O กลางฝนโปรยปราย .. O







เพลง .. ลาวคำหอม
ชัยภัค ภัทรจินดา


-1-
O คำนึงนั้นโลมลูบด้วยรูปเงา
อันรุมเร้าใจอยู่ไม่รู้หาย
ละห้อยเห็นเอ็นดู .. เกินรู้คลาย
แต่เมื่อสายสวาดิน้อย .. เผยถ้อยคำ
O วางเงื่อนบ่วงสายใยเอาไว้เกื้อ-
กูลโอบเอื้อผ่านให้ อาลัยสัม-
ผัสความอุ่นอ่อนหวานบรรสารจำ-
จองใจคร่ำครวญถวิล .. พลอยดิ้นรน
O คิดถึงด้วยอาทร .. เจ้าอ่อนน้อย
หวัง-ปรายปรอยนัยน์ละมุน .. ท่ามฝุ่นฝน
อยู่ท่ามกลางลมไกวมาลย์ไหววน
เพื่อใจคนคะนึงความเอาตามใจ
O แรงอาวรณ์, เอ็นดู .. ที่รู้สึก
ตราลงลึกถ้วนตอนเกินถอนไหว
รัดพันเหนี่ยวโอบเอื้อ .. คือเยื่อใย-
แห่งอาลัยมอบสู่ .. ให้รู้ชม
O เพียงเพื่อจะเอื้ออุ่น .. เข้าหนุนเนื้อ
และผ่านเจือรสสู่ให้รู้สม-
เสพรูปรสปรารถนา .. ในอารมณ์
ด้วยสุดข่มเกลื่อนกลบให้ลบลาญ
O อันสร้อยสีลดามาศ .. เมื่อพาดช่อ
นั้น-เพื่อรอภู่ล้อมรสหอมหวาน
กลางลมล่องโลมลูบ .. รอ-รูปคราญ-
จะซึ้งซ่านสู่ใจเป็นนัยเดียว
O คืองาม .. ที่จะงามให้ตามคว้า
สอบคุณค่าพร่ำพร้องการข้องเกี่ยว
จะเช่นแต้มสีสัน .. คืนจันทร์เรียว
พาทุกเสี้ยวส่วนเร้นได้เพ็ญดวง
O ยิ่งกว่าจันทร์อวดโอ่แรงโอภาส
ก็เมื่อสองภพชาติ .. มาพาดช่วง
กำลังรอบบุญบาป .. ราวทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงเงื่อนงำ ชักนำทาง
O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย

-2-
O เสียงขลุ่ยพลิ้วอ่อนหวานกังวานแว่ว
เคล้าฝนหล่นหยาดแล้ว .. เสียงแผ่วโหย-
ท่วงทำนองรันทม .. กลางลมโชย-
ค่อยค่อยโรยรินแล้ว .. ให้แว่วยิน
O แทนหัวใจไกลลิบ .. กระซิบเสียง-
นั้น-เรื่อยเรียง .. โหยหวนคร่ำครวญถวิล
แต่งหัวใจล้าโรย .. ให้โบยบิน
เสพสมจินตนาการแห่งวานวัน
O กลางเพลงหวานพลิ้วแผ่ว .. หมายแก้วเจ้า-
จงรุมเร้าอยู่พร้อม .. การกล่อมขวัญ
ผ่านสังคีตเสนาะล้ำ .. ความสัมพันธ์-
เพื่อ-ตราตรึงติดมั่นในสัญญา
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนองวก-วน .. ม่านมนตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น
O รับรู้ .. และรับทราบในสาปอสูร
แต่จะพูนเพิ่มภิรมย์ .. ให้ซมสั่น
หรือนี่คือ .. หนี้สร้างแต่ปางบรรพ์
จึงผูกพันถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O รับรู้ว่ารอยสาปในบาปโศก
จักยอโลกล้อมชาติอย่างกราดเกรี้ยว
ผูกเยื่อใยสองขวัญแล้วฟั่นเกลียว
รัดรึงเหนี่ยวรวมไว้ .. อย่างใกล้ชิด
O พร้อมเพลงขลุ่ย .. จันทร์ลออ .. ทอดทอแสง-
โลมหล้าแหล่ง .. ลามล่วงถึงดวงจิต
เมื่อต้องงามยื้อยุด .. ก็สุดคิด-
จักรอนสิทธิ์บิดสวาดิให้ขาดลง
O พร้อมเพลงขลุ่ย, นกค่ำ .. ร้องร่ำเสียง
ก่อนเหลือเพียง .. เร้ารุมแห่งลุ่มหลง-
ของใจที่ความหวัง .. และจำนง-
รอรับส่งแรงถวิลและจินตนา
O เสนาะพาทย์แผ่วหวานบรรสารเสียง
ยังเรื่อยเรียงผ่านให้ .. อาลัยหา
สดับเถิด- คีตะรส .. และพจนา
ถ้วนคุณค่าหวานหอม .. รอพร้อมแล้ว
O สดับเถิด .. สังคีตประณีตเสนาะ
จักไหลเซาะรุมเร้า .. จากเบาแผ่ว-
ตราบเติมเต็มความหมาย .. เพื่อฉายแวว-
หวาน-ให้แผ้วผ่องช่วง .. ทั้งดวงตา !




Create Date : 21 สิงหาคม 2556
Last Update : 8 เมษายน 2562 21:13:45 น.
Counter : 1891 Pageviews.

9 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - Japonisme :: กะว่าก๋า
(7 ต.ค. 2562 06:25:33 น.)
No. 820 เล่นกีฬา จะไม่เป็นโรคซึมเศร้าจริง....? ไวน์กับสายน้ำ
(7 ต.ค. 2562 05:45:07 น.)
Rusalka-song to the moon- Dvorak ปรศุราม
(4 ต.ค. 2562 20:53:30 น.)
๒๐.*..จินตกานท์..*. พันคม
(2 ต.ค. 2562 09:39:21 น.)
  

สดายุคะ

หากมัวแต่...
"O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย"

แล้วใครจะเขียนกลอนต่อล่ะ
โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.210.140 วันที่: 22 สิงหาคม 2556 เวลา:10:47:09 น.
  
มินตรา ..

ตอนฝนตกหนักเป็นเวลาที่นอนสบายที่สุด
และหาก"เจ้าอ่อนน้อย"อยู่ใกล้ๆ .. ก็คงเลิกเขียนกลอน !

555
โดย: สดายุ... วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:6:20:51 น.
  

ดายุ...

งั้นคงต้อง..แปรอักษร ..เป็น
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนอง"โบยบิน ..ผ่าน"มินตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น

จะผิดกฎฉันทลักษณ์ ไหมน้า....
(แต่อยากน้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:12:03:26 น.
  


(แต่"อย่าง"น้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)
โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:12:05:53 น.
  
:)) คุณมินตรานี่น่ารักนะคะ

ฝากค่ะ..

มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา
แก้วกัลยา..เปี่ยมคุณค่าควรถนอม
ฝากเพลงรัก..บรรเลงเข้าโอบล้อม-
เช้า-เย็น-ค่ำ..ขับกล่อมให้จ่อมจม


๐๐๐๐๐๐

อ่านแล้ว..เหมือนจะอย่างนี้นะ

ตราตรึงลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
นับแต่สบรูปแก้ว..เกินเอื้อนเอ่ย-
กี่พจน์พากย์ฝากรักเจ้าทรามเชย
ไม่ถึงครึ่งใจพี่เลย..ที่เอ่ยความ
.
สุขสมหวังค่ะ
โดย: มาย IP: 115.87.79.188 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:23:30:36 น.
  
มินตรา ..
นั่นสิ .. แปลงเอาตามใจชอบได้เลย ไม่เห็นต้องคอยให้ใครเขียนให้ .. 555

กลอนจะไพเราะ ต้องสัมผัสคร่อม ท้ายวรรค
อันนี้เอาแบบมาจากท่านสุนทรภู่ นะมิได้ว่าเอาเอง
สังเกตุดูสิจะมีกลอนของกวีคนไหนในอดีตที่จะติดหูติดปากคนไทยมากกว่ากลอนสุนทรภู่ ?

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย
เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ



มาย
ขอบคุณขอรับกับความปรานาดี

ตรึงรูปลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
แต่เมื่อความผ่องแผ้วไม่แล้วล่วง
สบ-สื่อ .. แรงอาลัยจากในดวง-
ตา .. จนรู้แหนหวง แสนห่วงใย

ทุกพจน์พากย์อาวรณ์ .. เพียงอ่อนน้อย
ทั้ง-ละห้อย ออดอ้อน .. เพื่ออ่อนไหว-
จักรุมเร้า เฝ้าวอน .. จนอ่อนใจ
เพรียกอาลัยถวิลถึงทุกกึ่งยาม

ทุกคำพากย์กลั่นความเพื่องามเจ้า-
เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม
แววตาทั้งตื่น-หลับ .. พึงวับวาม-
ไปด้วยความอาวรณ์ .. เกินซ่อนเร้น !
โดย: สดายุ... วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:5:58:59 น.
  

ดายุขา(เดียว)..

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"( สุนทรภู่ นิราศภูเขาทอง)

จะให้มินตราโปรด สุนทรภู่ตรงที่ลงสัมผัสได้สวยว่า
"ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป" ..บาท.กับ.ชาติ
เชียวรึ...ฮึ ฮึ
ชอบเปิดช่องให้เค้า..ลงสัมผัสด้วยการ
"เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"..อย่างนี้แล้วจะไม่ให้"เหน็บ"ได้อย่างไรนะ ..
แต่สัมผัสตรงนี้..
"เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม "
ก็"ทราบ" แล้ว"วาบหวาม"เชียวล่ะ...

นี่ไงคะ ความงดงามของภาษาไทยที่..
มินตราหวั่นเหลือเกินว่า จะหายไป เพราะคนรุ่นต่อไปจะขาดความรู้ซึ้งในภาษา..ขาดความละเมียดละมัยในความรู้สึกที่จะถ่ายทอดออกมา..
เลยต้องคอยมาเย้ามาแหย่ให้มีคนตามใช้ภาษาที่เราใช้กันบ้าง..


โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:13:02:48 น.
  

มายคะ

ขอบคุณใน"มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา"
หอมเหลือเกิน..หอมในน้ำใจใสสะอาดปราศจากมลพิษ
ผู้ที่ค้นหา"ความน่ารัก"ของผู้อื่นได้นั้นมีความน่ารักใน ตนเองมากกว่า..ใช่ไหมคะ
ส่วนใครที่ใจดำขอก็ไม่ให้ยื้อก็ไม่ยอมน่ะ เราไม่รักเค้าดีกว่าไหม..
ใช้สีอะไรดีล่ะ เหลืองก็มีคนใช้แดงก็มีคนจองแล้วนี่..
โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:13:13:42 น.
  
มินตรา ..

.. จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป ..

วรรคสุดท้ายกำลังเป็นที่นิยม "ท่องตามๆกัน" ในเมืองไทย ..

เข้าใจเอาไฟมาล่อเชื้อนะ .. 555

สำนวนนั่น มาจากความคิดของคนเมื่อ ร่วม 200 ปีที่แล้ว
เป็น 200 ปีที่แล้วที่วิชาฟิสิกซ์ยังไม่เป็นที่รับรู้ ร่ำเรียนกัน ..

ฟิสิกซ์ เป็นวิชาของเหตุและผลที่เป็นสภาพธรรมทางธรรมชาติทั้งหลาย .. ที่วิศวกรจะเรียนมากกว่าสาขาอื่น

เป็นต้นว่า ของที่มีน้ำหนักย่อมตกลงสู่ที่ต่ำ เราเรียกแรงที่ดึงของที่มีน้ำหนักลงเบื้องล่างนี้ว่าแรงโน้มถ่วง gravity force

สมัยที่กลอนบทนี้เขียนขึ้นมา ..
ไอนสไตน์ยังไม่เกิด ..
ท่านพุทธทาสภิกขุ ยังไม่เกิด ..

สุนทรภู่ถึงตีความการมีภพชาติต่างๆ .. ว่าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดทางเนื้อหนัง ทั้งๆที่พระพุทธองค์หมายถึง การเกิดดับทาง อุปาทานยึดมั่นแต่ละครั้งคราวคือภพชาติหนึ่ง ..

ดังนั้นสุนทรภู่ถึงพูดโลกียธรรมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเช่นนั้นขึ้นมา หรือ ที่เรียกกันว่า สัสสตทิฏฐิ

คนที่ไม่ชอบท่องจำตามๆกันมา และตามๆกันไป จึงไม่คุ้นเคยกับวรรคสุดท้ายเลยแม้แต่น้อย

555


โดย: สดายุ... วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:22:10:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sdayoo.BlogGang.com

สดายุ...
Location :
  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]

บทความทั้งหมด