องค์มรรคสามัคคี
235 องค์มรรคสามัคคีพร้อมได้ที่


  ดังได้กล่าวแล้วว่า ความมุ่งหมายของสัมมาสมาธิ  ก็เพื่อให้เป็นสนามปฏิบัติการของปัญญา หรือพูดให้กว้างว่า เพื่อทำให้จิตเป็นสถานที่เหมาะสมดีที่สุด ที่องค์ธรรมทั้งหลายจะมาทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์ คือ การรู้แจ้งสัจธรรม กำจัดกิเลส ถึงภาวะดับปัญหาไร้ทุกข์ และก็ได้กล่าวแล้วเช่นกันว่า องค์มรรคทั้ง ๘ ประการ ทำงานประสานสอดคล้องส่งเสริมกัน โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้านำทางไป

  จึงเป็นอันได้ความในตอนนี้ว่า องค์มรรคอื่นทั้ง ๗ ข้อ เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้กำลังแก่สมาธิ ช่วยให้สมาธิเกิดขึ้นได้ ดำรงอยู่ได้ที่ เป็นสัมมาสมาธิ คือ สมาธิที่ถูกต้อง ซึ่งจะใช้งานได้ผลตามต้องการ ส่งผลคืบหน้าต่อไปอีกจนถึงจุดหมาย โดยช่วยให้เกิดองค์ธรรมเพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่างในขั้นสุดท้าย เรียกว่า สัมมาญาณ (หยั่งรู้ชอบ) และสัมมาวิมุตติ (หลุดพ้นชอบ)

  เมื่อมองในแง่นี้ ท่านเรียกองค์มรรคอื่นทั้ง ๗ ข้อ ว่าเป็น "สมาธิบริขาร" แปลว่า บริขารของสมาธิ หมายความว่า เป็นเครื่องประกอบ เครื่องแวดล้อม เครื่องหนุนเสริม หรือเครื่องปรุงของสมาธิ

  สมาธิที่ประกอบด้วยบริขารนี้แล้ว เรียกว่า เป็นอริยสัมมาสมาธิ นำไปสู่จุดหมายได้ ดังบาลีว่า

   "สมาธิบริขาร ๗ ประการเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ทรงจัดวางไว้เป็นอย่างดีแล้ว เพื่ออบรมบ่มสัมมาสมาธิ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสัมมาสมาธิ เจ็ดประการไหน ? ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ

   "เอกัคคตาแห่งจิต ที่แวดล้อมด้วยองค์ ๗ เหล่านี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ ซึ่งมีอุปนิสัย (มีที่อิงที่ยันที่รองรับ) บ้าง มีบริขาร (มีเครื่องประกอบหรือเครื่องช่วยหนุน) บ้าง"

   "เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาสังกัปปะจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณจึงพอแก่การ เมื่อมีสัมมาญาณ สัมมาวิมุตติจึงพอแก่การ"  (ที.ม.๑๐/๒๐๖/๒๔๘)

  มรรคมีองค์ ๘ หรืออัฏฐังคิกมรรคนี้  เมื่อเจริญพรั่งพร้อมถึงที่ ก็จะถึงขีด และถึงขณะหนึ่ง ซึ่งองค์มรรคทั้งหมดร่วมกันทำหน้าที่  ให้เกิดญาณอันแรงกล้าสว่างขึ้นมา หยั่งเห็นสัจธรรม และกำจัดกวาดล้างกิเลสที่หุ้มห่อบีบคั้นจิตออกไป การที่องค์มรรคทั้งหมดทำหน้าที่พร้อมกันเช่นนี้ เรียกว่าเป็น "มรรค" เพราะเป็นขณะซึ่งมีองค์ประกอบทั้งหมดครบเป็นมรรคจริงๆ

  เมื่อมรรคทำหน้าที่แล้ว ก็มีภาวะที่เป็นผลตามมา คือความรู้ความเข้าใจในสัจธรรม และความหลุดพ้นจากกิเลส  ไร้สิ่งบีบคั้น เป็นอิสระ เรียกสั้นๆว่า "ผล"

  ถ้าทุกอย่างค่อยดำเนินไปตามลำดับ จะมีการทำหน้าที่ของมรรคเช่นนี้ ที่แรงหรือเบ็ดเสร็จยิ่งขึ้น จนเสร็จสิ้นรวมทั้งหมด ๔ คราว หรือ ๔ ขั้น จึงเรียกว่ามรรค ๔ และภาวะที่เป็นผลก็จึงมี ๔ เช่นเดียวกัน  รวมเรียกว่า มรรค ๔ ผล ๔ หรืออริยมรรค ๔ อริยผล ๔ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล

  จะเห็นว่า มรรคนี้ ว่าโดยองค์ประกอบมี ๘ จึงเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค แปลว่า มรรคมีองค์ ๘

  แต่ว่าโดยปฏิบัติการ หรือการทำกิจ มี ๔ ลำดับขั้น เรียกกันว่า จตุมรรค แปลว่า มรรค ๔ (คู่กับจตุผล คือ ผล ๔)

  อาการที่องค์ธรรมทั้งหลายทำหน้าที่พร้อมกัน ในขณะจิตเดียว  ยังผลที่ต้องการให้สำเร็จนี้ ท่านเรียกว่า ธรรมสามัคคี และธรรมสามัคคี  ก็คือ โพธิ  อันได้แก่  ความตรัสรู้  (ม.อ.๑/๑๑๕...)

  ในขณะแห่งมรรคนี้  มิใช่เฉพาะองค์ธรรมเพียง เท่านั้น แม้โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการก็เกิดขึ้นทำหน้าที่พร้อมหมดในขณะจิตเดียวกัน  (ขุ.ปฏิ.๓๑/๕๒๗-๙/๔๒๙-๔๒๔)

  อย่างไรก็ตาม โพธิปักขิยธรรมทั้งหมดนั้น ก็สรุปลงได้ในองค์มรรคทั้ง ๘ นั่นเอง ดังนั้น เมื่อพูดถึงมรรค ก็จึงเป็นอันครอบคลุมถึงธรรมอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด


  อาจมีผู้สงสัยว่า องค์มรรคหลายอย่าง จะทำหน้าที่ในขณะหนึ่งขณะเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะองค์ฝ่ายศีล เช่น สัมมาวาจา และสัมมากัมมันตะ ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องในกรณีอย่างนี้เลย

  ปัญหานี้คงจะเข้าใจได้ ด้วยเอาตัวอย่างที่เห็นง่ายกว่าเข้ามาเทียบ เช่น คนยิงปืนแม่น หรือยิงธนูแม่น

  ในวันที่มีการประกวด หรือแสดง เราเห็นเขายิงปืน หรือธนูถูกเป้า ประสบความสำเร็จ เขาได้รับชัยชนะ ยิงถูกเป้า ด้วยการยิงที่เป็นไปในเวลาขณะเดียวเท่านั้น

  ถ้ามองผิวเผิน ก็อาจพูดเพียงแค่ว่า เขามือดี หรือมือแม่น จึงยิงถูก แล้วก็ผ่านไป แต่ถ้ามองเหตุปัจจัยให้ลึกซึ้ง เบื้องหลังความมีมือดี มือแม่น และการยิงถูก ขณะเดียวคราวเดียวนั้น เราอาจสืบเห็นการฝึกหัดซักซ้อม ที่ใช้เวลาก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นยาวนาน

  เขาอาจฝึก ตั้งแต่การวางท่า การยืน การวางเท้า วางขา วางไหล่ วางแขน วิธีจับ วิธีประทับอาวุธ การเล็ง การกะระยะ การหัดใช้กำลังให้พอดี ปัญญา ไหวพริบ การตัดสินใจ และจิตใจที่แน่วแน่ เป็นต้น มากมาย จนเกิดความคล่องแคล่วช่ำชอง ทำได้ในเวลาฉับไว เข้าที่ทันที จนรู้สึกเหมือนเป็นไปเอง โดยไม่ต้องมีความพยายาม

  ครั้นถึงคราวแสดง ในเวลาที่เขายิงถูกเป้าหมายแม่นยำ อันเป็นไปในขณะเดียวนั้น ย่อมมีความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การยิงแม่นวิบเดียวนั้น เป็นผลรวมของการจับ ถือ วางกิริยาท่าทาง ใช้กำลังพอดีด้านร่างกาย ความมั่นใจ จิตตั้งมั่นแน่วแน่ และความรู้ไว ไหวพริบทั้งหมด ที่เป็นเหตุปัจจัยพรั่งพร้อมอยู่เบื้องหลังตั้งมากมาย

  พูดอีกอย่างหนึ่ง กิริยาอาการ ความพอดีของร่างกายทั้งหมด ก็ดี ภาวะจิตใจที่พร้อม และทำงานได้ที่ ก็ดี ปัญญาที่รู้เข้าใจบัญชาให้ตัดสินทำการก็ดี ทำหน้าที่ร่วมกันทั้งหมด ในการยิงขณะเดียวกัน

  มองย้อนทางว่า ความพร้อมพอดีของกาย ความพร้อมดีของใจ ความพร้อมพอดีของปัญญา ในเวลาขณะนั้น ก็คือผลของการซักซ้อมฝึกหัดตลอดเวลายาวนานเป็นแรมเดือนแรมปีทั้งหมด

  จึงพูดได้ว่า  การยิงถูกเป้าขณะเดียวนั้น  เป็นผลงานของการฝึกซ้อมที่ยาวนาน เป็นเดือน เป็นปี ทั้งหมด โดยที่ความถนัด ความสามารถ ความชำนิชำนาญ ที่เป็นผลของการฝึกแรมเดือนแรมปีทั้งหมดนั้น ไม่ว่าทางกาย ทางจิตใจ และทางปัญญา ทุกอย่าง ทุกด้าน ทุกส่วน ทำงานร่วมพร้อมกันทั้งหมดในการยิงขณะเดียวนั้น

  อนึ่ง ณ จุดนี้แหละ ที่ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความพร้อม หรือแก่กล้าของอินทรีย์ต่างๆ

  - บางคนอาจฝึกซ้อมไม่ต้องมาก ก็ประสบความสำเร็จโดยง่าย

  - บางคนอาจฝึกหัดใช้เวลานาน แต่ฝึกไปสบายๆ ก็สำเร็จ

  - บางคนทั้งฝึกยากลำบาก ทั้งต้องใช้เวลายาวนาน จึงสำเร็จ

  - บางคนจะฝึกหัดอย่างไร ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย

  นอกเหนือจากความแตกต่างระหว่างบุคคลแล้ว ความสำเร็จและความช้าเร็ว เป็นต้น ยังขึ้นต่อปัจจัยอื่นอีก โดยเฉพาะการฝึกที่ถูกวิธี การมีผู้แนะนำหรือครูดี ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร ตลอดจนสภาพในกาย และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เป็นต้น

  โดยนัยนี้  ท่านจึงจำแนกการปฏิบัติธรรมที่ประสบความสำเร็จออกเป็น ๔ ประเภท เรียกว่า ปฏิปทา ๔ คือ(องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๖๑-๓ /๒๐๐ - ๔)

  ๑. ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติยากลำบาก ทั้งรู้ (มีอภิญญา)  ช้า

  ๒. ทุกขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติยากลำบาก แต่รู้ (มีอภิญญา)  เร็ว

  ๓. สุขา  ปฏิปทา ทันธาภิญญา  ปฏิบัติสะดวกสบาย แต่รู้ (มีอภิญญา) ช้า

  ๔. สุขา  ปฏิปทา ขิปปาภิญญา  ปฏิบัติสะดวกสบาย ทั้งรู้ (มีอภิญญา) เร็ว


  ในบรรดาองค์ประกอบต่างๆ หลายๆอย่าง ที่ทำให้ปฏิบัติยากหรือง่าย รู้ได้ช้า หรือเร็วนั้น สมาธิก็เป็นปัจจัยแห่งความแตกต่างอย่างหนึ่งด้วย

  ได้กล่าวแล้วว่า ผู้ปฏิบัติธรรมอาจเจริญวิปัสสนาไปได้ทันที โดยอาศัยสมาธิขั้นต้นเพียงเล็กน้อย และก็เป็นไปได้ที่จะบรรลุอาสวักขยญาณที่เป็นจุดหมาย แต่ใครจะบำเพ็ญสมถะให้ได้ฌานเสียก่อน เป็นฐานมั่นคงแล้วจึงเจริญวิปัสสนา ก็ได้

  ความข้อนี้ก็มาชัดขึ้นที่เรื่องปฏิปทา ๔ นี้ด้วย กล่าวคือ ท่านแสดงว่า ผู้ที่ได้ฌาน ๔ แล้ว จะมีการปฏิบัติที่เป็นสุขา ปฏิปทา คือ ปฏิบัติสะดวกสบาย  ส่วนผู้ที่เจริญอสุภสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และมรณสัญญา เป็นต้น  (พวกนี้  ตามหลักที่ผ่านมาแล้วว่า ได้อย่างมากเพียงปฐมฌาน หรือเพียงอุปจารสมาธิ)  จะมีการปฏิบัติที่เป็น ทุกขา ปฏิปทา คือ ปฏิบัติยากลำบาก ไม่สู้ฉ่ำชื่นในระหว่างปฏิบัติ
 
 
235 ข้อนี้ข้อเดียวเห็นภาคการปฏิบัติผิดปฏิบัติถูก ถึงไหนไม่ถึงไหนหมดเกลี้ยง     107

 


235 เมื่ออ่านตำราอ่านคัมภีร์พอรู้แนวทางแล้วมันต้องลงมือทำเพื่อพิสูจน์  ถ้าไม่ทำไปหยุดอยู่แค่อ่านทีนี้จะฟุ้งซ่าน    121   พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นั้นตรรกะหยั่งไม่ถึง  


235 เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ก่อนที่จะทรงประกาศธรรม ได้ทรงมีพุทธดำริว่า

   “ธรรมที่เราเข้าถึงแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นยาก หยั่งรู้ตามยาก สงบ ประณีต ตรรกหยั่งไม่ถึง ละเอียดอ่อน เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงทราบ”  (วินย.๔/๗/๘ฯลฯ)

และมีข้อความเป็นคาถาต่อไปว่า

   “ธรรม เราลุถึงโดยยาก เวลานี้ ไม่ควรประกาศ, ธรรมนี้ มิใช่สิ่งที่สัตว์ผู้ถูกราคะโทสะครอบงำ จะรู้เข้าใจได้ง่าย, สัตว์ทั้งหลายผู้ถูกราคะย้อมไว้ ถูกกองความมืด (อวิชชา) ห่อหุ้ม จักไม่เห็นภาวะที่ทวนกระแส ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เห็นยาก ละเอียดยิ่งนัก”  (วินย.๔/๗/๘ ฯลฯ)

  คำว่า “ธรรม” ในที่นี้ หมายถึงปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน  (จะว่าอริยสัจ ๔ ก็ได้ใจความเท่ากัน)  แต่ถึงแม้จะยากอย่างนี้  ก็ปรากฏว่าพระพุทธเจ้า ได้ทรงพยายามสั่งสอนชี้แจงอธิบายอย่างมากมาย ดังนั้น คำว่านิพพานเป็นสิ่งที่ปุถุชนนึกไม่เห็น คิดไม่เข้าใจ จึงควรมุ่งให้เป็นคำเตือนเสียมากกว่า คือ เตือนว่าไม่ควรเอาแต่คิดสร้างภาพและถกเถียงชักเหตุผลมาแสดงกันอยู่ จะเป็นเหตุให้สร้างสัญญาผิดๆ ขึ้นมาเสียเปล่า  ทางที่ดีหรือทางที่ถูก ควรจะลงมือปฏิบัติให้เข้าถึง  เพื่อรู้เห็นประจักษ์ชัดกับตนเอง เพราะถึงแม้ว่านิพพานนั้น  เมื่อยังไม่รู้ไม่เห็น ก็นึกไม่เห็น คิดไม่เข้าใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่รู้ได้ เห็นได้ เข้าถึงได้ เพียงแต่ว่ายากเท่านั้น

   “ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้  เป็นของลึกซึ้ง  เห็นได้ยาก  รู้ตามได้ยาก ฯลฯ สำหรับหมู่ประชา ผู้เริงรมย์  รื่นระเริงอยู่ในอาลัย  ฐานะอันนี้  ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท  แม้ฐานะนี้  ก็เห็นได้ยาก  กล่าวคือ...นิพพาน”   (วินย.๔/๑-๗/๑-๘)


134

  ตรรกะ  (ตักกะ)  น. ความตรึก, ความคิด (ส. ตรฺก ป. ตกฺก)



Create Date : 28 พฤษภาคม 2568
Last Update : 27 เมษายน 2569 17:30:28 น.
Counter : 528 Pageviews.

0 comments
ตอนที่ 5 ลางานไปปฏิบัติธรรมอย่างส่งมอบงานระบบ Beeli
(2 ก.ค. 2569 00:20:16 น.)
ธรรมะวันนี้ ๒๙ มิ.ย.๒๕๖๙ **mp5**
(29 มิ.ย. 2569 06:02:31 น.)
เป้าหมาย สิ่งสำคัญ ปัญญา Dh
(27 มิ.ย. 2569 14:40:00 น.)
เข้าใจถูก ปัญญา Dh
(26 มิ.ย. 2569 15:33:20 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณชะเอมเถา

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

บทความทั้งหมด