O หอมลมร่ำ .. O







เพลง .. Song From A Secret Garden


O สายลมทั้งแสงแดดที่แวดล้อม
เหมือนอยู่รอหวานหอม..ละม่อมหน้า
เพียงลมรื่นโรยสายรำบายมา
ก็รู้ว่าหอมหวาน..เผยผ่าน..รอ
O เชิดดอกช้อยคอยภมรเวียนว่อนสู่-
เสพรสหวานเรณู..ที่ชูล่อ
หวานหอมแห่งรูปเงาก็เคล้าคลอ-
ยั่ว..หยอกล้อ..เสน่หาในอารมณ์
O ร่ำรอ-รสหอมหวาน..ใคร-ผ่านสู่
สื่อ-รับรู้..หลอมหลั่งคอยสั่งสม
ร่ำรอ-แฝงเร้นหมายฝากสายลม
ใคร-อาจข่มเอียงอาย..รำบายคำ
O รับรู้-ความอ่อนไหว..ของไม้พุ่ม
ต้องเร้ารุมห้อมห่ม..จากลมร่ำ
รับรู้-ความหอมกรุ่น-ใครหนุนนำ-
ผ่านร่วมบำรุงชู้..และอยู่คอย
O เช้านี้..ลมอ่อยเอื่อยพัดเฉื่อยโชย
รื่นก็โรยตัวเคล้าความเหงาหงอย
พร้อมดวงวันสาดส่อง, บางร่องรอย-
ก็เคลื่อนคล้อยรูปนามลงล่ามคา
O ตรึงรูปลงแววตาแต่ครานั้น-
เพียงสบ, พลัน-หวานหอมก็น้อมหา
ในเช้าแสนแช่มชื่นแต่ตื่นตา
เสน่หาแห่งชู้..เหมือนอยู่คอย
O หมอกหม่นมัวบังพรางเอาสางตรู่-
ตื่นรับรู้..เย็นเยียบ, ความเงียบหงอย
ดารดาษน้ำค้างก็วางรอย-
หยาดรูปย้อยล้อผกายกลางสายลม
O พร้อมภาพท่านผู้ขอ..เคลื่อนต่อแถว
รูปผ่องแผ้วก็ระยับเกินขับข่ม
กรรทบล้อแววตาและอารมณ์
ค่อยค่อยถมทับถวิลให้ยินยอม
O อยู่ยั่วล้อต่อตา..เหมือนว่าเนตร-
เหลือบชายเลศปลาบปลั่งหมายหลั่งหลอม-
เอาหัวใจอุ่นล้ำให้ด่ำดอม-
รสหวานพร้อมยอมใจ..คอยไขว่คว้า
O อยู่ยั่วล้อต่อตา..แววตานั่น-
ราวว่าสั่นไหวยิ่ง..เสียยิ่งกว่า-
การแกว่งสั่นหัวใจผู้ไกลตา
ดูเถิด..ข่มสีหน้า..หลบตาชาย
O อยู่ร่วมฟ้า..หากเหมือนความเอื้อนเอ่ย-
จะยากเผยรูปนามแห่งความหมาย
ก็ยังคงซ่อนแอบอย่างแยบคาย
ขัดเขินอายนัยชู้..ที่จู่โจม
O รูปแห่งธรรมลับรอย..ทุกรอยแล้ว
เหลือเพียงแววตาปลั่ง..เข้าถั่งโถม
ระลอกความรมย์รื่น..เสียงครื้นโครม-
ก็คอยโหมระลอกชู้ให้รู้รส
O หมอกจางรอยถอยรูป..ลมวูบผ่าน
ความอ่อนหวานเบื้องหน้าก็ปรากฏ-
ในแววตาตื่นชู้..ที่รู้ลด-
เลี้ยวเลศกดข่มห้าม..วาบหวามทรวง
O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ
O แว่ว..เมื่อเสียงสาธุ..บรรลุโสต
ธรรมอุโฆษณาการ หรือต้านไหว
เมื่อนามธรรมอ่อนหวานบรรสารนัย
จนอาลัยวาบแล้วทุกแววตา
O แว่วนั้น..เพื่อข่มขับความรับรู้-
อารมณ์ชู้..รุมเร้าโถมเข้าหา
โซ่ห่วงแห่งรูปนามที่ล่ามคา-
ก็เหมือนว่าเกินจิตจะคิดคลาย
O เข้าสาย..ลมอ่อยเอื่อยยังเฉื่อยโชย
งามก็โรยตัวล่วง..ออกช่วงฉาย
รูปนามเอย-แว่วเสียง..ความเอียงอาย-
แผ่วรำบายอาวรณ์..ออดอ้อนลม
O เข้าสาย..หอมสายหยุด ก็สุดสิ้น
แต่หอมกลิ่นรื่นชู้ยากรู้ข่ม
ถ้วนรูปรสเสน่หาในอารมณ์
เจ้าล้อมห่มสิ้นแล้ว..นะแก้วเอย





Create Date : 30 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2562 18:35:34 น.
Counter : 1575 Pageviews.

7 comments
~*~ สร้อยดอกรัก~*~ วลีลักษณา
(7 ต.ค. 2562 20:33:59 น.)
No. 820 เล่นกีฬา จะไม่เป็นโรคซึมเศร้าจริง....? ไวน์กับสายน้ำ
(7 ต.ค. 2562 05:45:07 น.)
ตอนที่ 16 บัวหลวง โดย ภูปรดา Handmade
(6 ต.ค. 2562 01:00:57 น.)
No. 819 เที่ยว @ เขาหลัก ไม่น่ากลัวแล้ว....? ไวน์กับสายน้ำ
(3 ต.ค. 2562 05:03:00 น.)
  
ดายุ..

"O พร้อมภาพท่านผู้ขอ..เคลื่อนต่อแถว
รูปผ่องแผ้วก็ระยับเกินขับข่ม
กรรทบล้อแววตาและอารมณ์
ค่อยค่อยถมทับถวิลให้ยินยอม"
และ
"O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ"

เป็นภาพ พระออกบิณฑบาตร...
จะถามหลายครั้งแล้ว ว่า ดายุ ต้องการสื่ออะไรเอ่ย..
เสมือนพระไป ติดตาต้องใจผู้มาทำบุญงั้นแหละ...

ความแตกต่างในสองสภาวะ

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:13:03:31 น.
  
มินตรา ..

ผมเขียนบทเสน่หาของรูปคราญกับชายหนุ่มริมทางที่มีแถวพระคั่นกลางมาหลายบท และบทนี้เป็นบทที่ 2 ที่เขียนแล้วคนอ่านเข้าใจว่าพระมีจิตปฎิพัทธ์ต่อรูปงามผู้ยืนรอตักบาตร ..

บทแรกคือบทนี้ ..
๐ ฟ้าเดียวกัน....๐

บทนั้น มีคนถามเหมือนมินตราถามในบทนี้เลยทีเดียว .. คงต้องพิจารณาตัวเองว่าเขียนสื่อได้ไม่ชัดเจนพอ .. 55


เพียงแต่บทนี้ มันเขียนชัดเจนนะผมว่า ..

O รูปแห่งธรรมลับรอย..ทุกรอยแล้ว
เหลือเพียงแววตาปลั่ง..เข้าถั่งโถม
ระลอกความรมย์รื่น..เสียงครื้นโครม-
ก็คอยโหมระลอกชู้ให้รู้รส

รูปแห่งธรรม .. หมายถึงพระสงฆ์
ลับรอย .. ลับไปจากสายตา
ทุกรอย .. ทุกรูป
แปลว่า .. เมื่อพระจาริกไปจนพ้นสายตาแล้ว .. ยังเหลือเพียงแววตาตรงหน้าที่มีประกายวับวามรายล้อมอยู่ .. ทำให้ความรมย์รื่นก่อระลอกในจิตใจไม่จบสิ้น .. ประมาณว่ามองตา แล้วหลบ แล้วมองอีก กันไปมา ..ไม่จบไม่สิ้น

ตกลงนี่อ่านละเอียดพอแล้วคิดตามไปกับเนื้อหาหรือเปล่านะ .. ชักไม่แน่ใจ ?
โดย: สดายุ... วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:20:53:35 น.
  
หากจะหมายถึงบทนี้ ยิ่งไม่ใช่

O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ

ขันข้าว คือ ภาชนะที่ผู้มาตักบาตรใส่ข้าวมารอคดใส่บาตรพระรูปละช้อนทัพพี

บาตรพระ คือ ภาชนะที่พระอุ้มมาเพื่อขออาหารจากศาสนิก

มินตราคงเข้าใจว่าขันข้าว คือ ภาชนะที่พระอุ้มมา .. ใช่ไหม ?
โดย: สดายุ... วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:20:58:19 น.
  
ดายุ..

"ขันข้าว" นี้ เข้าใจค่ะ เพราะที่บ้านก็เรียกขันข้าว...
ส่วนภาชนะใส่อาหารของพระนั้น เราจะเรียกว่า "บาตร"

จำได้ว่า ตอนเด็กเด็ก ไปดูหนังกับแม่ ...
ก็จะมีโฆษณาเยอะก่อนจะมีภาพยนตร์ฉาย..

มินตราจะไม่ทราบว่า ตอนไหนเป็นหนังตอนไหนเป็นโฆษณา ..ต้องถามแม่อยู่เรื่อยว่า หนังมาแล้วยัง..

แยกหนังเรื่อง กับหนังโฆษณา ไม่ออก
อย่าไปเล่าใครนะ อายเค้า.. ..

มากลอนนี่อีกแล้ว..
อายจริง..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:22:19:16 น.
  
มินตรา ..

มิใช่เรื่องน่าอายอะไร .. การตีความข้อเขียนของผู้อื่นอาจแตกต่างกันไปได้เป็นธรรมดา เพราะฐานคิดมันต่างกันในจุดเริ่มต้น ..

ดังนั้นในการอ่านข้อเขียนทั้งทางศาสนา และ การเมือง คนเราจึงตีความต่างกันอยู่เสมอ .. เป็นต้นว่า ..

https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=ts

ผมชอบบริบทแบบที่บรรยายข้างบน .. แต่ยังหาภาพที่ถูกใจไม่เคยได้ ..

สาวงามแนวลูกครึ่ง
แต่งตัวสมัยใหม่
แถวพระเดินมา
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เยื้องกันฝั่งตรงข้าม

โดย: สดายุ... วันที่: 2 ธันวาคม 2557 เวลา:18:16:27 น.
  
สดายุ...

ทำไมจะไม่น่าละอายล่ะ...
ในเมื่อ สดายุเองยังบอกว่ามินตราความรู้แค่คำว่า"ขันข้าว" กับ "บาตรพระ" ยังสับสน..

เมื่อไม่มีความรู้ระดับพื้นฐาน ยังอาจหาญมาอ่านกลอน อ่านฉันท์..

อย่างนี้ ภาษาไทยเค้าเรียกว่า"ไม่เจียมตน"
ไม่รู้แล้วยังจะอวดรู้... เห็นทีจะต้องเลิกอ่าน โคลงฉันท์ กาพย์กลอน แล้วล่ะ...
เพราะขนาด majorวรรณคดีอังกฤษ minor ภาษาไทย..ยังแยก "ขันข้าว"กับ"บาตร "อย่างที่สดายุ คิด ไม่ได้.. ! 555

เรื่องศาสนา ก็เช่นกัน ไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ...
เพราะมองศาสนาเป็นเพียง "ปรัชญาในการดำรงค์ชีวิต "ของแต่ละยุคสมัย..

เริ่มจาก ความคิดเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุพื้นฐานทั้ง๔
ซึ่ง อารยัน เริ่มคิดมาว่า พระอาทิตย์ คือไฟ ดวงใหญ่ เป็นแรกกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาล....

แล้ว มีพวกท่องคัมภีร์ ที่เรียกว่า"พราหมณ์"สอนสั่งความรู้ที่สะสมกันต่อต่อมา...

และเมื่อมีการปฎิวัติทางความคิดครั้งใหญ่ จึงเกิด พุทธ เชน และ ศาสนาของลูกลูกของ "อพราหมณ์"

เห็นไหมว่า "พื้นฐานความรู้ที่ไม่เท่ากัน" เยี่ยงนี้ จะมาเสนอหน้าอ่าน โคลง​ฉันท์ กาพย์ กลอน ได้ อย่างไร..

เห็นทีจะต้องอำลา ก่อนที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จะขายหน้าไปมากกว่านี้ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 ธันวาคม 2557 เวลา:20:47:17 น.
  
สดายุ..
https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=ts

อ่านแล้วค่ะ..ลองโทรไปถามคณบดีคณะนิติศาสตร์ ขอนแก่น และ อธิการบดี ดูว่า โครงการร่วมมือทางวิชาการ ด้านนิติศาสตร์ กับมหาวิทยาลัยในเยอรมันนั้น.. ใครเป็นตัวแทนผู้ประสานงานทางวิชาการ
คงมิใช่ อาจารย์ สมศักดิ์ หรอกนะคะ...555

ทำงานใกล้ชิดกันขนาดนี้ มิรึ จะไม่รู้นอก รู้ใน...
หากจะไม่รู้..
ก็น่าจะมาจาก"ความไม่แตกฉานทางภาษา"น่ะเอง...อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง...




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 ธันวาคม 2557 เวลา:21:52:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sdayoo.BlogGang.com

สดายุ...
Location :
  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]

บทความทั้งหมด