
หัวข้อล่างเขาอ้างอิงฌาน
- ความหมายของ
ฌาน ผู้เริ่มศึกษาพึงทราบว่า คำว่า ฌาน ๔ ตามปกติหมายถึง รูปฌาน ๔ ดังนั้น จะพูดว่าฌาน ๔ หรือ รูปฌาน ๔ ก็มีความหมายเท่ากัน; อนึ่ง ไม่พึงสับสนฌาน ๔ กับฌาน ๕ เพราะฌาน ๕ ก็คือฌาน ๔ นั่นเอง เป็นแต่ขยายละเอียดออกไปตาม
แนวอภิธรรม และฌานที่ ๕ ตามแนวอภิธรรมนั้น ก็ตรงกับฌานที่ ๔ ในที่นี้นั่นเอง
(ฌานที่แยกเป็น ๔ เรียกว่าฌานจตุกกนัย เป็นแบบหลักที่พบทั่วไปในพระสูตร ส่วนฌานที่แยกขยายออกเป็น ๕ ตามแนวอภิธรรม เรียกว่า ฌานปัญจกนัย) ฌาน ๔ นี้ควรจะกล่าวถึงในบทว่าด้วยมรรค ตอนสัมมาสมาธิ ในภาคปฏิบัติข้างหน้า แต่เมื่อเอ่ยถึงในที่นี้แล้ว ก็ควรทำความเข้าใจเล็กน้อย
“ฌาน” แปลว่า
เพ่ง หมายถึง
ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ได้แก่
ภาวะจิตที่มีสมาธินั่นเอง แต่
สมาธินั้นมีความประณีตสนิทชัดเจนผ่องใส และมีกำลังมากน้อยต่างๆ กัน แยกได้เป็นหลายระดับ ความต่างของระดับนั้น
กำหนดด้วยคุณสมบัติของจิตที่เป็น
องค์ประกอบร่วมของสมาธิในขณะนั้นๆ
องค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่ วิตก (การจรดจิตลงในอารมณ์) วิจาร (การที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) และ
เอกัคคตา (
ภาวะที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว คือตัว
สมาธินั่นเอง)
ฌานที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ (รูปฌาน) ท่านนิยมแบ่งออกเป็น ๔ ระดับ มี
องค์ประกอบที่ใช้กำหนดระดับ ดังนี้
๑. ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
๒. ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
๓. ตติยฌาน (ฌานที่ ๓) มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา
๔. จตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา
ฌานที่สูงขึ้นไปกว่านี้ คือ อรูปฌาน ก็มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา เหมือนจตุตถฌาน แต่กำหนด
อรูปธรรมเป็นอารมณ์ และมีความประณีตยิ่งขึ้นไปโดยลำดับ ตามอารมณ์ที่กำหนด อรูปฌาน ๔ แต่ละข้อ (ตรงกับวิโมกข์ข้อ ๔ ถึง ๗)
ฌาน อาจใช้ในความหมายอย่างหลวมๆ โดยแปลว่า
เพ่ง พินิจ ครุ่นคิด เอาใจจดจ่อ ก็ได้ และ
อาจใช้ในแง่ที่ไม่ดี เป็นฌานที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ เช่น เก็บเอากามราคะ พยาบาท ความหดหู่ ความกลัดกลุ้มวุ่นวายใจ ความลังเลสงสัย (นิวรณ์ ๕) ไว้ในใจ ถูก
อกุศลธรรมเหล่านั้นกลุ้มรุมใจ เฝ้าแต่ครุ่นคิดอยู่ ก็เรียกว่า
ฌานเหมือนกัน
(ม.อุ. ๑๔/๑๑๗/๙๘) หรือ กิริยาของสัตว์ เช่น นกเค้าแมวจ้องจับหนู สุนัขจิ้งจอกจ้องหาปลา เป็นต้น
ก็เรียกว่าฌาน (ใช้ในรูปกริยาศัพท์
เช่น ม.มู. ๑๒/๕๖๐/๖๐๔) บางทีก็นำมาใช้แสดงความหมายด้าน
วิปัสสนาด้วย โดยแปลว่า เพ่งพินิจ หรือ คิดพิจารณา ในอรรถกถาบางแห่งจึงแบ่ง
ฌานออกเป็น ๒ จำพวก คือ
การเพ่งอารมณ์ตามแบบของสมถะ เรียกว่า
อารัมมณูปนิชฌาน (ได้แก่ ฌานสมาบัตินั่นเอง)
การเพ่งพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ ตามแบบวิปัสสนา หรือวิปัสสนานั่นเอง เรียกว่า
ลักขณูปนิชฌาน (ในกรณีนี้ แม้แต่มรรคผล ก็เรียกว่าฌานได้ เพราะแปลว่าเผากิเลสบ้าง เพ่งลักษณะที่เป็นสุญญตาของนิพพานบ้าง) (ดู องฺ.อ.๑/๕๓๖; ฯลฯ )