O งามนั้น .. O






.. เพื่อความงดงามที่เห็นตรงกัน ..


Crying Earth - Original


O รูปแทนองค์ตถาคตปรากฎอยู่
รอจิตบูชิตตามสืบความหมาย
เพรียกความเงียบสงบพร้อมแวดล้อมกาย
ด้วยร่มธรรมปัดป่าย .. ตราบคลายร้อน
O กลางนิ่งนึก .. ลออรูปก็วูบไหว
หอมผ่านให้ .. หอมอยู่ไม่รู้ผ่อน
มือกบ, พักตร์ก้มต่ำ .. เหมือนพร่ำวอน-
กรรมเก่าก่อนชูชีพ .. อย่าบีบคั้น
O เรียวรูปนามงามพิสุทธิ์ .. จนสุดที่-
อาจหลีกลี้สบได้ .. เมื่อไหวสั่น-
ของอกใจ, ไฟเทียน .. วกเวียนกัน-
เข้าโอบขวัญพิมพ์ไว้ แนบนัยน์ตา
O ในท่ามกลางลำแดด .. ทอแวดล้อม
รูปงามพร้อมเนตรชม้าย-เหมือนชายหา
อิริยานารี .. งำ-ลีลา
แฝงท่วงท่าปรารมภ์ .. ให้-สมยอม !
O นั่งเท้าแขนพับเพียบดูเรียบร้อย
เนตรชม้อยชม้ายผ่าน, ความหวานหอม-
ก็แผ่ซ่านผ่านสู่ .. เกินรู้ออม
จิตที่พร้อมแพ้-พ่ายอยู่ภายใน
O เกศินีเนียนปราง .. สุดพราง-กลบ
จากแรกสบตากัน, ที่สั่นไหว-
คืออารมณ์ .. คือช่วงของดวงใจ-
ที่แกว่งไกวโยนตัวไปทั่วทรวง
O ในโบสถ์แสงหม่นครึ้ม, เสียงงึมงำ-
แห่งนัยธรรมผ่านศัพท์ .. เหมือนลับล่วง
เมื่ออีกใจฝากคำ .. เฝ้าบำบวง-
เทพทุกสรวงเหนี่ยวใจ .. อีกใครนั้น
O เห็นมือเรียวกราบลงหน้าองค์พระ
พร้อมภาวะอีกใจ .. คล้ายไหวหวั่น-
เกรงบาปบุญสั่งสม .. ไม่สมกัน-
จักพรากขวัญพิมพ์ใจ .. จนไกลเกิน !
O เหลือบสายตาชม้ายชม้อยแล้วคอยหลบ
ครั้นตาสบรอบอุทธัจ, แววขัดเขิน-
เหมือนแต้มเติมแก้มเรื่อ .. หมายเชื้อเชิญ-
การจำเริญปฏิพัทธ์ .. เต็มอัตรา
O งามเนื้อทองรูปทรงหน้าองค์พระ
เพรียกกาละภพชาติ, แรงปรารถนา-
บรรจบแล้วลุกลามจนล่ามคา-
แววในตาสุมอกเกินยกพ้น
O ทิพโลกชะลอลง .. ก็คงใช่
จาก-เหลียวไปจบรูป, ที่วูบหล่น-
หลังคาบยามสัมผัสในบัดดล,
คือ-ใจคน .. แววตา, รูปหน้านั้น !
O โอ .. เนตรชายชำเลืองที่เบื้องหน้า
หรือคอยดูทีท่าจัก .. กล้า, หวั่น ?
แววในตาซ่อนยิ้ม .. กลับพริ้มพลัน-
ที่เผลอหันมาพบ .. แล้วสบตา
O ระยิบเอย .. แววตาใต้ฟ้าต่ำ
เหมือนโน้มนำรั้งเหนี่ยวให้เหลียวหา
กลิ่นลำดวนจวนลม .. ก็พรมภา-
วะ .. คันธารสหอมแวดล้อมใจ
O สายหยุดหยุดหอมสิ้นแต่สิ้นสาย
หลังแดดฉายโชนแต้มความแจ่มใส
รูปเอย .. แต้มแววตา-รูปหน้าใคร-
จะรู้ตัวบ้างไหม .. รูปใครกัน ?
O สิ้นสาย ผ่านสาย แล้วสายสวาดิ
ลดามาศก็อวลกลิ่นล้อมถิ่นฝัน
เมื่อวางภพวางชาติมาพาดพัน-
ฤๅอาจเบี่ยงเลี่ยงขวัญคลาดกันพ้น ..?
O พร้อมแววตาอ่อนโยนนั้นโชนช่วง
ความเงียบเหงาทั้งปวงก็ร่วงป่น
ปีกนกเหยียดเต็มช่วงที่สรวงบน
เมื่อจิตคนละห้อยเห็นไม่เว้นวาย !
O ตาเหม่อมองแก้มเนียน .. ค่อยเปลี่ยนสี
ผุดผาดที่แสงสรวง .. ยอมช่วงฉาย-
เพื่อเร้ารูปฉันทาแนบตาชาย
ที่เหมือนสายเกินการต่อต้านแล้ว
O โอ .. งามฤาจะรวมลงท่วมโลก
ค่อยค่อยโยกสั่นเร้า .. อย่างเบาแผ่ว-
จวบ .. สายตาอ่อนหวานนั้นผ่านแวว-
ความผ่องแผ้ววามระยับ .. ให้จับจอง
O เปิดหัวใจในยาม .. งดงามรูป-
เข้าโลมลูบ แทรกซุกไปทุกห้อง,
ไร้เรี่ยวแรงเพียงพอ จักต่อรอง-
การยึดครอง แรงชู้แต่ผู้เดียว !
O จน .. สองมือจับของประคองถวาย-
พระ, พร้อมสายตาคอยชม้อยเหลียว-
จิตเมื่อนั้น .. จึ่งถือว่ามือเรียว-
ชวน-หวังเหนี่ยวโน้มบุญ .. ร่วมจุนเจือ ?
O แดดปลายฝนต้นหนาว .. ยังวาววับ
เนตรพริ้มพรับในยาม .. ก็งามเหลือ
เยี่ยงเถาวัลย์ลมผ่านโลมย่านเครือ
รูปอะเคื้อโลมขวัญ .. ย่อมสั่นสะท้าน !
O ผมหล่นล้อมวงหน้าเมื่อหน้าก้ม
ทุกข์ขื่นขมในกมลก็พ้นผ่าน
หลัง-สองมือแผ่ราบลงกราบกราน
สาธุการ เสียงแผ่ว .. ก็แว่วดัง
O ดวงตาเอย .. แต่คอยชม้อยชม้าย-
หรือเพียงหมายให้ละห้อย .. เฝ้าคอยหวัง ?
ชายชำเลืองซ้อนซ้ำ .. โหมกำลัง
หรือหมายสั่งชี้ชวน .. พาป่วนใจ ?
O จาก-อ่อนหวานวาบแล้วที่แววตา
จน-ตอกตรึงฉันทา .. เกินฝ่าไหว
แม้นจนรูปคล้อยเคลื่อนลับเลือนไป
ยังตรึงให้ละห้อยเห็น .. ไม่เว้นวาง
.
O แต่เมื่อเนตรซ่อนยิ้ม ค่อยพริ้มหลบ
ก็ครันครบปฏิพัทธ์เกินขัดขวาง
ซึ้งหวานหอมดุษฎีล้อมที่ทาง
จนสุดย่างก้าวหักเบี่ยงมรรคา
O จึงเมื่อเนตรพริ้มหลบหลังสบยิ้ม
และแก้มอิ่มเรื่อเรื้องอยู่เบื้องหน้า
รูปตอกตรึงลงมั่นในสัญญา-
ก็ - เหมือนว่ารออยู่ .. แต่ตรู่เช้า !
O เมื่อเนตรพริ้มพรับรออยู่ต่อหน้า
ก็รู้ว่าอาวรณ์แต่ก่อนเก่า-
ถูกแตะตื่น โลมลูบด้วยรูปเยาว์
จิตจึงต้องรุมเร้าจนสั่นรัว
O เรื่อแก้มอิ่มละม่อมหน้า .. แววตานั้น
คล้ายคอยสั่นไหวระลอก .. เฝ้าหยอกยั่ว-
ให้อารมณ์วกวน .. กลางหม่นมัว
อกจึงรัวลั่นอยู่ไม่รู้ยาม
O วัฏฏะวง .. สงสารเมื่อผ่านรอบ
ใจย่อมนอบน้อมทราบ .. รสวาบหวาม
ที่รายล้อมโลมรุกเข้าคุกคาม
คอยฉุดล่ามความคิด .. เหนี่ยวจิตใจ
O เรื่อแก้มอิ่มละม่อมหน้า .. แววตานั้น
ฤๅ-เพื่อยั่วใจหวั่น .. พาสั่นไหว
อกคนเบื้องหน้านี้ .. จะมีใด-
เอากีดกั้นหลบได้ .. จากนัยน์ตา
O ดูเหมือนจะสายเกิน .. การเมินหลบ
รูปเพรงภพหยัดหยั่ง .. เหมือนสั่งว่า-
จักเผื่อแผ่อ่อนหวาน .. ให้ผ่านมา-
ก่อระลอกเสน่หาอีกคราครั้ง
O วับวามแวว-เนตรนั้น .. เมื่อสั่นไหว
ราวจะผ่านความนัย .. ออกไหลหลั่ง
เข้าล้อมให้แววตาละล้าละลัง
ด้วยสุดยั้งระลอกคลื่นใต้ผืนทรวง
O ระลอกความอาลัย .. ดวงใจหนึ่ง
ที่ตราตรึงรูปแก้ว .. ไม่แล้วล่วง
ราวหัตถ์พรหมเหนี่ยวนำ .. เพราะคำบวง-
นั้นเริ่มช่วงกำลังเข้าสั่งการ
O ดูเถิด .. รูปแก้มอิ่ม .. เนตรพริ้มหลบ
แต่บรรจบรูปรอย .. ก็คอยผลาญ-
อกใจผู้ปรารมภ์ .. ให้ซมซาน
ทรมาน .. ทรมาด้วยอาวรณ์
O จะรับรู้บ้างไหม..ว่าใจหนึ่ง-
จมคำนึงเวียนว่ายเกินถ่ายถอน
ความอ่อนโยนอ่อนหวาน..เหมือนผ่านวอน-
เข้าออดอ้อน .. เร้ารัวทั้งตัวตน
O ดูเถิดรูปเอวองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบแววตาปลาบปลั่ง .. เพียงครั้ง .. หน-
เหมือนอ่อนล้าไร้สิ้น .. แรงดิ้นรน
ด้วยยอมตนยอมตัว .. สิ้น-หัวใจ !




Create Date : 03 กันยายน 2560
Last Update : 15 กันยายน 2562 18:10:09 น.
Counter : 1959 Pageviews.

41 comments
๒๑.*..เผลอชรา..*. พันคม
(7 ต.ค. 2562 12:45:32 น.)
~*~ สร้อยดอกรัก~*~ วลีลักษณา
(7 ต.ค. 2562 20:33:59 น.)
วันหยุดพักผ่อนประจำเดือนมิถุนายน 62 ตอน 1 JinnyTent
(6 ต.ค. 2562 17:42:37 น.)
~*~ ความนัย ~*~ วลีลักษณา
(4 ต.ค. 2562 08:11:52 น.)
  
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

งามของคุณชอบแบบนี้หรือค่ะ รูปหน้าสวยเรียบร้อยดี
แต่งามไม่ถึงกับเด่น สวยเรียบๆสมแบบหญิงไทยค่ะ
อยากจะแต่งกลอนตอบแบบคุณเอื้อย แต่กลัวจะทำให้
เสียบรรยากาศกลอนของคุณสดายุหมดค่ะ

เรียนเชิญคุณเอื้อยมาช่วยแต่งเติมให้คุณสดายุด้วยนะคะ
ทิพย์จะรออ่าน ขอบคุณล่วงหน้าค่า
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.244.126 วันที่: 4 กันยายน 2560 เวลา:7:15:53 น.
  

คุณทิพย์
งามของผมที่จริงต้อง คอเคซอยด์ แบบนี้ครับ





Marina Laswick

เพียงแต่เมื่อใช้ประกอบกลอนไทยแล้ว .. ไม่เข้ากัน


โดย: สดายุ... วันที่: 4 กันยายน 2560 เวลา:9:08:39 น.
  
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

สาวงามของคุณ ทิพย์ดูแล้ว สวยเฉี่ยวดุ ไม่ค่อยหวานนะคะ
อย่างไงก็สวยสู้หญิงไทยไม่ได้หรอกค่ะ

ทิพย์เชียร์ให้มาชอบหญิงไทยดีกว่า หาที่สวยๆเป็นกุลสตรี
เพียบพร้อมให้คล้ายกับหญิงที่พูดถึงในกลอนเหมาะกับคุณมากกว่า

แต่ถ้าเป็นหญิงที่เป็นม้าดีดกระโหลกกะลาผอมแห้งแรงน้อยแบบทิพย์ จะเหมาะกับเป็นเพื่อนดีที่สุด เชื่อทิพย์ค่ะ 555
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.244.126 วันที่: 6 กันยายน 2560 เวลา:7:00:30 น.
  


คุณทิพย์

รูปหน้าที่สวยงามที่สุดใน 3 ภพ คือรูปหน้าของสาวอารยัน
นี่เอง .. เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับ "นาคมัลลิกา" ในปฐพีเพลิงของ พนมเทียน




โดย: สดายุ... วันที่: 7 กันยายน 2560 เวลา:11:21:09 น.
  

เขียนได้ยาว...เก่งค่ะคุณสดายุ
สักบทหนึ่งยามบ่าย ขอยืมมาใช้บรรทัดหนึ่งค่ะ

"จะรับรู้บ้างไหมว่าใจหนึ่ง
เธอโกรธขึ้งเคียดแค้นวันแสนหน
กับโลมเล้าลวงหลอกกลิ้งกลอกวน
ต้องอับจนแทบดับอยู่นับนาน"

สบายดีนะคะคุณทิพย์
โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 7 กันยายน 2560 เวลา:14:21:56 น.
  
สดายุ...

"O เห็นมือเรียวกราบลงหน้าองค์พระ
พร้อมภาวะอีกใจ .. คล้ายไหวหวั่น-
เกรงบาปบุญสั่งสม .. ไม่สมกัน-
จักพรากขวัญพิมพ์ใจ .. จนไกลเกิน ! "

นี่เป็น ภาพในวัด ที่อธิษฐานไว้ในใจคน ใช่ไหมคะ
โดย: บุษบามินตรา IP: 94.222.210.42 วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:0:28:48 น.
  
สวัสดีคุณสดายุ คุณเอื้อย คุณบุษบามินตราค่ะ

คุณสดายุ รูปสาวอารยันที่เอามาลงนี้ เห็นแล้วต้องเอามือป้องปาก
ตาลุกวาวด้วยความตะลึงในความงาม เธอสวยมากๆค่ะ
ทิพย์ชอบมากที่สุด ขนาดทิพย์เป็นหญิงยังหลงใหลในความงาม
เธอขนาดนี้ ผู้ชายจะเหลือมั้ยค่ะ ดวงตา ปากคอ คิ้ว คาง ช่างสวยงาม
เหลือเกิน เหมือนภาพวาดค่ะ
ถ้าทิพย์สวยอย่างนี้ จะนั่งส่องกระจกทั้งวัน ไม่ทำมาหารับประทานหรอกค่ะ 555

คุณเอื้อยขา ทิพย์สบายดีค่ะ ขอบคุณที่มาต่อกลอนให้อ่านนะคะ ทิพย์รู้สึกว่า คุณเอื้อยคงเป็นผู้หญิงที่ดุ น่าเกรงขาม นักเลง ทิพย์อ่านจากกลอนแล้วเดาลักษณะเอาค่ะ เพราะกลอนคุณเอื้อยแต่ละบทอ่านแล้วเหมือนถูกชกปลายคางค่ะ แฮ่ะๆๆ

คุณบุษบามินตราขา ทิพย์ดีใจมากๆจนเนื้อเต้นที่เห็นคุณเข้ามาแล้ว
บ้านนี้จะได้มีสามสาว สามวัย มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ทิพย์คงความรู้น้อยสุด จะคอยเป็นกองเชียร์อยู่ข้างๆนะคะ
ขอบคุณคุณบุษมากๆ รักนะคะ จุ๊บๆ

สำหรับคุณสดายุอีกครั้งค่ะ ตามที่ทิพย์เคยขอร้องไว้ เจ้าของบ้าน
ห้ามดุดัน แข็งกร้าวกับสุภาพสตรีอีกเป็นอันขาดนะคะ ตะมุตะมิ คริๆๆ
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.242.45 วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:6:11:10 น.
  


แม่เอื้อย ..
นารีปราโมช พูดไปแล้วเป็นแนวที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อ
อำนาจรัฐ จึงสามารถยืนหยัดคู่โลกมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา .. 555

ที่สมัยนั้นใช้คำว่า เพลงยาว อันมีทั้งกลอน กาพย์ โคลง
ถูกจริตวัยเจริญพันธุ์ทั้งหลายโดยธรรมชาติด้วย ..

อาจเป็นเพราะ เป็นกลอน สำหรับวัยนั้นเป็นการเฉพาะเจาะจง

ที่ฝากคำฝากนัยเพื่อให้คิด
เพรียกดวงจิตเฝ้าคอยละห้อยเห็น
ความคำจึงปรุงเปรียบจนเพียบเพ็ญ-
ให้อีกใจตอบเต้นไม่เว้นวาง

อิๆๆ






มินตรา ..
ใช่ครับ ..
สำหรับสายศรัทธาแล้ว
มโนภาพของบางคนที่คิดในกรอบแบบดั้งเดิม เป็นเช่นนั้น

แต่สำหรับสายปัญญาแล้ว
จิตที่เข้าใจธรรมต่างระดับกัน .. การสั่งสมในจิต
ย่อมทำให้เข้าใจโลกแวดล้อมต่างกัน ..
เมื่อมาสัมผัสสัมพันธุ์กัน จึงมีระยะห่างของการสั่งสมนั้น
คั่นขวางอยู่





คุณทิพย์ ..
สาวงามคนนี้ เป็นอารยันในดินแดนมุสลิมครับ ..
ปากีสถาน ที่ส่วนมาก ขาว แท้จริงยิ่งกว่าอินเดียทางเหนือ

เป็นความงดงามที่ลงตัว ที่เหมือนทุกประการของ
ความนิยมจะไปรวมอยู่ที่เดียว
กรอบตาลึกสองชั้น
ดวงตากลมโต
จมูกโด่ง
ปากเป็นรูปกระจับ
ผิวขาว
รูปกายสูงโปร่ง (ช่วงวัยสาว)

ผมว่าเป็นความลำเอียงของผู้สร้าง
555

โดย: สดายุ... วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:10:20:35 น.
  
คุณสดายุเจ้าคะ

เปลี่ยนรูปใหม่ถูกใจทิพย์ที่สุดค่ะ มันควรจะเป็นความงามที่ลงตัวสมบูรณ์แบบเช่นนี้ถึงจะสมกับกลอนค่ะ
ทิพย์จะลงทุนไปทำศัลยกรรมให้งามเท่านี้จะหมดเท่าไรน๊า
คงจะต้องขายผ้า ขายเพชร ขายพลอยอยู่ป๋ายดอยอีกนานค่ะ
ไม่รู้ว่าหนุ่มปากีจะหล่อแค่ไหน อยากเห็นค่ะคุณสดายุ
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.242.45 วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:12:57:17 น.
  
สดายุ...

"O จน .. สองมือจับของประคองถวาย-
พระ, พร้อมสายตาคอยชม้อยเหลียว-
จิตเมื่อนั้น .. จึ่งถือว่ามือเรียว-
ชวน-หวังเหนี่ยวโน้มบุญ .. ร่วมจุนเจือ ?"

สำหรับ "จิตสายปัญญา" นี่คือ
การ ..."หวังเหนี่ยวโน้มบุญ .. ร่วมจุนเจือ ?" ใช่ไหม
แปลแบบคนมีปัญญาว่า ..ไปดึงมาเพื่อให้ได้รับบุญ..

ต่างกับ การแปลความเป็นว่า ..ไปขอส่วนบุญ ..
โดย: บุษบามินตรา IP: 92.208.214.196 วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:14:15:22 น.
  


คุณทิพย์ ..

ภาพนี้เป็นภาพของเวปเกี่ยวกับ ชุด+เครื่องประดับ
ของทางชมพูทวีป .. ใน pinterest .. เป็นความงาม
ที่บาดอกบาดใจยิ่งนัก

ส่วนหนุ่มหล่อ ลองพิมพ์ "หนุ่มหล่อที่สุดในโลก"
หาใน google ดูสิครับ จะรู้ว่าชาติอะไร ..
หากจะเดา ผมขอเดาว่าปากีสถานอีกนั่นแหละ

พอดีว่าผมไม่สนใจหนุ่ม
555




มินตรา ..
บุญ ในสายศรัทธา มีภาวะที่รอส่งออกไป หรือ รับเข้ามา มีผู้ให้ และมีผู้รับ ในลักษณะของ"บุคลาธิษฐาน"

บุญในสายปัญญา เป็นภาวะที่จิตนั้นเข้าใจโลกได้
มากขึ้นกว่าเดิมตามหลัก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
หรือ อนิจจัง 1ใน3 ของ ไตรลักษณ์

เมื่อเข้าใจ ก็มีปฏิสัมพันธ์ด้วยอย่างเท่าทัน
เป็นเพียง"ธรรมาธิษฐาน"
โดย: สดายุ... วันที่: 9 กันยายน 2560 เวลา:9:01:54 น.
  
สวัสดีค่ะคุณสดายุ คุณเอื้อย คุณบุษบามินตราค่ะ

คุณสดายุ ถ้าคุณชอบดูชายงามจะแต่งกลอนชมสาวไม่ได้เพราะขนาดนี้นะคะ
แต่ทิพย์เสนอแนะให้คุณรีบไปเบิกอายุที่ธนาคารกลับมาใช้ด่วนดีกว่า กลัวแผ่นดินไหวแบบเม็กซิโก จะเอามาใช้ไม่ทันค่ะ 555

คุณเอื้อยค่ะ อยากอ่านกลอนคุณเอื้อยอีก ขอสักหลายบท อยากอ่านที่หวานๆบ้าง ทิพย์จะรอนะคะ รักคุณเอื้อยค่ะ จุ๊บๆๆ

คุณบุษบามินตราค่ะ มีเรื่องอะไรใหม่ๆมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ อยากอ่านเวลาที่คุณโต้ตอบกับคุณสดายุค่ะ รอนะคะ รักคุณบุษค่ะ จุ๊บๆๆ

คุณสดายุค่ะ ทิพย์ขอเสนอแนะว่า ถ้าเปิดเพลง ช่างเชิดโฉม งามประโลมใจ ยิ่งจะเข้ากับรูปนางงามคนนี้นะคะ ฟรุ๊งฟริ๊งๆๆ
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.242.45 วันที่: 9 กันยายน 2560 เวลา:15:45:59 น.
  
คุณสดายุ
ต้องยืมบรรทัดแรกของมืออาชีพนำมาวางเป็นปฐมบท
แต่กลอนคงไม่ดีเท่ามืออาชีพ อ่านเล่นๆเอานะคะ

ที่ฝากคำฝากนัยเพื่อให้คิด
มีดวงจิตขุ่นข้องจนหมองหมาง
เพราะหลงคำจมปลักกับดักวาง
ผิดเส้นทางโลกสวยแทบม้วยมรณ์

ผิดใช่ไหมที่เธอแอบเผลอจิต
หลงฝันคิดเดียวดายเกินไถ่ถอน
หลุมพลางรักซ่อนรสทุกบทตอน
พร่ำอาวรณ์นอนสะอื้นขมขื่นทรวง

เมื่อกาลผ่านจิตล้าเริ่มกล้าแกร่ง
บาดแผลแห่งวันวานอันใหญ่หลวง
ตกสะเก็ดร่อนลับกับลมลวง
เหลือเพียงดวงจิตใหม่มิใช่เดิม

บทเรียนแห่งชีวิตเริ่มผลิตช่อ
เพื่อเฝ้ารอความหวังกำลังเสริม
จากน้ำทิพย์หยดใจได้รินเติม
รากจิตเดิมฟื้นใหม่เริ่มไชชอน
โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 10 กันยายน 2560 เวลา:16:58:18 น.
  
คุณทิพย์
ก่อนจะไปกลอน mode หวานๆ อ่าน mode เสยปลายคางเบาๆไปก่อนค่ะ
ช่วงนี้แม่เอื้อยไม่ค่อยมีเวลาว่าง แต่เห็นคุณทิพย์เชียร์แขกแทนเจ้าของบ้าน
อย่างขมีขมันเช่นนี้ แม่เอื้อยเลยมาตอบรับความมีมิตรไมตรีที่ดีงามให้ค่ะ

นางทาสี
อย่าไปให้ราคานางทาสี
ทำผู้ดีตีเนียนน่าเวียนหัว
สะบิ้งบัดดัดจริตคิดว่าตัว
ภูมิล้นหัวแท้กลิ้งกลอก..ลอกเขามา

พูดแถกไถโฉเกอีเป๋ปัด
หล่อนถนัดเลียบเกาะเลาะคูหา
วางท่าหยิ่งเหยียดไพร่ไม่เสวนา
ทำตีตราข้าผู้ดีโถ(ออ อี)ควาย

คงโคตรเหง้าเหล่าเถือกมิเสือกสอน
ให้สังวรณ์มรรยาทดีมีความหมาย
คงเพาะบ่มเข้มงวดแค่กรวดทราย
หวังจะกลายเพชรเสี้ยวกากยากจะมี

จิตสถุลสกุลถ่อยควรถอยห่าง
อย่าไปสร้างสะพานใจไร้ศักดิ์ศรี
คูถมูตรเน่า..แตะกายมา..เปื้อนราคี
ทิพย์คนดี...ตรองให้เหมาะพิเคราะห์ความ

แม่เอื้อยรักคนดี มีราคาค่ะ
โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 10 กันยายน 2560 เวลา:17:03:26 น.
  

“อุปนิสัยของคนอาจปลูกฝังขึ้น ด้วยกวีนิพนธ์...เสริมสร้างให้มั่นคงด้วยจารีตประเพณี และ..ทำให้สมบูรณ์ได้ด้วยดนตรี” (ขงจื้อ (Kung Tzu) เกิด เมื่อ ๘ ปี ก่อน พ.ศ. หรือ ๕๕๑ ปีก่อนค.ศ.)
โดย: บุษบามินตรา IP: 92.208.212.52 วันที่: 10 กันยายน 2560 เวลา:18:28:26 น.
  


คุณทิพย์ ..

ความงามของหญิงวัยสาว ..
มักยากที่จิตรกรคนใดจะจินตนาการได้เท่าเทียม
ผมยังไม่เคยเห็นรูปวาดใดจะงามเท่ารูปบนนี้เลย
แม้จนภาพวาดของศิลปินชื่อก้องโลกอย่างภาพ โมนาลิซ่า

ศิลปินไทยแม้จน อ.จักรพันธ์ เองที่เขียนสาวงาม
ในวรรณคดี ก็ยังไม่เคยเห็นงามเท่าบนนี้นะครับ

ส่วนเพลง
เพลงนี้ที่เปิดอยู่นี้ ไพเราะมากมายในโสตประสาท
ของผม .. บรรเลงแนว slow rock ที่ไม่มีเสียงร้อง
ชอบแล้ว .. ไม่เปลี่ยนครับ 55

โดย: สดายุ... วันที่: 10 กันยายน 2560 เวลา:19:36:19 น.
  
คุณเอื้อยค่ะ
หูยยยยยยยยยย แร๊งงง แรงค่ะ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเสยคางเบาๆแล้วค่ะ
น็อคคาที่สนิท แต่ทิพย์สงสัยว่านางไปทาสีอะไรที่ไหนค่ะ ไม่เข้าใจคำนี้ค่ะ
คุณเอื้อยคงเป็นนักเลงกลอนสายพันธุ์ดุนะคะ แต่ละบทที่คุณเอื้อยเอามาลง
ทิพย์เริ่มออกอาการจับไข้ หนาวสั่นแล้วค่ะ
ต่อไปขอเป็นบทหวานๆ ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนะคะ แฮ่ะๆๆ

คุณบุษบามินตราค่ะ
ทิพย์ไม่เข้าใจความหมาย ช่วยอธิบายให้ทิพย์ฟังด้วยค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

คุณสดายุ
ตามใจเจ้าของบ้านค่ะ เจ้าของบ้านชอบเพลงไหน
แขกฟังได้หมดนะคะ ชิวชิวค่ะ
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.245.12 วันที่: 10 กันยายน 2560 เวลา:21:57:15 น.
  


แม่เอื้อย ..

ผู้หญิงมักเขียนกลอนหวานได้ในอีกแบบ
คือแนว ผิดหวัง ตัดพ้อ ต่อว่า แล้ว ในที่สุดก็ฮึดฮัดมีมานะขึ้นมาในศักดิ์ศรี ..
ลักษณะอ้อยอิ่ง เลาะเลียบ เพื่อชื่นชมอีกฝ่าย มักไม่ค่อยมีให้เห็น 55

อาจเป็นเพราะบริบททางสังคมที่แวดล้อมและมีอิทธิพลต่อคนเราอยู่
ความเป็นหญิงจึงมักเป็นฝ่ายตั้งรับในปฏิสัมพันธ์เสมอมา

และบ่อยครั้งที่การพูดถึงบางสิ่งบางอย่างในบทกลอน หรือ บทเพลง
ที่”แฝงนัย” ถึงบางคนเท่านั้น แต่ทำให้คนอ่านคนฟังจำนวนมาก ไม่เข้าใจถึงเนื้อหาที่แท้จริง

“แสงดาวแห่งศรัทธา” เป็นอีกบทเพลงหนึ่ง – เขียนโดย จิตร ภูมิศักดิ์ กวีนักปราชญ์
นักต่อสู้ทางการเมือง ..

น่าหัวร่อตรงที่เป็นบทเพลงการต่อสู้ทางชนชั้นที่มี “ชนชั้นปกครอง” นำมาร้องอย่างซาบซึ้ง
โดยไม่รู้ว่า “ดาว” ที่เนื้อเพลงนั้นกล่าวถึงเพื่อนำทางการต่อสู้ คือ ดาว 5 ดวง บนผืนธงชาติจีน ..

ซึ่งยามนั้นสนับสนุน พคท. ปฏิวัติประเทศไทยด้วยกำลังอาวุธ !

บทกลอนนารีปราโมชจึงเหมือน”ภาพถ่ายหน้าตรง”เช่นนี้เอง
โดย: สดายุ... วันที่: 11 กันยายน 2560 เวลา:10:54:15 น.
  


มินตรา ..
แต่ประเด็น”จารีตประเพณี” ผมเห็นต่างจากขงจื๊อ ว่า ..
เกิดขึ้นด้วย .. ความมืดบอด -> อวิชชา
ดำรงอยู่อย่าง .. ขัดขวางพัฒนาการของจิตวิญญาณ -> อุปาทาน

ขงจื๊อ น่ะขั้นศีลธรรม
ไม่อาจเทียบกับ เหลาจื๊อ ผู้ให้กำเนิด เต๋า ได้



โดย: สดายุ... วันที่: 11 กันยายน 2560 เวลา:12:53:51 น.
  
ดายุ...

ค่ะ "จารีตประเพณี" เป็น สิ่งเดียวที่ ขงจื๊อ สั่งสอนเพื่อประโยชน์ในการปกครองคนจำนวนมาก
ตรงกับแนวคิดที่ว่า continuity is stability นอกนั้นไม่มีปรัชญาใด
นอกจากทำตามตามกัน ต่อต่อไป จนเกิดความมั่นคง

ส่วน เล่าจื้อบอกว่า "สุดยอดแห่งการปกครองคือการไม่มีรัฐและไม่มีกฏหมาย "
การมีรัฐและกฏหมายทำให้คนละโมบและคือการปกครองชั้นล่างสุด

ทั้งสองท่านมีชีวิตในสมัยเดียวกัน

มินตราไม่ถือว่า ชาวจีนมีปรัชญาอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ สายจีน
....................

คนที่ร้องเพลงของจิตร นั้น ทำไมเธอจะไม่ทราบว่า ดาวทั้ง 5 ดวงนั้น มาจากไหนและแปลว่าอะไร

- ทั้งสมัยที่รวมประเทศของจีนทั้ง 5 เผ่า: the Han (red); the Manchus(yellow); the Mongols (blue); the "Hui" (see below, white); Tibetans (black) และเลิกใช้ในความหมายนี้ ไปในปี1928 ที่มี Northern Expedition, การเข้าชิงชัยชนะของนายพล เจียงไคเชค

- และ ที่นำ 5 ดาวมาตีความใหม่เป็นชนชั้นทั้ง 5 : ดาวดวงใหญ่คือ ชนชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์
และอีก4 ดาวเล็กหมายถึงชนชั้นทั้ง 4 ตามธรรมเนียมเดิมของจีน. the intellectuals, the farmers, the workers, the merchants

จากจุดนี้ จึงเห็นความตั้งใจที่จะไปยก แผ่นดินไทยให้ จีน เพียงเพราะต้องการล้มประวัติศาสตร์ ว่าใครคือผู้รวมชาติไทยที่แท้จริง ! ความสามารถอยู่ในมือใคร หาใช่ตระกูลตนเองไม่

ค่ะ มินตรายังจำได้ว่าใครโปรดเพลง "ดาว"
..................................

"ดนตรี” คือ เสียงและโครงสร้างที่จัดเรียงเสียง อย่างมีระเบียบแบบแผน
อันมีต้นกำเนิดจากการสวดสรรเสริญ ธรรมชาติ เทวดาฟ้าดินผู้ให้กำเนิดโลก สร้างโลกของอารยัน

การสวด "พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์"ในงานพระศพ ตาม ทำนองหลวงซึ่งมี 4 ทำนอง: 1.ทำนองกะ 2.ทำนองเลื่อน 3.ทำนองลากซุง 4.ทำนองสรภัญญะ
เป็นพิธีที่พราหมณ์ใน สยามประเทศ รักษาไว้ได้อย่างครบถ้วน แห่งเดียวในโลก !

ต้นกำเนิดจากตำราซึ่งพราหมณ์ทั้ง 7 ตระกูลในเขตแม่น้ำสินธุ รักษาไว้รุ่นต่อรุ่นมาแต่โบราณกาล ด้วยการใช้ขับร้อง " คำฉันท์ " เป็น รูปแบบการร้องสวด (Oral)

แม้นต่อมาเมื่อมีการถ่ายทอดความรู้ด้วยอักษร (Brahmi Script)
พราหมณ์ผู้ท่อง "พระเวท"(แหล่งความรู้ทุกสาขา = Veda) ยังปฎิเสธที่จะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยเกรงจะไปตกในมือของผู้รู้ไม่จริง แล้วนำไปใช้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ทำให้ผิดเพี้ยนไป

.................

"กวีนิพนธ์" มาจาก ฉันทลักษณ์ ตำราที่ว่าด้วยวิธีร้อยกรอง"ถ้อยคำ" หรือเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบตามลักษณะบังคับและบัญญัติที่นักปราชญ์ได้วางเป็นแบบไว้ ..

ฤคเวท ( Rigveda) เป็นคัมภีร์เล่มแรกในวรรณคดีพระเวท แต่งขึ้นเมื่อราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล ใช้ในพิธีการบรวงสรวงเทพเจ้าต่างๆ ของชาวอารยัน ฤษีวยาสเป็น ผู้แต่งมหากาพย์ มหาภารตะ นับเป็นบทสวดที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ บทสวดเป็น ฉันท์

จากการค้นพบทางโบราณคดี ล่าสุด ..
ฤคเวท(Rigveda) มีอายุ 8000 หรือถึง 12.000 v. Chr.,ก่อนคริสตกาล แต่งขึ้นในสมัย ยุคน้ำแข็งละลาย Pliozän (ระหว่างประมาณ 5,333 Millionen Jahren - สิ้นสุดสมัยประมาณ 2,588 Millionen Jahren. ) มีการพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ภาษา ตามวัตถุโบราณประกอบ ในลุ่มน้ำสินธุ
(Industal) ประเทศ ปัญจาบ( Punjab)

กวีผู้แต่ง ทำนองขับร้อง( Hymnen) มาจากครอบครัวที่นับตนว่าเป็นอารยัน ใช้ภาษา Avestischen และ ภาษาเปอร์เซียโบราณในฉันท์ของเปอร์เซีย บรรยายถึงฝน น้ำในแม่น้ำสินธุ และการละลายของหิมะ เพื่อบูชา พระมารุต (Marut ) เทพแห่งพายุ( Sturmgötter)

Harappa-Kultur : Harappa และ Mohenjo-Daroเป็น เมืองในยุคสัมฤทธิ์ ( Bronzezeit )ซึ่งอยู่ในโครงการของUNESCO-Weltkulturerbes คาดกันว่า เราจะเจอ หลักฐาน "อักษรลุ่มน้ำสินธุ" (Indus-Schrift ) เพราะ เพิ่งทำการสำรวจในปี 1950
ที่นี่ นับเป็นหนึ่งในสาม วัฒนธรรมสูงสุดของมนุษยชาติ ในสหัสวรรษ( Millennium) ที่ 3. ก่อนคริสตกาล

นอกไปจาก อาณาจักร เมโซโปเตเมีย (mesopotamische Reich) ในลุ่มน้ำ ไทรกริส -ยูเฟตริส (Euphrat und Tigris) และ อาณาจักรอียิปต์ ในลุ่มน้ำ ไนล์ (ägyptische Reich am Nil)
โดย: บุษบามินตรา IP: 178.5.156.130 วันที่: 12 กันยายน 2560 เวลา:1:46:18 น.
  
สวัสดีค่ะคุณสดายุ คุณเอื้อย คุณบุษบามินตราค่ะ

อ่านความรู้ที่คุณคุยกันก็ช่วยเพิ่มสติปัญญาให้ทิพย์ไม่ใช่น้อย
แม้ว่าความรู้นี้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องทำมาค้าขายอาชีพของทิพย์ค่ะ
เข้ามาคุยบ่อยๆนะคะคุณบุษบามินตรา ทิพย์ชอบอ่านค่ะ

คุณเอื้อยขา ทิพย์ยังรออ่านกลอนหวานๆอยู่นะคะ คิดถึงขร้าาาา
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.245.12 วันที่: 12 กันยายน 2560 เวลา:7:26:06 น.
  


มินตรา ..
ผมเองก็ไม่ถือว่าจีนมีปรัชญายิ่งใหญ่อะไร แม้กระทั่งอินเดียก็เช่นกัน
เพราะมองที่ปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิงว่า ..

สังคมแบบไหนน่าอยู่ – ?

แล้วลงความเห็นว่า มันจะเรียกอะไรก็ตาม ..
..จารีตประเพณี
..แบบแผนปฏิบัติ
..ปรัชญาการดำเนินชีวิต

หากไม่สามารถทำให้สังคมน่าอยู่ได้ – ก็ป่วยการจะเท้าความย้อนหลัง
ไปนับพันปี
.
.
ปัจจุบันนี้ ..
สังคมไหนที่น่าอยู่ ?
.. เนเธอแลนด์ ที่กำลังจะปิดคุกเพราะไม่มีนักโทษ ?
.. กลุ่มสแกนดิเนเวียร์ – เดนมาร์ค สวีเดน นอรเวย์ ?
.. เบ เน ลักซ์ – เบลเยี่ยม ลักซัมเบอร์ก ?
.. สวิสเซอร์แลนด์ ?
.. ออสเตรีย เยอรมัน ?

มินตรา อยู่แถวนั้นคงรู้ดีกว่าผม ที่ ..
พัฒนาแล้ว
สงบ สะอาด
อาชญากรรมน้อย
สุนทรียภาพทางศิลปะจะตามมา เมื่อคนอยู่ดีกินดี
การกระจายรายได้เป็นธรรมและทั่วถึง

ซึ่งคงมีน้อยมากที่อยากไปอยู่จีน หรือ อินเดีย มากกว่าประเทศที่กล่าวถึง
พัฒนาการของประเทศเหล่านั้น แตกต่าง จากชาติอื่นๆทั้งโลกอย่างไร
เป็นสิ่งที่น่าสนใจ มากกว่าอื่นใด ..
.
.
รวมทั้งประเด็น – ทำไมดนตรี คลาสสิก ถึงเฟื่องฟูอยู่แถวยุโรปกลางเท่านั้น ?
.
.
ขณะที่ แนวคิด พรามหณ์ ไม่น่าสนใจเลยสำหรับผมเพราะ ..
ผล ที่ได้จากวิถีปฏิบัติ หรือ แนวคิดที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรมนั้นคือ
-> ความด้อยพัฒนา ความยากจน ความสกปรก ..
-> รวมทั้งเมื่อจับวิภาษด้วยพุทธธรรม ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ อีกด้วย ..

โดย: สดายุ... วันที่: 12 กันยายน 2560 เวลา:13:54:42 น.
  
สดายุ...

สิ่งที่สดายุ แสวงหาอยู่
เป็นสิ่งที่ปัญญาชนในโลก และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างต่างโดยเฉพาะในองค์การระหว่างประเทศ กำลังทำงานกันอยู่ เช่นกัน
ในแนวทางนักปรัชญา ผู้สร้าง สิทธิ เสรีภาพ ให้บุคคล และสังคม ได้
ตามรอยอารยธรรมของมนุษยชาติแต่แรกเริ่มตั้งแต่ เมโสโปเตเมีย อียิปต์ และ ลุ่มน้ำสินธุ

นักปราชญ์ชาวเยอรมัน คาร์ล จัสเปอร์ (Karl Jaspers 1883 – 1969) ได้เสนอแนวคิดในหนังสือ
Vom Ursprung und Ziel der Geschichte (The Origin and Goal of History)ในปี 1949.ว่า
ในยุคที่มี การเปลี่ยนจาก "ยุคโบราณ" ไปสู่ "การสร้างจักรวรรดิ" ของมนุษยชาตินั้น
จะเป็น "ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง"(a liminal period) ซึ่ง
สภาวะเดิมได้หมดอายุการใช้งาน(invalid) แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใหม่มาทดแทนได้ เป็นสภาวะที่ว่างเปล่า

จึงเกิด"นักคิดหลัก"( key thinkers)มากมาย เป็น "ยุคแห่งแกนความคิด"(the Axial Age)
จะเห็นได้ว่าใน"ยุคแห่งแกนความคิด"(the Axial Age)
เกิดแนวทางใหม่ทางความคิดของมนุษยชาติ
ที่เปอร์เซีย อินเดีย จีน และ โลกกรีก-โรมัน(the Greco-Roman world)
ในรูปแบบของ ศาสนา และ ปรัชญา เช่น
- ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ ในจีน
- ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ในอินเดีย
- ศาสนา โซโรอัสเตอร์(Zoroaster) ในเปอร์เซีย
- ศาสนาจูดา (Judaism) ในคานาน( Canaan)
- ปรัชญาต่างต่าง (sophism) ในกรีก
ในสหัสวรรษที่1 ก่อนคริสตกาล (the first millennium BC)

นักเขียนชาวอังกฤษ คาเรน อาร์มสตรอง (Karen Armstrong born 14 November 1944) เขียนในหนังสือ comparative religion ของเธอ ว่า
"ยุครู้แจ้งเห็นจริง" (the Enlightenment ) เป็น
"ยุคแห่งแกนความคิดครั้งที่ 2" ("Second Axial Age")
ที่รวมนักคิดเช่น นิวตั้น ฟรอย และไอชไตน์ (Isaac Newton, Sigmund Freud, Albert Einstein.)

โดยนับ จักรพรรดิไซรัสมหาราช (Cyrus II of Persia) เป็น ผู้วางรากฐานที่ได้รับความสำเร็จของระบบการบริหารการปกครองจากศูนย์กลาง และ ของรัฐบาลที่มีปรัชญาในการสร้างประโยชน์ให้แก่มวลชน

ตามหลักฐานโบราณคดีที่ยูเนสโก้ ค้นพบ จักรพรรดิไซรัสมหาราช เป็น ผู้ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน (declaration of human rights) เป็นครั้งแรก โดยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในกระเบื้องเผารูปทรงกระบอก ( the Cyrus Cylinder) ประมาณปี 539 และปี 530 ก่อนคริสตกาล

สตรีคนแรกผู้ได้รับรางวัลโนเบล ในวันที่ 10 ธันวาคม 2003,ชาวเปอร์เซีย Shirin Ebadiin ได้ประกาศตอนรับรางวัลว่า
I am an Iranian, a descendant of Cyrus the Great. This emperor proclaimed at the pinnacle of power 2,500 years ago that he "would not reign over the people if they did not wish it". He promised not to force any person to change his religion and faith and guaranteed freedom for all. The Charter of Cyrus the Great should be studied in the history of human rights

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน ..
..............

"คำจำกัดความ" (definition)ว่า "พราหมณ์" หมายถึง ผู้ท่องคัมภีร์พระเวท
รวบรวมและสืบทอดวิชาความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เท่านั้น
โดย: บุษบามินตรา IP: 178.8.194.32 วันที่: 13 กันยายน 2560 เวลา:6:37:50 น.
  
บ้านนี้ผู้มีความรู้เขาก็จะคุยกันเฉพาะผู้รู้เหมือนกัน
แต่เราไม่มีความรู้ นั่งดูเงียบๆไป
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.245.12 วันที่: 13 กันยายน 2560 เวลา:7:02:59 น.
  

มินตรา ..
คำประกาศของ Shirin Ebadiin ที่ว่า ..
...
ฉันเป็นชาวอิหร่านและลูกหลานของไซรัสมหาราช จักรพรรดิทรงประกาศเมื่อสุดยอดแห่งอำนาจ 2,500 ปีที่ผ่านมาว่า "จะไม่ปกครองเหนือประชาชนหากพวกเขาไม่ต้องการ" เขาสัญญาว่าจะไม่บังคับให้ใครเปลี่ยนศาสนาและศรัทธาของเขาและรับประกันเสรีภาพสำหรับทุกคน กฎบัตรไซรัสมหาราชควรศึกษาในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชน
...
ดูๆจะห่างไกลกับสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยมากมาย .. โดยเฉพาะประโยคในเครื่องหมายคำพูด

และในเมื่อชนชั้นนี้เขาสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกับ
ผู้นำกองกำลังติดอาวุธ (พูดอีกด้านคือ เขาเลือก
คนที่เขาไว้ใจได้เท่านั้นมานำกองกำลัง) .. มันเหมือน
ระยะทางยังอีกยาวไกลมากนัก

มาตรการ "การทำให้โดดเดี่ยว" จากภายนอกเท่านั้น
มันมีกรณีเกาหลีเหนือเป็นแบบอย่างว่า - ไม่ได้ผล
เพราะภายในเอง ส่วนอำนาจนิยมยังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น
โดย: สดายุ... วันที่: 13 กันยายน 2560 เวลา:8:49:24 น.
  
ดายุ...

ใครว่า..
มีเรื่องเล่ากันว่า พ่อบอกลูกสาว :
"หากประชาชนไม่เอา เราต้องไป" เนื้อหาเท่าเทียมกัน

อีกท่านก็เตรียมไปอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง เหมือนสมัยที่พระเพทราชา ยึดครองเมือง จนครอบครัวฑูตไทยต้องอาญาด้วยว่าไปสนับสนุนฝรั่งเศส จนต้องอพยพหนีภัย

"ในเมื่อชนชั้นนี้เขาสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกับ"
ที่เป็น"เนื้อเดียวกัน"เพราะ "ความรู้ที่มีอยู่เท่าเทียมกัน"
นี่เป็นสภาวะ"สากล"

คาร์ล จัสเปอร์ (Karl Jaspers 1883 – 1969)เป็นกลุ่มนักศึกษาไฮเดลแบร์ก (Heidelberg University)สนิทกับ Max Weber หนึ่งในสามของ ผู้ก่อตั้ง สาขาวิชาสังคมวิทยา( sociology.) อันมี Émile Durkheim และ Karl Marx

นักศึกษาไฮเดลแบร์กกลุ่มนี้ เรียกกันว่า "Weber Circle" มี อิทธิพลทางความคิดทั้งในยุโรป และ อเมริกา เช่น Hannah Arendt ,รัชทายาทแห่งสเปน Prinz Alfons von Bourbon ญาติสาย von Battenberg ของ Louis Mountbatten, 1. Earl Mountbatten of Burma ราชวงศ์ อังกฤษ ที่ให้เอกราช อินเดีย (ไม่ใช่คานธี แต่เป็นเนรู) และ เป็นผู้นำเสด็จรัชกาลที่ 8 ให้ร่วมตรวจพลกองทหารพันธมิตร จนไทยไม่ติดเป็นเชลยสงคราม ,พระองค์เจ้ารังสิต แห่งสยาม , Martin Heidegger กลุ่มที่ ต่อต้านนาซีเยอรมัน

การทำการสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีความรู้ ทั้งใน การปกครอง และ มีเครือข่าย(Network)ที่ "มีความรู้ และมีคุณธรรม ฉบับสากล "

แล้วขณะนี้ เรามีอะไรจะไปสู้เค้า
หาคุณภาพสักคนยังไม่ได้ แล้วใครจะวางใจใน"สติปัญญา ความรู้ "ที่มีอยู่ให้ดูแลประเทศได้




โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.205.48 วันที่: 13 กันยายน 2560 เวลา:17:11:33 น.
  


มินตรา ..
"ตาบอดคลำช้าง" ครับ ..
สำหรับความรู้ที่มินตราว่าพวกเขามีเท่าเทียมกัน

มองไปรอบตัวสิ .. ตราบที่ยังเห็น
ด้อยพัฒนา ล้าหลัง ยากจน
สกปรก รวมทั้งเกียจคร้าน ไม่กล้าแสดงออก
โป้ปด มดเท็จ ตั้งแต่หัวจดหาง
ไม่เคารพกฎเกณฑ์ที่ตรากันไว้
แอบแทรกแซงทุกอำนาจอย่างที่ตำรารัฐศาสตร์
ควรต้องเปลี่ยนใหม่

ที่ผมพูดคือผล ที่มองเห็น จับต้องได้ครับ ไม่ต้องฟังใคร
ส่วนที่ใครจะพยายามเผยแพร่การ
"แอบพูดเพื่อให้มาร่ำลือ" กันเพื่อสร้างภาพอย่างไร
ผมไม่เห็น สัมผัสด้วยตนเอง ไม่ได้ ก็เลยเฉยๆครับ
ไม่ได้ซาบซึ้งไปด้วย

และการที่แข่งสู้เขาไม่ได้นั่นแหละ -
ที่ควรตักน้ำใส่กะโหลก
ดูเงาตัวเองกันได้แล้ว .. ว่า
ความรู้ที่เท่าเทียม กันนั้น
เหตุใดไม่ได้ขี้เล็บ ลีกวนยู ?
ดูที่ ผล ครับมินตรา - อย่าท่องแต่ทฤษฎีหลักการ

"มีความรู้ และมีคุณธรรม ฉบับสากล " ?
ผมยังมองไม่เห็นนะ ยิ่งเลือก"ยาม" มานั่งห้อง MD
จะเป็นความรู้ฉบับไหนได้ ?
โดย: สดายุ... วันที่: 14 กันยายน 2560 เวลา:10:28:02 น.
  
ดายุ...

ที่มินตรา ต้อง "ท่องแต่ทฤษฎีหลักการ" นั้น
เพราะไม่เก่งกล้าสามารถ พอที่จะรู้อะไรอะไรดีมาตั้งแต่เกิด และ
ไม่ได้ทรนงตนจนคิดเอาเองว่าตนเองสามารถหากไม่มี"คัมภีร์" อยู่ในมือ

สิ่งที่คนในยุโรป หรือพวก ระดับปัญญาชนคนศึกษา ทำคือ
- "ถือคัมภีร์ ที่มีมาแต่ดั้งเดิม " แล้ว
- "ฝึกฝน"จนชำนาญ จึง
- "สามารถแตกกฎ" ตามหลักการ ได้
เมื่อคนอื่นอื่น ยอมรับ จึงนับว่าตนเก่ง
"ใช่ว่าจะประมาณตนเอาเอง"

ในประวัติศาสตร์ไทยก็มีหลักฐานการ"แย่งอำนาจ"ว่า มาจาก"ความไม่เป็นธรรม"
พี่กับน้องร่วมรบกันมา จึงให้พี่ครองแผ่นดินก่อน เช่นพระนเรศ แล้วน้อง พระเอกาทศรถ ก็เป็นอุปราช
แต่ปัญหามาจากไม่ทำตามสัญญา เกิดจะมายกให้ลูกตนแทนให้น้อง จึงเกิดศึก อากับหลานมาตลอด
ทุกช่วงประวัติศาสตร์

จึงเกิด King Maker ขึ้นมา
ขุนนางผู้สร้าง"ความยุติธรรม" และ "คุณธรรม"ให้แผ่นดิน
ซึ่ง"นักประวัติศาสตร์นอกรั้ววัง "ไม่ฟังเพราะไม่รู้ และ
ไม่ดูว่าใครเป็นลูกใคร หลานใคร ทั้งสายบรรพบุรุษ และ บรรพสตรี ...

ส่วนพวกที่รู้และอยู่วัง ท่านก็นั่งท่อง"ราชสวัสดิ์" ทั้ง 10 ประการ มิปริปาก

เช่นเดียวกับ ตระกูลพราหมณ์ทั้ง 7 ที่เก็บคัมภีร์ ไว้แต่ในตระกูล

เมื่อมาถึงตอนที่สตรีคนแรกได้รับ รางวัลโนเบลนี่เองที่ มีการเปิดเผยประวัติศาสตร์ชาติ ทาง"สายมุสลิม"
(ปกติเราเรียนจาก"สายคริสต์" จากชาวกรีก ด้านเดียวในโลกตะวันตก จนบัดนี้ )

ขณะนี้เมื่อ รากของสายคริสต์ และสายมุสลิมมาบรรจบกัน หลักฐานจึงยึนยันมาทาง"สายพุทธ"ที่หมดจรดทางหลักฐาน

สมาคมภาษาสันสกฤตในยุโรป ทั้งอังกฤษ และเยอรมัน
ผู้เผยแผ่ มหากาพย์รามายณะและ มหาภารตะ ยังขาดความรู้แต่เรื่อง ราชนีติ(RAJANITI ) “ศาสตร์ว่าด้วยการปกครอง” ซึ่งเรามีใน อุษาคเนย์

ปัญญาชนคนทุกชาติ มีจำนวนมากสุดแค่10%เท่านั้น
ที่ต้องอดทนต่อสู้ ในการสร้าง
" ความยุติธรรม และ ศีลธรรม "
ไม่ใช่ดายุคนเดียว

ในยุคนี้จึงมีระบบ อินเตอร์เนตเพื่อการสื่อสาร ทั่วถ้วนและ สร้างระบบแรงงานโดยเครื่องจักร เพื่อ ยกฐานะ มนุษยชาติให้สูงขึ้น
ภายใต้เงื่อนไขว่า "ต้องเรียน จึงจะรู้"และ "ต้องอยู่ด้วย คุณธรรม"

อย่าใจร้อนข้ามขั้นตอน

โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 วันที่: 14 กันยายน 2560 เวลา:15:50:27 น.
  


"พึงทราบว่าใครจะมีความรู้ ก็ด้วยการเจรจา
พึงทราบว่าใครจะมีศีลธรรมจรรยา ก็ด้วยการอยู่ร่วม
พึงทราบว่าใคร จะมีมือสะอาด ก็ด้วยการดำเนินในราชกิจทุกอย่าง
พึงทราบว่าใคร จะเป็นลูกผู้ชายจริง ก็ในเวลามีอันตรายเกิดขึ้น"
(คัมภีร์ราชนีติ)
โดย: บุษบามินตรา IP: 188.102.31.150 วันที่: 14 กันยายน 2560 เวลา:16:09:31 น.
  


เอาที่สบายใจมินตรา ..
โดย: สดายุ... วันที่: 14 กันยายน 2560 เวลา:19:24:11 น.
  


O ที่ฝากคำฝากนัยเพื่อให้คิด
เพรียกดวงจิตเฝ้าคอยละห้อยเห็น
ความคำจึงปรุงเปรียบจนเพียบเพ็ญ-
ให้อีกใจตอบเต้นไม่เว้นวาง
O ให้เร้นแฝงจดจ่อทั้งรอคอย
เฝ้าละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นว่าง
ตีความในทุกวรรค .. ที่ดักทาง-
ไว้รอย่างก้าวลง .. อย่างจงใจ
O เร้นแฝงเถิดอย่าเผย .. เดี๋ยวเคยตัว
กับหยอกยั่วให้สดับความขับไข
เพียงเพื่อปรุงแต่งความให้ลามนัย-
เร้าอาลัยอาวรณ์ให้ร้อนรุม

.
.
.

.
.
.
โดย: สดายุ... วันที่: 15 กันยายน 2560 เวลา:20:08:58 น.
  
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

เตรียมจะขึ้นกลอนบทใหม่ใช่ไหมค่ะ อย่าลืมลงรูปที่สวยๆอย่างนี้อีกนะคะ ทิพย์ชอบดู มันเจริญหูเจริญตาดีค่ะ

นางแบบตาตี่ๆผอมแบนเป็นไม้กระดานแบบทิพย์ ห้ามนำมาลงอย่างเด็ดขาด ถือว่าล้อเลียนทิพย์ ถ้าลงเมื่อไร
คงเลิกอ่านกลอนทันทีค่ะ 555
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.242.36 วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:7:05:02 น.
  


คุณทิพย์ ..
กะเดี๋ยวจัดให้ ครับ ..

O จำเถิดว่ากรองร้อยจักคอยพร่ำ-
ความชี้นำออดอ้อนให้ร้อนรุ่ม
ผ่านเนตรลอบเหลือบแลทุกแง่มุม-
ที่-คอยสุมใส่คะนึงทุกกึ่งยาม
O แม้นไม่หวานซึ้งนักในวรรค, ถ้อย
เฝ้าเรียงร้อยเพื่อนำสู่คำถาม-
ว่า-ถึง"ใคร" .. ปริศนาจักบ่าลาม-
เป็นเชือกล่ามรัดให้เฝ้าใฝ่-รอ !

.
.
โดย: สดายุ... วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:9:28:50 น.
  


O เร้นแฝงเถิด .. ปรารมภ์กดข่มไว้
อย่าเผลอไผลตามพยางค์ที่วางล่อ
แล้วทั้งรูปทั้งนามจักงามพอ-
เพียง .. ใช้ต่อต้านความที่ลามทรวง
O แค่คอยข่มจิตใจอย่าไหวหวั่น
กับรำพันสื่อสู่ .. ไม่รู้ล่วง
แค่หวานหอมล้อมฉาบลงทาบทวง
ความแหนหวงห่วงหาแนบอารมณ์

.
.



โดย: สดายุ... วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:9:53:15 น.
  



O กอปรกรองร้อยเติมแต่ง .. อย่างแฝงเร้น-
เพื่อบีบเค้นความศัพท์ลงทับถม
ก็เพื่อความอาวรณ์ .. เนตรค้อนคม-
เผลอ-ฝากลมพลิ้วภาพ .. ลงทาบตา
O ขณะความอาวรณ์เริ่มร้อนรุม
กรองโอบอุ้มรูปน้อยเฝ้าคอยหา
จึง-เมื่อนั้นบริบทแห่งพจนา
ค่อยแทรกฝ่าอารมณ์ .. เข้าชมเชย
.
.
โดย: สดายุ... วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:10:12:24 น.
  


"ผู้หญิงมักเขียนกลอนหวานได้ในอีกแบบ
คือแนว ผิดหวัง ตัดพ้อ ต่อว่า แล้ว ในที่สุดก็ฮึดฮัดมีมานะขึ้นมาในศักดิ์ศรี ..
ลักษณะอ้อยอิ่ง เลาะเลียบ เพื่อชื่นชมอีกฝ่าย มักไม่ค่อยมีให้เห็น 55"

คุณสดายุ
อยากจะชมดังกล่าวไว้...ก็ใช่ที่
คุณผู้ชายยอดดีนั้นมีน้อย
กรองทั้งโลกพบนิดกะปริบกะปรอย
คงต้องคอยน้ำท่วมฟ้า..อาจหาเจอ

ลองสักนิดปรุงเหมาะเหยาะชูรส
บริบทยอดชายใคร่เสนอ
เป็นดวงตาดวงใจในตัวเธอ
เฝ้าละเมอคบหามาแสนนาน

เมื่อมอบใจใส่มือให้ถือรัก
ที่ประจักษ์มั่นคงด้วยสงสาร
รักชูช่อล่วงเกินมาเนิ่นนาน
ผ่านกี่กาลหวานเข้มยังเต็มทรวง

พี่แสนดีมีน้องทุกห้องจิต
ดูแลชิดสนิทแนบทั้งแอบหวง
ให้คุณค่าเลิศยิ่งกว่าหญิงทั้งปวง
คำว่าลวงหลอกเล่นมิเห็นมี

ทั้งเช้าสายบ่ายโสมโลมสวาท
พี่มิอาจขาดน้องผู้ผ่องศรี
แม้นางอื่นสวยหยาดมาดเทวี
จะชายตาริบหรี่มิมีเลย

ปรนนิบัติพัดวีก็ที่หนึ่ง
มิเคยอึ้งงึมงำทำเมินเฉย
แม้นวลน้องต้องจิตแค่คิดเปรย
พี่รีบเกยสนองความตามต้องการ

แม้ชี้นกก็ไม่เห็นว่าเป็นไก่
แม้ชี้ไม้ว่าถูกต้องพ้องประสาน
ถือสัจจะมั่นคงยืนยงนาน
จากวันวานจวบวันนี้พี่เหมือนเดิม

คุณชายที่แสนดีของแม่เอื้อยเองค่ะ

คุณทิพย์
อย่าทำเป็น หมาเฝ้าบ้าน ป่วยการเห่า
เรื่องของเขาอย่าสอดรู้ดูขบขัน
ด้อยปัญญาอย่าเทียบจงเงียบงัน
อย่าตะบันโหมรัวเข้าตัวเอง

หากได้รับสินจ้างรางวัลค่า
เสนอหน้านิยมไม่ข่มเหง
ทำไปเถิดใครด่าอย่ายำเกรง
แต่ถ้าเอ็งชอบเสือกก็เลือกเอา!!
อ่านเล่นๆนะคุณทิพย์..

แม่เอื้อยเป็นคนดุจริง ลูกน้องมีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่
จึงต้องสวมวิญญาณเป็นนักเลงในบางครั้ง
หน้า Office ยังต้องติดป้ายนี้ไว้เตือนลูกน้องผู้ชายบางคนที่สมองน้อย งานไม่ค่อยเดินเพลิดเพลินกับการร่ำสุรา นารี พาชี กีฬาบัตรทั้งหลาย

เป็นผู้ชายอกสามศอกจะบอกให้
ควรใส่ใจการงานอย่าคร้านหนี
ดูผู้หญิงแม่บ้านงานเขาดี
ถ้างู่งี่เปลี่ยนผ้าถุงไปนุ่งแทน ไป๊!!



โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:12:30:03 น.
  
ทิพย์
เห็นทำตนเสมือนจะสนใจในกลอน
คิดว่าน่าจะสนใจในการสัมผัสสระ
ไปเก็นตัวอย่างมาจึงไป"ตัด มา แปะ" ให้

"บางน้ำจืดชื่อบางเป็นทางคิด
ใครมีจิตจืดนักมักหมองหมาง
คนใจจืดชืดชื้อเหมือนชื่อบาง
ควรตีห่างเหินกันจนวันตาย
อันน้ำจืดรสสนิทกว่าจิตมืด
ถึงเย็นชืดลิ้มรสหมดกระหาย
แต่ใจจืดรสระทมขมมิวาย
มักทำลายมิตรภาพให้ราบเตียน" ( นิราศวัดสิงห์)

รู้นะว่าเป็นใคร จึงไม่อยากจะแตะต้อง
เลิกตามไปในทุกเวปได้แล้ว รังเกียจ !
โดย: บุษบามินตรา IP: 92.78.27.123 วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:12:58:56 น.
  


แม่เอื้อย ..

เมื่อมอบใจใส่มือให้ถือรัก
ที่ประจักษ์มั่นคงด้วยสงสาร
รักชูช่อล่วงเกินมาเนิ่นนาน
ผ่านกี่กาลหวานเข้มยังเต็มทรวง

บทนี้เยี่ยมครับ ..

การใช้คำพูดอย่างเป็นคำปกติ ไม่กลับหน้ากลับหลัง
เร่หาสัมผัส หาได้ยากเต็มทีในยุคนี้ ..

สัมผัสคร่อมได้ทุกวรรค ไพเราะครับ ..
กลอนสุนทรภู่โดดเด่นกว่ากวีทุกคนในอดีตก็เพราะ
ความยอกย้อน .. กลอนัมผัสคร่อมท้ายวรรคนี่แหละครับ

คุณชายที่แสนดี รู้บ้างไหมนี่ว่า คุณหญิงที่แสนดุนี่
มีมุมหวานๆกะชาวบ้านเขาด้วย 555




มินตรา ..
นิราศวัดสิงห์ ไม่เคยได้ยิน .. ใครเขียนครับ







โดย: สดายุ... วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:18:59:13 น.
  

สวัสดีค่ะคุณสดายุ
กลอนใหม่ช่วยแปลให้ทิพย์ด้วยนะคะ รู้ว่าเพราะดีแต่ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ

สวัสดีค่ะคุณเอื้อย
ทิพย์ไม่อ่านเล่นๆหรอกค่ะ แต่ขอเอาไปเป็นข้อคิดเตือนใจด้วย กำลังโดนผีหลอกอยู่ค่ะ กลอนดีมากค่ะ ขอบคุณนะคะ


สวัสดีค่ะคุณบุษบาท่าจะเพี้ยน
ทิพย์ไม่โกรธคุณที่รังเกียจหรอกค่ะ คาดว่าคุณคงทานยาไม่ครบ
หรือไม่ก็ยาหมด พอโดนคุณสดายุเขาตีแสกหน้าเข้าให้อีกรอบ
จึงเพี้ยนเลยใช่ไหมค่ะ 555

ทิพย์ไม่เคยเป็นผีสาเร่เที่ยวไปเวปต่างๆเหมือนคุณ และคุณก็ไม่ได้มีค่าอะไรที่ทิพย์จะต้องตามเข้าไปดู ทิพย์เข้ามาชวนคุณคุยที่นี่เพราะรู้สึกเวทนาสงสาร
ที่เห็นคุณสดายุเขาไม่ได้ยี่หระและไยดีในความคิดของคุณหลายครั้งแล้ว
แต่ก็ต้องกลับซมซานมาคุยใหม่เองทุกครั้ง ทิพย์จึงต้องมาหาวิธีทำให้คุณมีคุณค่าขึ้นบ้างเท่านั้นเองค่ะ

น่าแปลกใจตรงที่ว่า เวลาเชิญไม่มา แต่พอไม่เชิญ กลับโผล่มาค่ะ ทิพย์รู้ทันเกมส์ที่คุณกำลังคิดอยู่
โปรดเข้าใจตามนี้ และคืนนี้รีบไปทานยาซะนะคะ เดี๋ยวจะเพี้ยนไปมากกว่านี้
อาการน่าเป็นห่วงจริงๆค่ะ 555
โดย: ทิพย์ IP: 49.48.242.36 วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:20:10:56 น.
  
*นั่งภูดูเสือกัดกัน*
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น
ขงเบ้ง
โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 19 กันยายน 2560 เวลา:16:35:00 น.
  
ผมว่าอ่านคอมเมนท์ มันกว่าอ่านกลอนข้างบนอีก
โดย: วินัย IP: 180.183.53.60 วันที่: 24 กันยายน 2560 เวลา:8:18:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sdayoo.BlogGang.com

สดายุ...
Location :
  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]

บทความทั้งหมด