มี
พุทธพจน์บางตอนที่แสดงให้เห็นลักษณะบางอย่าง
ที่แตกต่างกันระหว่างชีวิตแห่งความ
ยึดมั่นถือมั่น กับ
ชีวิตแห่งปัญญา เช่น
“
ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อมเสวยสุขเวทนา บ้าง ทุกขเวทนา บ้าง อทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข) บ้าง
“
อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนา บ้าง ทุกขเวทนา บ้าง อทุกขมสุขเวทนา บ้าง
“ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ กับ ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ?”
“เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศรดอกหนึ่ง แล้วยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนา เพราะลูกศรทั้ง ๒ ดอก คือ ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ ฉันใด
ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น ... ย่อม
เสวยเวทนาทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้ง
ทางกาย และทางใจ “อนึ่ง เพราะ
ถูกทุกขเวทนานั้นกระทบ เขาย่อมเกิดความ
ขัดใจ เมื่อเขามีความ
ขัดใจ เพราะ
ทุกขเวทนา ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาก็ย่อมนอนเนื่อง เขาถูก
ทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว
ก็หันเข้าระเริงกับกามสุข* เพราะอะไร ? เพราะปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อม
ไม่รู้ทางออกจากทุกขเวทนา นอกไป
จากกามสุข และเมื่อเขา
ระเริงอยู่กับ
กามสุข ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นย่อมนอนเนื่อง เขาย่อม
ไม่รู้เท่าทันความเกิดขึ้น ความสูญสลาย ข้อดี ข้อเสีย และ
ทางออกของเวทนาเหล่านั้น
ตามที่มันเป็น เมื่อเขา
ไม่รู้ ...
ตามที่มันเป็น อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา (= อุเบกขาเวทนา) ย่อมนอนเนื่อง
“ถ้าได้เสวยสุขเวทนา เขาก็เสวยอย่างถูกมัดตัว ถ้าเสวยทุกขเวทนา เขาก็เสวยอย่างถูกมัดตัว ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา เขาก็เสวยอย่างถูกมัดตัว
“
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เรียกว่า
ปุถุชน ผู้มิได้เรียนรู้
ผู้ประกอบ* ด้วยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราเรียกว่า ผู้ประกอบด้วยทุกข์”
“
ภิกษุทั้งหลาย ฝ่าย
อริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่คร่ำครวญ ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ตีอกร้องไห้ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว
ไม่เสวยเวทนาทางใจ “เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศร แล้วยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนา เพราะลูกศรดอกเดียว ฉันใด อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น ... ย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ
“อนึ่ง เธอย่อม
ไม่มีความขัดใจเพราะทุกขเวทนานั้น เมื่อไม่มีความขัดใจเพราะทุกขเวทนานั้น
ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมไม่นอนเนื่อง เธอถูก
ทุกขเวทนากระทบ ก็ไม่หันเข้าระเริงกับกามสุข เพราะอะไร ? เพราะ
อริยสาวกผู้เรียนรู้แล้ว ย่อม
รู้ทางออกจากทุกขเวทนา นอกจากกามสุขไปอีก เมื่อเธอ
ไม่ระเริงกับกามสุข ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นก็ไม่นอนเนื่อง
เธอย่อม
รู้เท่าทันความเกิดขึ้น ความสูญสลาย ข้อดี ข้อเสีย และ
ทางออกของเวทนาเหล่านั้นตามที่มันเป็น เมื่อเธอรู้ ... ตามที่มันเป็น
อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา ก็ไม่นอนเนื่อง
“ถ้าเสวยสุขเวทนา เธอก็เสวยอย่างไม่ถูกมัดตัว ถ้าเสวยทุกขเวทนา เธอก็เสวยอย่างไม่ถูกมัดตัว ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา เธอก็เสวยอย่างไม่ถูกมัดตัว ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้ ผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราเรียกว่า ผู้ปราศจากทุกข์”
“ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ กับ ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้”
(สํ.สฬ.๑๘/๓๖๙-๓๗๒/๒๖๗-๒๖๐)
* กามสุข = สุขในการสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕; ตัวอย่างในทางจริยธรรมขั้นต้น เช่น หันเข้าหาการพนัน การดื่มสุรา และสิ่งเริงรมย์ต่างๆ
* สญฺญุตฺต = ผูกมัด พัวพัน ประกอบ (ประกอบด้วยกิเลส - สํ.อ.๓/๑๕๐)
อริยสาวก ๑. สาวกผู้เป็นพระอริยะ, สาวกผู้บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ๒. สาวกของพระอริยะ (คือของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะ)