ใต้บัญชาสวรรค์ : ส.คุปตาภา
เรื่อง : ใต้บัญชาสวรรค์
ผู้ขียน : ส.คุปตาภา
สำนักพิมพ์ : ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ : พ.ศ. 2544 (พิมพ์ครั้งที่ 2)
สองเล่มจบ




        ผมรู้จักชื่อ “ใต้บัญชาสวรรค์” ครั้งแรก จากการฟังละครวิทยุในวัยเด็กครับ ตอนนั้น ยังไม่ได้ติดตามเรื่องราวเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากประทับใจชื่อ ที่แปลกหู ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องลึกลับตื่นเต้น เหมือนละครวิทยุที่ชอบนำผลงานของคุณจินตวีร์ มาถ่ายทอดด้วยหรือไม่ ตราบจนกระทั่งเริ่มอ่านนิยาย และรู้จักงานของนักเขียนหลายท่าน รวมถึง คุณ ส.คุปตาภา ผู้ประพันธ์ หัวใจปรารถนา อาณาจักรใจ นวนิยายรักหวานละมุนที่แม้จะจบลงด้วยความกำสรดโศกแต่ก็ดื่มดำในหัวใจคนอ่าน ด้วยสำนวนภาษา ที่อ่อนหวาน ละเมียดละไมของนักเขียนรุ่นครูอย่างแท้จริง

         มีโอกาสหยิบ ใต้บัญชาสวรรค์ ขึ้นมาอ่าน และทราบว่า ในปี นี้ จะครบ 100 ปี ชาตกาลของผู้ประพันธ์ รีวิว เรื่องนี้จึงขอเป็นเสมือน มาลัยอักษรพวงน้อย ที่เขียนขึ้น เพื่อบูชา ปูชนียบุคคลแห่งวงการนักเขียนอีกท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

         เรื่องราวแห่งใต้บัญชาสวรรค์ บอกเล่าชีวิตที่อบอุ่นและแสนสุข ของ เด็กหญิงอ้อย หรือผาณิต ชลาธาร ธิดาคนเดียวของ พันตรีไผท และคุณนงคราญ ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร จังหวัดสระบุรี แต่แล้ว ในวันอันสดชื่นก็แปรเปลี่ยนอย่างไม่คาดฝัน เมื่อพ่อกับแม่ ทะเลาะกัน และตัดสินใจแยกทาง ผาณิต ถูกส่งตัวเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่กรุงเทพฯ พ่อพาผาณิต มาพักบ้าน ญาติ ที่ชื่อ คุณผอบและมีน้องสาวแสนสวยชื่อคุณผดา และนั่นก็ทำให้ ผาณิต เริ่มสังเกตความผิดปกติของ “น้าผดา” และคุณพ่อ ของเธอเอง

         ที่บ้านหลังนั้น ผาณิต มีโอกาสรู้จักกับ เจษฎา ดุษฎีหรือต้อย ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่มีศักดิ์เป็นหลานของคุณผอบ และติ๋ว หรือผุสดี ดุษฎี ลูกสาวของคุณผอบที่เงียบขรึม เจษฎาหรือพี่เจษฎ์ เป็นคนใจดี และเข้าใจชีวิตที่ว้าเหว่ของเธอ เขาชวนเธอคุยเล่นเพื่อคลายเหงา และแบ่งส้มให้กิน จากนั้น ทั้งสองก็เอาเม็ดส้มสองเม็ดฝังดินไว้ที่หลังบ้าน คิดฝันแบบเด็กๆว่า มันจะโตขึ้นมาเป็นส้มสองต้นที่รสหวานอร่อยเหมือนกัน หลังจากนั้น เด็กหญิงก็ถูกส่งตัวเข้าไปเรียนยังโรงเรียนประจำหญิง

       ภายในรั้วโรงเรียนที่มีคุณครูดูแลอย่างเข้มงวด ผาณิต ได้รู้จักกับประไพศรี เพื่อนร่วมชั้น ท่านแดงหรือ มจ หญิง กิติมาวดี รัษฎา ที่มีท่าทีไว้องค์ตรงข้ามกับ ท่านหญิงป้อม มจ.เพ็ญศิริ ดุสิดา ที่เป็นกันเอง เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูง และยังเป็นหัวโจกเอกในห้อง ชุลี กับวะสี สองพี่น้อง และคนอื่นๆ เมื่อเข้ามาเรียนที่นี่ ผาณิต เรียนดี จนได้ที่หนึ่งมาตลอด แต่ ความรู้สึกภาคภูมิใจนั้น ก็หาได้มี พ่อ แม่ อยู่ร่วมด้วยไม่ ข่าวร้ายที่ตามมา คือ พันตรีไผทแต่งงานกับ น้าผดา อย่างที่เธอคาดคิดไว้ไม่มีผิด และต่อมาทั้งสองก็มีลูกด้วยกันเป็นโซ่ทองคล้องใจ ทำให้ลูกสาวอย่างเธอ ก็หมดความหมายไปในที่สุด

        ผาณิตสนิทสนมกับท่านป้อม และรู้จักกับพี่น้องของท่านหญิง อย่างท่านชายน้อย ท่านชายเพชร และ ท่านใหญ่ หรือหม่อมเจ้าฤกษ์ฤทธิ์ ที่ให้ความเอ็นดูสนิทสนมเธอเป็นพิเศษ แต่แล้ว ท่านชายใหญ่ก็ต้องเสด็จไปศึกษาต่อต่างประเทศ ผาณิตเอง ก็ไปอยู่ในความอุปการะของคุณตา คุณยาย ที่ให้ความเอ็นดู เอาใจใส่ แม้ว่าท่านจะอายุมากและเริ่มเจ็บป่วยตามประสาคนสูงวัยก็ตาม

      ในขณะที่ผาณิต เริ่มทุ่มเทความรักไปยังคุณตาของเธอ ท่านก็มาจากไปอีก และทำให้ คุณนงคราญที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน ต้องตัดสินใจแต่งงานใหม่กับหมอชนะ ที่มาดูแลท่านในช่วงเจ็บป่วย เพื่อช่วยพยุงฐานะของตัวเอง และมีเงินส่งเสีย ให้ผาณิตระหว่างเรียนชั้นมัธยมนี้ด้วย

         ผาณิต มีโอกาสพบกับ เจษฎาอีกครั้ง และบัดนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มน้อย ที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนนายทหาร เจษฎารำลึกความหลัง เรื่องต้นส้มที่ทั้งสองคนได้ปลูกร่วมกัน บัดนี้มันเจริญเติบโตเป็นต้นส้มขึ้นมาที่ข้างบ้านเขาแล้ว ทั้งสองต่างมีความฝัน และความมุ่งหวังในอนาคต ผาณิตอยากจะเรียนแพทย์ เพื่อจะมาดูแลคนเจ็บป่วย แต่เพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน ทำให้เด็กสาวต้องตัดสินใจมาเรียนต่อครู และจบลงเพียงแค่อนุปริญญา ในขณะที่ หญิงป้อม ชุลี และท่านชายเพชร ต่างก็สอบเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ได้สำเร็จ ผาณิตต้องออกมาเป็นครู เพื่อหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เคยคิดย่อท้อ

      ในเวลานั้นเอง เมื่อเจษฎาเรียนจบ และเขาก็รู้สึกผูกพันหลงรัก ผาณิต หากแต่หญิงสาวกลับไม่ได้มีหัวใจไว้ให้ ผาณิต ให้เพียงแค่ความเป็นเพื่อน ในเมื่อหัวใจของเธอ มีแต่ ท่านชายฤกษ์ฤทธิ์ ผู้สร้างความอบอุ่นและเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิต ตั้งแต่วันที่แรกพบ ตราบจนถึงวันที่ท่านเสด็จกลับมาจากต่างประเทศ แม้แต่ยายเป้าหญิงชราที่เป็นพี่เลี้ยงผาณิต มาตั้งแต่เด็ก ก็ยังอดสงสารนายทหารหนุ่มไม่ได้

    ชีวิตอยู่ใต้บัญชาสวรรค์ ยายเป้าคิดในใจ ไม่มีใครหนีชะตาชีวิตของตนไปได้สักคน!!

     ความรักความสนิทสนมระหว่างสองหนุ่มสาวยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น

      เจษฎา ไปประจำการอยู่ที่ค่ายนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และได้พบกับ วะสีที่นั่น หญิงสาวเองประทับใจในรูปร่างหน้าตา และอุปนิสัยของเจษฎา อยู่ไม่น้อย แต่ก็รู้ดีว่า เจษฎา ไม่มีหัวใจให้ แม้แต่ในยามที่เขาบอบช้ำที่สุด หลังจากทราบข่าวว่า ผาณิต กำลังจะเข้าพิธีเสกสมรสกับท่านชายฤกษ์ฤทธิ์!

      เห็นจะมีแต่ท่านหญิงป้อมเท่านั้น ที่เข้าใจเขา ท่านหญิงทรงปลอบประโลมให้เขาคลายความทุกข์

      ทั้งสองหัวเราะต่อกระซิบกันอย่างบาดใจที่สุด เขากัดกรามจนนูนเป็นสัน บอกไม่ถูกว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร ท่านป้อมพาดพระหัตถ์ลงบนไหล่ของเขาอย่างให้สติ ทันทีที่หัตถ์อันอ่อนนุ่มพาดวางบนไหล่นั้น กระแสแห่งความอบอุ่นได้หลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของเขาจนความเย็นวาบด้วยความคั่งแค้นนั้นสิ้นไป เขาหันกลับมา ในสายเนตรนั้น มีอะไรที่ช่างมืดมนอยู่เหนือจิตใจของเขาอย่างเหลือเกิน ทำให้หัวใจที่ปวดร้าว วุ่นวายของเขานั้นสงบลงได้อย่างประหลาด

    “ชีวิตของผาณิตน่าสงสารตลอดมา เธอคับแค้นไม่มีความสุข เจษฎ์อย่าไปริษยาเขาเลย อ้อยมีความสุขอย่างแท้จริงเมื่ออยู่กับท่านพี่” รับสั่งแผ่วเบา “อ้อยรักท่านพี่ด้วยบริสุทธิ์ใจ”

        แม้ท่านป้อมไม่ได้รับสั่งอะไรมาก แต่เจษฎาก็ได้สำนึกว่า เขาจะไปเคืองแค้นเธอหาถูกไม่ เขาควรจะยินดีกับความสุขของเธอ แม้ว่าจะเป็นความสุขที่นำความทุกข์มหันต์มาสู่เขาก็ตาม

        ผาณิตเองก็สงสาร เจษฎาอยู่ไม่น้อย แต่เรื่องของหัวใจ ไม่อาจที่จะบังคับกันได้ ยิ่งเมื่อท่านป้อมเสด็จมาเล่าเรื่องของเขาให้เธอฟัง เธอมองต้นส้มสองต้นที่ทั้งสองเคยปลูกร่วมกันในวัยเยาว์ ด้วยความหม่นหมอง ต้นหนึ่งนั้นบัดนี้เหี่ยวเฉาโรยรา คงไม่ต่างกับความรู้สึกของเจษฎา เช่นกัน

          เธอได้แต่ปลอบตัวเองว่า ทั้งสอง มิได้เกิดมาเป็นคู่กันในชาตินี้ ถึงได้คลาดแคล้วต่อกัน และหวังว่าเขาจะได้พบสตรีที่ควรคู่กับความรัก แต่จะเป็นใครกันเล่า?

       และเมื่อเวลาผ่านไป จนท่านป้อมสำเร็จการศึกษา เจษฎา ก็กลับไปประจำการที่พิษณุโลก โดยไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับสตรีอื่นใดเข้ามาในชีวิต วันหนึ่ง ท่านหญิงป้อมก็เสด็จไปเที่ยวและแวะเยี่ยมเขา พร้อมกับวะสี ที่ท่านคิดไปเองว่าน่าจะเป็นผู้ปลอบใจให้เจษฎา ได้คลายความโศกลง แม้พระทัยจะอดนึกหวั่นไหวไปบ้างก็ตามที

         “เจษฎ์สบายใจแล้วหรือ” รับสั่งถาม เบือนเนตรอันดำโตนั้นมองเจษฎา
เขายังคงยืนอยู่ที่ระเบียง หันหลังพิงลูกกรงมองดูพระพักตร์อันซีดเศร้าของท่านหญิง
        “ไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมท่าน ที่กระหม่อมจะไปมัวคำนึงถึงความรักที่ผ่านมาแล้ว” เขาถอนใจ “ผาณิตก็เป็นหม่อมที่สูงศักดิ์ และมีความสุขไปแล้ว”


      “เธอตัดใจได้เก่างมากเจษฎา” รับสั่งชมเชยด้วยน้ำพระทัยจริง “ฉันทายว่าเธอกำลังสร้างจิตใจใหม่ ใช่ไหมเจษฎา”
    หลบสายเนตรอันคมเสีย ใบหน้าเขาแดงเรื่อเล็กน้อย
       “ท่านหญิงไม่รู้ใจเจษฎาดอก” เขาพ้อ “ว่าแต่ท่านหญิงเป็นอะไร จึงผอมและซีดอย่างนี้”


        “ไข้ใจ” รับสั่งล้อเลียน แล้วทรงสรวลน้อยๆ “ไข้ใจรู้ไหม?”
เขาเบิกตากว้าง สงสัยในใจว่า ท่านป้อมรับสั่งจริงหรือยั่วเย้าเขาเล่น
       “ใครจะเป็นผู้มีโชคทำให้ท่านใฝ่ฝันถึง และใครเล่าเป็นผู้ที่ทำให้ท่านเป็นไข้ใจ ถ้าใครมันทำอุกอาจเช่นนั้น นายเจษฎาจะขอต่อยหน้ามันเสีย”


          และเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป นายทหารหนุ่ม ก็ละอายใจจนหน้าแดง

     “กระหม่อมขออภัย”
    “ฉันไม่ว่าอะไรเธอดอก ฉันก็เห็นใจว่าเจษฎาหวังดี เดี๋ยวนี้ใจน้อยด้วยหรือ นิดหน่อยก็โกรธ” ช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างน้อยใจ

    “คนที่กระหม่อมจะโกรธได้เห็นจะไม่ใช่ท่านป้อม ผู้ซึ่งนายเจษฎาบูชาเทิดทูนเหมือนแม่พระประจำหัวใจ” เขาพูดด้วยน้ำใสใจจริง และพระพักตร์ท่านหญิงเพ็ญสิริ ดุสิดา วูบขึ้นมาทันที


      แล้วคำพูดที่ทรงคุยกับวะสีก่อนหน้านั้น ก็ปรากฏขึ้นในดวงความคิดพอดี เมื่อท่านตรัสถามวะสี ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเจษฎา เพราะเข้าใจว่า เจษฎา เอง ก็น่าจะรักกับวะสี ภายหลังผิดหวังจาก ผาณิต แต่คำตอบของ เพื่อนสาวก็ทำให้ท่านอึ้งไปไม่น้อย
        “หม่อมฉันจะแต่งงานกับคนที่เขารักหม่อมฉันเท่านั้น มิใช่ว่าจะยอมตนเป็นที่พักพิงหัวใจของคนที่เขามีคนอื่นอยู่ในใจเพคะ” วะสีทูลตอบอย่างแน่ใจตนเอง
“ในหัวใจของเจษฎา นอกจากผาณิต เขาอาจจะมีใครอีก แต่ไม่ใช่หม่อมฉัน”


       และบัดนี้ คำตอบนั้นก็ปรากฏชัดเจนแล้ว ว่าหญิงสาวในดวงใจของนายทหารหนุ่มเจษฎา ดุษฎี ก็คือ เธอ ท่านหญิงป้อมนั่นเอง!!

      ณ เบื้องหน้า พระพุทธอัจนา แห่งวัดศรีชุม ที่เขาพาเธอมากราบนมัสการองค์พระ เจษฎา ได้บอกเล่าความในใจทุกอย่างของเขา แก่เธอทั้งหมด

     “กระหม่อมขออภัยที่อาจเอื้อมจนเกินศักดิ์ เสียแรงท่านเมตตา เสียแรงท่านห่วงใย กระหม่อมทรยศ แต่มันช่วยไม่ได้เลย ในเมื่อท่านยิ่งทรงเมตตา ท่านยิ่งทรงห่วงใย และท่านยิ่งมีความดีต่อกระหม่อมเพียงใด กระหม่อมยิ่งดื่มด่ำใน  พระคุณของความอารีนั้น และหัวใจมันยิ่งรัก ยิ่งเรียกร้อง ยิ่งปรารถนาอยู่ไม่รู้วาย
มันกระวนกระวายยิ่งกว่าเมื่อผาณิต ยิ่งกว่าความต้องการสิ่งใด รู้ไหมว่า กระหม่อมอธิษฐานอย่างไร กระห่อมต้องการที่จะมีหัวใจอิสระ ไม่ต้องการเป็นทาสของท่านอย่างนี้” เขาครางอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
    ท่านป้อม วางพระหัตถ์ลงบนบ่าของเขา น้ำพระเนตรไหลลงมาเป็นทางที่สองข้างปรางอันงามนั้น รับสั่งแผ่วเบาว่า


   “เจษฎา ฉันรักเธอ”
   เขาคว้าพระหัตถ์นั้นขึ้นบรรจงแตะปลายจมูกตนเองอย่างทะนุถนอม หน้าชื่นขึ้นทันที
     “กระหม่อมขอสาบานว่า กระหม่อมจะรักท่านหญิงป้อมของกระหม่อมเหมือนหัวใจไม่มีคลาย”


       และภายใต้บัญชาแห่งสวรรค์ ก็ได้ประทานความสมปรารถนาในรัก ให้แก่บุคคลทั้งสองคู่ ได้อย่างงดงาม ในความหมายแห่งรัก!

       นิยายเรื่องนี้ เมื่ออ่านในตอนแรก คิดว่าบทเด่นจะเป็นคู่ของ ผาณิต กับท่านชายฤกษ์ฤทธิ์ แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าบทบาทของ เจษฎา จะโดดเด่นมากขึ้น จนอดเอาใจช่วยลุ้นให้เป็นพระเอกแทนไม่ได้ แต่เมื่อคู่กับท่านป้อม ที่ผูกพันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ก็นับเป็นอีกคู่หนึ่ง ที่เหมาะสม และอิ่มเอมใจไปกับบทสรุปของนิยายรักพาฝัน เรื่องนี้เช่นกันครับ

     ปล. ภาพอีกปกหนึ่ง เป็น ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ในปี พ.ศ.2505 ครับ เป็นภาพวาดที่สวยงามไม่น้อยเลยทีเดียว ผมเลยขอนำมาลงประกอบไว้ด้วยครับ




Create Date : 26 กรกฎาคม 2562
Last Update : 26 กรกฎาคม 2562 13:19:27 น.
Counter : 276 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
นักวิทยาศาสตร์หนุ่ม : บุญภักดิ์ ขวัญเจริญ สามปอยหลวง
(8 ธ.ค. 2562 15:18:21 น.)
107 :: Honey Kiss  by ณัฐณรา polyj
(4 ธ.ค. 2562 08:36:06 น.)
106 :: สามชาติ สองภพ จบปรารถนา by เหลียนฮวาสีชมพู polyj
(2 ธ.ค. 2562 22:16:35 น.)
093 :: Love Therapy ทฤษฎีบำบัดรัก by Babylinlin polyj
(16 พ.ย. 2562 21:41:17 น.)
  
ชื่อเรื่องเพราะและสมกับเนื้อเรื่องมากค่ะ
แม้ว่าผานิตกับเจษฎาจะไม่ใช่คู่กัน
แต่ผู้เขียนก็ยังมีน้ำใจให้กับคนอ่าน และจบอย่างมีความสุข
ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ
โดย: นักอ่านรุ่นเก๋า IP: 134.196.85.62 วันที่: 30 กรกฎาคม 2562 เวลา:17:58:08 น.
  
สวัสดีครับคุณนักอ่านรุ่นเก๋า งานของคุณ ส.คุปตาภา ละเมียดละไม อ่านแล้วให้ความรู้สึกถึงความรักของตัวละครในเรื่องมากครับ สำนวนภาษาก็อ่านง่าย แม้ว่าพลอตเรื่องจะไม่หวือหวาอะไรมากนักก็ตามครับ
โดย: สามปอยหลวง วันที่: 1 สิงหาคม 2562 เวลา:13:19:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sampoiluang.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]

บทความทั้งหมด