันคือถุงน้ำ แต่ต้องรอผลตรวจแล็ปอีก 1 สัปดาห์ ว่าผลมันจะเป็นน้ำโอเลี้ยงหรือน้ำเก๊กฮวยนะคะ ค่าใช้จ่ายในวันนี้พันกว่าบาท พร้อมยาฆ่าเชื้อกลับบ้านอีก 1 แผงค่ะ

ปล. สำหรับข้อถกเถียงกันในกลุ่มคนที่เต้ามีปัญหาว่าควรผ่าหรือไม่ผ่าดี? เนื่องจากแพทย์บางท่านอาจไม่แนะนำให้ผ่าก้อนเนื้องอกที่ตรวจพบ เพราะอาจมีองค์ประกอบในการวินิจฉัยอื่น ๆ ว่ามันไม่ใช่มะเร็ง แต่การจะรู้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ต้องผ่าหรือเจาะเนื้อส่วนนั้นไปตรวจแล็ปเท่านั้น ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจหรือไม่สบายใจในการวินิจฉัยของแพทย์ท่านแรก ให้ไปหาแพทย์ท่านอื่น ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าผลการวินิจฉัยถูกต้องตรงกัน แต่ถ้าแพทย์ส่วนใหญ่บอกว่าไม่จำเป็นต้องผ่า ให้เชื่อมั่นในแพทย์ค่ะ แต่ถ้าไม่มั่นใจจะขอผ่าออกไปพิสูจน์ให้รู้เรื่องกันไปเลยก้อสามารถทำได้ ข้อมูลทั้งหมดเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว ปัญหาจากเต้าของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ขั้นตอนการรักษาจากแพทย์แต่ละท่านก้ออาจไม่เหมือนกัน ถือว่าแค่เป็นข้อมูลส่วนตัวมาแจมให้ฟังเพื่อเป็นแนวทางนะคะ



ครั้งที่สาม (ฟังผลการเจาะ)* เราไม่รู้สึกกดดันอะไรมากมายที่ว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ถ้ามันจะต้องเป็นก้อต้องเป็น เพราะเราคงเลือกที่จะไม่เป็นไม่ได้ หลายคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก้อตายไปด้วยโรคมะเร็งหลายคนแล้ว และบางคนที่ไม่ได้เป็นมะเร็งแต่ก้อตายไปก่อนหน้านี้แล้ว (ตายด้วยอุบัติเหตุ) บางคนบอกถ้าเป็นขออย่าให้ทรมานเลย ไม่รู้จะพูดยังไงดีคือของแบบนี้มันเลือกได้ไม่ได้น่ะค่ะ แต่ความกังวลก้อมีบ้าง ใครไม่คิดอะไรเลยก้อบ้าไปแล้วนะนั่น ก่อนไปฟังผลการเจาะ กินได้ นอนหลับ และไปทำงานได้ตามปกติ พูดคุยเล่นได้เหมือนเดิมค่ะ

ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ เราไปฟังผลจากแล็ป พบว่าน้ำที่เจาะจากก้อนบนหน้าอกของเราทั้ง 2 ข้างไม่มีเชื้ออะไรที่น่าหวาดเสียว แต่ยังมีก้อนเล็ก ๆ อยู่บนหน้าอกเราอีกทั้ง 2 ข้าง แพทย์จึงทำการเจาะเพิ่มเติมให้ ผลมันเป็นน้ำออกมาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แพทย์ไม่ได้ส่งน้ำที่เจาะออกมาไปตรวจแล็ป จากนั้นแพทย์บอกว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยง สมควรที่จะต้องนัดมิตติ้งกันทุก 3 เดือน และครั้งหน้าจะต้องทำเมมโมแกรมและอัลต้าซาวน์ด้วย



ครั้งที่สี่ (มีก้อนโผล่ขึ้นมาอีก+ทำเมมโมแกรมและอัลต้าซาวน์)* ยังไม่ครบ 3 เดือนแรกที่แพทย์ขอนัดมิตติ้ง เพียงแค่ 3 สัปดาห์ผ่านไป เรารู้สึกว่ามีก้อนเล็ก ๆ อยู่ที่หน้าอกข้างขวาอีกแล้ว บริเวณด้านล่างของก้อนใหญ่ที่เจาะออกไป จึงกลับไปพบแพทย์ก่อนกำหนด แพทย์คลำด้วยมือบอกว่ามันเป็นก้อนจริง แพทย์ไม่ทำการเจาะให้เหมือนในครั้งแรก แต่ให้ทำเมมโมแกรมและอัลต้าซาวน์ค่ะ

นี่เป็นหน้าตาของเจ้าเครื่องเมมโมแกรม หน้าตาของมันไม่น่ากลัวเลย ฐานสี่เหลี่ยมสีดำที่อยู่ล่างสุดเป็นส่วนที่เราต้องเอาหน้าอกไปวางไว้บนนั้น แผ่นคานโยกตัวบนจะเคลื่อนที่มากดหน้าอกเราไว้ให้แนบกับฐานสีดำข้างล่าง พูดง่าย ๆ คือเต้าเราจะถูกหนีบด้วยแผ่นสองแผ่นประมาณนั้น ส่วนปล่องด้านบนจะส่องแสงมายังหน้าอก จากนั้นมันจะสั่งพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นแล้วส่งไปที่แพทย์ประจำตัวของเรา

ดังนั้นหากบางคนจะรู้สึกเจ็บก้อน่าจะเป็นการเจ็บเพราะเนื้อถูกหนีบแค่นั้นเอง และความเจ็บน่าจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สำหรับเราไม่รู้สึกเจ็บค่ะ และถามเพื่อนรุ่นพี่อีกหลายคน ได้รับคำตอบเดียวกันว่าไม่เจ็บ และล่าสุดรุ่นน้องไปทำมาแล้ว พบว่าไม่เจ็บอีกเช่นเดียวกัน และคนทั้งหมดที่บอกว่าไม่เจ็บ มีทั้งสาวโสดและสาวไม่โสดค่ะ

ผลการทำเมมโมแกรมของเราไม่พบอะไรเลย? แพทย์ประจำตัวบอกว่ามองเห็นเป็นเนื้อแน่น ๆ เท่านั้น สำหรับในรายที่เครื่องเมมโมแกรมตรวจพบว่ามีเนื้อที่เต้าเป็นแน่น ๆ มันหมายถึงเรามีเต้านมที่มีความหนาแน่นมาก ดังนั้นมันจะทำให้เนื้อของเต้านมไปบังสิ่งที่ผิดปกติได้สูงมากค่ะ แต่ถ้าเนื้อเต้านมส่วนใหญ่มีองค์ประกอบเป็นไขมันจะทำให้พบสิ่งผิดปกติบนเต้านมจากเครื่องเมมโมแกรมง่ายกว่า เนื่องจากความหนาแน่นของเต้านมมีความสำคัญต่อความสามารถของแมมโมแกรมในการตรวจพบความผิดปกติ ดังนั้นเรามาดูว่าอะไรเป็นปัจจัยทำให้เนื้อเต้านมหนาแน่น เช่น อายุ (อายุน้อยจะมีความหนาแน่นมาก) ฮอร์โมน (ถ้ากินฮอร์โมนเสริมหรือฮอร์โมนทดแทน ความหนาแน่นจะมาก) เชื้อชาติ (คนเอเซียมีความหนาแน่นของเต้านมมากกว่าคนโซนยุโรป) กรรมพันธุ์ (ถ้าแม่มีความหนาแน่นของเต้านมสูง ลูกสาวก้อมีโอกาสได้รับโอกาสเดียวกัน) หูย? เต้าพิการแล้วยังจะมีความหนาแน่นสูงอีก โชคดีหลายซับหลายซ้อนจังเลย แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะยังมีเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่เรียกว่าอัลตร้าซาวด์ที่จะมาร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมตรวจเต้าของเราค่ะ


ต่อมาไปว่ากันด้วยเรื่องทำอัลต้าซาวน์ เครื่องนี้จะเป็นเครื่องมือตรวจที่ช่วยหาคำตอบว่า* สิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่สงสัยในแมมโมแกรมเป็นความผิดปกติจริงหรือไม่ แล้วความผิดปกตินั้นคืออะไร เช่น เป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำ เพราะแมมโมแกรมจะแยกสองภาวะนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามอัลตร้าซาวด์ไม่สามารถแทนที่แมมโมแกรมในการเป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เนื่องจากมีข้อจำกัดในการตรวจพบหินปูน ซึ่งมะเร็งเต้านมก่อนระยะลุกลามหรือมะเร็งระยะศูนย์ ส่วนใหญ่มีหินปูนซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติเพียงสิ่งเดียว ซึ่งจะตรวจพบได้โดยแมมโมแกรม

ไม่มีอะไรยุ่งยากในขั้นตอนนี้ค่ะ ในห้องมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ และด้านข้างของคอมฯ จะมีเตียงนอนให้เรานอน แพทย์จะนำเจลมาละเลงที่หน้าอก ใช้เครื่องมือเป็นแท่งถูไปที่บริเวณที่หน้าอกทั้ง 2 ข้าง ภาพจะปรากฏบนจอคอมฯ หากพบสิ่งผิดปกติแพทย์จะมาร์คตำแหน่งและขนาดของก้อน จากนั้นเครื่องจะทำการพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นแล้วส่งไปที่แพทย์ประจำตัวของเรา

ถึงแม้ว่าเครื่องเมมโมแกรมจะตรวจหาสิ่งผิดปกติบนเต้าของเราไม่พบ แต่ผลของการอัลต้าซาวด์พบถุงน้ำจำนวนมากบนหน้าอกทั้ง 2 ข้าง (รวมแล้ว 2 ข้าง ประมาณ 8 ถุง) แต่ที่คลำได้ด้วยมือพบเพียงก้อนเดียว ซึ่งเป็นก้อนที่ต้องทำให้มาหาแพทย์ในครั้งนี้ แพทย์บอกว่าถ้าเป็นก้อนเล็กการคลำด้วยมืออาจไม่พบ การอัลต้าซาวน์ช่วยให้เห็นสิ่งผิดปกติชัดเจนกว่าการคลำด้วยมือ

แพทย์ที่อัลต้าซาวน์และแพทย์ประจำตัวให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า ถุงน้ำก้อคือถุงน้ำ มันไม่สามารถกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ ยกเว้นว่ามันจะมีก้อนเนื้อผิดปกติมาอยู่ในถุง ข้างถุง หรือนอกถุง หรืออาจจะอยู่บริเวณอื่นบนหน้าอกก้อได้ เราไม่ทำการเจาะในครั้งนี้ ไว้ค่อยรอนัดมิตติ้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า ค่อยมาว่ากันใหม่ สำหรับค่าใช้จ่ายในวันนี้ประมาณสามพันบาท ไม่มียากลับบ้านค่ะ

แพทย์ประจำตัวบอกว่าก้อนที่คลำพบจะเจาะหรือไม่เจาะก้อได้ เพราะผลชัดเจนมันคือถุงน้ำ และการเจาะที่ผ่านมาก้อเป็นถุงน้ำ ยังไม่มีก้อนเนื้อผิดปกติที่บ่งบอกว่าเป็นเนื้อร้ายปนอยู่ด้วย และโดยปกติถุงน้ำสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนมีรอบเดือน ฮอร์โมนมันคงปั่นป่วนมังคะ แต่มันจะยุบไปเองได้ คงเข้าข่ายยุบหนอพองหนอประมาณนั้น แต่ของเราที่คลำพบในแต่ละครั้งไม่ได้อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของการมีรอบเดือนค่ะ

เราเชื่อแพทย์ด้วยหลักฐานหลายอย่างชัดเจน จึงไม่เจาะถุงน้ำที่คลำพบในครั้งนี้ แพทย์ยกเลิกบัตรนัดมิตติ้ง 3 เดือนใบเก่า แล้วออกในนัดมิตติ้งใหม่อีก 3 เดือนให้ค่ะ



ครั้งที่ห้า (เกิดการอักเสบจากก้อนที่พบในครั้งที่สี่ และมันกลายเป็นถุงเลือด)* ถัดมาอีก 11 วัน เราที่ต้องกลับไปหาแพทย์อีกครั้งก่อนกำหนด (อีกแล้ว) ที่ไปในครั้งนี้เพราะหน้าอกเราเกิดการอักเสบขึ้นมา มันเกิดจากเจ้าก้อนเล็กเดิมที่อยู่บนหน้าอกข้างขวาที่เราไม่ได้ทำการเจาะออกในครั้งที่สี่ ซึ่งเมื่อ 11 วันก่อน ก้อนมันมีขนาด 1 ซม. แต่ตอนนี้มันขยายใหญ่มาก ๆ ใหญ่กว่าก้อนแรกที่ถูกเจาะซะอีก แถมยังมีอาการเจ็บเล็กน้อยคล้ายอักเสบแผลประมาณนั้น ซึ่งปกติก้อนจำนวนมากที่พบบนหน้าอกของเราทั้ง 2 ข้างมันไม่เจ็บเลย

เราบอกแพทย์ว่าคราวนี้มันคงไม่ใช่แค่มาเล็ง ๆ อีกแล้วล่ะค่ะ แต่มันยิงจนอักเสบแล้วนะคะคุณหมอ แล้วก้อขำ ขำกันทั้งแพทย์และคนไข้ แพทย์ทำการตรวจด้วยมือคลำ พบว่ามันผิดปกติจริง จึงขอเจาะออกมาดู ผลคือได้เป็นเลือดสด ๆ ออกมาเต็มไซริงค์ และก้อนไม่ยุบค่ะ หูย?...ต่อให้อึดขนาดไหนก้อทำเอาจิตเราตกไปได้เหมือนกัน แต่ตกอยู่ไม่กี่นาทีก้อกลับมาบ้าได้เหมือนเดิมค่ะ

กรณีถุงน้ำกลายเป็นถุงเลือดนี้ แพทย์สันนิษฐานในขั้นต้นว่า เป็นไปได้อาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่บริเวณขอบถุงน้ำ แต่ถ้ามีก้อจะมีขนาดเล็กมาก เพราะติดตามดูกันมาถี่ยิบเลย และเพิ่งผ่านการอัลต้าซาวน์ไปได้แค่ 11 วัน ซึ่งตอนนั้นยังไม่พบว่ามันมีอะไรร้ายแรงนอกจากถุงน้ำจำนวนมากเท่านั้นเอง (ยิ่งพบในขนาดเล็กเท่าไหร่จะยิ่งปลอดภัยสูง) และสิ่งผิดปกตินั้นมันอาจจะอยู่ใกล้เส้นเลือด ทำให้ไปกินหรือไปทับเส้นเลือดแล้วอาจจะเกิดอักเสบขึ้น (ทุกสเต็ปของการสันนิษฐานอยู่ในเกณฑ์ “อาจจะ”) สำหรับเราตั้งแต่นาทีที่เห็นเลือดสด ๆ อยู่เต็มไซริงค์ และก้อนไม่ยุบเหมือนเดิม ทำให้เราฟันธงในใจไปเรียบร้อยแล้วว่า มันมาแล้ว แต่ดันมาเร็วกว่าที่คิด งานนี้แจ๊คพ็อตแตกแน่นอน ความกังวลมีบ้างเล็กน้อย แต่กินได้นอนหลับและไปทำงานรวมทั้งพูดถึงเรื่องนี้ออกแนวเฮฮาได้ตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องทำใจ เพราะเราทำไม่เป็น ไม่รู้ว่าการทำใจต้องทำยังไง ดังนั้นทำได้ดีที่สุดคือทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้นะคะ

เรานัดแพทย์ผ่าตัดโดยใช้สิทธิ์ประกันชีวิต แต่ไม่สามารถยื่นควบคู่กับสิทธิ์ประกันสังคมได้ (ถ้ายื่นได้เราจะเสียส่วนเกินน้อยหน่อย หรืออาจไม่ต้องเสียเลย) จริง ๆ แล้วมันยื่นได้ แต่เราต้องเสียเวลารอไปพบแพทย์ฝ่ายประกันสังคมก่อน (ต้องใช้แพทย์ร่วมทั้ง 2 ฝ่าย) ซึ่งเราต้องรอไปอีก 3 วัน (เร็วสุดที่นัดได้) แต่เราไม่แน่ใจว่าจะได้ผ่าเลยหรือไม่ ต้องรอคิวการผ่าอีกหรือเปล่า นมระเบิดแล้วเราก้อไม่อยากรอค่ะ ขอแค่ลุ้นตรงที่อย่าเพิ่งลามไปต่อมน้ำเหลืองละกัน เพราะมันจะยุ่งยากมากขึ้น ตรงนี้เป็นสาเหตุที่เราไม่อยากรอ จึงไปจองห้องพิเศษเดี่ยวแล้วนัดผ่าโลดค่ะ



ครั้งที่หก (ผ่าถุงน้ำที่กลายเป็นถุงเลือด)* เรางดน้ำ งดอาหารทุกชนิดหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ไม่รู้สึกกดดันอะไร เราเป็นคนไม่กลัวเข็มและไม่กลัวหมอ (เรื่องหวาดเสียวมีอยู่บ้าง แต่ก้อเอามาพูดเป็นเรื่องฮาได้) ไปถึงโรงพยาบาลก้อวัดน้ำหนัก ตรวจความดัน แล้วพยาบาลไปส่งเราที่ห้องพัก จากนั้นเจาะเลือดให้น้ำเกลือ พร้อมกับบอกว่าต้องเตรียมตัว เช่น ถ้าใส่คอนแทคเลนส์ต้องถอดออก ถ้าใส่ฟันปลอมก้อต้องถอดออกด้วย ตรงนี้นะขำมาก เราบอกน้องว่าใครอายุไม่มากแล้วดันใส่ฟันปลอมยกแผงมีขำกลิ้ง เพราะคงไม่มีใครยากถอดฟันปลอมให้คนอื่นเห็นแน่เลย ซีเรียสยิ่งกว่าผ่านมอีก จากนั้นก้อขำกันกลิ้งทั้ง 2 คน

เราไม่มั่นใจว่าแพทย์จะมาหาเราที่ห้องพักก่อนหรือเปล่า จึงบอกพยาบาลว่าขอพบแพทย์ก่อน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจก่อนเข้าห้องผ่าตัด สักครู่แพทย์ประจำตัวแวะมาหาเรา พูดคุยกันแบบขำ ๆ ไม่ซีเรียส เราถามว่าถ้าผ่าออกมาแล้ว เกิดมันมีเนื้อร้ายจริงซึ่งขนาดมันอาจเล็กมาก แล้วแพทย์ตัดบางส่วนออกไปตรวจแล็ปมันจะตรวจเจอหรือไม่ หากก้อนที่มีเนื้อร้ายไม่ได้ถูกส่งแล็ป คำตอบที่ได้ทำให้เรานอนตายตาหลับ เพราะแพทย์ใจดีจะยกก้อนที่ผ่าออกมาให้แล็ปทั้งหมดเลย (อยากรู้อะไร สงสัยอะไรถามให้หมด อย่าเก็บเอาไว้แล้วมาตีความเอง) แพทย์ก้อขำ ๆ เดินมาตบเข่าเราประมาณว่าให้กำลังใจ ไม่ต้องกลัวนะ จะโปะยาสลบก่อน ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ขอแซวนิดหนึ่ง แพทย์ดูดีในสายตาเราและน้องมากอ่ะค่ะ หัวใจที่แข็งแรงอยู่แล้วยิ่งแข็งแรงขึ้นไปอีก ประมาณว่าวิ่งสู้ฟัดเต็มที่เลยอ่ะค่ะ

จากนั้นพยาบาลประจำห้องผ่าตัดลงมาหาเรา และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สูบบุหรี่มั๊ย? (คนสูบบุหรี่จะมีเสมหะ พยาบาลจะต้องเอาท่อดูดเสมหะมาใส่ปากให้) แต่เราบอกว่าเราเป็นไข้หวัดเพิ่งจะหาย ตอนนี้ไม่ไอเพราะลดแอร์ไว้ แต่ถ้าโดนแอร์เย็น ๆ จะทำให้เราไอมากขึ้นและจะเกิดเสมหะแบบฉับพลัน โดยเฉพาะเวลานอนไอเราจะหายใจไม่ค่อยออก และเราไม่ชอบแอร์ (มีอะไรเกี่ยวกับตัวเองบอกให้หมด ไม่มีกั๊ก) พยาบาลบอกว่าเมื่อเราเป็นแบบนี้ จะต้องแบกเครื่องดูดเสมหะมาใส่ไว้ในปากเราด้วย จากนั้นก้อแจ้งให้รู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะต้องเจออะไรบ้างในห้องผ่าตัด ให้เราดมยาก่อน จากนั้นจะทำการผ่าตัด ถ้าไม่ซับซ้อนแค่ 1 ชั่วโมงก้อเรียบร้อยแล้ว และนอนพักในห้องผ่าตัดเพื่อดูอาการอีก 1-2 ชั่วโมง แล้วจะมาส่งเราที่ห้องนี้เหมือนเดิม เรากำชับเพิ่มเติมว่าผ่าข้างขวา อย่าผ่าผิดข้างนะคะ ร่วมช่วยกันจำให้ด้วยนะค๊า แล้วก้อฮา ๆ กันค่ะ

อีกสักครู่ก้อมีพยาบาลมาแบกเราขึ้นรถเข็นไปห้องผ่าตัด เราชูนิ้วให้น้องสาวแล้วบอกว่า ถ้าไม่ฟื้นหนี้สินที่มีอยู่ยกให้ทั้งหมดเลย บอกให้น้องสั่งอาหารขึ้นมากิน สั่งให้นอนเล่นแล้วเปิดดูโทรทัศน์ไปก่อน หนังดี ๆ ในวันนั้นของ UBC มีหลายเรื่อง รอสักครู่แล้วจะคลานลงมาดูด้วย น้องเรามันขำ ๆ แล้วตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง หนูนอนรอที่ห้องนี้คนเดียวได้ แต่พี่ต้องฟื้นขึ้นมาพาหนูกลับไปส่งที่บ้านนอกก่อน หลังจากนั้นจะตายก้อไม่ว่ากัน (เราชักไม่แน่ใจ เราบ้ากว่าน้อง หรือน้องมันบ้ากว่าเรา)


ในห้องผ่าตัดไม่มีอะไรน่ากลัว แค่ตื่นเต้นเล็ก ๆ *หวาดเสียวหน่อย ๆ แต่ไม่ถึงขั้นจิตตกค่ะ เห็นมาแยะแล้วในหนังน่ะ ไม่มีอะไรต่างกันเลย ก่อนที่จะถูกวางยา เห็นพยาบาลทำอะไรแปลก ๆ ที่ชวนสงสัย เราจะถามสั้น ๆ มันคืออะไร? และทำเพื่ออะไร? ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มือที่ให้น้ำเกลือถูกจับขึง ในห้องมีคนใส่ชุดเขียวหลายคน อากาศมันเย็นมาก เราเริ่มไอถี่ยิบและหายใจไม่ค่อยออก (ยังไม่ทันผ่าเลย แต่หายใจไม่ค่อยออกซะแล้ว ขำ ๆ ในใจจะตายเพราะหายใจไม่ออกซะละมั๊ง) พยาบาลจึงรีบสั่งปิดแอร์ เข้าใจว่าเป็นการปิดชั่วคราวก่อนเราดมยา จากนั้นเริ่มดมยาแล้วก้อไม่รู้เรื่อง ฟื้นขึ้นมารู้สึกว่าตัวเราสั่นป๊าป ๆ ๆ คือมันกระเด้งไปทั้งตัวเลย พยาบาลจึงพาเราไปห่มผ้าไฟฟ้าอีกนานมากรวมแล้วเราใช้เวลาอยู่ในห้องผ่าตัดประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นสะลึมสะลือนะ แต่ยังมีอารมณ์ขำ คิดเล่น ๆ แล้วขำในใจว่าไม่ทันตายด้วยโรคมะเร็ง แต่ดันมาตายด้วยไฟฟ้าลัดวงจรเปล่าหว่า? ความรู้สึกนี้ต้องเอาไปขยายให้น้องฟัง แต่ก้อเห็นพยาบาล 2 คน นั่งคุยกันแว่ว ๆ อยู่ปลายเตียงตลอดเวลา สุดท้ายอาการสะลึมสะลือค่อย ๆ จางลง ก้อขยับขาถี่ ๆ เพื่อเป็นสัณญานว่าเมื่อยแล้วจ้า จากนั้นพยาบาลก้อแบกเรากลับไปส่งที่ห้องพัก


มีพยาบาลหลายฝ่ายมาฉีดยาผสมในน้ำเกลือ มีการวัดไข้ *รวมทั้งวัดความดันเป็นระยะ ๆ และนอกจากนี้จะมีพยาบาลจากห้องผ่าตัดลงมาดูเราวันละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการผ่าตัด ส่วนตอนเย็นก้อจมีมากันเป็นก้อนเลยค่ะ (หลายคน) ซึ่งการดูแลจากพยาบาลทุก ๆ ฝ่ายอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มากันมาก ๆ มาดูกันบ่อย ๆ ดูไม่เงียบเหงา ทำให้คึกคักดีค่ะ

ไม่พบอาการเจ็บปวดหลังการผ่าค่ะ จะมีก้อเพียงตุ๊บ ๆ ตั๊บนิดเดียวจริง ๆ เห็นพยาบาลบอกว่าหมอสั่งยาระงับการปวดในวันแรกโดยการฉีดเข้าสายน้ำเกลือ แต่วันที่ 2 เปลี่ยนเป็นยากินค่ะ

เราแปลกใจทำไมบางคนผ่าไม่ยุ่งยากเลย เห็นบอกว่าแค่ 15 นาที เดินตัวปลิวออกจากโรงพยาบาลแล้ว เข้าใจว่าอาจมีบางอย่างที่แตกต่างกัน และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของการผ่าก้อนเนื้อบนเต้าข้างเดียวกัน ซึ่งครั้งแรกมันนานมาก ๆ ขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าน้อยกว่าครั้งนี้ ก้อนที่น่าสงสัยเล็กกว่านี้ นอนโรงพยาบาลแค่คืนเดียว เป็นโรงพยาบาลเอกชนเหมือนกัน (ไม่ได้ผ่าที่โรงพยาบาลเดียวกัน) เพียงแต่การผ่าในครั้งนี้ต้องห้อยกระป๋องกระบายเลือดเพิ่มขึ้นอีก 1 สาย ได้ติดตั้งระบบน้ำเกลือที่ไฮโซกว่า และการผ่าครั้งแรกคือตรวจพบปุ๊บก้อทำการผ่าปั๊บ ไม่มีการเจาะและเมมโมแกรมหรืออัลต้าซาวน์ ซึ่งตอนนั้นประมาณว่ายังปัญญาอ่อนอยู่ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย และจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว พรุ่งนี้จะผ่าค่อยโทร.บอกพี่ชาย เพราะอยู่ในบางกอกเหมือนกัน ที่บอกแค่เผื่อว่าตายไปจะได้ตามเก็บศพถูก แล้วก้อไม่ได้บอกใครอีก ไม่ได้กลัวอะไรที่จะไม่บอก เพราะอย่างน้อยที่ทำงานรู้กันทุกคน ทุกอย่างเราเผื่อไว้ล่วงหน้ามีการสั่งเสียไว้กับเพื่อนร่วมงานหมดแล้ว และเราไม่เห็นเป็นเรื่องน่ากลัวด้วย เพราะตอนนั้นแม่ยังไม่ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง


เรามีสุขภาพจิตที่ดีตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล ในวันแรกหลังจากพยาบาลมาส่งที่ห้องพักแล้ว หลับ ๆ ตื่น ๆ ในระยะสั้น ๆ * น้องสาวดูแลเราดีมากเทียบเท่าพยาบาลระดับมืออาชีพ ไม่ต้องสั่งมาก เหมือนคนรู้งาน เพราะเพิ่งสอบผ่านเป็นพยาบาลจำเป็นที่ร่วมด้วยช่วยกันดูแลแม่มาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าพอตื่นขึ้นมาเค๊าจะเข้ามาดูและถามทันที พี่ชายโผล่มาค่ำ ๆ มีการพูดคุยเฮฮาเหมือนงานมิตติ้ง เสียงหัวเราะนี่ร่วนเลย ประกันชีวิตใครรับผลประโยชน์? ถ้าประกันชีวิตได้เงินแยะ รีบตายเลย คนข้างหลังจะได้รีบใช้? ตายก่อนได้ใช้เงินก่อน? ถ้าจะตายต้องพยายามกระเสือกกระสนเข้าไปตายในลิฟท์นะ เพราะถือเป็นการตายแบบพิเศษ ได้เงินแยะหน่อย? ATM รหัสอะไรบอกไว้ด้วย จะได้ไม่ยุ่งยากเวลาไปกดเงิน? ฯลฯ แล้วมีการย้อนรอยไปถึงเรื่องแม่ได้ขำกัน เพราะหลังจากแม่เสียไปพวกเราเหล่าพี่น้องมานั่งคุยกัน จำกันได้ว่าเราเป็นคนตะโกนถามใครอยากรับมรดกมะเร็งของแม่ยกมือขึ้น? แต่ละคนวิ่งหนีหลบไปคนละทาง เราก้อมัวตะโกนถามอยู่นั่นแหละ ไม่วิ่งหลบกะเค๊าอาจทำให้เรารับมรดกนี้มาเต็ม ๆ ประมาณนี้ แล้วก้อฮากันอีก มันทำให้เราสบายใจที่ไม่ได้บ้าคนเดียว นี่มันบ้ากันยกตระกูลเลยนี่นะ


อันนี้เป็นท่อระบายเลือดจากแผลไปลงที่กระป๋องค่ะ * สายข้างหนึ่งถูกฝังไว้ที่เต้าด้วยระบบยึดเกาะแน่นหนา และไม่เกะกะเหมือนสายน้ำเกลือ สามารถเอากะป๋องเลือดใส่กระเป๋าเสื้อของโรงพยาบาลได้ในเวลาลุกจากที่นอน หลายคนที่มาเยี่ยมสีหน้าไม่ค่อยดีทันที่เห็นกระป๋องเลือด มันอาจจะดูแล้วน่ากลัวมังคะ แต่สำหรับเรามันไม่น่ากลัวเลย มีเลือดออกมาไม่มาก บางทีก้อเป็นสีเลือดเข้ม บางทีก้อเป็นสีเลือดจาง บางทีก้อเป็นน้ำเหลือง แม้ว่ามือขวาจะห้อยสายระบายเลือด และมือซ้ายจะห้อยสายน้ำเกลือ แต่มันก้อไม่เป็นอุปสรรคในการถ่ายภาพ เราไม่ได้ถ่ายมากมาย และพยายามใช้กำลังแขนให้น้อยที่สุด เพราะกลัวแผลมันจะอักเสบ เราให้น้องเอากล้องมาวางไว้ที่ข้าง ๆ ตัวบนเตียงนอน น้องเรามาจ้องหน้าถามว่าไม่กลัวบ้างเลยรึไง? เห็นเล่นตลอดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาลแล้ว เราจ้องหน้าน้องแล้วตอบว่า ถ้าบอกว่าไม่กลัวก้อจะเว่อร์ไป เอาเป็นว่าพร้อมรับได้ในทุกสถานการณ์ก้อแล้วกัน?


อันนี้เป็นพลาสเตอร์ที่ปะแผลไว้ ปิดเต็มหน้าอกข้างที่ผ่า * เห็นตอนแรกยังสับสน เพราะแค่ผ่าก้อนเนื้อ ตื่นมานมมันหายไปไหนหว่า? พูดเล่นออกเสียงแบบครวญครางกับน้องว่านมพี่หายไปแล้ว ไปถามแพทย์ให้หน่อยสิว่า ยึดนมของพี่ไปเป็นประกันหรือเปล่า มันขำก๊าก คือแพทย์บอกว่าแผลที่ผ่านิดเดียว แต่กว้านข้างในใหญ่มาก ไม่ได้ผ่าแค่ถุงเลือดอันเดียว แต่มีถุงอื่นติดมาเพียบเหมือนพวงกุนเชียงเลย จึงต้องปิดพลาสเตอร์ใหญ่หน่อย เพื่อยึดมันไว้อะไรประมาณเนี๊ยะค่ะ แพทย์บอกว่าอาจเสียทรงนิดหน่อยนะ เราก้อขำ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเครียดนี่นะ มันจะเป๋ ๆ บิดเบี้ยวไปบ้างก้อเรื่องจิ๊บจ๊อย หรือมันจะต้องหายไปทั้งเต้าก้อไม่เห็นจะต้องมาเครียดอะไรกันมากมาย คือถ้ามันมีปัญหามากนัก ก้อเอามันออกไปซะเถอะ เก็บไว้ก้อไม่มีประโยชน์แล้วนี่นะ อย่างน้อยมันก้อดูดีกว่าการถูกตัดขาไปข้างหนึ่งนี่นา กลายเป็นยายขาด้วน ชีวิตข้างหน้าคงลำบากแน่เลย แต่เต้าด้วนมันมองไม่เห็นหรอก แถมยังเดินได้ และช่วยตัวเองได้ตามปกติ เมื่อมันจะต้องถึงเวลาก้อเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้างก้อได้ ไม่ต้องมาพะวงแต่เรื่องสวยงามกันแล้วนะคะ


อันนี้เป็นหน้าตาแปลก ๆ ของเครื่องให้น้ำเกลือ* เป็นที่สนใจของผู้ที่มาเยี่ยมรวมทั้งเราด้วย มันคือไรหว่า? เรากับน้องก้อสับสนทำไมต้องมีเครื่องนี้ด้วย คุยกันว่าที่โรงพยาบาลบ้านนอกไม่เห็นมีเลย คือมันบังคับให้จำนวนหยดแม่นยำประมาณนั้นค่ะ แย่ตรงที่ว่ามันยุ่งยากตรงที่ต้องลากมันไปทั้งเครื่องด้วย แต่วันแรกต้องฉี่บนที่นอน โชคดีที่ไม่ปวดอึเลย (สงสารน้อง) เวลาเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าต้องให้พยาบาลทำให้ทั้งหมด พยาบาลไม่ให้ทำเอง เพราะต้องถอดสายน้ำเกลือออกจากเครื่อง พยาบาลสั่งไม่ให้ถอดสายออกจากเครื่องเองค่ะ

วันที่สองพยาบาลบังคับให้ลุกไปเข้าห้องน้ำเอง แต่ต้องถอดปลั๊กไฟเจ้าเครื่องนี้ก่อน แล้วแบกมันเข้าห้องน้ำด้วย ทำให้เรารู้ว่ามันมีแบตตารี่ และถ้าเครื่องมันร้องจ๊าก ๆ ต้องเรียกพยาบาลให้มาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถือเป็นเครื่องเตือนสัญญานภัยที่ดี น้องเราไม่ต้องคอยลุกมาดูว่าน้ำเกลือมันหมดหรือมันหยุดไหลหรือเปล่า เราเจอมันร้อง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกแบตมันหมด (เข้าห้องน้ำกลับมาแล้วลืมเสียบปลั๊ก) และครั้งที่สองมันดังอีกในกลางดึก เราเลยแกล้งตะโกนบอกน้องว่าไฟไหม้ ไฟไหม้ ไฟไหม้ว้อย? น้องมันขำแล้วบอกว่าถ้าไฟไหม้ตัวใครตัวมันละกัน น้องมาดูบอกว่าน้ำเกลือมันแห้ง จึงกดกิ่งเรียกพยาบาลมาเปลี่ยนถุงใหม่ให้

เราอยู่ที่โรงพยาบาลแค่ 2 วัน อยู่กันแบบสบาย ๆ ไร้ความกลัวตาย แต่กลัวเสียส่วนเพิ่มมากกว่า เพราะประกันคงเคลมได้ไม่หมด ประหยัดไว้หน่อย ยิ่งรวย ๆ อยู่ เกิดมาจนนี่มันลำบากนะ ค่ารักษารวมทั้งหมด 3.9 มีส่วนลดเหลือ 3.7 เคลมได้ 2.9 เสียส่วนเพิ่ม 0.8 ได้เช็คจากบริษัทประกันคืนมาในภายหลัง เป็นค่านอนรพ.สองคืนเป็นเงิน 0.2 สรุปเสียส่วนเพิ่ม 0.6 ค่ะ แต่ภรรยาเจ้านายส่งเช็คมาทำขวัญให้ * 1.0 เท่ากับว่าเราได้กำไรจากเต้าระเบิดในครั้งนี้ 0.4 ค่ะ (สี่พันบาทถ้วน) เราบอกน้องว่าเป็นมะเร็งมีได้เงินสนับสนุนด้วยแฮะ? แค่ผ่าก้อนได้ 1 หมื่น หากตัดเต้าอาจได้ 1 แสน พรุ่งนี้สั่งหมอตัดเต้าเอาเงินสนับสนุนดีเปล่าหว่า?

วันที่ 2 เราเริ่มไม่นอนอยู่บนเตียง เช้าเราก้อย้ายไปนอนที่โซฟา คือไม่นอนซึมอยู่บนเตียงตลอดเวลา ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง น้องช่วยลากเครื่องให้น้ำเกลือให้ ส่วนกระป๋องเลือดไม่ยุ่งยาก หิ้วเองได้ และมีการเปลี่ยนการสั่งอาหารจากอีกโซนหนึ่งมากินแทน พบว่าอร่อยกว่าอาหารของคนป่วยตั้งแยะ สองคนกินกันแหลกเลย ผลไม้จากคนมาเยี่ยมก้อแยะ และเป็นลองกองของโปรด เรานอนกินลองกองที่น้องมันแกะให้สบายใจโลด คิดในใจอะไรจะสบายขนาดนั้น เสียงโทรศัพท์จากต่างประเทศ (บ้านนอก) และในประเทศเข้ามาสอบถามเป็นระยะ ๆ เราตอบไปว่ายังไม่ตาย ยังคงต้องอยู่เป็นเวรเป็นกรรมกันอีกนานแหละ

คนที่ไปเยี่ยมต่างบอกว่าเราไม่เหมือนคนป่วย หรือคนที่กำลังรอลุ้นว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ (เพราะทุกคนฟันธงไปแล้วว่าเราเป็นมะเร็งแน่นอน) และบอกว่าหน้าตาเราสดใสคึกคักดีมาก ไม่ซีดเซียวเลย และทุกคนต่างดีใจที่เรายังบ้าได้เหมือนเดิม พร้อมกับบอกว่าโรคร้ายอาจหายไป แต่โรคบ้าของเราคงรักษาไม่หายแน่นอน

วันแรกแพทย์ประจำตัวบอกให้อยู่อีก 1 วัน เพราะต้องรอดูกระป๋องเลือดด้วย* พอเช้าวันที่ 3 เราเปลี่ยนเสื้อผ้ารอเลย แพทย์มาพบแล้วขำ ๆ บอกว่า “อยากกลับบ้านแล้วสิ” ถ้าจะกลับต้องลงไปทำแผลข้างล่างก่อน โดยจะมีพนักงานมาอุ้มเราขึ้นเตียงชนิดพับเป็นรถเข็นได้แล้วพาไปทำแผล แพทย์ประจำตัวเป็นผู้ทำแผลให้ ต้องยอมรับว่าแพทย์ดูแลเราอย่างดี แพทย์ที่รักษาเราตั้งแต่เริ่มแรกและแพทย์ที่ผ่าตัดเป็นท่านเดียวกัน เป็นนายแพทย์ที่มองแค่ภายนอกก้อพบว่ามี DNA ของความเป็นแพทย์สูงมาก (เก่งหรือเปล่าเราไม่ทราบ) แต่เรารู้สึกดีตั้งแต่วันแรกที่ไปพบแพทย์ท่านนี้ แพทย์ท่านนี้จะมีรอยยิ้มในดวงตา เมื่อเวลาได้คุยจะรู้สึกดีถึงดีมาก ประกอบกับเป็นคนยิ้มตลอดเวลาที่ได้คุยกัน ความรู้สึกระหว่างแพทย์กับคนไข้มันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน คนป่วยน้อยก้ออาจรู้สึกไม่ป่วยเลย คนป่วยมากก้ออาจรู้สึกว่าป่วยน้อย บางคนนี่ป่วยน้อยแต่กลับมาบ้านกลายเป็นคนใกล้ตาย เพราะได้โรคหัวใจล้มเหลวฉับพลันเพิ่มมานะคะ



ครั้งที่เจ็ด (ทำแผลและฟังผลจากแล็ป)* เราไม่รู้สึกกดดันอะไรในวันฟังผล เพราะความรู้สึกถูกฟันธงไปแล้วว่ามันมาแน่ ๆ เรานอนหลับตามปกติ ตอนเช้าตื่นมายังนั่งทำรูปให้เพื่อนแล้วไปทิ้งไว้ที่ร้านอัด กะว่าพอฟังผลเสร็จจะได้ไปแวะร้านอัดภาพ จะได้เห็นภาพของเพื่อนเลย ตื่นมาใจก้อไม่กังวล ไม่ฟุ้งซ่าน รู้แต่ว่าทำภาพเสร็จต้องไปฟังผลเท่านั้นเอง

ระหว่างการทำแผล แพทย์บอกว่าก้อนที่ผ่าออกไปมีขนาดประมาณ 8.5 ซม. ทางแล็ปได้ผ่าออกเป็น 2 ชิ้น และผลการตรวจทั้ง 2 ชิ้น ไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติ สรุปก้อคือตอนนี้มันยังแค่มาเล็ง ๆ ๆ เท่านั้น ยังไม่ใช่มะเร็ง เราเห็นก้อนที่แพทย์ผ่าออกไปผ่านรูปภาพ และแพทย์อธิบายว่าก้อนที่ผ่าออกไปนั่นมันมีอาการอักเสบชัดเจน คือมีหนองและมีเลือดอยู่ด้วย สาเหตุที่อักเสบอาจเป็นเพราะติดเชื้อค่ะ ส่วนการติดเชื้ออาจจะมาจากขั้นตอนการเจาะ ซึ่งเรารวมแล้วเจาะทั้งหมดตั้ง 3 ครั้งแน่ะ

เรามีความสบายใจที่ได้สอบผ่านในทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่การเจาะ การเมมโมแกรม การอัลต้าซาวน์ การผ่าตัด และจบลงที่การฟังผล ตลอดทุกขั้นตอนเราสอบผ่านในด้านของจิตใจ ตรงนี้วัดจากเรทติ้งคนรอบข้างทั้งหมด ซึ่งต่างก้อลงความเห็นเหมือนกันว่าสุขภาพจิตเราอยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ในด้านร่างกายยังคงต้องคอยติดตามกันต่อไป ซึ่งเรายังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุก ๆ 3 เดือน



ครั้งที่แปด-เก้า (เต้าเป็นอัมพาต)* ครั้งที่ 8 แพทย์นัดเราดูแผล ทุกอย่างเรียบร้อยดี เราต้องติดพลาสเตอร์กันน้ำ 2 ครั้ง (คันมาก ๆ) จากนั้นนัดอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือน แต่มีเหตุให้ไปพบแพทย์ก่อนกำหนด (อีกแล้ว) คือครั้งที่ 9

เรารู้สึกว่าทำไมรู้สึกว่าเต้ามันเป็นอัมพาต คือมีอาการชาไม่หายสักที รู้สึกรำคาญและหงุดหงิดเล็กน้อย ดึก ๆ เวลามันคันแล้วเอามือไปถูเบา ๆ มันจะไม่รู้สึก ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ แต่ถ้ามันไม่คันไม่ต้องเอามือไปถูกก้อไม่รู้สึกอะไรค่ะ และใต้รอยเย็บมันแข็งมากจังเลย

ซึ่งแพทย์อธิบายว่ากว่าจะหายชาต้องนานหลายเดือนหรือเป็นปี เพราะเส้นประสาทมันงอกช้ามาก (แสดงว่าเส้นประสาทบางส่วนมันหายไป) แต่ไม่มีอะไรต้องกังวล และส่วนที่มันแข็ง ๆ อยู่ข้างในมันก้อจะค่อยหายแข็งไปเอง เพราะไหมที่เย็บข้างในจะละลายช้าสักหน่อย

แพทย์บอกว่าหากมีปัญหาอะไรก่อนกำหนดที่ต้องเจอกันตามนัดเดท 3 เดือน หรือมีปัญหาไม่สบายใจ รวมทั้งมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ให้ไปคุยกันได้ตลอด เราได้แต่หวังว่าเราคงไม่ต้องกลับมาหาแพทย์ก่อนกำหนดอีก

ก่อนจากกันในครั้งนี้ แพทย์เตือนว่าอย่าลืมออกกำลังกายสม่ำเสมอ (โดยเฉพาะการวิ่งอยู่กับที่ 45 นาที ลดฮอร์โมนเพศได้ประมาณ 30%) เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลดฮอร์โมนเพศลงได้ และแพทย์ไม่แนะนำให้เรากินยาลดฮอร์โมน เพราะอาจเจอผลข้างเคียงอย่างไม่จำเป็น ดังนั้นหลังจากแผลหายดี เราจะให้โบนัสกับตัวเองในเรื่องของการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องแล้วค่อย ๆ ไต่ไปให้ได้ระดับมืออาชีพเลย เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ทำเราทำไม่ได้ก้อบ้าไปแล้ว



1 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก * เราไปพบแพทย์ตามที่นัดมิตติ้งกันไว้ทุก 3 เดือน ครบหนึ่งปีที่เราต้องทำเมมโมแกรมและอัลต้าซาวน์แล้ว แพทย์พบว่าฮอร์โมนเราไม่ลดลงเลย พบซีสที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมันโตเกินกว่าที่จะยุบได้ด้วยตัวเองจำนวน 2 ก้อน แต่ยังไม่โตขนาดที่ทำให้เราต้องไปพบแพทย์ในครั้งแรก ส่วนก้อนเล็กก้อนน้อยที่พบอาจยุบได้ด้วยตัวเอง จากนั้นแพทย์ของเพิ่มรอบการตรวจอัลต้าซาวน์ทุก 6 เดือน เมื่อครบหนึ่งปีจะทำเมมโมแกรมควบคู่อัลต้าซาวน์อีกครั้ง ส่วนการนัดมิตติ้งยังคงเหมือนเดิม

คุณพี่ชายให้กำลังใจว่าจากสถิติในตระกูลพบว่าคนแรกเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร ส่วนลำดับถัดมาจะเสียชีวิตด้วยอายุที่ลดลงเรื่อย ๆ ท่านคาดว่าเราอาจจะทำลายสถิติของตระกูลเป็นรายต่อไปด้วยอายุน้อยกว่าแม่ พร้อมกับให้กำลังใจเพิ่มเติมว่า "รับ ๆ ไปเถอะ น้อง ๆ มันจะได้สบายใจ" (ฮา) เสริมท้ายอีกนิดหน่อยว่า "ความเสียสละของแกจะถูกจารึกไว้ในวงศ์ตระกูลสืบไป" ส่วนพี่ ๆ ที่ออฟฟิตที่เป็นผู้หญิงต่างก้อบ่นว่า “ฉันอยากเป็นเธอจัง ต้องไปให้หมอจับ Milk บ่อย ๆ ” เราก้อได้แต่อวยพร ขอให้คุณพี่ทั้งหลายได้ไปให้คุณหมอจับ Milk บ่อย ๆ ในเร็ววันด้วยเถิด ส่วนคุณพี่ผู้ชายในออฟฟิตต่างก้อพูดว่า “พี่อยากเป็นหมอจังเลย” เราก้อได้แต่ขอให้พวกท่านได้สมหวังกันทุกคน จะสวดมนต์ภาวนาให้ว่า “คุก คุก คุก ขอให้พวกท่านได้เจอคุกกันทุกคน เพราะเป็นโรคจิตชอบจับ Milk ผู้หญิง” ในเร็ววันด้วยเถิด เต้าของเราจะเป็นพยานให้พวกท่านเองนะคะ (ฮา)

ทุกวันนี้ยังคงยืนยันว่าไม่เครียดค่ะ และไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง คิดว่าตัวเองปกติดีด้วยซ้ำไป แต่ถึงเวลาก้อจะไปพบแพทย์ตามกำหนดค่ะ ถือว่ามาเล่าให้ฟังเป็นแนวทาง ขอให้สุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะคะ




เสี่ยงหรือไม่มาทำนายกันแก้เซ็ง

ก่อนจะปิดเบรกเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเต้าของเราในครั้งนี้ มาลองทำนายความเสี่ยงจากพันธุกรรมแบบไม่ซีเรียสกันสักหน่อยค่ะ การที่จะทราบว่ามะเร็งเต้านมในครอบครัว เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีข้อควรสังเกต 2 ข้อตามนี้ค่ะ

1. ถ้าสมาชิกในครอบครัวตั้งแต่สามคนขึ้นไปในสายเดียวกัน (เป็นสามคนในสายพ่อ หรือเป็นสามคนในสายแม่) เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งไข่

2. สมาชิกในครอบครัวสองคนขึ้นไปในสายเดียวกัน (เป็นสองคนในสายพ่อ หรือเป็น 2 คนในสายแม่) เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่โดยร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
2.1 สมาชิกในครอบครัวอีกหนึ่งคนเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่
2.2 เป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่ในคนเดียว
2.3 เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 40 ปี
2.4 เป็นมะเร็งเต้านมสองข้างในคนเดียว
2.5 เป็นมะเร็งเต้านมในเพศชาย

หากพบว่าครอบครัวเรามีประวัติตามข้อ 1. และตัวเราเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ อาจทำนายได้ว่าตัวเราอาจเข้าข่ายเป็นมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดพันธุกรรม

หากพบว่าครอบเราเรามีประวัติตามข้อ 2. ร่วมกับข้อย่อยอีกข้อใดข้อหนึ่ง และตัวเราเป็นมะเร็งเต้านมหรือ มะเร็งรังไข่ อาจทำนายได้ว่าตัวเราเข้าข่ายเป็นมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดพันธุกรรม

แต่มันก้อยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อความเสี่ยงร่วมด้วย เช่น การใช้ฮอร์โมนเพศ, การใช้ยาคุมกำเนิดมากกว่า5 ปี, อายุน้อยเมื่อเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก, อายุที่หมดประจำเดือน, การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร รวมทั้งสภาพแวดล้อม การกินอาหาร การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด การติดเชื้อไวรัสบางตัว และการได้รับสารก่อมะเร็ง แม้ในฝาแฝดที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในรูปแบบเดียวกัน แต่ด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ต่างกันยังมี ผลทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่มากกว่าการที่มียีนร่วมกันและสภาพแวดล้อมร่วมกันในอัตราเกือบ 75%

ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งถ่ายทอดทางพันธุกรรมจริง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกคน” เนื่องจากการสืบทอดพันธุกรรมนั้นเกิดจากพ่อและแม่ อย่างละครึ่งหนึ่ง โดยส่งผ่านโครโมโซมจากพ่อและแม่มายังลูก ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นมะเร็งทางพันธุกรรม คือ 50:50 แม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงส่งต่อการสืบต่อยีนมะเร็งทางพันธุกรรมก็ตาม และในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด จำนวนผู้ป่วยที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น มีเพียงไม่เกินร้อยละ 10 เท่านั้น หมายความว่าในผู้ป่วยมะเร็ง 10 คน มีผู้ป่วยจากการ “เกิดมากับมะเร็ง” (มะเร็งพันธุกรรม) เพียงรายเดียว นอกนั้นเป็นมะเร็งจากปัจจัยอื่น



จากแผนภูมิแสดงตระกูลของเราประกอบไปด้วย 3 สาย ประกอบไปด้วยสายของเรา สายของพ่อ และสายของแม่ คราวนี้มาไล่กันแต่ละสายแล้วลองทำนายกันนะคะ จากข้อมูลข้างบนที่บอกว่าการที่จะทราบว่ามะเร็งเต้านมในครอบครัว เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีข้อควรสังเกต 2 ข้อคือ

1. ถ้าสมาชิกในครอบครัวตั้งแต่สามคนขึ้นไปในสายเดียวกัน (เป็นสามคนในสายพ่อ หรือเป็นสามคนใน สายแม่) เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งไข่

หากไม่มีถึง 3 คนขึ้นไปในสายเดียวกันตามข้อ 1 แต่มีแค่ 2 คนในสายเดียวกัน ให้มาดูข้อที่ 2 ค่ะ

2. สมาชิกในครอบครัวสองคนขึ้นไปในสายเดียวกัน (เป็นสองคนในสายพ่อ หรือเป็น 2 คนในสายแม่) เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่โดยร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
2.1 สมาชิกในครอบครัวอีกหนึ่งคนเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่
2.2 เป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่ในคนเดียว
2.3 เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 40 ปี
2.4 เป็นมะเร็งเต้านมสองข้างในคนเดียว
2.5 เป็นมะเร็งเต้านมในเพศชาย


ผู้ที่ไม่มีประวัติทางครอบครัวทั้งข้อ 1 หรือข้อ 2 ไม่น่าจะเข้าข่ายมีมรดกทางพันธุกรรมในเรื่องของมะเร็งเต้านม แต่อย่าลืมว่า 90-95% เกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่พันธุกรรมก้อต้องระวังด้วยเหมือนกันค่ะ

สำหรับเรา มีสมาชิกในครอบครัวสามคนในสายเดียวกัน (สายแม่) เป็นมะเร็งจริง แต่ทั้ง 3 คนที่มีวงกลมสีเหลืองล้อมรอบไม่ได้เป็นมะเร็งที่รังไข่และเต้านมทั้งหมด โดยที่ยายเป็นมะเร็งมดลูก (เข้าข่ายรังไข่) แต่ป้าเป็นมะเร็งปอด ส่วนแม่ไม่สามารถหาตำแหน่งของที่มาได้ว่าเป็นที่ตำแหน่งใด แต่พบว่ามันกระจายขึ้นสมองไปเรียบร้อยแล้ว และเสียชีวิตภายใน 2 เดือนหลังจากตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งตรงนี้เรายังคงสรุปไม่ได้ว่ามีพันธุกรรมจากสายแม่ชัดเจนหรือไม่

ส่วนในสายพ่อพบว่ามีอาเพียงคนเดียวที่เป็นมะเร็งเต้านม คือที่วงกลมสีหลืองล้อมรอบไว้คนเดียว ดังนั้นอาของเราไม่น่าจะเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดจากพันธุกรรม และเราก้อไม่น่าจะเข้าข่ายได้รับพันธุกรรมจากอาของเราด้วย เพราะไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันนะคะ

หากข้อมูลดังกล่าวมีความเป็นไปได้ เราก้อไม่น่าเข้าข่ายได้รับพันธุกรรม แต่ถ้าครอบครัวสายแม่มีพันธุกรรมจากมะเร็งที่ถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องจริง แม้ว่าไม่ได้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกันและอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด เราก้ออาจเข้าข่ายมีพันธุกรรมได้ เพราะจากข้อมูลบอกไว้ว่าปัจจุบันวงการแพทย์พบว่ามียีนหลายตัวที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม และถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และอาจมียีนอื่นๆ ที่ยังสำรวจไม่พบ โดยยีนที่เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมตัวที่สำคัญๆ มีผลทำให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งในอวัยวะอื่น ๆ มากน้อยต่างกัน เมื่อข้อมูลที่เราอ่านมาเป็นแบบนี้ มันก้อไม่แน่ว่ามะเร็งที่เกิดในสายแม่ทั้ง 3 คน เราอาจได้ยีนบางชนิดติดตัวมาก้อได้ แต่ทั้งนี้เราก้อไม่สามารถจุดธูปเพื่อปลุกยายและป้ารวมทั้งแม่ของเราขึ้นมาตรวจสอบว่าเพื่อเปรียบเทียบยีนในตัวเราได้ ดังนั้นสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเราอาจได้รับมรดกทางพันธุกรรมจริง ถือเป็นการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้านะคะ เพราะการรู้ถึงความเสี่ยงก่อน ทำให้เราต้องใส่ใจกับตัวเองมากขึ้น และปัจจุบันก้อต้องดูในความดูแลของแพทย์ทุก 3 เดือน ถือเป็นการป้องกันมหันตภัยจากมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง หากโชคดีทำให้พบสิ่งผิดปกติก่อนตั้งแต่ในระยะก่อนที่มะเร็งมันลุกลามก้อจะเป็นการดีมากถึงดีมากที่สุด รู้ตัวก่อน ค้นพบก่อน โอกาสรอดมีสูงกว่าคนที่ไม่รู้อะไรเลยแล้วมาค้นพบอีกทีหลังจากที่มะเร็งอยู่ในขั้นลุกลามไปแล้ว และอย่าลืมว่ามะเร็งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แม้ว่ามีพันธุกรรมแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีก้อมีโอกาสไม่เป็นได้นะคะ

ข้อความทั้งหมดยังบอกไม่ได้ว่าชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นแนวทางในการทำนายเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่อาจเกิดจากมะเร็งพันธุกรรมเท่านั้น ไม่ได้สรุปขึ้นมาเพื่อให้เกิดความตื่นตระหนก แต่เขียนไว้เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันนะคะ


บทความที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องมะเร็ง
อาการแปลก ๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องมะเร็ง ประสบการณ์จริงผ่านแม่ของตัวเองนะคะ หากต้องการข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางกรุณา "..คลิ๊กที่นี่.."





อยู่ในระหว่างการซ่อมข้อมูล ณ จ้ะ




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 0:57:30 น.
Counter : 12806 Pageviews.

40 comments
..กินง่าย-อยู่ง่าย... คนผ่านทางมาเจอ
(6 พ.ค. 2565 08:12:26 น.)
[Review] ทำกายภาพบำบัดครั้งแรก รักษาอาการยอดฮิตของวัยรุ่น! TheStoryOfYammy
(5 พ.ค. 2565 15:58:26 น.)
Blog 49 บุรีรัมย์.รับถ้วยแชมป์ไทยลีค 2022 อย่างเป็นทางการ Congratulations เริงฤดีนะ
(5 พ.ค. 2565 09:55:52 น.)
เปิดอนาคตวงการแพทย์ คิดไม่ถึงว่า "มะม่วง" จะส่งผลต่อร่างกายขนาดนี้ newyorknurse
(27 เม.ย. 2565 07:21:42 น.)
  
เป็นคนหนึ่งค่ะที่เป็นFibroblastic cystที่เต้านมสองข้างกำลังพยายามดูแลตัวเองค่ะอีก3เดือนหมอนัดfollow up เหมือนกัน ค่อนข้างเครียดนะคะแต่จะพยายามดูแลตัวเองค่ะ เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ค่ะ
โดย: JK (justkitty ) วันที่: 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:21:11 น.
  
โอ้...มาเป็นกำลังใจให้นะคะ
โดย: primavera369 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:25:38 น.
  
แม้เราเจ็บปวดทางกาย

แต่หัวใจสำคัญที่สุดนะครับ

ถ้าเราเข้มแข็ง

เราเชื่อมั่น ว่าจะผ่านมันไปได้

เหมือนที่เราได้ผ่านชีวิตมาหลายขั้นตอน

ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นสำหรับคุณ

และขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะครับ
โดย: นายอร วันที่: 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:09:58 น.
  

อ่านไม่จบค่ะ
เจอเข็มก็หยุดชะงัก
เห็นแล้วหวาดเสียว ทนดูไม่ได้ค่ะ

เดาเอาว่า จขบ คงต้องมีการรักษาเจ้าก้อนเนื้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ รักษาสุขภาพ หายวันหายคืนนะคะ

โดย: Big Spender วันที่: 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:38:24 น.
  

ภาพประกอบเรื่องสวยมากค่ะ
อดหัวเราะไม่ได้ตรงที่ DNA ของความเป็นแพทย์สูง

เคยผ่าตัดค่ะ และแพทย์ที่ดูแลอยู่ก็ DNA ที่ว่านี่สูงจนเรารู้สึกว่า เอาเถอะ อยู่ในมือที่น่าไว้ใจแล้ว
จะทำอะไรก็ทำ

อาการชาๆที่ว่านั่นคงอีกพักใหญ่เลยค่ะ
มันจะค่อยๆรู้สึกทีละนิดๆ นิ้ดเดียวจริงๆค่ะ
แต่ลืมๆไปพักใหญ่ ก็จะรู้สึกว่า อ้าววว รู้สึกแล้วนี่นา

ขอให้มันแค่มาเล็งๆเท่านั้นก็พอนะคะ
ไม่ว่าจะไปพบแพทย์ครั้งไหนๆก็ตาม

โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 5 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:37:58 น.
  
เขียนได้ตรงใจมากเลยค่ะ กำลังเริ่มต้นมีประสบการ์ณเช่นนี้แล้ว ทานยาเพื่อลดขนาดอยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ขอบคุณสำหรับความรู้ที่ให้ค่ะ
โดย: rasaja วันที่: 6 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:02:42 น.
  
พอดีเสริ์ชหาเกี่ยวกับการตรวจเมมโมแกรม เลยมาเจอบล็อก อ่านแล้วสนุกดีค่ะ เขียนเก่งมาก ๆ รูปประกอบก็สวยค่ะ

พอดีพี่สาวเพิ่งตรวจแล้วเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สองผ่าตัดไปแล้ว ตอนนี้ก็มีการทำคีโมอยู่ ก็เลยถือว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง คงต้องตรวจมากการการคลำเอง แต่พอดีปีนี้งบตรวจของบริษัทหมดแล้ว ต้นปีหน้าคงจะได้ไปเจอเจ้าเครื่องตรวจตามรูปด้านบน (ที่อยากเห็นเพราะได้ยินมาว่ามันบีบนมจนแบนได้ 55) บ้างค่ะ

โดย: YingLek วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:15:13:00 น.
  
ตามมาอ่านเพราะท่านข้างบนนี่แหละค่ะ
เขียนเล่าได้ละเอียดแล้วก็สนุกด้วยมันเป็นความรู้
ด้วย เราเองก็เสียวๆ อยู่เหมือนกันนะคะ พยายาม
คลำตรวจเอง แล้วก็ให้หมอตรวจปีละครั้งเลย
เพราะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงค่ะ
แม่ ป้า ลุง เป็นมะเร็งกันทั้งนั้นเลยค่ะ
โดย: ฟ้าสวยมาก วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:51:16 น.
  
Thank you very much for good detail. I have to go next week also. Check for sure.
โดย: Bigmommy วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:33:02 น.
  
ขอบคุณมากๆที่ช่วยแบ่งปันข้อมูล เข้ามาหาข้อมูลแต่ไม่คาดคิดว่าจะมีใครอุตส่าห์สละเวลาเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์แบบละเอียดขนาดนี้ อยากบอกว่าข้อมูลที่ให้ มีประโยชน์มากมายกับตัวเองเกินกว่าคำขอบคุณ ขอให้ผู้เขียนจงพบแต่ข่าวดีตลอดไปนะคะ ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงค่ะ
โดย: Yui IP: 202.57.129.99 วันที่: 3 ธันวาคม 2550 เวลา:20:30:25 น.
  
เรื่องซีเรียสดันเขียนให้ขำได้

หายแล้วใช่ไหม๊ครับ

สู้ๆครับ
โดย: mOm1 วันที่: 6 มกราคม 2551 เวลา:0:08:59 น.
  
ได้ความรู้มากค่ะ อ่านแล้ว ขำๆๆ เขียนให้น่าอ่าน ให้กำลังใจ สู้ๆๆค่ะ
โดย: ฉัตรวาริน IP: 125.25.167.9 วันที่: 20 มกราคม 2551 เวลา:20:19:29 น.
  
หายแล้วใช่มั๊ยคะ ^^

อยากเจอตัวเป็น ๆ จริง ๆ เลย

ได้ใจจริง ๆ ^____^<
โดย: แม่มะพร้าว IP: 58.9.8.182 วันที่: 28 มกราคม 2551 เวลา:21:53:00 น.
  
เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณที่เขียนเล่าให้ฟัง เขียนได้ดีมาก รูปภาพก็สวยค่ะ

สู้ๆๆค่ะ

โดย: ju IP: 124.120.176.55 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:06:47 น.
  
ขอบคุณท่านที่แอบมาดูเต้าของเรา แม่ให้มานิดเดียว ดันจะมาพิการอีก ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุก 3 เดือน ผ่านมาครึ่งปีได้แล้ว เต้าเรายังอยู่ดีกินดีนะคะพี่น้อง
โดย: ซาไปรส์ วันที่: 26 มีนาคม 2551 เวลา:21:46:18 น.
  
กำลังกลุ้มเรื่องนี้พอดี ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะผ่าออกมาพิสูจน์ดีมั๊ย ตรวจจากเมมโมแกรมก็ไม่เห็นอะไร เห็นแต่ในอุลตร้าซาวน์ ว่าจะไปตรวจอีกที่นึงเพื่อขอความเห็นที่สอง

คนเขียนอารมณ์ดีมากๆเลย อ่านแล้วกำลังใจดีขึ้น
ถ่ายรูปก็สวย ดูแล้วไม่น่ากลัว

โดย: ดอกจิก IP: 124.120.30.41 วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:15:40:49 น.
  
ชอบบล๊อกและเรื่องมากเลยค่ะ..อ่านหมดจดจนหยดสุดท้ายเลยค่ะ..รู้สึกดีจังที่น้องมีกำลังใจยอดเยี่ยมเลย..พอดีพี่สาวเราจากไปด้วยเจ้าเนี่ย..เราเลยอยู่ในกลุ่มอย่างว่าค่ะ..อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะค่ะ..ขอบคุณนะคะ..
โดย: ชอบทะเล IP: 118.175.145.2 วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:27:04 น.
  
เป็นกำลังใจให้นะคะ..สู้ๆๆ นะคะ

PS..ถ่ายรูปสวยจังเลยค่ะ
โดย: ผ่านมาชม IP: 125.25.34.201 วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:03:51 น.
  
เป็นกำลังใจให้นะครับ
โดย: teen IP: 118.174.138.117 วันที่: 7 มิถุนายน 2551 เวลา:2:22:15 น.
  
ไปตรวจมาแล้วเหมือนกันค่ะ คุณหมอบอกก้อนที่พบเป็นก้อนไขมัน และพบก้อนซีสต์เล็ก ๆ ก่อนไปตรวจมาหาข้อมูลที่นี่ ทำให้มีกำลังใจที่ดีค่ะ เจ้าของ blog กำลังใจดีมาก และเขียนได้น่าติดตามจริง ๆ ชอบเป็นพิเศษกับความสามารถในการถ่ายภาพ เก็บไว้เป็น fovorite เลยนะคะเนี่ย ดีใจที่ได้ยินว่าเต้าของคุณยังอยู่ดีกินดีค่ะ อิอิ ยังไงก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ
โดย: P.. IP: 117.47.52.13 วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:8:48:01 น.
  
กำลังใจยอดเยี่ยมจริงๆครับ
โดย: nevikup IP: 124.122.147.64 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:01:01 น.
  
อารมณ์ดีจังครับ
เรียบเรียง ได้น่าอ่าน ภาพประกอบสบายตา

ปล.๑. เขียนเรื่องสั้นขายได้เลยนะ
๒. ถ่ายภาพ โฆษณา ให้ รพ. ก็ได้อีก
๓. มีพรสวรรค์
โดย: ลุงหนวด IP: 124.120.67.187 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:36:07 น.
  
...ขนาดมีเรื่องให้ต้องกังวล ยังมีภาพสวยๆแปลกๆแบบไม่ค่อยชินตามาให้ชมกันอีกนะเนี๊ยะ..
โดย: ภัสสรา วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:26:17 น.
  
แวะมาอ่าน ให้กำลังใจนะคะ สู้ๆ ค่ะ รูปสวยมากๆเลยค่ะ
โดย: กระบุง IP: 203.130.134.132 วันที่: 8 มกราคม 2552 เวลา:13:14:05 น.
  
ถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีมากๆ มีอารมณ์ขันอีกตะหาก..นี่แหละกายป่วยใจไม่ป่วย ขอเป็นกำลังใจให้.......สู้สู้
ด้วยคนค่ะ
โดย: jinny IP: 114.128.104.150 วันที่: 21 มกราคม 2552 เวลา:19:06:15 น.
  
อิอิ หัวใจคุณ แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่ง กว่าหลายคนที่ไม่ป่วย ด้วยซ้ำ ซูฮก ครับ ยกให้เป็น ยอดหญิง อก สามศอก++
โดย: GUN IP: 124.122.148.123 วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:21:10:51 น.
  
เอาใจช่วยครับ ขอเป็นกำลังใจให้อีก1
โดย: ผู้หลงใหล IP: 58.8.19.143 วันที่: 25 มกราคม 2552 เวลา:11:12:25 น.
  
เพิ่งตรวจเจอเนื้องอกประมาณ 1.7 ซ.ม.ที่เต้านมด้านขวาค่ะ เลยคิดอยู่ว่าจะผ่าออกดีไหม แต่เคยไปเจาะดูแล้วไม่ใช่เนื้อร้ายแต่หมอบอกว่าเอาออกดีกว่า เอาไว้ก้อไม่สบายใจ พี่ไปผ่าที่ไหนคะอยากได้ข้อมูลเพิ่ม ถ้าเป็นไปได้ช่วยเมล์มาคุยที่ moomink1@hotmail.com นะคะ ขอบคุณค่ะ
โดย: มิ้งค์ IP: 125.24.4.199 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:57:51 น.
  
เขียนได้ดี น่าอ่าน น่าติดตามมากครับ

ผู้ชายรู้เรื่องพวกนี้ไว้ก็ดีเหมือนกัน

ชอบภาพประกอบครับ ถ่ายได้ดีและมีมุมมองสวยดีครับ

จะแวะมาอ่านบ่อยๆนะครับ
โดย: yokekung วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:04:37 น.
  

ชื่นชมที่เป็นคนมีกำลังใจ+อารมณ์ขันเป็นเยี่ยม ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
โดย: Andaman IP: 222.123.68.46 วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:15:52:11 น.
  
นายแน่มากครับ....
ยอมรับ...
โดย: XuaRIs250 IP: 125.27.210.199 วันที่: 10 มีนาคม 2552 เวลา:23:21:23 น.
  
เข้ามาหาขอมูล 16-85VR แต่กลับเจอเรื่องราวที่น่าชื่นชมของเจ้าบ้าน เป็นกำลังใจให้นะคะ เพราะตัวเองก็รอเวลาขึ้นเขียงเหมือนกัน หลังจากที่คุณหมอฝ่ายแมมโมแกรม+อัลตราซาวด์และคุณหมอศัลย ไม่ยอมสรุปว่าต้องเจาะชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ เพราะหมอซาวด์บอกว่าไม่มีอะไรแต่หมอศัลยบอกว่าควรเจาะ ท้ายสุดคนไข้เสนอตัวเองว่าผ่าออกเลย จะได้ทราบว่ามันเป็นหรือไม่เป็น แต่จริงๆอยากเจอหมอศัลย เพราะหล่อมากกก กร๊ากกก ไปดีกว่า
โดย: plyfah IP: 124.120.89.26 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:35:31 น.
  
คุณเขียนเล่าเรื่องได้น่ารักมาก แม้จะเป็นเรื่องเคลียดก็อ่านได้ไม่เบื่อภาพที่ประกอบก็ได้อารมณ์ไปกับเนื้อเรื่อง ฉันเป็นครูค่ะ รักการเขียน แล้วก็คงได้คุณเป็นครูเรื่องการเขียนเพิ่มไปด้วยอย่างนี้คงต้องแนะนำให้ลูกศิษย์เข้ามาอ่าน ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้รู้สึกว่าคนที่รักต้นไม้ รักการเขียนเป็นคนที่มีจิตใจดี(ประเมินจากการเขียน) ตอนแรกเข้ามาอ่านเรื่องหิรัญญิการ์ เพราะสร้างประตูรั้วหน้าบ้านให้เป็นซุ้มไม้เลื้อย พออ่านเรื่องที่คุณเล่าก็ทำให้ปลงใจที่จะปลูกหิรัญญิการ์ ขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เขียนเรื่องมาให้อ่านอีกนะคะจะเข้ามาเว็บนี้บ่อย ๆ ขอให้สุขภาพแข็งแรงค่ะ
โดย: สมใจ แซ่ลี้ IP: 125.27.128.141 วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:17:03:35 น.
  
หวัดดีครับพี่ เม้นกันเต็มเลยนะครับนี่ ผม ชื่อ
. นะครับพี่ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

โดย: เด็กเทพ IP: 118.173.238.173 วันที่: 10 มกราคม 2553 เวลา:14:57:17 น.
  
ไม่รู้ว่าหายรึยัง ?
แต่ขอเป็นกำลังใจให้คะ
พอดี วันนี้นึกอะไรขึ้นมาได้ไม่รู้เปิด google แล้วพิมพ์ว่า
รีวิว กันแดด - -
-/\\- พระคุ้มครอง
โดย: แค่ผ่านมา IP: 111.84.90.196 วันที่: 11 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:05:54 น.
  
ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ อาการดีขึ้นหรือยัง
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะชอบอ่านอะไรยาว ยิ่งในเว็ปแล้วด้วยยิ่งไม่ชอบ
มาตกหลุมรักของคุณนั้นละ เขียนได้ดีมากเลย รูปก้อสวยนะถ่ายเองหรอ สวยมากเลยครับ พอดีผมก้อชอบถ่ายรุปเหมือนกัน
ได้ความรู้มากเลย เป็นกำลังให้นะครับ
โดย: คนที่บัญเอิญผ่านมาอ่านเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า IP: 125.24.11.45 วันที่: 22 สิงหาคม 2553 เวลา:2:34:40 น.
  
แบบว่าเสริชวิธีทำที่คั่นหนังสือให้ลูกไปแจกเพื่อนตอนจบ อ่านไปอ่านมา เฮ้ยเป็นเรื่องที่กำลังหาอยู่เพราะเป็นก้อนที่เต้านมเหมือนกัน อยากหาข้อมูลการรักษา วิธีการนี่มาแบบภาพประกอบทำให้ไม่เครียดเวลาอ่าน ตอนนี้เป็นยังไงมั่งค่ะ แล้วไปผ่าที่รพ.ไหนอยากทราบจัง
โดย: ratcha.aua@gmail.com IP: 124.122.227.252 วันที่: 9 มกราคม 2554 เวลา:10:47:14 น.
  
ข้อมูลประสบการณ์นี้ผู้เขียนน่าทำเป็นหนังสือขายราคาถูกๆ เอารายได้(บางส่วนบริจาคช่วยผู้ป่วยได้เลยน่ะครับ) ขอชื่นชมทั้งวิธีการนำเสนอ รูปภาพประกอบก็สวยเยี่ยม เก่งมากๆครับ ยังไงขอให้ร่างกายของผู้เขียนแข็งแรงๆ ตลอดไปน่ะครับ
โดย: ธนภัทร IP: 101.51.192.22 วันที่: 16 มีนาคม 2555 เวลา:8:30:53 น.
  
เพิ่งได้เข้ามาอ่านค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ส่วนตัวเราเองก็เจอเป็นก้อนที่หน้าอกหลายก้อนเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เเชร์ประสบการณ์ ขอให้สุขภาพเเข็งเเรงนะคะ
โดย: Suji IP: 171.96.244.12 วันที่: 24 มีนาคม 2558 เวลา:16:36:02 น.
  
เยี่ยมมากค่ะ ได้ความรู้ ได้กำลังใจ ขอให้แข็งแรงปลาสจากโรคภัยมาเยือนอีกนะคะ
โดย: แต้ม IP: 125.25.117.98 วันที่: 15 มิถุนายน 2561 เวลา:12:42:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Spicy.BlogGang.com

ซาไปรส์
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]