O แววตาผู้อาวรณ์ .. O







นางครวญ ออเครสตร้า


O ฝนโปรย .. เมื่อสายน้ำทอดลำ .. ไหล
ความสดใสจำรูญ .. ก็สูญหาย
เมฆเทาทึมหม่นคล้ำ .. ล้อมรำบาย-
ให้สรวงสูงฟูมฟายเมื่อบ่ายคล้อย
O พรายคลื่นน้ำเชี่ยวไหล .. ลมไหววูบ
เมื่อนามรูปถึงบท .. ต้องปลดปล่อย-
สู่อาวรณ์พร่ำพ้อ .. เฝ้ารอคอย-
แววตาเคยปริบปรอย .. ชม้อยชม้าย
O น้ำหลากสายพรายละอองเป็นฟองฝอย
ล้อหัวใจเงียบหงอย .. เมื่อคล้อยบ่าย
กลางห้วงใจมีคำ .. รอรำบาย-
ความมุ่งหมายสำหรับให้รับรอง
O ลมผ่านริ้ว .. ฟ้าหลัว .. เมื่อหัวใจ-
มีรูปใครแทรกซุกไปทุกห้อง
ดูเอาเถิด .. ทอดทับเข้าจับจอง-
อยู่ครอบครองถ้วนสิ้นจิตวิญญาณ
O สายน้ำกระเพื่อมผิว .. ก่อริ้วคลื่น-
ไหวตัวตื่น .. ล้อลมที่พรมผ่าน
ลมโหมหวนระลอก .. หอมดอกมาลย์-
ก็แผ่ซ่านรสหอมเข้าล้อมลน
O รื่นเย็นสายลมร่ำแห่งค่ำนี้
ร้างราศีจันทร์ฉาย, เพียงสายฝน-
ค่อยหลั่งหยาดหยดไหล .. ล้อใจคน-
ให้เวียนวนถวิลชู้ .. ไม่รู้วาย
O คะเนนึกแก้มก่ำ .. ในค่ำหนาว
ทั้ง-แสงดาวสองดวงจักช่วงฉาย-
ถวิล-ความพร่ำพลอด .. อ้อมกอดชาย
พร้อมอุ่นอายอบร่ำ .. ผ่านค่ำคืน
O เจ้าขดตัวอิงแอบ .. อก-แนบหน้า
รับสองแขนโอบหา, แววตาตื่น-
ก็เต้นแววฮือโหม, เสียงโครมครืน-
ในส่วนผืนทรวงแผ่ว .. ก็แว่วดัง
O เย็นรื่นหยาดฝนร่วง, แนบทรวงอุ่น-
มีนิ่มเนื้อหอมกรุ่น .. เจ้าหนุนนั่ง
แววนัยน์ตาเคลียคลอ .. นั้นรอฟัง-
คำ..ความกระซิบสั่ง .. อย่างรั้งรอ
O เผาผลาญความเย็นรื่นแห่งผืนน้ำ
ด้วยแววตาดื่มด่ำ .. เสียงย้ำ .. ขอ
ก่อนส่ำเสียงแผ่วเบาพะเน้าพะนอ-
ผ่านเสียงคลอโสตอยู่ไม่รู้เลือน
O เพียงเพื่อดับดาวช่วงสองดวงนั่น
จนลมลั่นในอก .. แล้ววกเคลื่อน
กระเพื่อมแผ่นผืนน้ำจักย้ำเตือน-
ผืนทรวงให้สะเทื้อนเขยื้อนตาม
O ร้างไร้รูปจันทร์แรม .. เพียงแก้มอิ่ม-
เปลือกตาพริ้มเสพทราบรสวาบหวาม
พร้อมรอบความอ่อนไหวค่อยไหลลาม
ล้อมคาบยามปรารถนา .. ด้วยอาลัย
O นกค่ำ .. เมื่อร่ำเสียงอยู่เคียงพฤกษ์
ความรันทึกเสียดทรวง .. ฤๅ-หน่วงไหว ?
นวลเนื้อนุ่มเนียนนี้ .. จักมีใคร-
อาจฝ่าได้โดยดี - ในที่นั้น ?
O สายวารีอ่อยเอื่อยคงเรื่อยไหล
เมื่อแววตาอ่อนไหว .. เริ่มไหวสั่น
ฝนโปรยสาย .. ลมล่อง .. เนื้อผ่องพรรณ-
ก็อุ่นฝันเย้ยฟ้า .. ผ่านราตรี
O ฟ้ามืดหม่น, ฝนโรย, ลมโชยล้อม,
และเพียงหนึ่งรูปละม่อม .. แวดล้อมที่
ปรุงปัจจัยเป็นชาติขึ้นวาดวี-
ฉุดรูปการทั้งนี้ .. เริ่มลีลา
O ร้างไร้รูปจันทร์เสี้ยว .. เพียงเรียวแขน-
โอบรัดอย่างหวงแหนอยู่แน่นหนา
พร้อมแสงดาวช่วงชู้ .. รับรู้ภา-
วะ-โหยหาอาลัยที่ในดวง
O วิชชุดา-วาบแสง .. ลงแฝงรอย
แววตาปรอยทอดสู่ .. ก็รู้ช่วง-
การส่งนัยอ้อนแอบลงแนบทรวง
ก่อนแขนหน่วงเหนี่ยวเนื้อ .. โหมเชื้อไฟ
O โอภาสในแววตา .. เหมือนว่ามี
เพลิงอัคคีจู่โจม .. เข้าโหมไหม้
เหมือนแว่วเสียงคำกระซิบจากลิบไกล
นั้น-ออดอ้อนหวามไหว .. อยู่ในคำ
O ระยิบเอย .. แววตาผู้อาวรณ์
ฤๅ-อาจถอนชาติภพ .. พ้นอบร่ำ
แววตื่นตอบว่าย-วน .. กลางฝนพรำ-
ฤๅ-ตอกย้ำนัยชู้ .. ให้รู้นัย ?
O ปริบปรอยหยดน้ำสรวงยังร่วงหล่น
รูป, รส .. ปรนเปรอชู้ .. ก็-รู้ไหว-
แววตาตื่นตอบค่ำ, อย่างร่ำไร-
โหมเชื้อไฟลุกลาม .. เกินห้ามแล้ว
O โอบกอดเสียงเต้น-ตื่น .. เกินฝืนข่ม
กลางอุ่นเนื้อห้อมห่ม, สายลมแผ่ว-
ก็ผ่านลูบโลมกาย .. เมื่อคล้ายแวว-
ตาผ่องแผ้ววูบหวั่น .. แวว-สั่นรัว !
O ระยิบเอย .. แววตาใต้ฟ้าหม่น
เปล่งแสงขวนขวายออก .. มาหยอกยั่ว
ผ่านอบอุ่นโอบเอื้อ .. อบเนื้อตัว-
ขวัญเจ้าเอย .. สั่นทั่ว .. แล้ว-หัวใจ
O นกค่ำ .. ยังร่ำเสียงอยู่เคียงพฤกษ์
ความรันทึกทรวงนั้น .. ยิ่งสั่นไหว
ฝนโหม .. สายลมหวน .. คร่ำครวญใคร-
ก็หวีดแว่วเสียงให้ .. รู้ใจความ !




Create Date : 20 เมษายน 2557
Last Update : 20 เมษายน 2562 7:32:04 น.
Counter : 1811 Pageviews.

6 comments
Song Of India from Sadko by Rimsky-Korsakov ปรศุราม
(8 ต.ค. 2562 13:27:26 น.)
๒๑.*..เผลอชรา..*. พันคม
(7 ต.ค. 2562 12:45:32 น.)
No. 820 เล่นกีฬา จะไม่เป็นโรคซึมเศร้าจริง....? ไวน์กับสายน้ำ
(7 ต.ค. 2562 05:45:07 น.)
Rusalka-song to the moon- Dvorak ปรศุราม
(4 ต.ค. 2562 20:53:30 น.)
  
สดายุ..

ภาพของO แววตาผู้อาวรณ์ .. O
นั้น งามนัก งามจริงจริง..งามละเมียดละมัย..

ทราบใช่ไหมว่า เพลง แขกต่อยหม้อนั้น เป็นแขกเปอร์เซีย
โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 20 เมษายน 2557 เวลา:16:35:01 น.
  
สดายุ..

"O เผาผลาญความเย็นรื่นแห่งผืนน้ำ
ด้วยแววตาดื่มด่ำ .. สียงย้ำ .. ขอ
ก่อนส่ำเสียงแผ่วเบาพะเน้าพะนอ-
ผ่านเสียงคลอโสตอยู่ไม่รู้เลือน "

สระ เอ หายไปใช่ไหมเอ่ย..
โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 21 เมษายน 2557 เวลา:8:11:26 น.
  
มินตรา ..

ตาคมแบบนี้คือลูกครึ่งไทยยุโรป
เพลงนี้ไม่รู้ประวัติหรอก แต่เสียงไวโอลินหวานมาก
นี่หกบรรเลงด้วย ซอด้วง น่าจะไม่แพ้ บังใบ สุดยอดเมโลดี้ในช่วงต้นเพลง ..

เมืองหลวงยามนี้ ร้อนดีแท้
จากความโง่เขลาปกคลุมเมือง
เป็นเมืองที่พ่อแม่แจ้งความจับลูกกรณี 112

55

โดย: สดายุ... วันที่: 21 เมษายน 2557 เวลา:14:46:34 น.
  
ดายุ..

ชอด้วง ไวโอลิน จะมีเสียงแหลมที่กรีดหัวใจ..
มินตราจึงชอบพวกเพลงserenade จากไวโอลิน..ยามค่ำ ใต้แสงเทียน พร้อมแก้วไวน์..

แต่กลับไปชอบซออู้มากกว่าซอด้วง คงเป็นเพราะเสียงทุ้ม..ลึก..สะอื้นในอก ว่างั้นเถอะ..ไม่โหยหวนโวยวาย..แบบซอด้วง..ซึ่งกรี๊ดกร๊าด..
แล้วไม่วิ่งขึ้นมานำเพลงแบบซอด้วง คือไม่ชอบอวดตัว..555

เรื่อง112นั้น เป็นเรื่องของสิทธิพิเศษ เหนือ คนทั่วไป..
นี่มองจากสายตาคนอยู่ นอกประเทศนะ..
เป็นกรณีที่คนอื่นทำให้ไม่ได้ ต้องเจ้าตัวที่เดือดร้อนทำเอง..
มีคนเดียวกระมังที่ผ่านเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นการใช้กฎหมายมาแกล้งกันทางการเมือง..ทั้งในและนอกประเทศจึงช่วยกันเจรจา..
เมื่อ"เจ้าทุกข์"ไม่เอาเรื่อง ก็หมดไป..

ได้ฟังเทปเสียงของ น้องโรส แล้ว..เธอทราบอยู่ว่าพ่อแม่ไม่ชอบ แต่ก็เสียใจ นึกไม่ถึงว่า จะถึงขนาดแจ้งความกัน.. ไปอ่านที่ไหนมา ไม่ทราบ เห็นว่ากองปราบขอให้ตำรวจสอบสวนเรื่องนี้ก่อน ว่าความจริงคืออะไร ทำไมพ่อแม่จึงแจ้งความ..
อากาศร้อนจริงจริงในเมืองไทย..ระวังรักษาตัวนะ..

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 21 เมษายน 2557 เวลา:22:36:34 น.
  
มินตรา ..

อะไรที่มันไม่ make sense .. แปลว่าฝืนธรรมชาติ
และอะไรที่ฝืนธรรมชาติ ย่อมมาจากภาวะปรุงแต่งล้วนๆ

เราคงไม่สามารถประเมินกรรมบทของมนุษย์ที่มีภาวะปรุงแต่งรุนแรงได้อย่างถูกต้องจากเพียงอาการ แต่คงต้องดูจากสัญชาติญาณแห่งความเป็นสัตว์ของเดรัจฉานที่ปราศจากการปรุงแต่ง

แม่ที่รักลูกหวงลูกนี้ .. มีคำพังเพยมากมายบอกไว้ เช่น
จงอางหวงไข่ ..

ทำไมถึงหวง ?
เพราะนั่นสืบผ่านมาจากสัณชาติญาณการขยายเผ่าพันธุ์
และลูกคือจิตวิญญาณที่จักดำรงภาวะของตนสืบเนื่องต่อไป

การฆ่าลูกเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นไปไม่ได้ในสัญชาติญาณแห่งสัตว์ ..

นอกจากสัตว์เมือง ที่ปรุงแต่งรุนแรงจากการครอบงำทางจิตวิญญาณจนดิ่งลึกลงใต้สำนึก ..

บัว มี 3 น้ำ
มาตรฐานชีวิตและการศึกษาทำให้คนส่วนใหญ่เติบโตทางวุฒิภาวะดุจบัวน้ำบน อย่างคนส่วนใหญ่ในเยอรมันและสแกนดิเนเวียร์ได้ ..

แต่คงไม่ใช่ สยามรัฐ
โดย: สดายุ... วันที่: 22 เมษายน 2557 เวลา:5:56:26 น.
  
สดายุ..

ปรัชญาสำนักเต๋า
Daoism
“การปกครองโดยไม่ปกครอง” ถือเป็นศิลปะแห่งการปกครองสูงสุด:

โดยทั่วไป “อำนาจ” การปกครองที่รัฐใช้ เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยใช้กฎหมายและกำลังบังคับเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชน แต่สำนักเต๋าเสนอให้รัฐลดการใช้อำนาจดังกล่าว แล้วหันมาใช้ “อำนาจ” ที่เป็นพลังเชิงอ่อนแทน กล่าวคือ รัฐควรหยุดการกระทำที่เป็น “อำนาจ” ในเชิงควบคุม คุกคาม ขู่เข็ญ .....

หากรัฐทำเช่นนี้ได้สังคมและประชาชนทั้งหมดจะค่อยๆ หวนคืนสู่วิถีธรรมชาติดั้งเดิมของตนได้เอง

"ข้ามิกอปรกรรม ประชาธรรมก็บังเกิดเอง
ข้ารักนิ่งสงบ ประชาก็พบครรลองเอง
ข้าปราศจากกิจ ประชาก็บริบูรณ์เอง
ข้ามิปรารถนา ประชาก็เรียบง่ายพอใจเอง’"
(ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ แปล)

อ่านภาษาอังกฤษ แล้วไปเจองานภาคภาษาไทย ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สนับสนุนมาค่ะ
โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 22 เมษายน 2557 เวลา:11:34:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sdayoo.BlogGang.com

สดายุ...
Location :
  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]

บทความทั้งหมด